จารึกที่ 323 : วิหารหยกขาวไร้กาลเวลา : บันทึกสุดท้ายแห่งสำนักหมื่นอักขระ
แสงสว่างอันริบหรี่จากหมู่ดาวที่แตกระสานซ่านเซ็น สาดส่องลงมากระทบผิวมหานาวาปราณสูญตาที่ค่อยๆ ลดระดับลงอย่างเชื่องช้า
ช่วงเวลาที่ดวงตะวันทอแสงโรยราประดุจเทียนไขที่ใกล้ดับมอด กาลเวลา ณ ที่แห่งนี้ไหลเวียนอย่างวิปลาส บางห้วงเวลาเชื่องช้าจนหยาดเหงื่อที่หยดลงจากปลายคางของฉินมู่หลางลอยค้างอยู่กลางอากาศธาตุ ทว่าเพียงขยับเท้าไปอีกสามก้าว ซากใบไม้ที่ติดอยู่บนกราบเรือกลับผุพังและกลายเป็นเถ้าธุลีในเสี้ยวลมหายใจ
ศิลาพิทักษ์สูญตาผู้ซื่อสัตย์ ประทับฝ่ามือศิลาลงบนแกนปราณ บัญชาอักขระควบคุมการลงจอดอย่างนุ่มนวลที่สุด เพื่อไม่ให้กระแสมิติที่เปราะบางเกิดการพังทลาย
เบื้องหน้าของพวกเขา คือ 'วิหารหยกขาว' ขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางสุสานสัจธรรม ทัศนียภาพของมันช่างขัดแย้งกับความพินาศรอบด้าน
บันไดหยกขาวบริสุทธิ์ทอดยาวขึ้นไปหลายหมื่นขั้น เสาหินสลักลวดลายมังกรและหงส์ที่กำลังสยายปีก ทว่าหากเพ่งมองด้วยจิตสัมผัส จะพบว่าดวงตาของสัตว์เทวะเหล่านั้น ล้วนหลั่งโลหิตสีทองคำที่แห้งกรังมานานนับพันปี
เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงดังก้องขึ้นบนดาดฟ้าเรือ มู่เฉิน อดีตมหาปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ ก้าวเดินออกมายืนอยู่หน้าหัวเรือ
อาภรณ์ยาวของท่านสะบัดพลิ้วตามกระแสลมมิติ สองมือไพล่หลัง แผ่นหลังตั้งตรงดุจขุนเขา แววตาที่เคยลึกล้ำและสงบนิ่ง บัดนี้สั่นไหวด้วยความรวดร้าวที่ฝังรากลึกประหนึ่งมีพายุอารมณ์โหมกระหน่ำอยู่ภายใน
"สถานที่แห่งนี้..." เสียงของมู่เฉินสั่นสะท้าน ลมหายใจที่ถูกระบายออกมาแฝงความหนักอึ้งของกาลเวลา "คือ 'หอสมุดหมื่นสัจธรรม' ศูนย์กลางการปกครองของสำนักหมื่นอักขระในอดีตกาล... ก่อนที่มันจะถูกวิหารเทพอนันตกาลฉีกกระชากลงมาจากสรวงสวรรค์ และจองจำไว้ในมิติลี้ลับแห่งนี้"
อาเจียก้าวเดินมายืนเคียงข้างอาจารย์ ร่างกายของเด็กหนุ่มยังคงซูบซีดจากการเผาผลาญแก่นโลหิตในศึกที่ผ่านมา ทว่าแผ่นหลังกลับตั้งตรงดุจหอกที่พร้อมทะลวงฟ้า
เขาประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ท่านอาจารย์... กลิ่นอายของที่นี่ ไม่เหมือนกับสุสานของผู้พ่ายแพ้เลยขอรับ ทว่ามันกลับให้ความรู้สึกเหมือน... สถานที่ที่รอคอยการกลับมาเปิดเผยความจริง"
"สายตาของเจ้าแหลมคมนัก อาเจีย" มู่เฉินลูบเครายาว พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ ฝ่ามืออันอบอุ่นและมีน้ำหนักของท่านวางลงบนบ่าของศิษย์รัก "วิหารแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นด้วยสสารที่ทนทานต่อการลบล้างของกาลเวลา บรรพชนของเราล่วงรู้ล่วงหน้าว่าทัณฑ์สวรรค์จะต้องลงมาเยือน จึงได้ผนึก 'ความจริง' ทั้งหมดไว้เบื้องหลังบานประตูนั่น"
