ท้องฟ้ายามเย็นถูกย้อมด้วยแสงตะวันสีแดงอมทอง เทือกเขาสองข้างทางทอดยาวสุดสายตา เสียงฝีเท้าอสูรเขาเดียวกระทบพื้นดังเป็นจังหวะ ขณะที่สายลมเย็นพัดผ่านขบวนผู้เข้าร่วมการทดสอบซึ่งเพิ่งเดินทางออกจากสนามสัตว์เทวะ
เมื่อเทียบกับตอนออกจากเมือง จำนวนคนในขบวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด
บางคนตายอยู่ภายในสนาม
บางคนบาดเจ็บสาหัส
บางคนแม้รอดชีวิตกลับมา แต่สีหน้ายังซีดเซียวจากเหตุการณ์ที่เผชิญ
อย่างไรก็ตาม สายตาของคนส่วนใหญ่กลับมองไปยังรถคันหนึ่งเป็นระยะ
ตรงนั้นมีชายหนุ่มอายุสิบหกปีนั่งหลับตาอยู่ริมหน้าต่าง
ฉินเฟิง
ก่อนเข้าสนามทดสอบ ชื่อของเขาเริ่มเป็นที่พูดถึงเพราะเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
แต่หลังออกจากสนาม ทุกอย่างเปลี่ยนไปอีกครั้ง
ขั้นรับปราณขั้นเจ็ด!
ระดับพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงอย่างเดียวก็น่าตกตะลึงแล้ว ยิ่งเมื่อรวมกับสิ่งที่คนบางส่วนเห็นภายในสนาม ความรู้สึกที่มีต่อคุณชายเสเพลแห่งตระกูลฉินก็แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ไม่มีผู้ใดกล้าเรียกเขาว่า “สวะ” ต่อหน้าอีกแล้ว
แม้กระทั่งเวลาพูดลับหลัง คำนี้ก็เริ่มฟังดูน่าขัน
คนที่สามารถสังหารผู้ฝึกยุทธ์เหนือระดับตนเอง ผ่านด่านสนามสัตว์เทวะ ได้รับสัตว์อสูรสายพันธุ์ลึกลับ และเพิ่มระดับพลังสามขั้นในเวลาอันสั้น หากคนเช่นนี้ยังเป็นสวะ เช่นนั้นอัจฉริยะทั้งเมืองชิงหลานจะเรียกตนเองว่าอะไรได้อีก?
ภายในรถ ฉินเฟิงไม่ได้สนใจสายตาเหล่านั้น
มือขวาวางอยู่บนเข่า
ลมหายใจสม่ำเสมอ
พลังปราณไหลเวียนตามเส้นชีพจรที่เปิดแล้วอย่างช้า ๆ
หลังเพิ่มระดับอย่างต่อเนื่องภายในสนาม สิ่งแรกที่เขาต้องทำไม่ใช่เร่งฝึกต่อ แต่เป็นทำให้พลังทุกส่วนหลอมรวมกับร่างกายอย่างมั่นคง
ขั้นรับปราณขั้นเจ็ด
เส้นชีพจรแปดสายเปิดสมบูรณ์
สายที่เก้าถูกเปิดเกือบครึ่งหนึ่ง
วิชาหลอมอัสนีขั้นสองสำเร็จเบื้องต้น
พลังอัสนีเริ่มแทรกอยู่ในโลหิต
สิ่งเหล่านี้ทำให้ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขาเหนือกว่าระดับที่ผู้อื่นสัมผัสได้มาก
แต่ฉินเฟิงยังเห็นข้อบกพร่องของตนชัดเจน
การต่อสู้กับเหอจิ่วทำให้เขารู้ว่า เมื่อเผชิญผู้ที่มีระดับพลังเหนือกว่ามาก ประสบการณ์และวิชาจากแดนเทพสามารถช่วยลดช่องว่างได้ แต่ไม่สามารถลบความแตกต่างของพลังทั้งหมด
หากตอนนั้นไม่มีมู่ชิงหลัน หนานกงหลีเยว่ หลี่เทียนหมิง พยัคฆ์สามเขา และเสี่ยวเหลยร่วมมือกัน การสังหารเหอจิ่วซึ่งได้รับพลังมารจนขึ้นถึงขั้นเปิดชีพจรขั้นห้าย่อมยากกว่านั้นหลายเท่า
“ร่างนี้ยังอ่อนแอเกินไป”
ฉินเฟิงพึมพำเบา ๆ
เสียงหนึ่งดังขึ้นในจิตทันที
