ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 356 : โยงใยชีพจรศิลา

จารึกที่ 356 : โยงใยชีพจรศิลา : กลวิธานหลอกฟ้าดักสังหารวิหารเทพ**


บรรยากาศเหนือลานโลหะของเตาหลอมดาราบรรพกาลเต็มไปด้วยความเงียบสงัดที่หนักอึ้ง แสงสีแดงคล้ำจากรอยแยกมิติเบื้องล่างถูกผนึกปิดไปแล้ว ทว่าความร้อนระอุและแรงสั่นสะเทือนจากการขบประสานของฟันเฟืองขนาดยักษ์ยังคงส่งเสียงกึกก้องเป็นจังหวะ ราวกับหัวใจของอสูรเหล็กกล้าที่กำลังสูบฉีดโลหิต


อาเจียทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นโลหะเย็นเยียบ ชายหนุ่มหอบหายใจลึก โลหิตสีเข้มไหลซึมออกจากมุมปากและรอยปริแตกบนผิวหนังบริเวณท่อนแขน การหลอมรวม 'หมึกปฐมกาล' เข้าเป็นรากฐานใหม่แทนที่สมอแห่งเต๋า แม้จะมอบความสามารถในการบัญญัติกฎเกณฑ์มวลธาตุ ทว่าร่างกายเนื้อของเขากลับต้องแบกรับภาระทางกายภาพที่รุนแรง เส้นชีพจรหลายสายที่แขนขวาบิดเบี้ยวและฉีกขาดจากการฝืนวาดอักขระต้านทานแรงดึงดูดของมิติ


"บาดแผลของเจ้าลึกถึงกระดูก อาเจีย" มู่เฉินก้าวเข้ามาใกล้ ปรมาจารย์เฒ่าทาบฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของศิษย์ ถ่ายทอดปราณเซียนเพื่อสมานรอยฉีกขาดของเส้นเลือด "รากฐานใหม่ของเจ้าหนักอึ้งเกินไป หากดึงดันใช้พลังอย่างต่อเนื่องโดยไม่ปรับสมดุล แขนขวาของเจ้าอาจจะแหลกละเอียดเสียก่อน"


"ศิษย์ทราบดีขอรับ ท่านอาจารย์..." อาเจียเช็ดคราบเลือดที่คาง รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้าซีดเซียว เขามิได้อ้างถึงสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ ทว่ากล่าวด้วยหลักการของตรรกะ "หมึกหยดใหม่นี้มีความหนาแน่นสูงกว่าปราณฟ้าดินนับร้อยเท่า การบังคับให้มันไหลผ่านเส้นชีพจรแคบๆ ย่อมสร้างแรงเสียดทาน ข้าต้องใช้เวลาขยายเส้นชีพจร... ทว่าตอนนี้ เราไม่มีเวลาให้พักผ่อน"


ชายหนุ่มหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง สายตากวาดมองหุ่นกลศิลาสี่แขนทั้งสิบสองตัวที่ยังคงคุกเข่ารอคำสั่งอยู่รอบลานโลหะ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองป้อมปราการหมื่นอักขระที่ลอยตัวอยู่ภายนอกดอกบัวขนาดยักษ์


"พี่มู่หลาง อี้หราน ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น หลิงเอ๋อร์..." อาเจียเรียกสหายทั้งห้าให้เข้ามารวมกลุ่ม น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความลังเล มีเพียงความเฉียบขาดของสถาปนิกผู้กำลังจะลงมือดัดแปลงโลก "การหนีรอดจากการตามล่าของสวรรค์ไม่ใช่เป้าหมาย ทว่าการทำให้พวกมันตามรอยไม่พบต่างหากคือชัยชนะ เตาหลอมดาราแห่งนี้มีพลังงานมหาศาลที่เกิดจากการบีบอัดมวลธาตุ ข้าต้องการเชื่อมต่อมันเข้ากับแก่นภพปฐมกาลของสำนักเรา เพื่อใช้มันเป็นตัวขับเคลื่อนเกาะลอยฟ้า"


