ตอนที่ 39
ผลหมอกควันมีรูปร่างคล้ายผลส้มและยังเกิดมาจากต้นไม้ที่คล้ายต้นส้ม เมื่อก่อนผลหมอกควันมีความนิยมมาก ผู้คนมักนำมันไปทำระเบิดควัน แต่พอมีเจ้าอาคมคนหนึ่งสามารถคิดค้นยันต์ระเบิดควันได้ นับจากนั้นผลหมอกควันก็กลายเป็นสิ่งไร้ค่าในทันที
ไป๋กุนหลางเองก็ไม่รู้ว่าเจ้าระบบมันวิเคราะห์ยังไง สิ่งที่ที่ใช้ทำระเบิดควันจึงกลายมาเป็น ส่วนผสมหลักของยาชั้นสูง ทว่าไป๋กุนหลางก็ไม่คิดเปลืองพื้นที่สมองไปทำความเข้าใจ เจ้าระบบบอกว่าใช้ได้เขาก็ถือว่ามันใช้ได้
การเดินทางวันนี้ไป๋กุนหลางปะทะกับสัตว์อสูรเพียงแค่ห้าตัว ซึ่งเป็นระดับหนึ่งทั้งหมด ไป๋กุนหลางกรีดวาดกระบี่แค่สองสามท่าก็ส่งพวกมันไปนอนคุยกับรากมะม่วงได้อย่างง่ายดาย..ช่างเป็นการเดินทางที่ราบรื่นเสียจริง
เวลาคล้อยบ่าย..ต้นหมอกควันก็ปรากฏอยู่ลิบๆในสายตา เห็นเป้าหมายอยู่ตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น ไป๋กุนหลางเลยเปลี่ยนจากเดินเป็นทะยานร่างเข้าไปหาด้วยความรวดเร็ว พอเห็นต้นหมอกควันชัดตาไป๋กุนหลางจึงได้…
"ไอ้เฒ่าโฮ่วตง!!..ไอ้แก่เวรตะไล!!!"
เสียงกรีดร้องอย่างเคียดแค้น! ของไป๋กุนหลางดังสนั่น! ลั่นป่า เพราะต้นหมอกควันที่ปรากฏอยู่ในสายตาเขาสิบกว่าต้น มีผลอยู่เพียงสามผล!! รอบข้างยังมีร่องรอยของการขุดเอาไปทั้งต้น! ทั้งราก!
เห็นแบบนี้ไป๋กุนหลางแทบอยากยกมือขึ้น..ลูบคลำศีรษะ..ดูว่าบนหัวของตนมีเขางอกขึ้นมาไหม
____________________________
ณโรงประมูลแห่งหนึ่ง
"ตอนนี้พวกเราก็ได้มาถึงของชิ้นสุดท้ายที่จะทำการประมูลกัน รับรองว่าทุกท่านในที่นี้จะตกตะลึงเป็นอย่างมากแน่นอน!!" เสียงผู้จัดงานประมูลที่ยืนอยู่บนเวทีดังขึ้น เรียกความสนใจของผู้ที่อยู่ในโรงประมูลทุกคน
แล้วก็ได้มีหญิงสาวหน้าตางดงามอุ้มหีบเล็กๆที่ดูแล้วมีค่ามหาศาล ออกจากหลังเวทีมายืนอยู่ข้างผู้จัดงาน
เมื่อผู้จัดเปิดฝาหีบออกทุกๆคนก็เห็นเพียงขวดแก้วใสธรรมดา สี่ขวด ภายในบรรจุยาลูกกลอนสีขาวนวลไว้ขวดละ สามเม็ด ดูไปแล้วยังมีค่าน้อยกว่าหีบที่ใส่พวกมันมาซะอีก แต่พอผู้จัดบอกสรรพคุณของมันเท่านั้นแหละ โรงประมูลก็ตกอยู่ในความโกลาหลทันที!
"นี่คือยา 'หมอกพิสุทธิ์' ยาชนิดใหม่ของสมาคมยื้อนรก มีฤทธิ์เทียบเท่ากับยาโอสถทองและยากำเนิดปราชญ์!!"
"อะไรนะ!!"
"จริงเหรอ!!"
"ยาชนิดใหม่มีสรรพคุณเทียบเท่ากับยาโอสถทองและยากำเนิดปราชญ์เนี่ยนะ!!..ข้าไม่ได้กำลังฝันไปใช้ไหม!!"
เพี๊ย!!
โอ้ย!
"เจ้ามาตบหน้าข้าทำไม?" คนโดนตบหันไปถามคนข้างๆ
"เพื่อให้รู้ว่าเจ้าไม่ได้ฝันอยู่!"
