โม่เฟิงได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างจากผู้อาวุโสเอี้ยเฟย เขาจึงพอจะเข้าใจเรื่องราวทุกอย่าง มีความเป็นไปได้ว่าช่วงที่เจ้าสำนักปีกนภาและผู้อาวุโสเอี้ยเฟยไม่อยู่ในสำนัก ได้เกิดการยึดอำนาจเกิดขึ้น
“แล้วท่านผู้อาวุโสได้ทำการตรวจสอบหรือไม่ ว่าเกิดอะไรขึ้นที่สำนักปีกนภา?”
เอี้ยเฟยส่ายหน้า “ข้าเกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาก่อน จึงยังไม่มีเวลาไปตรวจสอบ ว่าที่สำนักนั้นเกิดอะไรขึ้น”
“ไหนๆ เจ้าก็เข้ามาแล้ว เล่าเรื่องราวของโลกภายนอกให้ข้าฟังบ้าง ข้าอยากรู้ว่าในช่วงที่ข้าติดอยู่ในถ้ำแห่งนี้ โลกภายนอกเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนแล้ว”
โม่เฟิงเล่าทุกอย่างที่ตนเองพอจะเล่าได้ เพราะนอกจากความรู้ที่มีอยู่ในตำราแล้ว เขาก็ไม่รู้เรื่องอะไรอีกเลย
หลังจากได้ฟังเรื่องราวหลายๆอย่างจากโม่เฟิง ถึงแม้จะเป็นเรื่องราวที่อยู่ในตำรา แต่เอี้ยเฟยก็ได้รู้หลายๆอย่าง
“นี่ข้าอยู่ในถ้ำมาเกือบยี่สิบปีแล้วหรือเนี่ย ไม่รู้ว่าสำนักปีกนภาจะเป็นเช่นไรบ้าง..”
ในระหว่างที่หลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำเพื่อหนีการตามล่าของชายชุดดำ โม่เฟิงที่ไม่ได้มีโอสถล้ำค่าติดตัวมาเลย จึงทำได้แต่ฝึกฝนกระบวนท่าในการต่อสู้ รวมถึงพูดคุยกับผู้อาวุโสเอี้ยเฟยถึงเรื่องราวต่างๆ แม้ส่วนมากจะเป็นการนั่งฟังผู้อาวุโสเอี้ยเฟยเล่าถึงเรื่องราวในสำนักปีกนภาก็ตาม
หลังจากผ่านมาแล้วยี่สิบวัน โม่เฟิงได้หลอกถามโม่กุ่ย จึงรู้ว่าตอนนี้ จำนวนชายชุดดำที่อยู่ในป่าจิตอสูรนั้นเหลือน้อยลงแล้ว แต่เขาก็ไม่ผลีผลาม รับเดินทางกลับในทันที เพราะเขาคิดว่ากลุ่มของชายชุดดำน่าจะเปลี่ยนแผน จากการออกไล่ล่ามาเป็นการดักซุ่มรอให้เขาโผล่ตัวออกไปมากกว่า
โม่เฟิงเดินกลับเข้ามาด้านในถ้ำ เรียกหมาป่าขนเทากับเสือโคร่งลายอัคคีออกมาเป็นคู่ฝึกซ้อม เพื่อให้ร่างกายเคยชินกับการต่อสู้ หากเกิดเหตุอะไรขึ้น ปฎิกริยาที่ว่องไวจะช่วยทำให้เขานั้นมีชีวิตรอด
เอี้ยเฟยมองดูการฝึกฝนของโม่เฟิงมาได้หลายวันแล้ว เขาก็พบว่าโม่เฟิงนั้นมีร่างกายที่แข็งแกร่ง สามารถเคลื่อนที่ได้ว่องไว ถึงจะไม่ได้ใช้พลังลมปราณ เขาก็เชื่อว่าโม่เฟิงนั้นแข็งแกร่งกว่าเด็กที่อยู่ในระดับเดียวกัน นอกจากนั้นโม่เฟิงยังมีบันทึกเล่มสีม่วง ที่สามารถควบคุมสัตว์อสูรที่มีระดับพลังสูงกว่าตนเองได้ ซึ่งมันน่าประทับใจมาก
ตลอดระยะเวลาที่เอี้ยเฟยอยู่ในสำนักปีกนภา เขาได้พบเห็นผู้ฝึกวรยุทธมามากมาย หลายคนมีการพลิกแพลงความสามารถในสายลมปราณของตน รวมถึงผู้ที่อยู่ในสายจิตมหาศาสตรา ที่มีศาสตราวุธอันน่าทึ่ง แต่เขากลับไม่เคยพบใครที่มีศาสตราวุธอันน่าอัศจรรย์เท่ากับโม่เฟิงมาก่อน
ขณะที่เอี้ยเฟยกำลังเฝ้าดูการฝึกซ้อมของโม่เฟิงอยู่นั้น ใบหน้า ดวงตาและท่าทีของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป
ฟู่ ฟู่ว กรรร กรรร!
