บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่ซูซูกำลังนั่งเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ นางกำนัลคนสนิทก็เดินเข้ามาพร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งที่ปิดผนึกอย่างดี "คุณหนูเ้าคะ มีจดหมายจากชายแดนใต้ส่งมาถึงเ้าค่ะ"
หัวใจของซูซูเต้นระรัวเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางรับจดหมายมาด้วยมือที่สั่นเทา ลายมือบนซองจดหมายนั้นเป็ของเฉินหยางอย่างไม่ต้องสงสัย หลังจากที่เงียบหายไปนานหลายเดือน ในที่สุดเขาก็ส่งข่าวคราวกลับมา นางค่อยๆ เปิดซองจดหมายออกอย่างระมัดระวัง ภายในมีจดหมายสองฉบับ ฉบับหนึ่งจ่าหน้าซองถึงนาง ส่วนอีกฉบับที่เล็กกว่าและปิดผนึกอย่างแ่า จ่าหน้าถึง "ท่านพ่อ" นางจึงเริ่มอ่านจดหมายที่ส่งถึงตนเองก่อน
ถึง ซูซู,
ข้าต้องขออภัยอย่างสุดซึ้งที่หายหน้าไปนานโดยมิได้ส่งข่าวคราวใดๆ กลับไปเลย ข้ารู้ดีว่าการกระทำของข้ามันช่างเห็นแก่ตัวและสร้างความลำบากใจให้เ้าอย่างแสนสาหัส ข้าใช้เวลาอยู่นานกว่าจะรวบรวมความกล้าเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อสารภาพความจริงทุกอย่างแก่เ้า... ความจริงที่ข้าควรจะบอกเ้าั้แ่ก่อนที่เราจะแต่งงานกันด้วยซ้ำ
ชีวิตที่ชายแดนใต้นี้แม้จะทุรกันดารและเต็มไปด้วยอันตราย แต่สำหรับข้าแล้วมันคือบ้าน ที่นี่ข้าเป็เพียงแม่ทัพเล็กๆ ที่คอยดูแลความสงบสุขของชาวบ้าน ไม่ต้องมีพิธีรีตองหรือแบกรับความคาดหวังใดๆ เหมือนตอนที่อยู่ในเมืองหลวง กลางวันฝึกทหาร ตกเย็นก็ดื่มเหล้าเคล้าเสียงหัวเราะกับเหล่าสหายร่วมรบ ชีวิตเรียบง่ายเช่นนี้คือสิ่งที่ข้าปรารถนามาโดยตลอด
และที่สำคัญ... ที่นี่ข้าได้อยู่กับคนที่ข้ารัก... เขาเป็รองแม่ทัพคู่ใจของข้า เราเติบโตมาด้วยกันที่นี่และร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมานานหลายปี ความสัมพันธ์ของเรามันลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าสหาย... ซูซู ข้าเป็ต้วนซิ่ว... ชายรักชาย คือสิ่งที่ข้าเป็มาโดยตลอด การแต่งงานกับเ้าเป็เพียงละครฉากหนึ่งที่ข้าแสดงขึ้นเพื่อบังหน้าท่านพ่อเท่านั้น ข้าขอโทษที่ดึงเ้าเข้ามาในเื่นี้ ข้ามันขี้ขลาดและเห็นแก่ตัวเกินไป
ข้ารู้ดีว่าคำขอโทษของข้าคงไม่อาจชดเชยความรู้สึกของเ้าได้ แต่ข้าหวังเพียงให้เ้าได้โปรดเข้าใจและให้อภัยในความโง่เขลาของข้า ข้าจะหาทางพูดคุยกับท่านพ่อเพื่อขอหย่ากับเ้าในเร็ววันนี้ เพื่อปลดปล่อยเ้าให้เป็อิสระจากพันธนาการจอมปลอมนี้เสียที
สุดท้ายนี้ ข้าได้แนบจดหมายอีกฉบับหนึ่งมาด้วย เป็จดหมายที่ข้าเขียนถึงท่านพ่อ ข้าไม่กล้าพอที่จะส่งให้ท่านโดยตรง จึงอยากจะวานเ้าช่วยนำไปมอบให้ท่านพ่อแทนข้าด้วย... ขอบคุณสำหรับทุกสิ่ง และขอโทษจากใจจริงอีกครั้ง
เฉินหยาง