อาเจียพยักหน้า เขากระชับพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ในมือแน่น ก่อนจะหันไปสั่งการกลุ่มสหาย
"ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น มู่หลาง อี้หราน พวกเจ้าพักฟื้นอยู่บนเรือ กางค่ายกลสี่ทิศระดับพื้นฐานเพื่อปกป้องแกนปราณ เจ้าสัว... คอยคุ้มกันพวกเขา หากมีสิ่งใดผิดปกติ ให้นำเรือถอยร่นออกไปทันที"
"แล้วเจ้าเล่า? จะบุกเข้าไปเพียงลำพังอีกแล้วหรือ?" เฟิงอี้หรานขมวดคิ้ว เพลิงอัคคีบรรพกาลในจุดตันเถียนของเขายังคงปั่นป่วนจากการปะทะกับเงาทัณฑ์ราชันย์เซียน
"ประตูวิหารหยกขาว มิใช่สิ่งที่สามารถเปิดได้ด้วยการใช้พลังปราณเข้าปะทะ" อาเจียส่ายหน้า รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า "มันถูกลงอักขระผนึกไว้ หากใช้ความแข็งกร้าวเข้าทำลาย มันจะสะท้อนการโจมตีกลับมาเป็นสิบเท่า ข้าต้องใช้ปัญญาและวิถีแห่งอักขระ เพื่อ 'ถอดรหัส' มันเท่านั้น"
ฉินมู่หลางพยักหน้าอย่างเข้าใจ ยอดกระบี่รับรู้ดีว่าในสถานที่ที่สัจธรรมซ้อนทับกันเช่นนี้ กระบี่ของเขาอาจกลายเป็นดาบที่หันกลับมาทิ่มแทงตนเอง "ระวังตัวด้วย อาเจีย... แรงกดดันเบื้องหน้านั้น ลึกล้ำยิ่งกว่าห้วงเหว"
อาเจียประสานมือรับคำ ก่อนจะทะยานร่างลงจากเรือเหาะ ปลายเท้าสัมผัสลงบนบันไดหยกขาวขั้นแรก
ครืน!
ทันทีที่เขาก้าวล่วงเข้าสู่อาณาเขต แรงกดดันที่มองไม่เห็นก็กดทับลงมาบนบ่าประหนึ่งขุนเขานับร้อยลูก! กระดูกทั่วร่างลั่นเปรี๊ยะ เลือดในกายสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนต้องปลดปล่อยแสงสีเงินยวงออกมาคลุมร่างเพื่อต่อต้านการถูกบดขยี้
"แรงกดดันแห่งสัจธรรม..." อาเจียกัดฟันแน่น เขามิได้โคจรปราณเพื่อดีดสะท้อนแรงกดดันนั้น ทว่าเขาใช้ 'ความว่างเปล่า' ในการรับน้ำหนัก เปิดเส้นชีพจรให้แรงกดดันนั้นไหลผ่านร่างกายและถ่ายเทลงสู่ผืนปฐพี
เขาก้าวเดินขึ้นไปทีละขั้น ทีละขั้น ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว บาดแผลเก่าที่เพิ่งสมานตัวเริ่มปริแตก เลือดสีสดหยดลงบนบันไดหยกขาว ทว่าทุกย่างก้าวของเขากลับมั่นคงและหนักแน่น สะท้อนถึงรากฐานการบำเพ็ญที่ถูกตอกเสาเข็มมาด้วยความเข้าใจในวิถีเต๋าอย่างถ่องแท้
เมื่อมาถึงหน้าบานประตูวิหารขนาดยักษ์ อาเจียก็ต้องหยุดชะงัก บานประตูไม่ได้ทำจากศิลาหรือโลหะ ทว่ามันทำจาก 'กระดาษไม้ไผ่ร้อยปี' 百年竹纸 (ไป๋เหนียนจูจื่อ) ที่ถูกแช่แข็งอยู่ในมิติเวลา!