โม่เฟิงหันมาที่ผู้อาวุโสเอี้ยเฟย มองดูสภาพของอีกฝ่ายที่เปลี่ยนไป “ผู้อาวุโสเอี้ยเกิดอาการคลุ่มคลั่งอีกแล้ว”
ช่วงเวลาหลายวันที่เขาอาศัยอยู่กับผู้อาวุโสเอี้ย ในหนึ่งวัน ผู้อาวุโสเอี้ยจะเกิดอาการคลุ้มครั่งขึ้นมาสองถึงสามครั้ง ซึ่งการคลุ้มคลั่งในแต่ละครั้งนั้นกินะระเวลาประมาณหนึ่งชั่วยาม ก่อนทุกอย่างจะสงบลง
ถึงแม้ในบันทึกภูติของโม่เฟิงจะพอมีวิธีช่วยเหลืออีกฝ่ายบันทึกเอาไว้อยู่ แต่เขาก็ไม่ได้พกอะไรติดตัวมาด้วยเลย จึงทำได้แต่เฝ้ามองดูผู้อาวุโสเอี้ยเฟยนั้นคลุ้มคลั่งอย่างทุกข์ทรมานเช่นนี้
หลังจากคลุ้มคลั่งมาเกือบหนึ่งชั่วยาม อาการของผู้อาวุโสเอี้ยก็เริ่มทุเลาลง ใบหน้าของเขามีอาการเหนื่อยหอบอย่างเห็นได้ชัด
ฟู่ว ฟู่ว แฮ๊กๆๆ!
ด้วยท่าทีที่อ่อนแรงของผู้อาวุโอเอี้ย โม่เฟิงจึงถามด้วยความห่วงใย “ท่านผู้อาวุโสเอี้ย ท่านเป็นยังไงบ้าง?”
ผู้อาวุโสเอี้ยส่ายศีรษะของตนเล็กน้อย “ข้าไม่เป็นไร”
ถึงแม้อีกฝ่ายจะพูดว่าไม่เป็นไร แต่ดูจากสีหน้าท่าทางของผู้อาวุโสเอี้ยตอนนี้ การคลุ้มคลั่งแต่ละทีน่าจะกินเรี่ยวแรงของเขาไปไม่ใช่น้อย และวันหนึ่งเกิดการคลุ้มคลั่งถึงสามครั้ง และยังเป็นแบบนี้ทุกวันมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว ไม่รู้อีกฝ่ายทนมานานขนาดนี้ได้อย่างไร
โม่เฟิงไม่ยากจะคิดเลย ว่าถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับตัวเอง เขาจะสามารถทนแบกรับความทุกทรมานเช่นนี้ไปได้ซักกี่ปีกันเชียว?
