จารึกที่ 39 : เพลิงกาฬผลาญเวหา : เมื่อความลับไม่มีในโลก (แต่แพะรับบาปหาได้ง่าย)
ดวงตะวันเคลื่อนคล้อยขึ้นสู่กลางศีรษะ สาดแสงแรงกล้าลงมากระทบยอดหลังคาสีทองของตำหนักหลัก เงาไม้หดสั้นลงจนแทบแนบสนิทกับโคนต้น บรรยากาศอบอ้าวระคนตึงเครียดปกคลุมทั่วสำนัก เป็นสัญญาณเข้าช่วงเวลาที่เหล่าศิษย์ควรพักผ่อนทานมื้อเที่ยง แต่ทว่าวันนี้กลับไม่มีผู้ใดมีความสุขกับการกินดื่มเลยแม้แต่คนเดียว
ณ ลานกว้างหน้าหอระฆังบรรพชนที่บัดนี้เอียงกระเท่เร่ทำมุมแปลกประหลาดพิลึกพิลั่น เหล่าผู้อาวุโสระดับสูงต่างยืนล้อมวงมุงดูร่องรอยความเสียหายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวดมุ่นจนแทบจะชนกันเป็นเส้นเดียว
"รอยไหม้นี้..." ผู้อาวุโสคุมกฎลูบเคราสีดอกเลา พลางใช้นิ้วแตะเขม่าสีดำทมิฬที่ติดอยู่บนกำแพงศิลา "รุนแรง ดุดัน และมีความร้อนสูงส่งยิ่งนัก... นี่ไม่ใช่เพลิงธรรมดาทั่วไป แต่เป็นเพลิงที่เกิดจากการบีบอัดปราณธาตุไฟระดับสูงอย่างยิ่งยวด!"
"หรือจะเป็นฝีมือของ 'พรรคอัคคีทมิฬ'?" ผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งสันนิษฐานด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า "มีเพียงยอดฝีมือระดับแก่นแท้ปราณเท่านั้นที่สามารถส่งพลังโจมตีรุนแรงขนาดนี้จากระยะไกลได้... ดูสิ! รัศมีการทำลายล้างช่างแม่นยำและ... เอ่อ... สมดุลอย่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก"
ห่างออกไปไม่ไกลนัก หลังพุ่มไม้ประดับ หลี่มู่กู่ แอบซุ่มมองดูสถานการณ์อยู่ด้วยความตื่นเต้น เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มหน้าผาก เขากัดผ้าเช็ดหน้าแน่นเพื่อกลั้นเสียงหัวเราะ (หรือเสียงร้องไห้ก็ไม่อาจทราบได้)
"เห็นไหม... แม้แต่ผู้อาวุโสยังชมว่ามันสมดุล... อาเจีย เจ้ามันช่างเป็นศิลปินแห่งศัสตราจารึกชัดๆ"
อาเจีย ที่นั่งยองๆ อยู่ข้างกัน พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปากยังคงเคี้ยวหมั่นโถวแห้งๆ เพื่อกลบเกลื่อนความพิรุธของตนเอง
"ศิษย์พี่หลี่... หุบปากเถอะขอรับ ถ้าท่านไม่อยากไปนอนนับดาวในคุกมืดท้ายสำนัก" เขาแสร้งทำเป็นศิษย์สายนอกผู้ใสซื่อที่ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น "ข้าเป็นแค่ศิษย์สายนอกผู้ต่ำต้อย จะไปมีปัญญาทำลายหอระฆังอันศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร... นี่ต้องเป็นฝีมือยอดคนพรรคมารอาละวาดแน่ๆ!"
