ตอนที่ 9 นอนรักษาตัว
มาถึงโรงพยาบาล ติงเสวี่ยเหม่ยก็เล่นละครไปตามบทที่หลินจิงซูกำกับ หลังจากบอกเล่าอาการต่างๆให้หมอฟังแล้ว เธอก็ออกรับยาสำหรับบรรเทาอาการปวด และต้องนอนพักฟื้นในโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าดูอาการต่อไป
โรงพยาบาลในชนบทเล็กๆเช่นนี้ แทบจะไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ใดๆพร้อมเลย หนทางเดียวก็คือจำต้องให้คนไข้นอนดูอาการและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
ใบหน้าของหลินชิงอี้เปลี่ยนเป็บิดเบี้ยวน่าเกลียดเล็กน้อย ทันทีที่ได้ยินว่าเขาจะต้องเสียเงินค่านอนในโรงพยาบาลให้แก่ติงเสวี่ยเหม่ย
เขากระชากหลินจิงซูหลบไปที่มุมหนึ่ง พร้อมกับร้องถามด้วยความร้อนใจว่า
“ทำไมจะต้องให้แม่แกนอนโรงพยาบาลด้วย? แค่ดื่มน้ำกินยาไม่กี่วันก็น่าจะหายดีแล้วไม่ใช่เหรอ?”
เหตุผลที่เขาลังเลไม่้าจะใช้จ่ายเงินก้อนนี้ก็เพราะว่า ใกล้จะถึงเวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัยของหลินเสวี่ยแล้วนั่นเอง และเขาเองก็ต้องทำงานให้หนักขึ้นเพื่อหาเงินไว้สำหรับใช้ในเื่นี้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่สามารถเสียเงินก้อนนี้ไปกับค่ารักษาของติงเสวี่ยเหม่ยได้
หลินจิงซูตอบกลับทันที
“คุณหมอบอกว่าที่โรงพยาบาลมีเครื่องมือแพทย์ไม่พร้อม สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือต้องให้คนไข้นอนดูอาการในโรงพยาบาล แต่ถ้าไม่อยากนอน ก็ต้องเดินทางไปตรวจที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเมืองหลวง เพราะที่นั่นมีเครื่องมือแพทย์ครบครันกว่า”
หลินชิงอี้ถึงกับนิ่งเงียบเป็เป่าสากไปชั่วขณะ เมื่อได้ยินว่าต้องไปตรวจรักษาในเมืองหลวง เงินทั้งหมดที่มีในบ้านตอนนี้ก็เอาไว้ใช้จ่ายเป็ค่าเรียนพิเศษของหลินเสวี่ย แม้เขาจะไม่ใช่คนขี้เหนียวในเื่เงินๆทองๆนัก แต่จะให้ใช้จ่ายเงินมากไปกว่านี้อีกก็คงไม่ได้แล้วเช่นกัน
“ถ้างั้นก็นอนโรงพยาบาลนี่ล่ะ”
หลินชิงอี้ตอบเสียงเบามาก แต่หากไม่มีติงเสวี่ยเหม่ยเสียคน แล้วใครจะคอยทำงานบ้านให้ล่ะ? ภายใต้สภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ เขาได้แต่ถามขึ้นด้วยท่าทีกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
“แล้วเื่งานบ้าน…”
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดจบประโยคเสียด้วยซ้ำ หลินจิงซูก็พูดแทรกสวนขึ้นโดยเร็ว
“หนูจะอยู่โรงพยาบาลคอยเฝ้าแม่เอง ส่วนพ่อก็ออกไปทำงานเหมือนเดิม แล้วเื่งานบ้านก็คงต้องไหว้วานให้ป้ารองกับย่าอู๋เป็คนทำ”
ดวงตากลมโตไร้เดียงสาของหลินจิงซูกระพริบปริบๆขณะพูดต่อว่า
“งานบ้านไม่มีอะไรหนักหนานี่คะ เพราะป้ารองกับย่าอู๋ชอบพูดว่า งานที่แม่ต้องทำในทุกๆวันล้วนแต่เป็งานสบายๆ เพราะฉะนั้น เื่แค่นี้คงไม่เหลือบากกว่าแรงของเค้าสองคน ถึงแม้ป้ารองจะทำอาหารไม่อร่อย แต่ก็อย่างที่พ่อพูดนั่นล่ะ เรากินเพื่ออยู่ไม่ได้อยู่เพื่อกิน จริงไหมคะพ่อ?”
ภายหลังพูดแจกแจงมาถึงจุดนี้ หลินชิงอี้ก็ได้แต่อ้ำอึ้งพยักหน้าตอบ
“แกอยู่ที่นี่ไปก่อนก็แล้วกัน ฉันจะกลับบ้าน ยังมีธุระอีกเยอะแยะที่ต้องทำ”
ระหว่างที่เขากำลังจะก้าวเท้าจากไป จู่ๆหลินจิงซูก็พูดขึ้นว่า
“พ่อคะ หนูเห็นว่าป้าจางที่ทำงานอยู่ในโรงงานเดียวกันกับพ่อก็อยู่ที่นี่ด้วย ดูเหมือนป้าจางจะป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลเหมือนกัน ระหว่างที่แม่เข้าไปให้หมอตรวจ หนูก็ไปช่วยล้างแอปเปิ้ลให้ป้าจางกิน ป้าจางยังบอกว่าแอปเปิ้ลพวกนี้อร่อยมาก ควรให้พ่อซื้อให้แม่กินเหมือนกัน พ่อคะ พ่อว่าเราควรซื้อผลไม้ให้แม่กินเสริมด้วยดีมั้ยคะ?”