เมื่ออ่านจดหมายจบ ซูซูรู้สึกเหมือนก้อนหินขนาดใหญ่ที่ถ่วงอยู่ในใจมานานหลายเดือนได้ถูกยกออกไปจนหมดสิ้น ความรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกถาโถมเข้าใส่เธออย่างรุนแรง นางวางจดหมายลงบนตักอย่างเบามือ แล้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีคราม ลมเย็นๆ พัดผ่านใบหน้าที่เปียกชื้นด้วยน้ำตาแห่งความโล่งใจ
ความรู้สึกผิดบาปที่คอยกัดกินจิตใจจากการลักลอบมีความสัมพันธ์กับพ่อสามี บัดนี้มันได้มลายหายไปจนหมดสิ้น นางไม่ได้ทรยศสามี เพราะสามีของนางไม่เคย้านางั้แ่แรกอยู่แล้ว การแต่งงานครั้งนี้เป็เพียงละครฉากหนึ่งที่ทุกคนต้องแสดงเพื่อรักษาหน้าตาของตระกูล
นางนึกถึงคืนแรกหลังแต่งงาน เมื่อนางนั่งรอเฉินหยางบนเตียงแต่งงานที่ประดับด้วยผ้าไหมสีแดงและกลีบกุหลาบ นางรอจนเทียนไขเผาจนเหลือแต่ไขที่ละลาย แต่เฉินหยางก็ไม่เคยมา นางจำได้ว่าตัวเองรู้สึกอับอายและเจ็บใจเพียงใด เมื่อต้องนอนคนเดียวในคืนแต่งงาน ไม่เข้าใจว่าทำไมสามีถึงไม่มาหานาง
คืนต่อๆ มาก็เป็เช่นเดียวกัน เฉินหยางจะกลับมาที่ห้องเพียงเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือเอาหนังสือ แล้วก็จากไปอีกครั้ง บางครั้งเขาจะนอนบนเตียงเล็กๆ ที่มุมห้อง แต่ไม่เคยเข้าใกล้เตียงใหญ่ที่นางนอนอยู่เลย นางเคยพยายามเริ่มบทสนทนา พยายามทำความรู้จักกับสามี แต่เฉินหยางจะตอบสั้นๆ แล้วหาข้ออ้างออกไปจากห้อง
นางจำได้ว่าตัวเองเคยคิดว่าอาจจะเป็เพราะเฉินหยางเขินอาย หรือไม่ก็เป็เพราะเขา้าเวลาในการปรับตัว นางจึงพยายามอดทนรอคอย พยายามทำตัวให้เป็ภรรยาที่ดี ดูแลเขาอย่างดี หวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะเปิดใจให้นาง แต่เวลาผ่านไปหลายเดือน สถานการณ์ก็ไม่เปลี่ยนแปลงเลย
ที่แย่ไปกว่านั้น นางเริ่มสังเกตเห็นว่าเฉินหยางดูไม่สบายใจเมื่ออยู่ใกล้นาง เขาจะหลีกเลี่ยงการสบตา หลีกเลี่ยงการััแม้แต่เล็กน้อย แม้กระทั่งเมื่อนางยื่นชาให้เขา เขาก็จะระวังไม่ให้มือัักัน นางเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองเป็โรคติดต่อที่เขาต้องหลีกเลี่ยง
ความรู้สึกนั้นทำให้นางเริ่มสงสัยในตัวเอง นางมองตัวเองในกระจก สงสัยว่าตัวเองน่าเกลียดหรือไม่ มีกลิ่นตัวหรือไม่ หรือมีอะไรผิดปกติที่ทำให้สามีไม่ชอบ นางเริ่มใส่ใจกับรูปลักษณ์ของตัวเองมากขึ้น อาบน้ำบ่อยขึ้น ใช้น้ำหอมราคาแพง แต่ก็ไม่ได้ผลอะไร
เมื่อเฉินหยางประกาศว่าจะไปชายแดนใต้ นางรู้สึกโล่งใจปนเศร้า โล่งใจที่ไม่ต้องทนกับความอึดอัดใจในการอยู่ร่วมกันอีก แต่ก็เศร้าที่การแต่งงานของนางล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง นางรู้สึกเหมือนตัวเองเป็ความล้มเหลวในฐานะผู้หญิง ไม่สามารถทำให้สามีรักได้
แต่ตอนนี้... หลังจากอ่านจดหมายแล้ว นางเข้าใจแล้วว่าทำไมเฉินหยางถึงปฏิบัติกับนางเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะนางมีอะไรผิดปกติ ไม่ใช่เพราะนางไม่ดีพอ แต่เป็เพราะเขาไม่ได้รักผู้หญิงั้แ่แรก เขารักผู้ชาย และการแต่งงานกับนางเป็เพียงการแสดงเพื่อบังหน้า