หลินชิงเสวี่ย ยืนกอดอกพิงต้นไม้ถัดออกไปเพียงนิด นางกรอกตามองบนด้วยความระอาใจเป็นอย่างยิ่ง "ยอดคนพรรคมารที่ไหนจะมากินหมั่นโถวหน้าโรงครัวแบบนี้... พวกเจ้ารีบไปให้พ้นตาข้าเถอะ ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนแล้วไปแจ้งเบาะแสเพื่อแลกรางวัลนำจับเสียเอง"
"ใจเย็นก่อนแม่นางหลิน" อาเจียรีบกลืนหมั่นโถวลงคอ "หนี้นั้นข้ายกให้ท่านผ่อนผันได้อีก 1 เดือน... เพื่อแลกกับความเงียบของท่านในครานี้"
หญิงสาวหูผึ่ง ดวงตาเป็นประกายวูบหนึ่งขึ้นมาทันที "3 เดือน... และเจ้าต้องช่วยข้าซ่อมแซม 'กระบี่วารีพิสุทธิ์' 净水剑 (จิ้งสุ่ยเจี้ยน) ที่บิ่นจากการประลองคราวก่อนด้วย"
"ตกลง!" อาเจียกัดฟันตอบรับอย่างจำยอม "งั้นเราแยกย้าย! เจอกันที่ 'สถานพำนักเร้นลับ' คืนนี้ ข้าต้องรีบไปจัดการเจ้าสัวให้เสร็จสิ้น ก่อนที่งานประลองจะเริ่มขึ้น"
แสงแดดเริ่มอ่อนแสงลงเรื่อยๆ สายลมยามเย็นพัดพาเอากลิ่นหอมของดอกราตรีโชยมาจางๆ ฝูงนกกาต่างบินกลับรังเป็นทิวแถว บรรยากาศเริ่มกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
ณ ถ้ำลับหลังน้ำตกที่ถูกดัดแปลงเป็นโรงงานนรกของอาเจีย
ร่างยักษ์ของ 'เจ้าสัว' (อสูรศิลาพิทักษ์) ตั้งตระหง่านอยู่กลางโถงถ้ำ ผิวศิลาของมันถูกขัดจนเงาวับจับตา ลวดลายอักขระสีทองวิ่งวนไปทั่วลำตัวราวกับเส้นเลือดที่มีชีวิต รูปร่างของมันดูหนาเทอะทะแต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจมหาศาล
แต่สิ่งที่ยังคงขาดหายไป คือ 'ดวงตา' ที่ยังคงมืดสนิทไร้แวว
"ปัญหาไม่ใช่โครงสร้างทางกายภาพ..." หลี่มู่กู่เดินวนรอบอสูรยักษ์ ใช้ไม้บรรทัดไม้ทมิฬวัดความกว้างของไหล่ซ้ายและขวาอย่างละเอียดถี่ถ้วน "โครงสร้างข้าปรับแต่งจนสมมาตรระดับปรมาจารย์แล้ว... ปัญหาคือ 'หัวใจบัญชาการ' ต่างหาก"
อาเจียยืนกอดอก คิ้วขมวดมุ่น "ดวงจิตศิลาข้าใช้ศิลาวิญญาณระดับกลางไปแล้ว 3 ก้อน แต่มันยังขยับได้ทื่อเหมือนหุ่นกระบอกไม้ไผ่... ข้าต้องการให้มันตอบสนองได้ดั่งใจนึก เหมือนเป็นร่างเงาของข้าเอง"
"หึ! ฝันเฟื่องนัก" เสียง มู่เฉิน ดังขึ้นในห้วงจิต "เจ้าคิดว่าการสร้าง 'เจตจำนงจำลอง' มันง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากหรือ? นักเชิดศัสตราระดับสูงต้องแบ่งเสี้ยววิญญาณของตนลงไป... ซึ่งระดับเจ้าในตอนนี้ ทำไปก็มีแต่จะกลายเป็นคนบ้าใบ้เสียเปล่าๆ"
ข้าไม่แบ่งวิญญาณหรอกขอรับท่านอาจารย์ มันเปลืองพลังงานเกินไป..." อาเจียตอบในใจ ก่อนจะนึกถึงหลักการบางอย่างขึ้นมาได้
เดี๋ยวนะ... ถ้าข้าไม่ใช้จิตวิญญาณ แต่ใช้ 'วิถีแห่งกฎเกณฑ์' แทนล่ะ?"
อาเจียหยิบ พู่กันนิรันดร์ ขึ้นมา ตวัดวาดเส้นสายโค้งมนบรรจบกันเป็น 'วงล้อแห่งความว่างเปล่า (O)' กลางอากาศ เพื่อตัดขาดก้อนหินออกจากกฎเกณฑ์ธรรมชาติเดิม
จากนั้น... เขาไม่ได้เขียนศูนย์ แต่สะบัดพู่กันเขียนอักขระ 'นิ (ย้อนทวน - 逆)' อัดกระแทกลงไปที่ใจกลางวงล้อ!