ความแตกตื่นระบาดไปทั่วโรงประมูล แต่ก็มีบางคนตั้งสติได้ "ยานี่ผลิตได้ปริมาณเท่าไหร่" นี่คือคำถามสำคัญว่ายาชนิดนี้คุ้มค่ากับการซื้อไหม เพราะถ้าผลิตได้น้อย แปลว่ามันใช้ส่วนผสมที่หายาก อาจจะทำให้ตัวยาแพงเกินไปและไม่มีขายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนั่น ไม่คุ้มกับการทุ่มเงินประมูล
เมื่อทุกคนได้ยินคำถามนี้ก็ลดความตื่นเต้นลงมาก ผู้จัดเห็นบรรยากาศเริ่มสงบลงแล้ว จึงกล่าวอีกประโยคหนึ่งที่ทำให้โรงประมูล กลับมาโกลาหลอีกครั้ง
"เรื่องนี้ท่านโฮ่วตงเป็นคนยืนยันเอง...ว่านับตั้งแต่เดือนหน้ายาหมอกพิสุทธิ์สามารถผลิตออกมาได้สามสิบเม็ดต่อเดือน!"
โฮ่วตงเป็นใครทุกคนรู้ดี เมื่อท่านเป็นผู้ยืนยันเองก็ไม่มีอะไรให้ต้องคลางแคลงใจ
"ฮะ!สามสิบเม็ดต่อเดือน! ข้าเอา..ข้าให้ขวดละ หนึ่งพันเหรียญทองเลย"
"เฮอะ!ขวดละพันเหรียญทองรึ กระจอก! ข้าให้เม็ดละพันเหรียญทอง"
" ข้าให้เม็ดละสองเหรียญทองเลย! เอามาให้ข้า!"
สงครามการประมูลก็ดำเนินต่อไป เมื่อเรื่องยาหมอกพิสุทธิ์เผยแพร่ออกไป ก็ได้สร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนทั้งแผ่นดินเป็นอย่างมาก
____________________________
ณป่าไผ่ในราชอาณาจักรแสงสว่าง
เก้าอี้ที่ไป๋กุนหลางเคยนั่ง ได้มีคนผู้หนึ่งมานั่งเป็นชายวัยประมาณสีสิบ แลดูเป็นชายวัยกลางคนธรรมดาๆคนหนึ่ง แต่ประกายตารวมศูนย์เจิดจ้าผนึกนิ่งไม่ไหววั่น บ่งบอกได้ว่าชายคนนี้มีพลังสมาธิหนักแน่นยิ่ง!
หลังจากทนดูโฮ่วตงที่อยู่ตรงกันข้าม นั่งจิบชายิ้มน้อย..ยิ้มใหญ่อย่างกับคนบ้าได้สักพักก็กล่าวว่า "เป็นอะไรไปละท่านโฮ่วตง? เห็นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มาตั้งแต่เมื่อตะกี้แล้ว หรือท่านปรุงยามากเกินไปจนเกิดอาการเมายา?"
โฮ่วตงได้ยินวาจาแขวะของสหายก็หลุดขำ แล้วตอบไปว่า "เฮอะ..ข้าโฮ่วตงอยู่ระดับไหนแล้วมีรึจะเมายา..ส่วนที่ข้ายินดีก็เพราะ..หึหึ..เฉียวจุงท่านรู้สึกเหมือนอย่างข้าไหม? ว่าพวกคนหนุ่มนี้มักจะมีความคิดเข้าข้างตนเอง แถมยังอ่อนต่อโลก แค่ผู้อาวุโสอย่างพวกเราเอ่ยชี้ทางเล็กน้อยกลับคิดกันไปว่าพวกเราให้ความสำคัญ..ฮ่าๆ" กล่าวจบก็หัวเราะอย่างชอบใจ
ชายผู้ถูกเรียกว่า เฉียวจุง กล่าวว่า "น่าสงสารเด็กหนุ่มผู้นั้นจริงๆ ที่ต้องมาเจอกับไอ้แก่จอมหลอกลวงอย่างเจ้า"
"สงสารผู้มีชะตากรรมเดียวกันงั้นรึ?" โฮ่วตงกล่าวออกมา
เฉียวจุงได้ยินก็ของขึ้นทันที "หุบปากไปเลยนะไอ้แก่บ้า! อย่าได้มารื้อฟื้นความหลังอันหน้าอับอายของข้า ถ้าไม่ติดว่าเจ้าเก่งกว่าข้าละก็ ป่านนี้ข้าคงจะจับเจ้าแก้ผ้า มัดติดกับเสา แห่ประจานทั่วดินแดนไปแล้ว"
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ มันบ่งบอกได้เลยว่า เรื่องราวของเฉียวจุงกับโฮ่วตงนั้น เป็นมายังไง
ฮ่าๆๆ!!