นางคิดถึง่เวลาที่ผ่านมาทั้งหมด ั้แ่วันแรกที่มาถึงจวนตระกูลเฉิน เมื่อนางยังเป็เพียงหญิงสาวไร้เดียงสาที่เต็มไปด้วยความหวังในชีวิตแต่งงาน นางจำได้ว่าตัวเองเคยฝันถึงการเป็ภรรยาที่ดี การมีลูกๆ และการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับสามี
แต่ความจริงกลับโหดร้ายกว่าที่นางคิด การแต่งงานของนางเป็เพียงละครฉากหนึ่งที่ทุกคนต้องแสดง เฉินหยางแสดงเป็สามีที่ดี ราชครูเฉินแสดงเป็พ่อสามีที่เอาใจใส่ ส่วนนางเองก็แสดงเป็ภรรยาที่เชื่อฟัง แต่เื้ัม่านแห่งความเป็จริงนั้น ทุกคนต่างมีความลับของตัวเอง
นางนึกถึงคืนที่นางร้องไห้คนเดียวบนเตียงใหญ่ คืนที่นางสงสัยว่าตัวเองทำอะไรผิด คืนที่นางรู้สึกเหงาจนแทบจะบ้า นางเคยลุกขึ้นมาเดินไปหาเฉินหยางที่นอนบนเตียงเล็ก พยายามจะคุยกับเขา แต่เขาจะแกล้งหลับ หรือบอกว่าเหนื่อยแล้วอยากพักผ่อน
บางคืนนางจะนั่งที่หน้าต่าง มองดูดวงจันทร์และดวงดาว แล้วถามตัวเองว่าชีวิตนางจะเป็อย่างนี้ไปตลอดหรือไม่ นางจะต้องใช้ชีวิตเป็ภรrrยาที่ไม่ได้รับความรักจากสามีไปตลอดชีวิตหรือ นางจะต้องแกล้งทำเป็มีความสุขต่อหน้าคนอื่นไปอีกนานแค่ไหน
ที่ทรมานที่สุดคือเมื่อมีแขกมาเยี่ยม โดยเฉพาะสตรีที่แต่งงานแล้ว พวกนางจะถามเื่ลูกๆ ถามว่าเมื่อไหร่จะมีข่าวดี นางต้องยิ้มๆ แล้วบอกว่ายังไม่ถึงเวลา แต่ในใจนางรู้ดีว่าจะไม่มีวันมีลูกเลย เพราะสามีไม่เคยแตะต้องนางเลยแม้แต่น้อย
นางจำได้ว่าเคยมีครั้งหนึ่ง นางพยายามเข้าไปใกล้เฉินหยางขณะที่เขากำลังอ่านหนังสือ นางนั่งลงข้างๆ เขา พยายามจะพูดคุยเื่หนังสือที่เขาอ่าน แต่เฉินหยางดูไม่สบายใจมาก เขาปิดหนังสือแล้วลุกขึ้นไปทันที บอกว่ามีธุระต้องไปจัดการ
คืนนั้นนางร้องไห้จนหมดน้ำตา นางรู้สึกเหมือนตัวเองเป็โรคร้ายที่ทุกคนต้องหลีกเลี่ยง นางเริ่มสงสัยว่าตัวเองมีคุณค่าอะไรบ้าง ถ้าแม้แต่สามียังไม่อยากอยู่ใกล้
แต่แล้วราชครูเฉินก็เข้ามาในชีวิตของนาง ในตอนแรกเขาเป็เพียงพ่อสามีที่ใจดี ที่คอยดูแลและเอาใจใส่นาง เขาจะถามไถ่ทุกข์สุขของนาง จะให้กำลังใจเมื่อนางดูเศร้า นางรู้สึกอบอุ่นใจที่มีคนเข้าใจและเห็นคุณค่าของนาง
ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับราชครูเฉินเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเฉินหยางออกเดินทางไปชายแดนใต้ ราชครูเฉินให้ความสนใจนางมากขึ้น เขาจะมาคุยกับนางบ่อยๆ จะชวนนางไปดูดอกไม้ในสวน จะเล่าเื่ราวต่างๆ ให้นางฟัง
นางรู้สึกดีใจที่มีคนให้ความสนใจ มีคนที่ทำให้นางรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ความเหงาที่สั่งสมมานานเริ่มลดลง นางเริ่มมีรอยยิ้มบนใบหน้าอีกครั้ง เริ่มรู้สึกว่าชีวิตมีสีสันมากขึ้น
แต่แล้วความสัมพันธ์ก็เริ่มลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ราชครูเฉินเริ่มแสดงความรู้สึกที่มากกว่าความเป็พ่อสามี เขาจะมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา จะหาโอกาสััมือนาง จะยืนใกล้นางมากกว่าที่ควร
นางรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ถูกต้อง แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีใจที่มีคน้านาง มีคนที่มองนางด้วยความปรารถนา หลังจากที่ถูกปฏิเสธและเมินเฉยจากสามีมานาน การได้รับความสนใจจากราชครูเฉินทำให้นางรู้สึกเหมือนตัวเองมีคุณค่าอีกครั้ง
คืนแรกที่พวกเขาข้ามเส้นแบ่งระหว่างพ่อสามีกับลูกสะใภ้ นางรู้สึกผิดบาปอย่างมาก แต่ก็รู้สึกมีชีวิตชีวาเป็ครั้งแรกนับั้แ่แต่งงาน นางได้รู้จักกับความรู้สึกที่เป็ผู้หญิง ได้รู้จักกับความปรารถนาและความสุขที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน
แต่ความรู้สึกผิดบาปก็ตามมาทันที นางรู้สึกเหมือนตัวเองเป็หญิงชั่ว เป็คนทรยศสามี แม้ว่าสามีจะไม่รักนาง แต่นางก็ยังคิดว่าการมีความสัมพันธ์กับพ่อสามีเป็สิ่งที่ผิด นางเคยพยายามหลีกเลี่ยงราชครูเฉิน แต่เขาก็จะหาทางมาหานาง จะปลอบใจนาง จะทำให้นางรู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้ผิดอะไร
"เ้าเป็ภรรยาเพียงแค่ชื่อเท่านั้น" เขาเคยพูดกับนาง "หยางเขาไม่ได้รักเ้า เขาไม่ได้้าเ้า แล้วทำไมเ้าต้องซื่อสัตย์กับคนที่ไม่ซื่อสัตย์กับเ้า"
คำพูดเ่าั้ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นชั่วคราว แต่ความรู้สึกผิดบาปก็ยังคงอยู่ นางรู้ว่าสิ่งที่นางทำไม่ถูกต้องตามศีลธรรม ไม่ถูกต้องตามประเพณี แต่นางก็อดไม่ได้ เพราะราชครูเฉินเป็คนเดียวที่ทำให้นางรู้สึกว่าตัวเองเป็ผู้หญิง เป็คนที่มีคุณค่า
เดือนต่อเดือนผ่านไป ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ราชครูเฉินดูแลนางอย่างดี ให้ของขวัญราคาแพง พานางไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ทำให้นางรู้สึกเหมือนได้รับการปฏิบัติอย่างที่ภรรยาควรได้รับ
แต่ในใจลึกๆ นางก็ยังคิดถึงเฉินหยาง สงสัยว่าเขาเป็อย่างไรบ้าง สงสัยว่าเขาจะกลับมาเมื่อไหร่ สงสัยว่าเมื่อเขากลับมา ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเป็อย่างไร นางรู้ว่าไม่อาจปิดบังความสัมพันธ์กับราชครูเฉินไปตลอดได้
บางคืนนางจะฝันร้ายว่าเฉินหยางกลับมาแล้วจับได้ว่านางมีความสัมพันธ์กับพ่อของเขา นางจะตื่นขึ้นมาด้วยความใและความรู้สึกผิดบาป นางจะนั่งร้องไห้คนเดียว สงสัยว่าตัวเองเป็คนแบบไหน ทำไมถึงทำสิ่งที่ผิดได้
และตอนนี้... หลังจากอ่านจดหมายจากเฉินหยางแล้ว ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกผิดบาปที่กดทับใจนางมานานหลายเดือนได้หายไปจนหมดสิ้น นางไม่ได้ทรยศใคร เพราะการแต่งงานของนางเป็เพียงละครฉากหนึ่งั้แ่แรก
นางรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนกับว่าูเาหนักๆ ที่กดทับอกนางได้ถูกยกออกไป นางสามารถหายใจได้อย่างสบายใจเป็ครั้งแรกนับั้แ่เริ่มมีความสัมพันธ์กับราชครูเฉิน นางไม่ต้องรู้สึกผิดบาปอีกต่อไป ไม่ต้องซ่อนเร้นอีกต่อไป