“ข้าแข็งแกร่ง”
ฉินเฟิงลืมตา
เสี่ยวเหลยกำลังนอนขดอยู่บนตักของมู่ชิงหลันฝั่งตรงข้าม
มังกรน้อยหลับตาอยู่แท้ ๆ แต่กลับได้ยินความคิดของเขาผ่านพันธะ
ฉินเฟิงมองมัน
“เจ้าเพิ่งเกิด”
เสี่ยวเหลยเปิดตาข้างหนึ่ง
“แต่ข้าแข็งแกร่ง”
“เมื่อครู่ใครบินชนผนังรถ”
ดวงตาสีทองทั้งสองข้างเปิดทันที
“ลมพัด”
ฉินเฟิงเหลือบมองหน้าต่าง
ม่านยังปิดอยู่
“ในรถไม่มีลม”
เสี่ยวเหลยเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นขยับตัวเข้าใกล้มู่ชิงหลันแล้วหลับตาต่อ ราวกับไม่เคยได้ยินคำพูดเมื่อครู่
ฉินเฟิงส่ายหน้าเล็กน้อย
มู่ชิงหลันซึ่งกำลังลูบเกล็ดบนหลังมันเห็นท่าทีของฉินเฟิงจึงถาม
“มันพูดอะไรกับท่านหรือ?”
“มันบอกว่าตนเองแข็งแกร่ง”
มุมปากมู่ชิงหลันยกขึ้น
“ก็แข็งแกร่งจริง”
เสี่ยวเหลยลืมตาทันที
เงยหน้ามองนางด้วยความพึงพอใจ
ฉินเฟิงเห็นแล้วกล่าว
“ดูเหมือนเจ้าจะเลือกฟังเฉพาะคำที่ชอบ”
เสี่ยวเหลยสะบัดหาง
มู่ชิงหลันอดยิ้มไม่ได้
บรรยากาศภายในรถจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
นอกจากทั้งสองแล้ว หนานกงหลีเยว่ก็นั่งอยู่ไม่ไกล
นางกำลังหลับตาปรับลมหายใจ
หลังฉินเฟิงช่วยชำระพิษภายในสนาม อาการของนางดีขึ้นมาก แต่พิษอสูรรัตติกาลยังเหลืออยู่ส่วนลึก หากไม่ขับออกให้หมด เมื่อใช้พลังรุนแรงอีกครั้งย่อมมีโอกาสกำเริบ
ฉินเฟิงมองเพียงครู่เดียวก็ละสายตา
ตอนนี้เขามีสิ่งที่ต้องคิดมากกว่า
กระถางดำผนึกโอสถ
หญ้ามังกรอัสนีที่เหลือ
วิชากระบี่เก้าสวรรค์ไร้เงา
และวัตถุดิบจากสนาม
เมื่อกลับถึงเมือง เขาต้องเปลี่ยนทรัพยากรเหล่านี้ให้กลายเป็นพลังโดยเร็วที่สุด
โดยเฉพาะกระถางดำ
หากมีวัตถุดิบเพียงพอ เขาสามารถเริ่มหลอมโอสถที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าสิ่งที่สมาคมโอสถเมืองชิงหลานจำหน่ายอยู่หลายระดับ
และนั่นหมายถึงเงิน
ทรัพยากร
สมุนไพร
หินวิญญาณ
รวมถึงช่องทางยกระดับพลังวิญญาณ
สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปต้องใช้เวลาหลายปีสะสม เขาสามารถใช้ความรู้จากชาติก่อนลดเวลาเหล่านั้นลงได้อย่างมหาศาล
แต่มีเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่ง
ห้ามให้ผู้ใดรู้ความสามารถที่แท้จริงของเขาเร็วเกินไป
นักปรุงโอสถอายุสิบหกปีระดับหนึ่งยังพออธิบายได้
แต่หากวันหนึ่งเขาหลอมโอสถที่แม้แต่นักปรุงโอสถระดับสามหรือสี่ไม่เข้าใจ ผู้คนย่อมเริ่มสงสัย
อาจารย์ลึกลับที่เขาใช้เป็นคำอธิบายจึงต้องมีบทบาทต่อไป
ยิ่งเขาแสดงความสามารถสูงเท่าใด อาจารย์ที่ไม่มีตัวตนผู้นั้นก็ต้องดูลึกลับและสูงส่งขึ้นเท่านั้น
ฉินเฟิงกำลังคิด เสียงหนานกงหลีเยว่ก็ดังขึ้น
“ฉินเฟิง”
เขาหันไป
นางลืมตาแล้ว
“คุณหนูหนานกงมีอะไรหรือ?”
