ตอนที่ 47 การสังหารผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตครั้งแรก รสชาติของเศษเสี้ยววิญญาณราชันเทวะ
เมื่อหลินชิวหานทราบข่าวว่าหลินเทียนฟื้นคืนชีพ นางถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่านี่ต้องเป็นการแสร้งตายอย่างที่คุณชายกู้กล่าวไว้แน่แล้ว
ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางได้สั่งให้คนในตระกูลจับตาดูสถานการณ์ของศพหลินเทียนอย่างใกล้ชิด และรายงานให้นางทราบอยู่เสมอ
ดังนั้นหลินชิวหานจึงมีสีหน้าที่เย็นชาและเต็มไปด้วยโทสะ นางรีบไปเข้าพบกู้ฉางเกอทันทีเพื่อแจ้งเรื่องนี้ให้เขาทราบ
บัดนี้มิว่านางจะพบปัญหาใดก็จะมาปรึกษากับเขา เพราะนางได้ยึดถือเขาเป็นที่พึ่งพิงโดยสมบูรณ์
“ในเมื่อหลินเทียนฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้ว ก็คงถึงเวลาที่จะดูให้แน่ชัดว่าเขาเป็นผู้ใดกันแน่ และเหตุใดจึงยึดครองร่างของผู้อื่นได้…”
ภายในห้องโถง กู้ฉางเกอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวกับหลินชิวหาน
แน่นอนว่าในเวลานี้ เขาอดมิได้ที่จะรู้สึกสนใจเล็กน้อย
เขารอคอยให้หลินเทียนฟื้นคืนชีพมานานถึงสามวันเต็ม
ละครฉากใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และเขาจะไม่มีทางพลาดอย่างแน่นอน
หลังจากคืนนี้ คุณค่าสุดท้ายของหลินเทียนในฐานะผู้เป็นดั่งต้นหญ้าที่พร้อมถูกเก็บเกี่ยว ก็จะถูกเขารีดเร้นคุณค่าที่เหลืออยู่ออกมาจนหมดสิ้น
ผู้แข็งแกร่งผู้ยึดครองร่างคนอื่นเพื่อเกิดใหม่
เหตุใดจึงต้องเลือกยึดครองร่างของคนไร้ค่าอย่างหลินเทียนด้วย ไปยึดร่างคนธรรมดาที่มีประโยชน์กว่านี้จะมิดีกว่าหรือ
“เจ้าค่ะ ข้าจะเชื่อฟังคุณชายทุกอย่าง” หลินชิวหานพยักหน้ารับ
ไม่นานนัก หลินชิวหานและกู้ฉางเกอก็รีบเดินทางไปยังคุกใต้ดิน ศิษย์ตระกูลหลินที่รับผิดชอบเฝ้าดูแลสถานที่แห่งนี้ยังคงมีสีหน้าหวาดกลัวและตกใจเป็นอย่างมาก
“คารวะคุณหนู ขอคารวะคุณชายกู้...”
หลังจากโค้งคำนับให้ทั้งสอง เขาผู้นั้นก็รีบออกไปจากที่นี่อย่างรวดเร็ว เขารู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกมิถูก
คนที่ตายไปแล้วสามวันจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อย่างไร
“อย่าเพิ่งแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป” หลินชิวหานหันไปกำชับศิษย์ที่กำลังเดินจากไป
นางมิอยากให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น เพราะเรื่องการฟื้นคืนชีพจากความตายนั้นช่างแปลกประหลาดเกินไป ยากที่จะอธิบายได้
ภายในคุกใต้ดิน เมื่อหลินเทียนเห็นหลินชิวหานและกู้ฉางเกอเดินเข้ามา เขาก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ยังคงแสร้งทำสีหน้าแสดงความงุนงงและสับสนออกมา
การหลอกลวงหลินชิวหานนั้นง่ายดายนัก เพียงแค่ใช้ความทรงจำในหัวของเขา ประกอบกับการแสดงที่แนบเนียน ขอเพียงไม่แสดงพิรุธ นางก็มิมีวันจะจับผิดเขาได้
เพราะนางเป็นพี่สาวที่แสนจะซื่อตรงและจิตใจดี
แต่สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว หลินเทียนมิมั่นใจนัก
ชายแซ่กู้ผู้นี้ช่างลึกลับเกินไป หากต้องการคิดจะหลอกลวงเขา คงต้องใช้ความพยายามมากขึ้นอีกหน่อย
และมิแน่ว่าอาจจะพลาดท่าจนถูกจับได้
แม้ว่าหลินเทียนจะผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโช่นในชาติก่อน แต่ในเวลานี้ก็ยังอดรู้สึกกระวนกระวายใจมิได้
“ท่านพี่ ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน”
“ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้กำลังอยู่ชั้นเรียนของสำนักศึกษา...เหตุใดพอตื่นขึ้นมาก็มาอยู่ที่นี่ได้กัน...”