บนกระดาษแผ่นนั้น ปรากฏสมการอักขระนับหมื่นตัวที่กำลังเคลื่อนไหว สลับสับเปลี่ยนตำแหน่งกันอย่างซับซ้อนราวกับดวงดาวในเอกภพ
"อักขระแห่งความเป็นและตาย... สอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ" อาเจียหรี่ตาลง วิเคราะห์โครงสร้างเบื้องหน้า "หากสัมผัสอักขระแห่งชีวิต ประตูจะกลายสภาพเป็นกรงขังแห่งความตาย หากสัมผัสอักขระแห่งความตาย ประตูจะดูดกลืนพลังชีวิตของผู้บุกรุกจนสิ้น... บรรพชนช่างวางค่ายกลบังคับได้โหดเหี้ยมและแยบยลยิ่งนัก"
"เจ้าจะแก้สมการนี้อย่างไร?" มู่เฉินที่ก้าวเดินตามขึ้นมายืนอยู่เบื้องหลัง เอ่ยถามเพื่อทดสอบปัญญาของศิษย์
อาเจียล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบเอา 'แก่นสัจธรรม' สีเงินยวงที่ได้จากการกลืนกินกฎเกณฑ์ของราชันย์เซียนออกมา "สวรรค์ใช้ความเป็นตายเพื่อแบ่งแยก ทว่าวิถีแห่งสูญตา คือการหลอมรวมความเป็นและตายให้กลับคืนสู่จุดกำเนิด..."
เขาสูดลมหายใจลึกยาว ปรับสภาวะจิตเข้าสู่มหาภาวะซวี พู่กันนิรันดร์ในมือถูกยกขึ้น
ฉับพลัน ลำแสงสีรุ้งก็สว่างวาบขึ้นที่ปลายพู่กัน ร่างเล็กจ้อยขององค์หญิงน้อยปรากฏตัวขึ้น นางนั่งไขว่ห้างอยู่บนด้ามพู่กันหยกดำ ใบหน้างดงามบึ้งตึง ทว่าดวงตากลับจับจ้องไปยังสมการบนบานประตูอย่างพินิจพิเคราะห์
"เจ้าคนโง่เขลา!" องค์หญิงน้อยเชิดคางขึ้น บ่นอุบอิบ "จะแก้สมการระดับบรรพกาลเช่นนี้ หากเจ้าดันทุรังยัดเยียดความว่างเปล่าลงไปแทรกกลางสุ่มสี่สุ่มห้า พลังสะท้อนกลับจะฉีกเส้นชีพจรเจ้าเป็นชิ้นๆ ข้าไม่อยากเหนื่อยมานั่งซ่อมพู่กันให้เจ้าหรอกนะ!"
"เช่นนั้น องค์หญิงผู้ปราดเปรื่อง มีคำชี้แนะกระนั้นหรือ?" อาเจียแย้มยิ้มบางเบา ไม่ถือสาในท่าทีหยิ่งยโสนั้น เพราะรู้ดีว่านางกำลังเตือนสติ
"ชิ!" นางสะบัดหน้าหนี ทว่าปลายนิ้วเล็กๆ กลับชี้ไปยังจุดเชื่อมต่อระหว่างอักขระ 'เกิด' และ 'ดับ' ที่หมุนวนอยู่บนบานประตูกระดาษไม้ไผ่ร้อยปี "เจ้าดูให้ดี การเกิดและดับของมันมิใช่เส้นตรง ทว่ามันเป็นวัฏจักรที่กลืนกินกันเอง หากเจ้าเอาอักขระไปคั่นกลาง มันก็เท่ากับขัดขวางล้อเกวียนที่กำลังหมุน!"
มู่เฉินลูบเครายาว พยักหน้าเห็นด้วยกับจิตวิญญาณแห่งพู่กัน "วิถีแห่งอักขระ ต้องอาศัยการทดลองและสั่งสม อย่าใช้ดวงตาเนื้อมองการเคลื่อนไหว ทว่าจงใช้จิตวิญญาณมองหา 'ความหมาย' ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง"
อาเจียหลับตาลง น้อมรับคำชี้แนะของทั้งสอง เขาไม่ได้เร่งรีบวาดอักขระตัวต่อไป ทว่าเขาปล่อยให้จิตสัมผัสแผ่ขยายออกไป ห่อหุ้มบานประตูกระดาษไม้ไผ่ร้อยปี เขาเฝ้ามองการเกิดและดับของอักขระแต่ละตัว วิเคราะห์ความถี่ของการแปรเปลี่ยน ค้นหาจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ในความสมบูรณ์แบบ
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป... อาเจียลืมตาขึ้น รอยยิ้มแห่งการตระหนักรู้ปรากฏบนใบหน้า
"ชีวิตและความตาย มิใช่เส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ ทว่ามันคือจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของวงกลมเดียวกัน!"
อาเจียก้าวเข้าไปประชิดบานประตูอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ใช้พู่กันนิรันดร์จารึกแทรกแซงตรงกลาง ทว่าเขาวาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขนาดใหญ่ ครอบทับสมการทั้งหมดบนบานประตู!
"เตรียมตัวให้ดี องค์หญิงน้อย ข้าจะดึงพลังแล้วนะ!" อาเจียส่งกระแสจิต
"รู้แล้วน่า! ข้าจะช่วยเปิดแกนอักขระให้กว้างที่สุด!" องค์หญิงน้อยประทับฝ่ามือลงบนด้ามพู่กัน แสงสีเงินยวงสว่างจ้าขึ้นเป็นเท่าทวี
จากนั้น อาเจียจรดปลายพู่กัน ถ่ายทอดน้ำหมึกแห่งแก่นสัจธรรม วาดอักขระหลิง 零 (หลิง) ลงไปที่ 'เส้นขอบ' ของวงกลมนั้น!
"มหาเวทสูญตา 大空法 (ต้า-คง-ฝ่า)... วิถีไร้รูป ครอบงำวัฏสงสาร!"
วูบ!
วงกลมแห่งความว่างเปล่าเริ่มหมุนวน มันไม่ได้ทำลายอักขระแห่งความเป็นและตาย ทว่ามัน 'ดูดซับ' กฎเกณฑ์เหล่านั้นให้เข้ามาหมุนเวียนอยู่ภายในมหาภาวะซวี!
เมื่อสมการแห่งความเป็นตายถูกพรากพื้นที่ไป พวกมันจึงสูญเสียเป้าหมายในการต่อต้าน และหลอมรวมกันจนกลายเป็นเพียงพลังงานบริสุทธิ์ที่กลับคืนสู่ความว่างเปล่า
ครืนนน...
บานประตูกระดาษไม้ไผ่ร้อยปีค่อยๆ เลือนหายไปประหนึ่งม่านหมอกที่ถูกสายลมพัดพา เผยให้เห็นทางเดินหินอ่อนที่ทอดยาวเข้าสู่ความมืดมิดภายในวิหาร
"ยอดเยี่ยม... การพลิกแพลงของเจ้า ก้าวข้ามขอบเขตของตำราไปแล้ว" มู่เฉินเอ่ยชมด้วยความจริงใจ น้ำเสียงของท่านเปี่ยมด้วยความปลื้มปีติ "เจ้าไม่ได้แก้สมการ แต่เจ้าลบพื้นที่ที่สมการนั้นดำรงอยู่... ช่างเป็นวิถีเต๋าที่อหังการยิ่งนัก"
"ก็ถือว่าพอใช้ได้... สำหรับคนทึ่มทื่อเช่นเจ้า" องค์หญิงน้อยกอดอกเชิดหน้า ทว่ามุมปากกลับประดับด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ ก่อนที่ร่างของนางจะเลือนหายกลับเข้าไปพักผ่อนในพู่กันนิรันดร์
เขาก้าวเดินเข้าสู่วิหารหยกขาว ภายในนั้นกว้างใหญ่ไพศาลประหนึ่งมิติเอกเทศ ชั้นวางตำรานับหมื่นชั้นตั้งตระหง่าน ทว่าตำราส่วนใหญ่ได้กลายเป็นเถ้าธุลีไปหมดสิ้น เหลือเพียงแผ่นหยกและศิลาจารึกไม่กี่ชิ้นที่ทนทานต่อการกวาดล้าง
ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของอาเจียที่สุด มิใช่คัมภีร์วิทยายุทธ์ ทว่ามันคือ 'แท่นบูชาทองคำม่วง' ที่ตั้งอยู่ใจกลางโถงวิหาร
บนแท่นบูชานั้น มีศพของชายชราผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ ร่างกายของเขาแห้งเหี่ยวจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ทว่าแผ่กลิ่นอายความเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจล่วงละเมิด ที่หน้าตักของเขา มี 'ม้วนคัมภีร์โลหิต' วางอยู่