จางหลานเป็ญาติของผู้อำนวยการโรงงานที่หลินชิงอี้ทำงานอยู่ และยังมีตำแหน่งสูงกว่าเขาด้วย
ใน่ชีวิตก่อนหน้า เมื่อหลินชิงอี้รู้ข่าวเื่จางหลานนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล หลังจากนั้นหลายวัน เขาก็ตัดใจควักเงินซื้อกระเช้าผลไม้ไปเยี่ยม
ขณะเดียวกัน ติงเสวี่ยเหม่ยก็ตัดสินใจผูกคอตาย หลินชิงอี้ไม่เพียงเพิกเฉยไม่แยแสใส่ใจ แต่ยังมีอารมณ์ไปเลือกกระเช้าผลไม้ที่จะนำไปเยี่ยมด้วยตัวเอง
เหตุการณ์ดังกล่าวรบกวนใจหลินจิงซูมาโดยตลอด ถึงขั้นจำฝังใจและไม่มีวันลืมเลือน
ผู้ชายคนนี้ต้องเืเย็นขนาดไหน กระทั่งภรรยาตัวเองผูกคอตายก็ยังไม่แยแสใส่ใจ!?
ในชาตินี้ ทันทีที่มาถึงโรงพยาบาล หลินจิงซูจึงได้เดินตระเวนไปทั่วหอผู้ป่วยก่อนเป็อันดับแรก จนกระทั่งได้พบกับจางหลาน
เธอเป็ฝ่ายริเริ่มเข้าหาและทำความรู้จักก่อน บอกชื่อสกุลพร้อมประกาศว่าตนเองคือลูกสาวของหลินชิงอี้ แผนการของเธอคือ้าตีสนิทกับจางหลานคนนี้ก่อน
ทันทีที่รู้ว่าญาติของผู้อำนวยการโรงงานนอนรักษาตัวอยู่ที่นี่เช่นกัน หลินชิงอี้จึงรีบควักเงิน10หยวนออกจากกระเป๋าทันที แล้วยัดใส่กำมือของหลินจิงซูอย่างไม่ลังเล
“ไป ไป รีบเอาเงินนี่ไปซื้อผลไม้กับอาหารให้แม่แกเพิ่มนะ จะได้กลับมาแข็งแรงเร็วๆ”
หลินจิงซูรับเงินจำนวนนั้นใส่ไว้ในกระเป๋า พยักหน้ายิ้มแย้มพร้อมตอบกลับไปว่า
“ได้ค่ะ”
ภายหลังที่หลินชิงอี้เดินจากไป หลินจิงซูก็นำเงินจำนวนนี้ไปซื้อผลไม้กับอาหารสามมื้อ
ติงเสวี่ยเหม่ยถึงกับประหลาดใจในทันทีที่เห็นตะกร้าผลไม้ และอาหารที่ลูกสาวแบกมาตั้งมากมาย เธอแกล้งนอนป่วยอยู่บนเตียงคนไข้เฉยๆ แล้วทำไมซูซูจะต้องซื้ออะไรมาตั้งมากมายขนาดนี้ด้วยนะ?
หลินจิงซูย่อมรู้ดีว่า แม่ของเธอกำลังกังวลเื่อะไร เธอยิ้มพร้อมกับร้องบอกว่า
“แม่คะ รีบกินข้าวให้อิ่มนะ อย่างน้อยการแกล้งป่วยแบบนี้ก็ทำให้เราอิ่มท้องได้ มาค่ะ มากินข้าวของเรากันเถอะ”
ติงเสวี่ยเหม่ยจ้องมองไปที่หมูตู๋นชิ้นโตบนโต๊ะอาหารผู้ป่วย อาหารมื้อนี้ดูท่าจะหรูหราไม่ใช่น้อยๆเลย
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลินจิงซูกินเสร็จอย่างรวดเร็ว จากนั้น จึงได้นำอาหารที่เหลือมาจัดวางใหม่ให้ดูสวยงามและพูดขึ้นว่า
“เดี๋ยวหนูเอาอาหารไปส่งที่บ้านย่าหวังก่อนนะคะแม่”
ได้ยินว่าลูกสาวตั้งใจจะออกไปส่งอาหารให้จู้หยาน ติงเสวี่ยเหมายก็เริ่มเป็กังวลเล็กๆ
“ให้แม่ไปแทนไม่ดีกว่าเหรอ?”
เธอเคยได้ยินเพื่อนบ้านพูดกันว่า หลานชายของย่าหวังมาจากเมืองหลวง เขามาที่นี่เพื่อพักฟื้นร่างกาย เนื่องด้วยสภาพจิตใจที่ย่ำแย่
นอกจากนี้ วันๆเขายังเอาแต่อุ้มแมวตัวโปรด มิหนำซ้ำยังไม่เคยก้าวออกจากห้องใต้หลังคาเลยสักครั้ง ดูลักษณะแล้วคล้ายกับคนที่มีอาการทางจิต ไม่อย่างนั้น เด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปดดีๆที่ไหนกัน จะยอมเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในบ้านตามลำพังแบบนั้น?
และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ทุกครั้งที่ไปส่งอาหารให้ เขามักจะชอบถ่ายรูปอาหารพร้อมจดรายละเอียดลงในสมุดบันทึกก่อนกิน เพราะพฤติกรรมแปลกๆเช่นนี้ของเขา จึงทำให้ติงเสวี่ยเหม่ยรู้สึกเป็กังวลไม่น้อย
เพราะกระทั่งวันแรกที่ตัวเธอเองไปส่งอาหารให้ เธอยังอดรู้สึกกลัวไม่ได้เลย