นี่ก็ใกล้จะถึงวันคัดเลือกตัวแทนของสถาบันแล้ว ข้าจะมามัวหลบอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ได้ โม่เฟิงเดินไปหาผู้อาวุโสเอี้ยเฟยพร้อมกับเอ่ยว่า
“ท่านผู้อาวุโสเอี้ย ข้าจำเป็นต้องไปแล้ว เรื่องจดหมายและแหวนเจ้าสำนัก ข้าจะส่งให้ถึงมือท่านหยางเล่ออย่างแน่นอน ท่านไม่ต้องเป็นห่วง”
แม้จะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่โม่เฟิงนั้นมีอุปนิสัยที่ดูฉลาดหลักแหลม อีกทั้งยังดูน่าเชื่อถือ สามารถไว้ใจได้ เขาจึงต้องการมอบของบางอย่างให้เป็นของตอบแทน
“ก่อนจะไป ข้าอยากจะมอบของบางอย่างให้กับเจ้า” เมื่อกล่าวจบ หินสีดำก้อนหนึ่งได้ปรากฏขึ้นมาด้านหน้าของผู้อาวุโสเอี้ยเฟย
“สิ่งนี้คือแร่เหล็กดำ วัตถุดิบชั้นดีในการสร้างอาวุธ ถึงแม้น้ำหนักของมันจะมากกว่าแร่ชนิดอื่น ๆ อยู่หลายเท่า แต่ในเรื่องของความคงทนและพลังทำลายล้างนั้น ย่อมสูงขึ้นตามน้ำหนักของมัน”
โม่เฟิงยื่นมือไปหยิบหินแร่เหล็กดำที่ผู้อาวุโสเอี้ยเฟยมอบให้ ยามที่เขาถือมัน น้ำหนักที่มากเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการถึง ได้ทำให้ท่อนแขนที่เคยตั้งฉากกับพื้น ถึงกับตกฮวบลงมาอย่างรวดเร็ว น้ำหนักของมันมากถึงขนาดที่เขาจำใจ ต้องยอมปล่อยให้มันร่วงหลุดจากฝ่ามือ
ตู้มมม!
โม่เฟิงจ้องมองฝ่ามือที่ด้านชา จากที่ประเมินดูแล้ว น้ำหนักของแร่เหล็กดำก้อนนี้ อาจมากถึงห้าสิบชั่งเลยทีเดียว (250 กิโลกรัม) ต่อให้เขาอยู่ในขอบเขตหลอมกายาก็ยังไม่แน่ว่าจะถือมันได้
เห็นใบหน้าที่ตกใจของโม่เฟิง ผู้อาวุโสเอี้ยเฟยจึงพูดขึ้นมาว่า “ตอนนี้มันอาจจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับตัวเจ้า แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ระดับพลังของเจ้าแตะเข้าสู่ขอบเขตหลอมดวงจิต หากเจ้าใช้ศาสตราวุธที่สร้างขึ้นจากแร่ชนิดนี้ จะช่วยทำให้ความแข็งแกร่งของเจ้าเพิ่มขึ้นไปอีกขั้นเลยทีเดียว”
“ขอบคุณผู้อาวุโสเอี้ย ข้าจะกลับมาเยี่ยมท่านอย่างแน่นอน” โม่เฟิงพยักหน้า รู้สึกขอบคุณอีกฝ่าย เขาเก็บแร่เหล็กดำลงไปในแหวนมิติ พร้อมกับกล่าวคำอำลาก่อนจะเดินออกมาที่หน้าปากถ้ำ
โม่เฟิงเริ่มออกเดินทาง เขาค่อยๆเคลื่อนตัวไปข้างหน้า โดยมีโม่กุ่ยคอยบอกจุดที่ชายชุดดำกำลังดักซุ่มอยู่
ก่อนที่โม่เฟิงจะออกเดินทาง เขาได้ทำข้อตกลงกับโม่กุ่ยเอาไว้ โดยขอให้โม่กุยช่วยบอกตำแหน่งชายชุดดำที่ดักซุ่มอยู่ แลกกับการที่โม่กุยจะสามารถเข้าควบคุมร่างได้หนึ่งครั้ง ซึ่งการเข้าควบคุมร่างแต่ละครั้งนั้น มีข้อแม้อยู่ด้วยกันทั้งหมดสามข้อ