มู่เฉินที่เดินตามเข้ามา ทันทีที่เห็นร่างนั้น ร่างกายของท่านก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง อดีตมหาปรมาจารย์ผู้เยือกเย็น ทรุดตัวลงคุกเข่ากระแทกพื้นหินอ่อนอย่างแรงจนเกิดเสียงสะท้อน หยาดน้ำตาแห่งบุรุษผู้ผ่านกาลเวลาไหลรินลงมาอาบแก้ม
"ท่านปรมาจารย์บรรพชน..." น้ำเสียงของมู่เฉินสั่นเครือไปด้วยความโศกเศร้า ท่านโขกศีรษะลงกับพื้นด้วยความเคารพสูงสุด
อาเจียรีบประสานมือคารวะร่างไร้วิญญาณนั้น เขารู้สึกถึงความหนักอึ้งของประวัติศาสตร์ที่กดทับลงบนบ่า เขาเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาอย่างระมัดระวัง จิตสัมผัสแผ่ขยายออกไปตรวจสอบม้วนคัมภีร์โลหิต
ทันทีที่จิตสัมผัสแตะลงบนคัมภีร์ ภาพความทรงจำอันโหดร้ายของยุคบรรพกาลก็ไหลบ่าเข้าสู่สมองของเขาราวกับเขื่อนแตก!
มันมิใช่บันทึกวิชาการต่อสู้ ทว่ามันคือบันทึกความจริง!
ภาพที่อาเจียเห็น คือยุคสมัยที่สำนักหมื่นอักขระรุ่งเรืองถึงขีดสุด ปรมาจารย์บรรพชนผู้นี้ ได้ค้นพบความลับของการใช้ 'อักขระสูญตา' ผสานกับ 'วิถีแห่งวัฏสงสาร' สร้างค่ายกลที่สามารถดึงวิญญาณของผู้ที่ตกตายอย่างไม่เป็นธรรม ให้หลุดพ้นจากการควบคุมของวิหารเทพอนันตกาล!
การกระทำเช่นนั้น สั่นคลอนอำนาจการปกครองของ เทพบรรพกาล (Primal Sovereign) เบื้องบน พวกมันที่อ้างตนว่าเป็นผู้รักษาสมดุล กลับมองว่าการปลดปล่อยวิญญาณคือการทำลายกฎเกณฑ์ที่พวกมันใช้เก็บเกี่ยวพลังศรัทธา!
สวรรค์ไม่ได้ส่งกองทัพมาปะทะอย่างยุติธรรม ทว่าพวกมันใช้ 'ความเจ้าเล่ห์' ยุยงให้สำนักอื่นๆ ในแดนเซียนเกิดความโลภและหวาดระแวง กล่าวหาว่าสำนักหมื่นอักขระกำลังฝึกฝนวิชามารเพื่อกลืนกินโลก
จากนั้น วิหารเทพก็ประทับตราทัณฑ์สวรรค์ ส่งเงาทัณฑ์ระดับราชันย์เทวะลงมากวาดล้างสำนักหมื่นอักขระจนราบเป็นหน้ากลอง!
ปรมาจารย์บรรพชนใช้พลังเฮือกสุดท้าย สละวิญญาณของตนเองเพื่อแช่แข็งวิหารหยกขาวแห่งนี้ และจารึกความจริงทั้งหมดลงในม้วนคัมภีร์โลหิต เพื่อรอคอยผู้สืบทอดที่แท้จริงมาเปิดเผยความเน่าเฟะของสวรรค์!
"พวกมัน... เข่นฆ่าผู้คนนับล้าน เพียงเพื่อรักษาบัลลังก์ที่สร้างจากการขูดรีดวิญญาณ..." อาเจียลืมตาขึ้น ดวงตาแห่งความว่างเปล่าสาดประกายความโกรธเกรี้ยวที่เย็นเยียบถึงกระดูก
เขาตีหน้าเศร้า เล่าความชอบธรรม มิใช่ด้วยถ้อยคำตลบตะแลง ทว่ามันออกมาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ "สวรรค์ที่สร้างความชอบธรรมบนกองซากศพของผู้บริสุทธิ์... พวกท่านอ้างสัจธรรม ทว่าเนื้อแท้คือพ่อค้าหน้าเลือดที่ค้ากำไรจากวัฏสงสาร! การกระทำของพวกท่าน ต่ำช้ายิ่งกว่ามารร้ายที่พวกท่านประณามเสียอีก!"