“เมื่อกลับถึงเมือง เจ้าสามารถช่วยข้าขับพิษที่เหลือได้หรือไม่?”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“ได้ แต่ต้องเตรียมสมุนไพรเพิ่มอีกสามชนิด”
“อะไรบ้าง?”
“รากหิมะเจ็ดข้อ ดอกวิญญาณอุ่น และแก่นอสูรธาตุไฟระดับสอง”
หนานกงหลีเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“สองอย่างแรกหาไม่ยาก แต่แก่นอสูรธาตุไฟระดับสองค่อนข้างแพง”
“ไม่จำเป็นต้องเป็นของใหม่”
ฉินเฟิงกล่าว
“ขอเพียงพลังธาตุไฟยังเหลือเกินเจ็ดส่วนก็ใช้ได้”
“ราคาเท่าใด?”
“ข้าไม่ทราบราคาของเมืองชิงหลาน”
หนานกงหลีเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง
“ประมาณสามถึงห้าพันเหรียญทอง”
ฉินเฟิงพยักหน้า
ไม่ได้แสดงความตกใจ
สำหรับตระกูลทั่วไปจำนวนนี้สูงมาก
แต่สำหรับตระกูลหนานกงไม่น่ามีปัญหา
“เตรียมครบแล้วส่งคนมาแจ้งข้า”
หนานกงหลีเยว่มองเขา
“ค่ารักษาเล่า?”
“หลังรักษาหายค่อยว่ากัน”
“เจ้าไม่กลัวข้าหนีหรือ?”
ฉินเฟิงยิ้มบาง
“หากคุณหนูอันดับหนึ่งแห่งตระกูลหนานกงต้องหนีค่ารักษาจากเด็กอายุสิบหกจริง ๆ ข้าคิดว่าเรื่องนี้คงน่าสนใจกว่าเงินหลายพันเหรียญทอง”
หนานกงหลีเยว่นิ่งไป
จากนั้นกล่าว
“เจ้าพูดไม่เหมือนเด็กสิบหกจริง ๆ”
มู่ชิงหลันลืมตาขึ้นพอดี
“เขาพูดกับทุกคนเช่นนี้”
ฉินเฟิงหันมองนาง
“ข้าพูดอย่างไร?”
“เหมือนทุกอย่างอยู่ในการคำนวณของท่าน”
ฉินเฟิงหัวเราะเบา ๆ
“ถ้าทุกอย่างอยู่ในการคำนวณจริง ข้าคงไม่ถูกเหอจิ่วซัดชนเสาจนเจ็บหน้าอก”
มู่ชิงหลันมองบริเวณหน้าอกเขาทันที
“ยังเจ็บอยู่หรือ?”