"เชื่อมต่อเตาหลอมขนาดเท่าภูเขาเข้ากับเกาะลอยฟ้า?" เฟิงอี้หรานเบิกตากว้าง แม้เขาจะคุ้นเคยกับความบ้าบิ่นของสหาย ทว่าแนวคิดนี้ก็ยังทำให้เขาต้องกลืนน้ำลาย "อาเจีย เตาหลอมนี้ไม่ได้ปล่อยปราณออกมานะ มันปล่อย 'แรงกระแทก' และ 'แรงบีบอัด' หากเจ้าต่อท่อส่งพลังงานเข้ากับเกาะโดยตรง รากฐานของสำนักได้แตกเป็นเสี่ยงๆ ภายในสามลมหายใจแน่!"


"นั่นคือเหตุผลที่ข้าต้องการความช่วยเหลือจากพวกเจ้าอย่างละเอียดแม่นยำ" อาเจียกางมือซ้ายออก พู่กันนิรันดร์ปรากฏขึ้น ชายหนุ่มตวัดวาดเส้นสายกลางอากาศ สร้างแบบจำลองโครงสร้างของเตาหลอมและเกาะลอยฟ้าขึ้นมาเป็นภาพสามมิติที่ส่องแสงสีเทาเงินยวง


"เราจะไม่ใช้การ 'ถ่ายเทปราณ' แบบที่ผู้ฝึกตนใช้กัน ทว่าเราจะสร้าง 'ระบบรอกและฟันเฟืองมิติ'" อาเจียชี้ปลายพู่กันไปที่แบบจำลอง "ปิงอวิ๋น! ข้าต้องการให้เจ้าใช้เมล็ดพันธุ์ศิลาและปราณพฤกษา ถักทอรากไม้ที่มีความเหนียวระดับโลหะดาวตก สร้างเป็น 'สายพาน' ขนาดยักษ์เชื่อมจากแกนกลางของเตาหลอม ไปยังใต้ผืนดินของสำนัก"


"รับคำสั่ง!" เย่ปิงอวิ๋นพยักหน้า สีหน้าของนางจริงจัง "แต่รากพฤกษาของข้า ต่อให้เหนียวแค่ไหน หากต้องรับแรงเสียดสีจากการหมุนของเตาหลอม มันจะลุกไหม้และขาดสะบั้นในไม่ช้า"


"ตรงจุดนั้น ข้าจะจัดการเอง!" เฟิงอี้หรานก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ เขาลูบกำไลอัคคีบรรพกาลที่ข้อมือ "ข้าจะแผ่ปราณเพลิงอัคคีเคลือบรากไม้ของเจ้าไว้ ไม่ใช่เพื่อเผา ทว่าใช้คุณสมบัติ 'ดูดซับความร้อน' ของกำไลวงนี้ หล่อเย็นรากไม้ไม่ให้เกินขีดจำกัด!"


อาเจียพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันไปหาหลินชิงเสวี่ยและฉินมู่หลาง "เมื่อรากไม้ศิลาเชื่อมต่อสำเร็จ แรงกระชากมหาศาลจะส่งตรงไปยังแก่นภพของสำนัก ชิงเสวี่ย เจ้าจงใช้เข็มทิศมิติ สร้างค่ายกลพับมิติเป็นชั้นๆ ซ้อนกันร้อยชั้นที่จุดเชื่อมต่อ เพื่อทำหน้าที่เป็น 'สปริงซับแรงกระแทก' ส่วนพี่มู่หลาง ท่านจงยืนเฝ้าอยู่ที่ปลายทาง หากมีมวลพลังงานที่หนักเกินกว่าค่ายกลจะรับไหวหลุดรอดไป จงชักกระบี่ใช้ปลอกศิลาดาราสูบกลืนมวลความกดดันนั้นทิ้งเสีย!"