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"
ฉับพลัน เสียงหัวเราะที่เก่าแก่และดุดันประดุจฟ้าร้อง ก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งวิหารหยกขาว!
มวลอากาศภายในโถงวิหารบีบอัดตัวอย่างรุนแรง แรงกดดันที่เหนือล้ำกว่าเงาทัณฑ์ราชันย์เซียนที่พึ่งปะทะมานับสิบเท่า กวาดโถมเข้าใส่อาเจียและมู่เฉิน! พื้นหินอ่อนของวิหารเกิดรอยร้าวลึก!
"มดปลวกที่เพิ่งจะคลานออกมาจากกะลา... เพียงแค่ล่วงรู้เศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ ก็ริอ่านจะตั้งตนเป็นผู้พิพากษาสวรรค์เชียวหรือ?"
เหนือแท่นบูชาทองคำม่วง ปรากฏดวงเนตรขนาดมหึมาที่ถูกสร้างขึ้นจากปราณเซียนบริสุทธิ์และเจตจำนงที่แฝงความหยิ่งผยองถึงขีดสุด!
มันมิใช่ร่างจำแลง ทว่ามันคือ 'เจตจำนงตกค้าง' ของเทพบรรพกาล (Primal Sovereign) ที่แฝงตัวอยู่เพื่อเฝ้าดูการพินาศของศิลาจารึก!
"กลิ่นอายนี้..." มู่เฉินหน้าซีดเผือด ท่านก้าวออกมายืนบังหน้าศิษย์รักโดยสัญชาตญาณ "เจตจำนงของเทพบรรพกาล! มันไม่ได้จากไป ทว่ามันซ่อนตัวอยู่ในคัมภีร์โลหิตมาตลอดหนึ่งพันปี เพื่อรอสังหารผู้ที่ล่วงรู้ความลับ!"
ดวงเนตรยักษ์จ้องมองมาที่อาเจีย แววตาของมันเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และการประเมินค่า
"เด็กน้อย... พรสวรรค์ของเจ้าในการรื้อถอนสมการสวรรค์นั้นน่ายกย่อง" เสียงของเทพบรรพกาลก้องกังวานในหัวของอาเจียโดยตรง "ความจริงที่เจ้าเพิ่งรับรู้ มันก็แค่เรื่องราวของผู้อ่อนแอที่พ่ายแพ้... สัจธรรมที่แท้จริงคือ 'ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ' วัฏสงสารคือฟาร์มเพาะปลูก และพวกเราวิหารเทพ คือผู้เก็บเกี่ยว..."
"เจ้าจะยอมตายเพื่ออุดมการณ์ที่โง่เขลาของคนตาย หรือเจ้าจะมอบ 'พู่กันนิรันดร์' ด้ามนั้นให้ข้า และสาบานตนเป็นสุนัขรับใช้ของวิหารเทพ? ข้าสามารถมอบตบะระดับเซียนอมตะให้เจ้าได้ในเสี้ยวลมหายใจ และมอบอำนาจให้เจ้าปกครองแดนเบื้องล่างทั้งหมด!"
ข้อเสนอที่หอมหวานและเต็มไปด้วยผลประโยชน์ ถูกหยิบยื่นมาพร้อมกับแรงกดดันที่สามารถบดขยี้วิญญาณให้แหลกสลาย! นี่คือความเจ้าเล่ห์ของสวรรค์ ที่ใช้ทั้งความกลัวและความโลภเป็นเครื่องมือหลอกล่อ!
ทว่า อาเจียกลับแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน ร่างกายที่โอนเอนของเขากลับมายืนหยัดอย่างมั่นคง เขาใช้ปลายนิ้วปาดคราบเลือดที่มุมปาก ดวงตาแห่งความว่างเปล่าจ้องลึกเข้าไปในดวงเนตรยักษ์นั้น
"ข้อเสนอของท่าน ช่างฟังดูคุ้มค่ายิ่งนัก..." อาเจียตีหน้าเศร้า น้ำเสียงแฝงความเสียดสีอย่างรุนแรง "มอบอำนาจให้ข้าปกครองแดนเบื้องล่าง งั้นหรือ? ช่างเป็นการขูดรีดที่หน้าไม่อาย! ท่านต้องการให้ข้าเป็นผู้คุมฟาร์ม เพื่อส่งส่วยวิญญาณให้พวกท่านเสวยสุขบนกองเลือดของสรรพชีวิต!"