โฮ่วตงได้ฟังก็หัวเราะเสียงดังลั่น! จนเฉียวจุงเลื่อนมือไปแตะดาบของตนที่วางอยู่บนโต๊ะ...ตอนนี้เขาชักอยากจะฟันไอ้แก่ข้างหน้าสักหนึ่งดาบเสียแล้วสิ
โฮ่วตงเห็นอย่างนั้นก็หยุดหัวเราะ แล้วหันมาพูดคุยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะเขารู้ว่าขืนแหย่ต่อไป ได้มีต่อยตีกันแน่ "เอาละๆ..เลิกเล่นๆ..สรุปแล้วที่เจ้ากลับออกมาจากป่าเร้นลับมันเป็นเพราะอะไรกันแน่? หรือเจ้าคิดจะเปิดศึกล้างตากับปราชญ์ดาบ?"
เฉียวจุงถอนหายใจ แล้วกล่าวว่า "แม้ตอนนี้ฝีมือข้าจะพัฒนาขึ้นแล้ว ทว่ามันยังไม่เพียงพอที่เอาชนะปราชญ์ดาบหรอก และในการประลองกันครั้งก่อน ฝีมือของปราชญ์ดาบได้ทำให้ข้ารู้สึกว่าชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่มีวันชนะท่านได้...ส่วนเหตุผลที่ข้าออกจากป่าเร้นลับมา..มีหรือไอ้แก่กระดูกผุที่เป็นถึงผู้นำสมาคมยื้อนรกอย่างเจ้าจะไม่รู้"
โฮ่วตงเปลี่ยนท่าทางเป็นจริงจัง แล้วกล่าวว่า "เป็นเรื่องจริงสินะ ที่ว่าผู้ฝึกตนที่เกี่ยวข้องกับสมาพันธ์เทพนักสู้และนิกายสราญรมย์หลายๆคน กลับออกมาจากป่าเร้นลับ"
เฉียวจุงกล่าว "ใช่! ข้ายืนยันได้"
"พวกมันจะทำบ้าอะไรกัน?...รวมพลังกันเอาชนะเทียนจุน?...เฮอะ! ไม่มีทาง! ในสายตาข้าเทียนจุนน่าจะข้ามผ่านระดับเทพยุทธ์ไปแล้ว ต่อให้พวกมันร่วมมือกันอย่างจริงใจ ก็ไม่มีทางทำอะไรท่านได้" โฮ่วตงกล่าวอย่างดูถูก
เฉียวจุงเองก็เห็นพ้องกับความคิดเห็นของโฮ่วตง ทว่าก็ยังมีความคิดหนึ่งที่กวนใจเขา "แต่ว่าเทียนจุนอยู่มานานแล้วนะ" เขากล่าวออกมาลอยๆ
โฮ่วตงได้ยินก็นิ่งไป "นั่นสินะนานมากจริงๆ"
"งั้นทำไมพวกมันไม่รอ?" เฉียวจุงสงสัย
เรื่องนี้โฮ่วตงรู้ดี จึงกล่าวว่า "เพระรอไม่ได้แล้วน่ะสิ ด้วยการนำทางของไป๋ป้าเทียน ราชอาณาจักรแสงสว่างได้เข้าสู่ช่วงสะสมพลังเตรียมพร้อมกระโดด และถ้าการกระโดดครั้งนี้สำเร็จ ราชอาณาจักรแสงสว่างจะแข็งแกร่งจนต่อให้ไม่มีเทียนจุนคอยปกปัก ก็ไม่มีศัตรูภายนอกใดสามารถโยกคลอนได้ นอกเสียจากว่าในพวกมันจะถือกำเนิดเทียนจุนขึ้นมาคนหนึ่ง!" อธิบายจบก็กล่าวตบท้ายว่า "แผ่นดินกำลังจะเข้าสู่ห้วงกลียุคอีกครั้งแล้ว"
"อืม" เฉียวจุงเห็นพ้อง "เพราะเหตุนี้แหละข้าจึงต้องกลับมา มาปกป้องตระกูลเฉียวของข้า ให้ผ่านห้วงกลียุคครั้งนี้ไป"
____________________________
ขอขอบคุณนะครับที่ติดตามอ่าน