"ได้! กระบี่ของข้าจะคอยตัดความผันผวนทั้งหมดเอง" ฉินมู่หลางรับคำอย่างหนักแน่น


"แล้วข้าล่ะ?" เฟิงหลิงเอ๋อร์เอ่ยถาม ดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่มีข่ายดาราจักรหมุนวนจดจ้องมาที่อาเจีย


"หน้าที่ของเจ้าสำคัญที่สุด หลิงเอ๋อร์" อาเจียสบตากับดรุณีน้อย "เนตรดาราของเจ้าคือศูนย์บัญชาการ เจ้าต้องมองทะลุโครงสร้างทั้งหมด คอยบอกจังหวะว่าฟันเฟืองชิ้นใดของเตาหลอมกำลังจะขบกัน และจุดใดของรากไม้ที่กำลังรับน้ำหนักเกินขีดจำกัด หากเกิดข้อผิดพลาดแม้แต่นิ้วเดียว เจ้าต้องรีบแจ้งทันที... ส่วนข้า จะใช้พู่กันจารึก 'อักขระตัวเชื่อม' เพื่อผูกมัดกฎเกณฑ์ทางกายภาพเหล่านี้เข้าด้วยกัน"


เมื่อแจกแจงหน้าที่เสร็จสิ้น อาเจียไม่ได้รอช้า เขาใช้อักขระสูญตาสร้างสะพานลอยนำพาสหายทั้งห้าทะยานขึ้นไปลอยอยู่ระหว่างช่องว่างของดอกบัวโลหะและป้อมปราการหมื่นอักขระ


"เริ่มการจัดวางค่ายกล!" อาเจียแผดเสียงก้อง


เย่ปิงอวิ๋นประสานมุทราอย่างรวดเร็ว ปราณสีเขียวมรกตพุ่งทะยานลงสู่พื้นดินของเกาะลอยฟ้า ก่อนจะแทงทะลุชั้นหินลงมาเบื้องล่าง กลายเป็นรากไม้ขนาดยักษ์ที่มีพื้นผิวแวววาวดุจโลหะดำ รากไม้นับสิบเส้นพุ่งตรงเข้าหารอยต่อของฟันเฟืองใจกลางเตาหลอมดารา


"มันกำลังจะเสียดสีแล้ว!" เฟิงหลิงเอ๋อร์เบิกเนตรดารา ตะโกนบอกพิกัดอย่างแม่นยำ "องศาที่สาม ทิศทักษิณ แรงบีบอัดกำลังเพิ่มสูงขึ้น!"


เฟิงอี้หรานสะบัดมือ แส้เพลิงสีแดงอมทองพุ่งเข้าไปพันรอบรากไม้นั้นในเสี้ยววินาที ความร้อนที่เกิดจากการเสียดสีถูกกำไลอัคคีบรรพกาลดูดซับและปรับอุณหภูมิให้คงที่ รากไม้ศิลาจึงสามารถแทรกตัวเข้าไปพันธนาการเข้ากับแกนหมุนของฟันเฟืองได้อย่างปลอดภัย


*ตึงงงงง!*


ทันทีที่รากไม้เชื่อมต่อสำเร็จ เตาหลอมดาราที่กำลังหมุนวนก็กระชากรากไม้นั้นอย่างรุนแรง แรงดึงมหาศาลส่งตรงขึ้นไปยังเกาะลอยฟ้า ผืนแผ่นดินของสำนักหมื่นอักขระสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น หินผาเริ่มปริร้าว!