"หลักการของสูญตา คือการเตรียมพื้นที่ว่าง... และเมื่อข้าใส่กฎแห่งการ 'ย้อนทวน' ลงไป ผสานกับ 'ข่ายปราณบัญชา'..."
อาเจียแสยะยิ้ม รอยยิ้มของพ่อค้าหน้าเลือดปรากฏขึ้น
"มันจะไม่ใช่แค่ก้อนหินรับเท้า... แต่ข้าจะสร้างกฎว่า 'แรงกระทำเท่ากับแรงปะทะย้อนกลับ' ...ทุกการโจมตีที่มันรับ จะถูก 'วงล้อ' ดูดกลืนและหมุนวนส่งคืนเจ้าของด้วยอักขระ 'ย้อนทวน'... ยิ่งเจ็บ ยิ่งแรง!
"เจ้ากำลังจะเขียน 'สัญชาตญาณตอบโต้' ให้ก้อนหินงั้นรึ?" หลี่มู่กู่อ้าปากค้างด้วยความทึ่ง
"ไม่ใช่สัญชาตญาณธรรมดา ศิษย์พี่..." อาเจียแสยะยิ้ม รอยยิ้มของพ่อค้าหน้าเลือดปรากฏขึ้น "แต่มันคือ 'เงื่อนไขการแลกเปลี่ยน'... ข้าจะจารึกกฎลงไปว่า... ทุกการโจมตีที่มันรับแทนข้า จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานสะสมเพื่อสวนกลับออกไป... ยิ่งเจ็บ ยิ่งแรง!
วิ้ง!
อาเจียประทับตราอักขระสีทองอร่ามลงไปที่กลางหน้าผากของเจ้าสัว
ทันใดนั้น ดวงตาหินของอสูรยักษ์ก็สว่างวาบขึ้นเป็นสีแดงฉาน! เสียง อาคมภายใน ดัง ครืนนนน กึกก้องไปทั่วถ้ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายบรรพกาล
"ค่ายกลตอบโต้ฉับพลัน... เปิดใช้งาน"
(เสียงนี้ไม่ได้ดังออกมาเป็นวาจา แต่เป็นความรู้สึกที่แผ่พุ่งออกมาจากตัวอสูรศิลา)
หลินชิงเสวี่ยที่เพิ่งเดินเข้ามาในถ้ำถึงกับสะดุ้งโหยง เมื่อจู่ๆ เจ้าสัวก็หันขวับมามองนาง แล้วยกแขนขวาขึ้นตั้งท่าตั้งการ์ดเตรียมต่อสู้อย่างรวดเร็วและ... สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ!
"มัน... มันขยับได้เอง!" นางร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ
"เยี่ยมยอด..." อาเจียลูบคางอย่างพึงพอใจ "ดูเหมือน 'เจ้าสัว' จะพร้อมสำหรับการทวงหนี้... เอ้ย! การประลองเสียที"
"แต่เดี๋ยวก่อน..." หลี่มู่กู่ชี้ไปที่หน้าอกขององครักษ์ศิลา "ทำไมตรงนั้น... อักขระมันเอียงไปทางขวา 1 ส่วนของทิศทาง!! อาเจีย!! ลบแล้วจารึกใหม่เดี๋ยวนี้!!"
"ไม่ทันแล้วศิษย์พี่! ดวงจิตศิลาเดินเครื่องแล้ว!" อาเจียรีบห้ามทัพ "เอาเป็นว่า... ความไม่สมมาตรคือศิลปะแห่งความไม่สมบูรณ์แบบก็แล้วกัน!"
ในขณะที่ทั้งสามกำลังวุ่นวายกับการปรับแต่ง องครักษ์ศิลา อยู่นั้น ไม่มีใครรู้เลยว่า ที่ภายนอกถ้ำ... เงาร่างหนึ่งกำลังยืนสังเกตการณ์อยู่บนยอดไม้ สายตาคมกริบจ้องมองแสงสีแดงที่เล็ดลอดออกมาจากปากถ้ำอย่างไม่กระพริบตา
"อักขระโบราณ 古符文 (กู่ฝูเหวิน)? ...น่าสนใจยิ่งนัก"
เงาร่างนั้นพึมพำเบาๆ ก่อนจะหายวับไปกับสายลมแห่งรัตติกาล ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายสังหารที่เบาบางจนแทบสัมผัสไม่ได้