“แล้วบุรุษผู้นี้เป็นผู้ใดกัน ข้ามิเคยเห็นเขามาก่อนเลย...”
หลินเทียนกล่าวขึ้นด้วยท่าทางสับสน แสร้งทำเป็นงุนงงราวกับเพิ่งฟื้นขึ้นมาจากความฝัน
‘แกล้งทำเป็นสูญเสียความทรงจำงั้นหรือ’
เมื่อเห็นดังนั้น กู้ฉางเกอก็ยิ้มเยาะในใจ แต่กลับมิแสดงสีหน้าใดๆ ออกมา
เขาเลือกที่จะนิ่งเงียบ
เพราะหากหลินชิวหานเป็นคนเปิดโปงความจริงด้วยตนเอง ก็ย่อมดีกว่าเขาผู้เป็นคนนอกจะเป็นฝ่ายลงมือ
หากเขาเดามิผิด ความผูกพันและความยึดติดสุดท้ายของหลินเทียนอยู่ที่หลินชิวหาน
หากนางกลายเป็นผู้ที่เกลียดชังและรังเกียจหลินเทียนเอง สิ่งนี้ย่อมทำให้คนผู้นี้เจ็บปวดจนมิอาจยอมรับได้อย่างแน่นอน…
เพราะท้ายที่สุดปัญหาหลักของการยึดครองร่างผู้อื่นก็คือการจัดการกับจิตยึดติดของเจ้าของร่างเดิม
หากไม่สามารถขจัดจิตยึดติดนั้นได้ การควบคุมร่างก็ย่อมเกิดปัญหาอย่างแน่นอน
เช่นนี้แล้ว นี่จึงกลายเป็นเป็นปมที่มิอาจแก้ได้โดยสิ้นเชิง
แต้มวาสนาสองร้อยแต้มสุดท้ายในตัวหลินเทียน กู้ฉางเกอก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้โดยราบรื่น ไร้ซึ่งอุปสรรค
และถือโอกาสทำภารกิจสังหารผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตให้สำเร็จไปด้วย
เพราะตามกฎการสังหารผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตเมื่อมีแต้มวาสนาเป็นศูนย์จะมีรางวัลพิเศษเพิ่มเติมจากสวรรค์ ซึ่งกู้ฉางเกอก็เฝ้ารอคอยด้วยความคาดหวังเป็นอย่างมาก
ส่วนเรื่องพี่น้องห้ำหั่นกันเองนั้น เขาเชื่อมั่นในจิตยึดติดในร่างของหลินเทียน มิมีทางที่จะเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นได้
หลินเทียนไม่มีวันลงมือทำร้ายหลินชิวหานได้อย่างแน่นอน
“ในเวลานี้ เจ้ายังจะมาเสแสร้งทำอันใดอีก”
เมื่อมองดูใบหน้าที่เหมือนกับน้องชายของนางทุกประการ แต่กลับดูแก่ชราผิดธรรมชาติ หลินชิวหานก็เผยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาและเต็มไปด้วยความเกลียดชังในไม่ช้า
“ท่านพี่ ท่านพูดอันใดกัน เหตุใดข้าจึงฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินเทียนก็แสร้งทำเป็นฉงน และเอ่ยถามขึ้นราวกับจับต้นชนปลายมิถูก
เขามองไปรอบๆ ด้วยท่าทีสับสนและหวาดกลัว
“ท่านพี่ ท่านยังมิได้ตอบคำถามของข้าเลย เหตุใดข้าจึงถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินนี้ได้เล่า...”