"ชิงเสวี่ย! ตอนนี้!" อาเจียตวาดลั่น


หลินชิงเสวี่ยโยนเข็มทิศมิติขึ้นกลางอากาศ นิ้วเรียวตวัดกรีดมิติให้พับซ้อนกันร้อยชั้นตรงบริเวณที่รากไม้เชื่อมกับใต้ท้องเกาะ แรงกระชากอันดุดันถูกบีบให้เดินทางผ่านมิติที่คดเคี้ยวและซ้อนทับกัน ทำให้ความรุนแรงของแรงดึงลดลงประดุจคลื่นที่กระทบโขดหินหลายชั้น


"มีแรงดันตกค้างรั่วไหล!" ฉินมู่หลางที่รอรับมืออยู่ใต้แก่นภพปฐมกาล ไม่รอช้า เขากำด้ามกระบี่หยกเย็น ดึงออกจากปลอกศิลาดาราเพียงสองนิ้ว แรงดูดกลืนสุญญากาศปะทุขึ้น สูบเอามวลแรงกดดันที่ทะลักเข้ามาให้หายเข้าไปในความว่างเปล่าของปลอกกระบี่ ปกป้องแก่นภพมิให้แตกร้าว!


ท่ามกลางความวุ่นวายของการดึงดันและต้านทานทางกายภาพ อาเจียลอยตัวอยู่ใจกลางโครงข่ายรากไม้ ชายหนุ่มกัดฟันแน่น ฝืนทนความเจ็บปวดจากเส้นชีพจรแขนขวาที่ปริแตกจนโลหิตสาดกระเซ็น เขากำพู่กันนิรันดร์ด้วยมือที่สั่นเทา รีดเค้น 'หมึกปฐมกาล' ออกมาจากรากฐานวิญญาณ


"อักขระมิใช่เพียงตัวหนังสือ... ทว่าคือหมุดตอกตรึงความจริง!"


อาเจียตวัดพู่กัน วาดอักขระ 'ผูกมัด' และ 'ถ่ายเท' ลงบนจุดตัดของรากไม้และมิติ เขาไม่ได้ใช้ปราณฟ้าดินในการเขียน ทว่าใช้ 'น้ำหนักของมวลธาตุ' ในการบีบอัดเส้นสายอักขระให้ฝังลึกลงไปในเนื้อรากไม้และรอยต่อของฟันเฟือง


*เปรี๊ยะ! ปัง!*


หนึ่งในรากไม้ศิลารับน้ำหนักไม่ไหว เกิดการปริแตกอย่างกะทันหัน แรงตีกลับกระแทกเข้าที่หน้าอกของอาเจียอย่างจัง ชายหนุ่มกระอักเลือดสีเข้ม ร่างผงะถอยหลัง ทว่าเขาใช้มือซ้ายคว้าข้อมือขวาของตนเองไว้ ฝืนบังคับให้ปลายพู่กันยังคงจรดอยู่บนเส้นสาย


"เปลี่ยนจังหวะการหมุน! หลิงเอ๋อร์ หาจุดผ่อนแรง!" อาเจียตะโกนทั้งที่เลือดยังกลบปาก สติปัญญาของเขากำลังประมวลผลอย่างบ้าคลั่ง การลองผิดลองถูกในระดับความตายคือวิถีทางเดียวที่จะบรรลุผล


"รากไม้เส้นที่เจ็ด! ถอยร่นมิติของชิงเสวี่ยลงสามชุ่น! อี้หราน ดึงเพลิงออกครึ่งส่วนเพื่อให้เนื้อไม้มีความยืดหยุ่น!" เฟิงหลิงเอ๋อร์คำนวณโครงสร้างผ่านเนตรดาราและสั่งการอย่างเฉียบขาด


สหายทั้งหมดปรับเปลี่ยนค่ายกลตามคำสั่งในเสี้ยวลมหายใจ เมื่อความตึงเครียดของรากไม้ลดลง อาเจียก็วาดอักขระเส้นสุดท้ายลงไปประกบปิดรอยร้าว!