แต่นอกจากความโล่งใจแล้ว นางยังรู้สึกเศร้าใจด้วย เศร้าใจที่การแต่งงานของนางล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เศร้าใจที่นางไม่เคยได้รับความรักจากสามีเลยแม้แต่น้อย เศร้าใจที่ความฝันในการเป็ภรรยาที่ดีและมีลูกๆ ได้สลายไปจนหมดสิ้น
แต่ก็มีความรู้สึกดีใจปนอยู่ด้วย ดีใจที่ในที่สุดนางก็รู้ความจริง ดีใจที่นางไม่ต้องสงสัยตัวเองอีกต่อไป ไม่ต้องคิดว่าตัวเองมีอะไรผิดปกติ ไม่ต้องพยายามทำให้สามีรักอีกต่อไป เพราะไม่ว่านางจะทำอะไร เฉินหยางก็จะไม่มีวันรักนางได้
ที่สำคัญที่สุด นางรู้สึกดีใจที่ตอนนี้นางเป็อิสระแล้ว อิสระที่จะรักและมอบกายใจให้กับชายที่นางปรารถนาอย่างหมดหัวใจ โดยไม่ต้องรู้สึกผิดบาปอีกต่อไป นางสามารถอยู่กับราชครูเฉินได้อย่างเต็มที่ สามารถรักเขาได้อย่างเปิดเผย
น้ำตาแห่งความโล่งใจไหลรินอาบแก้ม นางพับจดหมายเก็บไว้ในอกอย่งดี กำจดหมายฉบับที่สองที่จ่าหน้าถึง "ท่านพ่อ" ไว้แน่น ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นและตรงไปยังห้องทำงานของราชครูเฉินทันที
ขณะเดินไปตามทางเดินยาว นางรู้สึกเหมือนก้าวเดินบนอากาศ ทุกย่างก้าวเบาสบาย ไม่มีภาระหนักๆ กดทับใจอีกต่อไป นางคิดถึงหน้าตาของราชครูเฉินเมื่อเขาอ่านจดหมายจากลูกชาย เขาจะรู้สึกอย่างไร จะดีใจหรือเศร้าใจ จะโล่งใจเหมือนนางหรือไม่
นางรู้ว่าราชครูเฉินรักนางจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ความปรารถนาทางกาย แต่เป็ความรักที่ลึกซึ้ง เขาเคยบอกกับนางว่าเขารอคอยนางมานาน รอคอยที่จะได้รักนางอย่างเปิดเผย รอคอยที่จะได้ดูแลนางอย่างเต็มที่
และตอนนี้... โอกาสนั้นมาถึงแล้ว พวกเขาไม่ต้องซ่อนเร้นอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาจับได้ ไม่ต้องรู้สึกผิดบาปกับสิ่งที่พวกเขาทำ เพราะการแต่งงานของนางกับเฉินหยางไม่ได้มีความหมายอะไรั้แ่แรก
เมื่อไปถึง ซูซูยื่นจดหมายฉบับเล็กนั้นให้แก่ราชครูเฉินด้วยมือที่ยังสั่นเทาเล็กน้อย "ท่านพ่อ... นี่เป็จดหมายที่พี่หยางฝากมาให้ท่านเ้าค่ะ" นางพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบ แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
ราชครูเฉินรับจดหมายมาด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย เขามองซองจดหมายในมือสลับกับมองใบหน้าของซูซูที่ดูเปลี่ยนไป ก่อนจะค่อยๆ เปิดจดหมายออกอ่าน เนื้อความในนั้นคงเป็สิ่งที่เขารู้อยู่แก่ใจแล้ว แต่การได้รับจดหมายยืนยันจากบุตรชายโดยตรงก็คงเป็อีกเื่หนึ่ง
บรรยากาศในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสอง ซูซูยืนรออย่างสงบนิ่ง นางไม่รู้ว่าราชครูเฉินจะรู้สึกเช่นไร แต่สำหรับนางแล้ว จดหมายฉบับนี้คือการปลดปล่อยที่นางรอคอยมาแสนนาน บัดนี้... นางเป็อิสระแล้วอย่างแท้จริง อิสระที่จะรักและมอบกายและใจให้กับชายที่นางปรารถนาอย่างหมดหัวใจ โดยไม่ต้องรู้สึกผิดบาปอีกต่อไป