หนึ่งคือช่วงที่โม่กุ่ยเข้าควบคุม อีกฝ่ายจะต้องไม่ทำอันตรายต่อคนรอบข้าง สอง..การเข้าควบคุมร่างแต่ละครั้ง จะต้องกินระยะเวลาไม่เกินหนึ่งนาที ส่วนข้อสาม..ก่อนจะครบหนึ่งนาที โม่กุ่ยจะต้องไปหลบอยู่ในสถานที่ปลอดภัย เพราะหลังจากที่โม่กุ่ยเข้ามาควบคุมร่างนั้น ร่างกายของเขาจะรู้สึกอ่อนเพลียจนไม่สามารถปกป้องตัวเองได้
ข้อตกลงนี้ จะมีผลทุกครั้งที่เขาขอให้โม่กุ่ยนั้นช่วยเหลือ ซึ่งการที่โม่กุ่ยตอบตกลงรับข้อเสนอ ก็อยู่ในการคาดเดาของโม่เฟิง เพราะจากที่เขาดูท่าทีของโม่กุ่ยมาหลายเดือน ทุกครั้งที่เขาตกอยู่ในอันตราย โม่กุ่ยจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เขาจึงสันนิฐานว่า หากเขาตายลง โม่กุ่ยก็น่าจะต้องตายไปพร้อม ๆ กัน
ด้วยความช่วยเหลือของโม่กุ่ย โม่เฟิงสามารถเล็ดรอดผ่านการซุ่มโจมตีของชายชุดดำที่ซ่อนตัวอยู่มาได้อย่างง่ายดาย เขาเดินผ่านป่ามาเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาก็จวนเจียนใกล้จะถึงชายป่าแล้ว
แต่ก่อนจะถึงชายป่า โม่กุ่ยก็สัมผัสได้ถึงชายชุดดำที่ดักซุ่มอยู่ เขาจึงเอ่ยเตือน “แถวชายป่า มีชายชุดดำดักรอเจ้าอยู่อีกสามคน”
ด้วยระดับพลังของโม่เฟิงในตอนนี้ เขาไม่สามารถจัดการกับชายชุดดำพวกนี้ได้เลย เขาจึงต้องใช้ความสามารถของชุดคลุมเงารัตติกาล ทำให้ตนเองอยู่ในสถานะล่องหน รีบเดินผ่านชายป่าแห่งนี้ไปอย่างรวดเร็ว
โม่เฟิงก้าวอย่างระมัดระวัง เพราะถึงแม้จะอยู่ในสถานะล่องหน แต่ถ้ามีเสียงเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ชายชุดดำที่ดักซุ่มอยู่จะต้องสัมผัสถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
โม่เฟิงก้าวไปได้ครึ่งทาง เขาก็เหลือบไปเห็นชายชุดดำที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ ระยะห่างของเขากับชายชุดดำผู้นี้ ห่างกันไม่ถึงสามฉื่อ (10 เมตร) โม่เฟิงจึงต้องก้าวอย่างนิ่มนวลที่สุด ทว่า...สภาพล่องหนของเขาเองก็เหลืออยู่ไม่ถึงสิบห้าลมหายใจ โม่เฟิงจึงต้องก้าวอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบที่สุด
เมื่อสถานะล่องหนเหลือยู่ไม่ถึงสามลมหายใจ ระยะทางเองก็เหลืออีกไม่มากแล้ว โม่เฟิงจึงตัดสินใจวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด
ตึก ตึก ตึกๆๆๆ
ชายชุดดำที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ รู้สึกเหมือนว่ามีคนกำลังวิ่งอยู่ เขาจึงรีบหันหน้าไปมอง แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ สีหน้าของเขาจึงเต็มไปด้วยความฉงน “…!”
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