*ครืดดดด... วูบบบบ!*


เสียงเสียดสีอันน่าสะพรึงกลัวสงบลง แปรเปลี่ยนเป็นเสียงครางหึ่งๆ ที่ทุ้มต่ำและทรงพลัง รากไม้ศิลาทั้งสิบเส้นขึงตึงอย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ได้ดึงให้เกาะและเตาหลอมชนกัน ทว่ามันถ่ายเท 'พลังงานขับเคลื่อน' จากการหมุนของฟันเฟืองบรรพกาล ขึ้นไปหล่อเลี้ยงแก่นภพปฐมกาลของป้อมปราการหมื่นอักขระได้อย่างไร้รอยต่อ


มวลพลังงานที่ไหลเวียนมิใช่ปราณที่สวรรค์คุ้นเคย ทว่ามันคือ 'พลังงานจลน์ทางกายภาพ' และ 'แรงบีบอัดมิติ'


เกาะลอยฟ้าขนาดยักษ์เริ่มขยับตัวเคลื่อนที่ไปข้างหน้า มันไม่ได้ล่องลอยด้วยสายลม ทว่ามันกำลังแหวกมิติไปประดุจเรือรบเหล็กกล้าที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาดยักษ์!


"สำเร็จแล้ว..." เย่ปิงอวิ๋นปาดเหงื่อที่หน้าผาก รอยยิ้มโล่งใจปรากฏบนใบหน้า


เฟิงอี้หรานทิ้งตัวลงนั่งหอบบนรากไม้อย่างหมดสภาพ "วิปริต... โครงสร้างวิศวกรรมบ้าบออันใดกัน ต่อให้เป็นปรมาจารย์ค่ายกลของวิหารเทพก็คงคิดไม่ถึงว่าจะมีคนเอารากไม้ไปโยงกับฟันเฟืองโลหะ"


อาเจียค่อยๆ ลดพู่กันลง ชายหนุ่มฉีกชายเสื้อสีครามของตนเองมาพันรัดบาดแผลที่แขนขวาอย่างลวกๆ รอยยิ้มเย็นชาและเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้า เขาไม่ได้เพลิดเพลินกับความสำเร็จเพียงอย่างเดียว ทว่าสมองของเขากำลังมองข้ามช็อตไปถึงอนาคต


"พวกเจ้าทำได้ดีมาก..." อาเจียเอ่ยชม น้ำเสียงของเขากลับมาเยือกเย็น "ทว่าการทำให้เกาะเคลื่อนที่ได้ เป็นเพียงเป้าหมายแรก... สวรรค์วิหารเทพอนันตกาลสูญเสียแม่ทัพและราชโองการดับสูญไปแล้ว พวกมันย่อมไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหาย กองทัพสอดแนมจะต้องถูกส่งลงมาตามรอยความผันผวนของมิติเมื่อครู่อย่างแน่นอน"


"ถ้าเช่นนั้น เราก็รีบเคลื่อนเกาะหนีเข้าไปในส่วนลึกของสุสานสิ!" ฉินมู่หลางเสนอ


"หนีไปเฉยๆ ย่อมทิ้งร่องรอยไว้ให้สุนัขดมกลิ่นตามมาได้" อาเจียส่ายศีรษะ ชายหนุ่มหันหลังกลับไปมองกลุ่มก้อนพลังงานของเสียที่ถูกคายออกมาจากเตาหลอมดารา และเศษซากของ 'โซ่ตรวนสวรรค์' ที่เขาทำลายทิ้งไปก่อนหน้านี้


ดวงตาของบุรุษผู้ถือพู่กันทอประกายความวิปริตและชาญฉลาด เขาตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมอีกครา ทว่าครั้งนี้เพื่อให้สหายคล้อยตามแผนการดักสังหารของตนเอง


"สวรรค์นั้นเหน็ดเหนื่อยกับการตามล่าพวกเราผู้ไร้นาม... หากพวกเราจากไปโดยไม่ทิ้ง 'ของขวัญ' ไว้ต้อนรับพวกเขา ย่อมดูเป็นการเสียมารยาทและเนรคุณต่อความพยายามของพวกเขาเกินไป" อาเจียถอนหายใจยาว แสร้งทำใบหน้ารันทด "ข้าคิดว่า... พวกเราควรจัดวาง 'ค่ายกลนำทาง' ทิ้งไว้ เพื่อให้กองทัพสวรรค์ที่ลงมา ได้พบกับสิ่งที่พวกเขาคุ้นเคย... และพบกับความสิ้นหวังในเวลาเดียวกัน"