เด็กหนุ่มชี้ปลายพู่กันนิรันดร์ตรงไปยังดวงเนตรของเทพบรรพกาล "ท่านอ้างว่าความแข็งแกร่งคือสัจธรรม... ถ้าเช่นนั้น ข้าก็จะขอย้อนศรด้วยสัจธรรมของท่านเอง! ในเมื่อกฎเกณฑ์ของวิหารเทพคือการปล้นชิง ข้า... ก็จะขอ 'ปล้น' เจตจำนงของท่าน มาเป็นทรัพยากรในการบ่มเพาะมรรคาแห่งสูญตาของข้าเสียเลย!"
ประโยคนี้ดุดัน อหังการ และท้าทายสวรรค์อย่างแท้จริง! อาเจียไม่ได้ใช้ความงกเป็นเหตุผล ทว่าเขาใช้ 'ตรรกะของศัตรู' มาย้อนศรเพื่อความชอบธรรมของตนเอง!
"รนหาที่ตาย!"
เทพบรรพกาลพิโรธ! เจตจำนงของมันแปรสภาพเป็น 'กระบี่สัจธรรม' เล่มมหึมาที่อัดแน่นไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งการทำลายล้าง ฟาดฟันลงมาหมายจะผ่าวิหารหยกขาวและร่างของอาเจียให้ขาดเป็นสองท่อนในคราเดียว! ความเร็วของกระบี่นั้นอยู่เหนือกาลเวลา ไม่เปิดโอกาสให้หลบหนีหรือใช้ค่ายกลใดๆ ต้านทาน!
"ท่านอาจารย์ ถอยไป!" อาเจียตวาดลั่น
เขาไม่ถอยหนี และไม่พยายามสร้างโล่ป้องกัน ทว่าเขาเปิดจุดตันเถียนอย่างเต็มที่ ทารกวิญญาณสูญตาส่งเสียงคำรามดังกึกก้อง อาเจียคว้าเอา 'แก่นสัจธรรม' ที่เหลืออยู่ในมือ บดขยี้มันจนแหลกละเอียด และสูดดมละอองพลังงานบริสุทธิ์นั้นเข้าไปในร่าง!
"องค์หญิงน้อย! เราจะกลืนกินสวรรค์กันแล้ว!" อาเจียส่งกระแสจิต
"ไอ้คนบ้าระห่ำ! วิญญาณข้าได้แตกสลายเพราะเจ้าแน่ๆ!" องค์หญิงน้อยกรีดร้องลั่นอยู่ภายใน ทว่ากลับแผ่พลังวิญญาณของนางผสานเข้ากับตัวพู่กันอย่างสุดกำลัง เพื่อรองรับสภาวะที่บ้าคลั่งที่สุดของเจ้านาย
"การบำเพ็ญ มิใช่การรอคอยวาสนา ทว่าคือการช่วงชิงสมดุลกลางสมรภูมิ!"
อาเจียวาดอักขระหลิง 零 (หลิง) ขึ้นกลางอากาศธาตุ ทว่าครั้งนี้ เขาไม่ได้วาดด้วยปราณเซียนแท้ แต่เขาวาดด้วย 'แก่นโลหิตวิญญาณ' และ 'แก่นสัจธรรม' ที่เพิ่งกลืนกินเข้าไป!
"มหาค่ายกลสูญตา... กลืนสวรรค์กลายสภาพ!"
ทันทีที่กระบี่สัจธรรมของเทพบรรพกาลฟาดฟันลงมาปะทะกับอักขระหลิง มันมิได้เกิดการระเบิด ทว่ากระบี่เล่มยักษ์กลับจมหายลงไปในอักขระแห่งความว่างเปล่านั้น ราวกับดาบที่ฟาดฟันลงบนผิวน้ำ!