หลินชิวหานยังคงเงียบงัน ดวงตาเย็นเยียบ มิเอ่ยตอบคำถามหรือมีปฏิกิริยาใดๆ
หากมิได้รับคำเตือนจากคุณชายกู้ก่อนหน้านี้ นางเองก็อาจจะถูกหลินเทียนในตอนนี้หลอกลวงเอาได้ อาจจะคิดหลงเชื่อจริงๆ ได้ว่า เขามิได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้อย่างสิ้นเชิง
การยึดครองร่างกายนั้นมาพร้อมกับการกลืนกินความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมด้วย
เช่นนั้นแล้ว การแสร้งทำเป็นสูญเสียความทรงจำจึงเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง
“ท่านพี่ ข้าคือหลินเทียนน้องชายของท่านจริงๆ ท่านจะไม่เชื่อข้าได้อย่างไร...”
“ท่านจำได้ไหม ตอนที่ท่านอายุหกขวบ ท่านถูกบิดาดุกล่าว แล้ววิ่งมาร้องไห้กับข้า…”
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าหลินเทียนจะพูดอย่างไร หลินชิวหานก็ยังคงนิ่งเฉย สีหน้ากลับยิ่งเย็นชาลงเรื่อยๆ
ยิ่งเขาพูดมากเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกเศร้าและเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นในใจของนาง
‘แย่แล้ว กลับพูดมากจนกลายเป็นเกิดผลร้ายเสียได้…’ หลินเทียนสังเกตเห็นความผิดปกติในทันที เขาแอบคิดในใจว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดีแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นแววตาแฝงความสนุกสนานของกู้ฉางเกอ ก็ทำให้จิตใจของหลินเทียนยิ่งจมดิ่งลง
เขาไม่มีทางปกปิดความจริงจากคนทั้งสองได้เลย
หรือว่าเขาที่เพิ่งรอดพ้นจากเคราะห์กรรมมาได้ กลับต้องมาจบชีวิตลงอีกครั้งในวันนี้
เขามิอาจยอมรับชะตากรรมเช่นนี้ได้
และในตอนนั้นเอง เขาก็รู้สึกถึงจิตยึดติดของหลินเทียนที่เริ่มต่อต้านตนเองอย่างรุนแรง
เศษเสี้ยววิญญาณของเขาเริ่มพันเกี่ยวกับจิตยึดติดของหลินเทียนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
“หุบปากเสีย!”
ในที่สุดหลินชิวหานก็ระเบิดอารมณ์ออกมาในที่สุด ดวงตาแดงก่ำ เปล่งเสียงเย็นชาด้วยความโกรธว่า “เจ้ามันสมควรตาย!”
“ท่านพี่...”
แววตาของหลินเทียนพร่ามัวไปชั่วขณะ ก่อนจะพึมพำออกมาอย่างมิอาจควบคุมตนเองได้ว่า “ทำไมกัน ข้ามิเคยคิดทำร้ายท่านเลย…ในใจมิเคยแม้แต่จะคิดทำร้ายท่านเลยสักครั้ง...”
“เหตุใดท่านจึงปฏิบัติกับข้าเช่นนี้ได้”
เขาเองในเวลานี้ ก็มิแน่ใจว่าตัวเขาในตอนนี้เป็นจอมราชันเทพสังหาร หรือเป็นเด็กหนุ่มไร้ค่าอย่างหลินเทียนกันแน่
เศษเสี้ยวจิตวิญญาณและจิตยึดติดของทั้งสองฝ่ายพันเกี่ยวกันจนแยกมิออก
“ติ๊ง! หลินเทียนถูกจิตยึดติดต่อต้าน สูญเสียการควบคุมร่างกาย หลินเทียนสูญเสียค่าวาสนาไป 200 แต้ม ท่านได้รับค่าชะตาสวรรค์เพิ่มขึ้น 1,000 แต้ม”
“แจ้งเตือน: แต้มวาสนาของผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตปัจจุบันเป็นศูนย์แล้ว กฎการสังหารเพื่อรับรางวัลเพิ่มเติมพิเศษได้เปิดใช้งานขึ้น”
ในเวลานั้น เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นในหัว
กู้ฉางเกอรู้ทันทีว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมมาถึงแล้ว เขาเผยรอยยิ้มอันอ่อนโยนออกมา ก่อนจะปลอบโยนหลินชิวหานด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ข้ารู้ว่าเจ้าทำไม่ลงหรอก เช่นนั้นให้ข้าเป็นผู้รับบทตัวร้ายเอง เจ้าออกไปก่อนเถิด”
“เจ้าค่ะ”