"เจ้ากำลังคิดจะทำอะไร อาเจีย? รอยยิ้มของเจ้าน่ากลัวกว่าทัณฑ์สวรรค์เสียอีกนะ" เฟิงอี้หรานขนลุกซู่เมื่อเห็นใบหน้านั้น


"หลิงเอ๋อร์ อี้หราน ชิงเสวี่ย! ข้าต้องการให้พวกเจ้ารวบรวมความร้อนที่เป็นของเสียจากเตาหลอม ผสมเข้ากับเศษซากของโซ่ตรวนสวรรค์... ข้าจะใช้ 'หมึกปฐมกาล' วาดค่ายกลดักลวง!"


อาเจียเริ่มอธิบายแผนการอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้ใช้อักขระโจมตีตรงๆ ทว่าเขาใช้หลักการของการ 'จำลองภาพลวงตาทางกฎเกณฑ์'


ชายหนุ่มเริ่มจัดวางเศษซากโซ่ตรวนสีทองคำที่เหลืออยู่ให้กลายเป็นลวดลายค่ายกลจำลอง จากนั้นให้เฟิงอี้หรานอัดความร้อนของเสียจากเตาหลอมเข้าไปเก็บไว้ในค่ายกลนั้น หลินชิงเสวี่ยใช้มิติพับซ้อนห่อหุ้มมันไว้ เพื่อไม่ให้มันระเบิดออกในทันที ทว่าตั้งเงื่อนไขไว้ว่า หากมีเจตจำนงของ 'ปราณสวรรค์บริสุทธิ์' เข้ามาสัมผัส มิติที่พับไว้จะคลายตัวออก


"เมื่อสุนัขรับใช้ของสวรรค์ลงมา พวกมันจะสัมผัสได้ถึงเศษซากกฎเกณฑ์ของวิหารเทพจากโซ่ตรวนเหล่านี้ พวกมันจะคิดว่านี่คือร่องรอยการต่อสู้ และจะรวบรวมกำลังเข้ามาตรวจสอบ..." อาเจียวาดเส้นสายอักขระตอกย้ำเงื่อนไขของค่ายกล รอยยิ้มเย็นเยียบแฝงความอำมหิต "และเมื่อพวกมันเดินเข้ามาในรัศมี... ความร้อนของเสียที่ถูกสะสมไว้จากการบีบอัดมิติ จะระเบิดออกด้วยความรุนแรงเทียบเท่ากับเตาหลอมดาราระเบิดตัวเอง!"


"นี่มัน... กับดักบดขยี้กองทัพชัดๆ" ฉินมู่หลางสูดลมหายใจลึก "เจ้าหลอกล่อให้พวกมันเข้ามาตายด้วยของของพวกมันเอง"


"ผู้ไร้นามเช่นพวกเรา ไม่มีทรัพยากรไปต่อกรกับกองทัพสวรรค์ตรงๆ หรอกพี่มู่หลาง เราต้องอาศัยการยืมดาบฆ่าคน" อาเจียลุกขึ้นยืนเมื่อจัดวางกับดักเสร็จสิ้น ค่ายกลนั้นดูภายนอกเหมือนเศษหินและสายโซ่ที่พังทลายธรรมดา ไม่มีกลิ่นอายปราณหลุดรอดออกมาแม้แต่นิดเดียว


"เสร็จสิ้นการจัดเตรียม... ป้อมปราการหมื่นอักขระ... เดินหน้าเต็มกำลัง!"


ตามคำบัญชาของอาเจีย เกาะลอยฟ้าขนาดยักษ์ที่บัดนี้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากรากไม้ศิลาและเตาหลอมดารา ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวแหวกมิติ ลอยลึกเข้าไปในห้วงสุสานอันเวิ้งว้างของเผ่าเซียนโบราณ ทิ้งกับดักมรณะอันเงียบงันไว้เบื้องหลัง


คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน