บทที่ ห้าสิบสาม
“ฮูหยินรองเสว่?” ความจำของอิงหมิงก็ใช่จะย่ำแย่ป่านนั้นพึ่งเจอกันไม่กี่วันก่อนนี่เองทำไมจะจำไม่ได้แต่ที่สงสัยคือทำไมต้องส่งคนไปจับพวกตนมาต่างหาก วันนั้นนางไม่ใช่คนที่จะถูกรถม้าชนด้วยซ้ำ
“แค่นั้นหรือ?” หน้าเอ่ยเย้ยหยันพลางหัวเราะความวิตกบนในหน้าค่อยๆ หายไป “มีแต่ข้าที่จำท่านได้หรือท่านเซียน?”
“..เซียน?” อิงหมิงชะงักคนรู้จักของท่านเซียนลู่อิงหมิงหรือแต่ถ้ารู้จักกันทำไมต้องส่งโจรไปจับทั้งสองมาด้วย มีแต่คนไม่หวังดีเท่านั้นที่จะทำแบบนี้
“แล้วเด็กนี่ใครกัน? ..ท่านจอมมารหรือ”นางย่อตัวก้มลงมองเขาใกล้ๆ ยิ่งมองชัดก็ยิ่งมั่นใจ “ทำไมท่านอยู่ในร่างนี้”นางมองเขาเหม่อลอยก่อนจะยกมือขึ้นหมายจะลูบใบหน้าจอมมารวัยเด็ก
“..หากแตะข้า ข้าจะตัดมือเจ้า” จอมมารเอ่ยเสียงเรียบนิ่งสายตาจ้องมองกลับเย็นชาหมายจะฆ่าแกงกันจริงๆ มือเรียวจึงชะงักค้าง
“ไม่เปลี่ยนไปเลย” ฮูหยินรองเสว่ถอยตัวเดินกลับไปที่เดิม“แต่ดูเหมือนไม่มีใครจำข้าได้เลย ตลอดมามีแต่ข้าที่จำได้หรือ ไม่ยุติธรรม!พวกเจ้าทำร้ายข้า ทำร้ายตระกูลข้า ข้าไม่ปล่อยให้พวกเจ้ามีความสุขเด็ดขาด!”นางตวาดลั่น คล้ายคนกำลังจะสติหลุดตาเบิกกว้างก่อนจะหยิบกริชของจอมมารที่ถูกยืดไปตอนถูกมัดขึ้นมานางเดินย่างสามขุมมาหาอิงหมิงแล้วหยุดที่เบื้องหน้า
“เดี๋ยวๆ เช่นนั้นฮูหยินเป็นใครกัน?” อิงหมิงต้องเริ่มประวิงเวลาเพื่อหาทางเอาตัวรอดหรือก่อนจะตายอย่างน้อยก็ควรรู้สาเหตุบ้างว่าตายด้วยฝีมือใคร
“ข้า มู่ ซิ่ว ฟาง” นางเอ่ยทุกคำช้าๆ อย่างชัดถ้อยชัดคำ
มู่ซิ่วฟางที่มีเรื่องบาดหมางกับท่านเซียนลู่อิงหมิงมีคนเดียวมู่ซิ่วฟางหญิงงามแห่งเมืองผิงต๋า คุณหนูนิสัยโหดร้ายคนนั้น
“คุณหนูมู่?” เวลานี้คุณหนูมู่กลายมาเป็นฮูหยินรองเสว่แล้วถ้าเป็นแต่ก่อนฐานะอย่างนางไม่มีทางเป็นแค่ฮูหยินรองนางเกิดในตระกูลเจ้าเมืองหลังเหตุการณ์ตระกูลล่มสลายที่ผิงต๋าคงระหกระเหินน่าดูแต่ก็หาที่ทางจนได้มาเป็นฮูหยินรองตระกูลใหญ่ในเมืองเสวียหยาง
“ใช่ ข้าเอง เพราะฉะนั้นมีข้าไม่มีเจ้า”หญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามเวลานี้สีหน้าบิดเบี้ยว ความแค้นของนางสุมเต็มอกนางค่อยแสยะยิ้มที่ไม่น่ามองออกมา อิงหมิงเห็นแล้วเสียวสันหลังวาบ“ข้าจะกรีดหน้าเจ้าเสียก่อน เพราะเจ้าทำให้ข้าต้องทนอัปยศอดสูมาหลายปี”นางเงื้อกริชขึ้นสูง
โครมโครม แต่เสียงของหนักกระแทกพื้นเรือต่อเนื่องไม่หยุดมือหญิงสาวที่ถือของมีคมอยู่ก็หยุดชะงักนางมองไปที่ประตูต้องการจะรู้ว่าด้านนอกเกิดอะไรขึ้น
“มีผู้บุกรุก” เสียงด้านนอกดังเข้ามาเป็นคำตอบให้แล้ว ระหว่างที่ฮูหยินรองเสว่ถูกเสียงด้านนอกดึงความสนใจผู้เป็นจอมมารที่หาจังหวะอยู่ก่อนก็วิ่งชนนางจนกริชในมือหล่นกระเด็นไปอีกทาง
“นั่งก้มลง” จอมมารสั่งผู้อยู่ในร่างเซียน อิงหมิงก็ทำตามทันทีไม่มีโต้แย้งถึงมือจะถูกมัดไพล่หลังแต่ยังหยิบจับได้อยู่ แม้จะไม่รู้ว่าจะได้ผลไหมแต่ต้องลองเขาใช้มือกระชากโซ่เล็กๆ ที่ผูกที่คออีกฝ่าย แรงดึงไม่น้อยกระชากจนขาดได้จริงๆแต่ทิ้งรอยสีแดงไว้รอบลำคอขาว เพียงไม่กี่พริบตามันก็ค่อยๆ หายไปพลังของนางกลับมาแล้ว
ฮูหยินรองเสว่ที่ถูกชนจนอาวุธกระเด็นออกจากมือนางจึงรีบวิ่งไปเก็บพอเงยหน้ามาอีกทีเซียนสาวก็ไร้พันธนาการใดๆ แล้ว
“หยุดมือได้แล้ว” อิงหมิงกล่าวกับนาง
“ข้าไม่หยุด!” ไม่พูดปากเปล่านางเขวี้ยงกริชในมือใส่อิงหมิงแต่ยังไม่ทันได้ถึงเป้าหมายผู้อยู่ในร่างเด็กก็รับมันด้วยท่าทีสบายๆ
“ขอคืนให้เจ้า” เด็กชายขว้างมันกลับไปด้วยความเร็วมองแทบไม่ทัน รู้อีกที่มันก็ปักอยู่ที่ผนังสานของห้องบนเรือจากนั้นก็ค่อยๆ มีเลือดซึมออกจากแก้มของใบหน้างดงาม จากค่อยๆ ซึมก็ไหลยาวเป็นทางแผลไม่ใช่เล็กๆ แน่นอน
“ใบหน้าข้า!”นางร้องโวยวายมือกุมแก้มข้างที่มีบาดแผลเหมือนใกล้จะเสียสติหรืออาจจะเสียสติไปแล้วก็ได้มู่ซิ่วฟางเลิกสนใจทั้งสองวิ่งไปที่คันฉ่องบานเล็กๆ พยายามส่องดูใบหน้าแต่เหมือนแสงจะไม่พอ “เอาตะเกียงมาให้ข้า!”สาวใช้ที่ยืนมองอย่างตะลีตะลานรีบวิ่งไปหยิบตะเกียงมาให้ผู้เป็นนาย
มือที่ชุ่มไปด้วยเลือดยื่นไปจับตะเกียงแต่ความรีบร้อนทำให้ลื่นจนตะเกียงในมือเอียงน้ำมันที่บรรจุอยู่ก็รดลงมาที่มือและเสื้อผ้าตัวสวย
ตอนนั้นเองที่บานประตูก็เปิดออกลมด้านนอกพัดเข้าไปภายในไม่ทันตั้งตัวเปลวไฟที่อยู่ในมือหญิงสาวเพียงแค่ส่วนปลายแตะถูกอาภรณ์พริบตาไฟก็ลามจากเสื้อผ้าไปที่ใบหน้านางเอามือเปื้อนน้ำมันไปแตะ
“ร้อนๆ หน้าข้า ใบหน้าข้า” มู่ซิ่วฟางกรีดร้องอย่างทรมานโดยมีบ่าวข้างกายพยายามช่วยดับไฟ
ส่วนด้านอิงหมิงและจอมมารเลิกสนใจหญิงสาวจิตใจดำมืดคนนั้นแล้วพลางหันไปมองผู้มองใหม่
ผู้มาใหม่มองไม่ออกว่าเป็นชายหนุ่มหรือหญิงสาวเสื้อผ้าที่ใส่ดูทะมัดทะแมงรูปร่างสูงโปร่งมัดผมมวยเก็บแบบเรียบๆที่บอกว่าดูไม่ออกเหตุผลหลักคือเพราะใบหน้าของเขา เป็นผิวหยาบๆคล้ายคนที่เป็นแผลฝีหนองมาก่อนหลังหายก็ผิวขรุขระไม่เท่ากัน
“หึ..รับกรรมแล้วหรือมู่ซิ่วฟาง” ผู้มาใหม่เอ่ยเย้ยหยันทันทีที่ได้ยินเสียงจึงรู้ว่าเป็นผู้หญิงหลังเห็นหญิงผู้นั้นถูกไฟไหม้ผู้มาใหม่ก็หันไปหาอิงหมิง “รีบไปกับข้าท่านเซียน”มือที่เป็นผิวหยาบเช่นเดียวกับใบหน้าคว้าจับแขนแล้วพาวิ่ง
“เดี๋ยวๆ เจ้าเป็นใคร?” อิงหมิงร้องถามทั้งยังพยายามรั้งตัวไว้เป็นจังหวะเดียวกับจอมมารคว้ามือที่จับอิงหมิงเอาไว้ไม่ได้ถูกพาตัวไป
“ข้าฉินอัน รีบไปเถอะ” ฉินอัน? พรายน้ำคนนั้นหรือ
“พรายน้ำ?”
“ใช่”
ทั้งสามออกมาที่หัวเรือแล้วพวกโจรชุดดำบางคนก็เริ่มลุกขึ้นก่อนหน้านี้ฉินอันคงเป็นคนจัดการพวกเขาถึงได้เกิดเสียงโครมครามหลายครั้งแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ถึงขั้นเอาชีวิตพร้อมกันนั้นฉินอันก็เอ่ยสั่งทั้งสอง “ลงน้ำ”
“แต่ข้าว่ายน้ำไม่เป็น” อิงหมิงเอ่ยอย่างหวาดกลัว
“ไม่ต้องกลัวข้าเป็นพรายน้ำ ไม่พาท่านไปจมน้ำหรอก”
จังหวะนั้นเองสาวใช้ของมู่ซิ่วฟางก็วิ่งออกมาจากห้องร้องเสียงดัง“พวกมันทำร้ายฮูหยิน รีบจัดการ”
บางคนที่ยังอิดออดอาการเจ็บก็เริ่มได้สติลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งเข้ามาหาทั้งสาม ไม่ต้องพูดอะไรอีกอิงหมิงจอมมารและพรายน้ำกระโดดลงน้ำพร้อมกันแต่ไม่มีเสียงน้ำกระเด็นสักหยด พวกโจรชุดดำชะโงกตัวลงไปมอง พื้นน้ำก็นิ่งสนิทไม่เห็นใครลอยหรือว่ายน้ำหนีจากเรือสักคน
ที่ว่าไม่ต้องกลัวถึงจะว่ายน้ำไม่เป็นนั้นเป็นเรื่องจริงแม้จะกระโดดน้ำลงมาแล้วแต่ตัวไม่เปียกสักนิดทั้งสามและนกอีกหนึ่งตัวบนไหล่อิงหมิงถูกคลุมด้วยม่านพลัง รอบตัวแปลกตาใต้น้ำค่อนข้างมืด มองสิ่งใดแทบไม่เห็นเลย
“เจ้าเป็นพรายน้ำจริงๆ ด้วย”นางเอ่ยด้วยความตื่นเต้นพร้อมกับยื่นนิ้วไปสัมผัสม่านพลังพอนิ้วทะลุออกไปนอกม่านก็รู้สึกถึงความเย็นจึงดึงกลับมาพบว่าปลายนิ้วนั้นเปียกน้ำ
“ยินดีที่ได้พบท่านเซียนอีกครั้ง ฉินอันไม่คิดว่าจะมีวันนี้”พรายน้ำเบื้องหน้าตาเป็นประกาย คงจะยินดีจากใจจริงแต่นางไม่ใช่ท่านเซียนตัวจริงจึงรู้สึกผิดที่ต้องรับสมอ้างในสถานการณ์เช่นนี้
“อ่า..แล้วเจ้าจะพาพวกเราไปไหนหรือ?”
“ต้องคืนความจำให้เขา” ฉินอันเอ่ยพร้อมชี้ไปร่างเด็กชาย
“เจ้ารู้หรอเพราะอะไร ทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้”เมื่อคนที่ถูกเอ่ยอยู่เป็นตนเองจอมมารที่มีท่าทางเย็นชาไม่ใส่ใจก็หันไปมองร่างของพรายน้ำ
“ไม่ใช่ข้า แต่มีคนไหว้วานให้ข้ามา”
“ขุนพลเฉินหรือ?” อิงหมิงถามกลับ แต่ฉินอันส่ายหน้าแทนคำตอบ“เช่นนั้นเจ้ารู้ได้อย่างไร แต่ว่าเจ้าคือฉินอันจริงๆ หรือ”
“ข้าไม่มีหลักฐานใดๆ ที่แสดงว่าเป็นฉินอันแต่ข้าเป็นพรายน้ำท่านเซียนคงรู้แล้วส่วนรูปลักษณ์ภายนอกอัปลักษณ์เช่นนี้แต่ก่อนนั้นย่ำแย่กว่านี้มากที่ข้ามาเพียงอยากช่วยเหลือท่านเซียนเท่านั้น”พรายน้ำที่อ้างตัวว่าเป็นฉินอันกล่าวพรายน้ำที่ท่านเซียนเคยช่วยเหลืออยู่ในบันทึกที่อิงหมิงรู้มีผิวเละจนแทบจะคล้ายศพแต่พรายน้ำตรงหน้านั้นผิวหยาบขรุขระแต่อย่างไรก็ดูเป็นร่างมนุษย์
“ถ้าอย่างนั้นบอกข้าได้ไหมทำไมท่านจอมมารถึงเป็นเช่นนี้”
“เพราะกิเลนห้าสีมันกินความทรงจำแบบย้อนกลับหากถ้านานกว่านี้อีกนิดไม่แน่ท่านจอมมารอาจจะกลายเป็นทารกหรืออาจจะสูญสิ้นเหมือนไม่เคยได้กำเนิดเลยเพราะยิ่งถูกกินมากเท่าไรก็จะกลับไปอายุน้อยมากยิ่งขึ้นเท่านั้น”
“เช่นนี้นี่เอง” อิงหมิงทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ร่างกายที่กลับไปเป็นเด็กเพราะฉะนั้นเวลานี้จอมมารคือวัยเด็กอย่างแท้จริงถึงไม่มีพลังยิ่งใหญ่หรือความทรงจำใดๆ
“ข้าถูกกินความทรงจำ? ถ้านี่ไม่ใช่อายุแท้จริงแล้วข้าอายุเท่าไร?”ร่างเยาว์วัยของจอมมารก้าวเข้ามาหาทั้งสอง
“ข้าไม่รู้อายุแท้จริงของท่าน แต่ปัจจุบันท่านก็ดูเป็นผู้ใหญ่แล้วคงผ่านจากร่างนี้ไปอีกหลายสิบปีกะมั้ง” พรายน้ำหันไปเอ่ยคำตอบแทนอิงหมิงเพราะตอนนี้ปีศาจจิ้งจอกกำลังลังเลคิดว่าจะบอกเรื่องที่แท้จริงแล้วตนไม่ใช่ท่านเซียนลู่อิงหมิงดีหรือไม่
“เช่นนั้นปัจจุบันข้ากับเจ้าอยู่ด้วยกันหรือ?” ร่างเด็กน้อยเงยใบหน้าจ้องมองร่างของเซียนลู่อิงหมิงเขามองอีกฝ่ายอย่างคาดหวังคำตอบจนอิงหมิงยังรู้สึกแปลกประหลาดกับสายตานั้นเรื่องที่ลังเลจึงต้องพับเก็บไม่กล้าเอ่ยบอกบอกความจริงเสียแล้ว
“ก็พอจะถือว่าอยู่ด้วยกันได้” นี่ก็ถือเป็นความจริงเพราะเป็นนางอยู่กับท่านจอมมารจริงๆ พอจอมมารวัยเด็กได้ยินก็จุดยิ้มมุมปากเล็กหน่อยพร้อมกับพยักหน้า
“แล้วที่เจ้าบอกว่าคืนความทรงจำคืออะไร นั้นคือวิธีรักษาหรือ?” เสียงเด็กชายพากลับเข้าประเด็นเดิม
“วิธีจะคืนความทรงจำที่ถูกกินหรือแม้แต่พลังที่หายไปก็ตามคือดึงความจำคืนท่านก็สามารถกลับมาเป็นร่างปัจจุบัน” ไม่รู้ว่าฉินอันไปรู้มาจากไหนทั้งทำไมจอมมารกลายร่างเป็นเด็กหรือทำอย่างไรให้กลับมาร่างเดิมทั้งสองทำได้แต่รับฟังเท่านั้น “ส่วนวิธีที่จะดึงความจำมีทางเดียวคือไปที่แม่น้ำสู่หลุมอนธการ”
“..ที่ใดนะ?” แค่ฟังก็ไม่ใช่อะไรดีแน่ๆ มันต้องเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายจนถึงขั้นสิ้นชีวิตอิงหมิงสัมผัสได้
“แม่น้ำสู่หลุมอนธการ” จอมมารเอ่ยทวนดูเหมือนเขาจะพอรู้จักสถานที่แห่งนี้อยู่บ้าง “ไม่ใช่ว่ามันเป็นเพียงตำนานหรือ?”
“มันเป็นตำนานแต่มีอยู่จริงแน่นอน ที่นั่นเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับทุกสิ่งมีชีวิตเพราะมันขัดต่อวัฏจักรชีวิต”ฉินอันเริ่มเล่าถึงสถานที่ที่เรียกว่าแม่น้ำสู่หลุมอนธการยิ่งฟังอิงหมิงก็ยิ่งเข้าใจว่าทำไมสถานที่นั้นเป็นที่ต้องห้ามแล้วพอยิ่งรู้ว่าต้องไปนางก็หน้าซีดลงเรื่อยๆ
“ข้าจะพาพวกท่านไปพักที่ถ้ำใต้น้ำของข้าเสียก่อน ระหว่างนี้ก็ค่อยๆ คิดหากท่านเซียนตัดสินใจจะไปข้าจะพาท่านไปส่งที่ทางเข้าเอง”
ฉินอันพาพวกเขามาที่ถ้ำใต้น้ำของนางในถ้ำนั้นมีที่นอนพัก พออิงหมิงเห็นที่นอนก็พุ่งตรงเข้าไปทันทีเวลานี้นางเพลียมากๆอยากพักผ่อนเป็นที่สุดแต่ผ่านไปหลายก้านธูปนางก็ยังไม่หลับเสียที พอเหลือบมองไปที่ร่างเด็กเตียงใกล้เห็นว่าเขานอนหลับตาแต่ไม่รู้ว่าหลับจริงๆหรือไม่ จิ้งจอกน้อยจึงสะบัดตัวลุกขึ้นเดินออกไปที่หน้าถ้ำ
“ฉินอัน”
“ท่านเซียน” พรายน้ำเห็นผู้มาใหม่ก็ส่งยิ้มให้ในบันทึกเซียนลู่อิงหมิงกล่าวถึงฉันอันท้ายสุดคือนางทำพันธนาการสัจจะว่าจะไม่กินจิตมนุษย์อีกถ้านี่คือฉินอันตัวจริงหมายความว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานางรักษาสัญญาเป็นอย่างดีหากท่านเซียนลู่อิงหมิงยังมีชีวิตอยู่นางคงดีใจมาก
อิงหมิงนั่งลงที่ข้างๆพรายน้ำก่อนเริ่มชวนสนทนา “เจ้าเคยเข้าไปอาณาเขตแม่น้ำสู่หลุมอนธการหรือไม่”
“ไม่ ข้าเพียงรู้ทางเข้ามาจากผู้อื่นเท่านั้นอีกทั้งข้าไม่มีเหตุผลต้องเข้าไป”
“ข้างในคงไม่ใช่ดินแดนธรรมดา ข้าไม่มั่นใจว่าจะสามารถไปกันสองคนได้อาจจะต้องรอขุนพลเฉินติดต่อมา” อิงหมิงเผยสิ่งที่คิด ถ้ามีเฉินหยวนคงจะดีกว่าเขาเป็นถึงผู้นำเผ่าปีศาจงูย่อมมีกำลังและความสามารถ แต่นางเป็นเพียงจิ้งจอกสามหางเท่านั้นจะเอาตัวรอดจากที่น่ากลัวเช่นนั้นได้อย่างไร
“ขุนพลเฉินไม่สามารถมาได้ในเร็ววันท่านเซียนไม่สงสัยหรือว่าทำไมตอนนี้เขาถึงหายไปหลายวัน เขาคงตึงมืออยู่มาก”
“มีเรื่องทางภพปีศาจหรือ?”
“ใช่แล้ว เขาคงรอพวกท่านกลับไป ทางนี้จึงเหลือเพียงท่านเซียนกับท่านจอมมาร”ยิ่งได้ยินแบบนี้ยิ่งไม่สบายใจมีแต่ต้องไปกันสองคน ปีศาจจิ้งจอกพลันถอนหายใจ
“ข้าจะไปคนเดียว”ไม่รู้จอมมารออกมาด้านหน้าถ้ำเมื่อไรเขายืนอยู่ห่างไปไม่กี่ก้าวหลังเปิดเผยว่าฟังบทสนทนานั้นแล้วทั้งหมดใบหน้าด้านหนึ่งเกิดเป็นเงาจากแสงไฟตะเกียงพาลให้ดูลุ่มลึกเหมือนมีความในใจมากมายไม่อาจเอ่ยออกมา
“แต่เวลาท่านไม่ใช่คนเดิม พลังยังไม่กลับคืน”
“ข้าไม่ถามความเห็นเจ้า พรุ่งนี้พาข้าไปส่งที่ทางเข้าก็พอ”จอมมารกล่าวจบก็หมุนตัวเดินกลับเข้าถ้ำไปไม่สนใจเสียงเอ่ยห้ามปรามของอิงหมิงสักนิด
“จะไปคนเดียวได้ไง!” นางตะโกนตามหลังเด็กชายจนเขาหายลับไป
“พรุ่งนี้ข้าจะไปส่งท่านจอมมาร”ฉินอันเอ่ยแล้วเดินหายได้อีกคนทิ้งไว้แต่ปีศาจจิ้งจอกให้อยู่เดียวดายนางมองออกไปที่ปากถ้ำ มีม่านพลังใสๆ กั้นเอาไว้ทำให้ไม่มีน้ำทะลักเข้ามาอิงหมิงลุกขึ้นเดินไปยืนชิดม่านพลังแล้วยื่นมือออกไป พอมือทะลุออกไปก็สัมผัสกับสายน้ำด้านนอกจนรู้สึกเย็นเฉียบนางก็ดึงมือกลับมาเป็นอย่างที่คิด เหมือนม่านพลังที่ห่อหุ้มไว้ตอนอยู่ในน้ำม่านพลังนี้จะกั้นเพียงแค่น้ำ แต่ไม่ได้กั้นการเข้าออกของคน
เมื่อตัดสินใจได้หญิงสาวก็กลับไปนอนอีกครั้งคิดซ้ำไปซ้ำมาจนในที่สุดก็เผลอหลับไปแต่ถึงอย่างนั้นเสียงของพรายน้ำก็ยังวนเวียนในความฝัน
แม่น้ำสู่หลุมอนธการคือสายน้ำจากยมโลกไหลมาหนึ่งสายแยกเป็นสามลงสู่หลุมอนธการ ลำธารสายแรกสีชาดนำพาระลึกอดีตกาลสายที่สองสีครามสิ่งที่เห็นเป็นในปัจจุบันสุดท้ายสีนิลอนาคตคือเรื่องต้องห้ามไม่ควรแตะต้อง
วันต่อมาไม่รู้ว่ายามใดแล้วเพราะด้านนอกมืดสนิทไม่มีแสงที่ส่องมาถึงใต้น้ำลึกขนาดนี้อิงหมิงตื่นขึ้นมาประจวบกับที่เด็กน้อยลุกขึ้นจากเตียงพอดีจอมมารหันมามองร่างเซียนที่มองอยู่แล้วพร้อมส่งยิ้มมาให้เขา
“ข้าจะไปคนเดียว” เขายังเอ่ยย้ำคำเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“ได้ๆ ข้าแค่จะไปส่งท่านที่หน้าทางเข้าเท่านั้นเอง”
ทั้งสามถูกห่อด้วยม่านพลังของฉินอันเช่นเดิมคงจริงที่ใครๆ กล่าว พรายน้ำเวลาอยู่ในน้ำพลังนั้นมากล้น การเดินทางใต้น้ำราบรื่นไม่ว่าจะเจอน้ำวนหรือพายุใต้น้ำรุนแรงขนาดไหนก็ไม่กระทบกับการเดินทางสักนิดความรวดเร็วอาจจะพอๆ กับการเหาะในอากาศเลยทีเดียว
“ซ่อนทางเข้ามิดชิดขนาดนี้สมแล้วที่เป็นตำนาน ใครจะหาพบถ้าไม่มีฉินอันที่เป็นพรายน้ำคงหาไม่เจอ” อิงหมิงเริ่มบ่นอุบอิบ
“แม้แต่ข้าก็ใช่ว่าจะหาพบ เพียงแต่มีคนอื่นบอกข้ามาอีกที”
“ใครกันหรือ?”
“เขาเป็นใครความจริงข้าก็ไม่รู้ ตอนมาก็ไม่คาดคิด จากไปก็ไม่บอกกล่าว”
ตลอดทางจอมมารไม่เอ่ยแม้สักคำเขานิ่งเงียบเกินไปเสียแล้ว จนกระทั่งฉินอันพาพวกเขามาหยุดที่หน้าผาหินใต้น้ำแห่งหนึ่งเด็กชายจึงลุกขึ้นยืน
“ด้านในนี้” ฉินอันชี้ไปที่แผ่นหินที่มีจะงอยผายื่นออกมา ตะไคร่ที่ปกคลุมหนาแน่นจนไม่สังเกตเห็นเลยว่ามีบริเวณหนึ่งเป็นโพรงกว้างๆถ้าไม่มีคนชี้ให้ดู “นี้เป็นทางเข้าอันหนึ่งของอาณาเขตแม่น้ำสู่หลุมอนธการ”
พรายน้ำพาทุกคนเข้าไปใกล้ๆเปิดทางน้ำให้พอจะใช้มือดึงตะไคร่ออกก่อน เด็กชายแหวกเศษตะไคร่ที่เหลือเป็นวงกว้างเขาหันมามองร่างเซียนลู่อิงหมิงอีกหนึ่งครั้งจากนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงลอดทางนั้นเข้าไป
“ไปได้แล้ว” เสียงของเด็กชายดังออกมาจากโพรงกว้างสั่งให้พวกเขาจากไปฉินอันจึงถอยออกมาสายน้ำจึงเริ่มทะลักเข้าไปในโพรงนั้นอีกครั้ง
จังหวะนั้นเองอิงหมิงก็จับนกเย่ยิงส่งให้พรายน้ำรับไว้“ฝากดูแลหวงอวิ๋นให้ข้าที ส่วนเจ้าก็ทำตัวน่ารักๆ ฟังสิ่งที่ฉินอันสั่งนะ”พอเอ่ยจบนางก็กระโจนออกจากม่านน้ำไปที่โพรงขนาดคนลอดได้ไต่เข้าไปตามโพรงจนน้ำทะลักเข้ามาจนเต็มอีกครั้ง
แสง!
ที่ปลายโพรงมีแสงอิงหมิงรีบดันตัวไปตามจนในที่สุดก็ทะลุมาอีกด้าน นางเงยหน้ามองด้านบนตีขาแรงๆจนตัวค่อยๆ ลอยขึ้นไปที่ด้านบนผิวน้ำเมื่อโผล่พ้นมาได้ก็เห็นเด็กชายยืนอยู่ที่ริมฝั่งอยู่ก่อนแล้ว นางจึงส่งยิ้มไปให้
“หึ คิดอยู่แล้ว” เด็กน้อยเอ่ยอย่างคนปลงแล้วเสมองไปทางอื่น
อิงหมิงดันตัวขึ้นริมฝั่งพร้อมกล่าวอย่างอารมณ์ดีที่แผนสำเร็จง่ายดาย“เดินทางกัน”