หลินชิวหานรู้สึกซาบซึ้งใจ น้ำตาคลอเบ้า ก่อนจะรีบเดินออกไปจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว
ถึงแม้ว่านางอยากจะสังหารผู้ที่อยู่ตรงหน้าเป็นที่สุด แต่เมื่อเผชิญกับใบหน้าที่เหมือนน้องชายของตนทุกประการ นางก็กลับมิอาจลงมือได้
หลังจากที่หลินชิวหานจากไป กู้ฉางเกอจึงเดินเข้ามาใกล้หลินเทียนด้วยท่าทีสงบนิ่ง เขายืนกอดอกพลางยิ้มบางเบา แล้วกล่าวว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าถึงมิให้พวกเขาเผาศพหรือฝังเจ้าลงดิน”
“เจ้ารู้ว่าข้าแสร้งตายอย่างนั้นหรือ ไอ้สารเลวแซ่กู้ เจ้าเป็นผู้ใดกัน แล้วเจ้ามีจุดประสงค์อันใดกันแน่”
หลินเทียนคำรามต่ำ ในเวลานี้เขาดูราวกับสัตว์ป่าที่จนตรอก
“จุดประสงค์งั้นหรือ ข้าจะไปมีจุดประสงค์อันใดได้เล่า ก็มิใช้เจ้าหรอกหรือที่คิดอยากจะสังหารข้ามาโดยตลอด” กู้ฉางเกอกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ ดวงตาของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นลึกลับและมืดมน
ในแววตานั้น ราวกับมีแสงมารส่องประกายสีดำนับพันล้านสายกำลังไหลเวียนเป็นเกลียวคลื่นอย่างไม่รู้จบ
เขาจ้องมองตรงไปที่หลินเทียนอย่างไม่ละสายตา
“เจ้าเป็นผู้ใดกัน เหตุใดจึงมีพลังอันน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ได้…” หลินเทียนอดมิได้ที่จะจับจ้องมองไปที่ดวงตาของกู้ฉางเกออย่างหวาดผวา ราวกับกำลังตกลงไปในห้วงลึกแห่งความมืดมิด
เขารู้สึกราวกับทั้งร่างกำลังจะถูกดูดกลืนโดยพลังแห่งความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง
ชายแซ่กู้นี้ช่างมีพลังมารที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ราวกับเบื้องหลังของเขามีมารนับล้านกำลังเต้นระบำอย่างชั่วร้ายอยู่รายล้อม ก่อความวุ่นวายปั่นป่วนไปทั่วทั้งสรวงสวรรค์และปฐพี
ต่อให้ชาติก่อนเขาเคยอยู่ในระดับราชันเทวะ ก็มิเคยเห็นภาพที่น่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้มาก่อน
หลินชิวหานถึงกับไว้วางใจเขามากถึงเพียงนี้ ช่างอันตรายยิ่งนัก!
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หลินเทียนก็รู้สึกปวดร้าวในใจขึ้นมา
เขาเกลียด! เกลียดจนแทบจะขาดใจ!
“คนตายอย่างเจ้าจะรับรู้สิ่งใดให้มากมายไปไย”
กู้ฉางเกอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ขณะมองหลินเทียนด้วยสายตาไร้ความปรานี จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้น ทาบลงบนหว่างคิ้วของอีกฝ่าย
“นี่มันวิชามารอันใดกัน...อ๊าก...”
หลินเทียนเปล่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัว
ฝ่ามือของกู้ฉางเกอทะลุผ่านทะเลแห่งจิตสำนึกของหลินเทียน แสงสีดำสนิทเปล่งประกาย ราวกับขวดสมบัติวิเศษแห่งมรรคาอันมืดมิดกำลังลอยอยู่ภายใน สามารถกลืนกินทุกสรรพสิ่ง!
ฮึ่ม!
ในชั่วพริบตา แสงสีดำส่องประกาย ก่อนปากขวดจะปลดปล่อยพลังดึงดูดอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
เศษเสี้ยววิญญาณของหลินเทียนถูกดูดกลืนเข้าไปอย่างรวดเร็ว ก่อนทุกอย่างจะกลับสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง
“ที่แท้ในชาติก่อนเคยเป็นถึงระดับราชันเทวะสินะ แต่อย่างไรก็ดี รสชาติของเศษเสี้ยววิญญาณนี้ก็นับว่ามิเลวเลยทีเดียว”
กู้ฉางเกอหลับตาลง ก่อนกล่าวพึมพำด้วยความชื่นชมออกมา