"อะไรกัน!" เทพบรรพกาลอุทานด้วยความตื่นตระหนก
"กฎเกณฑ์ของท่านยิ่งใหญ่และทรงพลัง..." อาเจียหอบหายใจอย่างหนัก ร่างกายสั่นสะท้านจากการฝืนรองรับพลังงานมหาศาล "ทว่าเมื่อมันปราศจาก 'ความเข้าใจ' ในวัฏสงสาร มันก็เป็นเพียงพลังงานดิบที่รอให้ข้านำมาใช้งาน!"
อักขระหลิงหมุนวนอย่างรวดเร็ว ทำหน้าที่ย่อยสลายเจตจำนงทำลายล้างของเทพบรรพกาล และเปลี่ยนมันเป็นพลังงานบริสุทธิ์ ถ่ายเทกลับเข้าสู่ร่างของอาเจีย! เส้นชีพจรเซียนของเด็กหนุ่มที่แห้งเหือด พลันได้รับการเติมเต็มด้วยพลังงานระดับสูง รากฐานการบำเพ็ญของเขาถูกขยายขนาดขึ้นอย่างมหาศาล!
เขาไม่ได้ทะลวงขั้นพลังอย่างง่ายดาย ทว่าเขากำลังใช้ทรัพยากรระดับเทพ มาสร้าง 'รากฐาน' ที่กว้างใหญ่ประดุจมหาสมุทร เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทะลวงสู่ขอบเขตเซียนมนุษย์ในอนาคต!
"ข้าไม่ยอมรับ!" เจตจำนงตกค้างของเทพบรรพกาลพยายามจะดึงกระบี่กลับ ทว่ามันสายเกินไปแล้ว มหาภาวะซวีได้ล็อคเป้าหมายและกำลังดูดกลืนตัวตนของมันอย่างช้าๆ
อาเจียก้าวเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา เขาเอื้อมมือไปหยิบ 'ม้วนคัมภีร์โลหิต' ขึ้นมาด้วยความเคารพ ก่อนจะปรายตามองดวงเนตรที่กำลังสลายตัว
"นำข่าวนี้ไปบอกเจ้านายของท่านบนวิหารเทพอนันตกาล..." อาเจียเอ่ยเสียงเย็นเยียบ "สายเลือดแห่งหมื่นอักขระ ยังไม่สูญสิ้น และหนี้เลือดนับพันปี จะถูกชำระด้วยสัจธรรมแห่งความว่างเปล่าที่พวกท่านหวาดกลัวที่สุด!"
วูบ!
อักขระหลิงปิดตัวลง กลืนกินเจตจำนงตกค้างของเทพบรรพกาลจนหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันภายในวิหารหยกขาว
อาเจียทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้นทันที เลือดไหลออกทางทวารทั้งเจ็ด ทว่าดวงตาของเขากลับเปล่งประกายเจิดจ้า เขาต้องใช้สมาธิขั้นสูงสุดเพื่อ 'ย่อยสลาย' กฎเกณฑ์ที่เพิ่งกลืนกินเข้ามา มิฉะนั้นมันจะระเบิดร่างของเขาจากภายใน
มู่เฉินรีบก้าวเข้ามาประคองร่างศิษย์รักด้วยความระมัดระวัง ฝ่ามือหนาถ่ายทอดปราณเซียนแท้อันบริสุทธิ์เข้าไปช่วยประคองเส้นชีพจร แววตาของท่านเต็มไปด้วยความตกตะลึงและศรัทธา
"เจ้า... เจ้ากำลังก้าวเดินบนเส้นทางที่แม้แต่ปฐมปรมาจารย์ก็ยังก้าวไปไม่ถึง" มู่เฉินรำพึง "เส้นทางของผู้ปกครองหมื่นอักขระ... ที่สยบสวรรค์ด้วยปัญญาและความอหังการ!"
บททดสอบในวิหารหยกขาวสิ้นสุดลง ทว่าสงครามที่แท้จริงระหว่าง 'วิถีแห่งหมื่นอักขระ' และ 'วิหารเทพอนันตกาล' เพิ่งจะถูกจุดชนวนขึ้นอย่างเป็นทางการ! การเติบโตของเด็กหนุ่มผ่านการบำเพ็ญ การเข้าใจอักขระ และการชิงไหวชิงพริบ ได้พิสูจน์แล้วว่า เขาคู่ควรกับปณิธานอันยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินอย่างแท้จริง!