“ดีขึ้นมากแล้ว”
“เมื่อถึงเมืองให้หมอตรวจอีกครั้ง”
ฉินเฟิงกำลังจะตอบว่าไม่จำเป็น แต่เมื่อเห็นแววตาจริงจังของนาง เขาจึงเปลี่ยนคำ
“ได้”
มู่ชิงหลันจึงพยักหน้า
หนานกงหลีเยว่มองทั้งสองเงียบ ๆ ก่อนจะละสายตาไปทางหน้าต่าง
ขบวนเดินทางต่อจนแสงตะวันลับขอบฟ้า
เมืองชิงหลานจึงปรากฏอยู่เบื้องหน้า
กำแพงเมืองสูงทอดยาว
โคมไฟจำนวนมากถูกจุดบนหอคอย
แต่สิ่งผิดปกติคือ มีผู้คนจำนวนมากรวมตัวอยู่บริเวณประตูเมือง
มากกว่าตอนขบวนออกเดินทางเสียอีก
ข่าวว่าสนามสัตว์เทวะสิ้นสุดการทดสอบแพร่กลับมาถึงเมืองก่อนแล้ว
หลายตระกูลจึงส่งคนมารอรับรุ่นเยาว์ของตน
เมื่อรถอสูรคันแรกปรากฏ เสียงผู้คนเริ่มดังขึ้น
“กลับมาแล้ว!”
“คนของสำนักเมฆาฟ้ากลับมาแล้ว!”
“รีบดูว่ามีใครบ้าง!”
ขบวนค่อย ๆ ชะลอ
ฉินเฟิงมองผ่านหน้าต่าง
เขาเห็นธงตระกูลหลี่
ตระกูลหนานกง
ตระกูลมู่
รวมถึงตระกูลฉิน
แต่คนที่ยืนหน้ากลุ่มตระกูลฉินไม่ใช่บิดาของเขา
เป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงผอม
อาภรณ์สีเทาเข้ม
ฉินเฟิงจำได้จากความทรงจำของร่างเดิม
ฉินซวนเฮ่อ
น้องชายต่างมารดาของบิดา
อารองของเขา
บุคคลที่เขากำลังสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับพิษในร่างบิดา
ข้างฉินซวนเฮ่อมีชายหนุ่มอายุประมาณสิบแปด
ฉินเหว่ย
ลูกชายของฉินซวนเฮ่อ
ผู้ที่เคยดูหมิ่นร่างเดิมมาตลอด
ฉินเฟิงหรี่ตาเล็กน้อย
เหตุใดบิดาไม่มารับ?
ขณะรถหยุด มู่ชิงหลันก็เห็นสีหน้าเขา
“มีอะไรหรือ?”
“ไม่มีอะไร”
ฉินเฟิงตอบ
“เพียงไม่เห็นท่านพ่อ”
เขาลุกขึ้น
เสี่ยวเหลยกระโดดจากตักมู่ชิงหลันกลับมาเกาะไหล่
ประตูรถเปิด
ผู้เข้าร่วมทยอยลง
ทันทีที่ฉินเฟิงก้าวลง เสียงรอบบริเวณลดลงอย่างประหลาด
สายตานับร้อยคู่มองมา
ข่าวบางส่วนจากสนามมาถึงก่อนแล้ว
แต่คนจำนวนมากยังไม่เชื่อ
ฉินเหว่ยเองมองฉินเฟิงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
จากนั้นสีหน้าเปลี่ยน
เขาสัมผัสระดับพลังได้
“ขั้นรับปราณขั้นเจ็ด?”
คำพูดหลุดออกจากปากโดยไม่รู้ตัว
คนรอบข้างได้ยิน
เสียงฮือฮาระเบิดทันที
“อะไรนะ?”
“ฉินเฟิงขั้นเจ็ด?”
“เป็นไปไม่ได้!”
“ก่อนหน้านี้มิใช่ว่าเขาเพิ่งเริ่มฝึกได้หรือ?”
“ข้าได้ยินว่าตอนเข้าสนามยังขั้นสี่!”
“เพิ่มสามขั้น?”
ฉินซวนเฮ่อเองมีแววตาเปลี่ยน
เพียงชั่วขณะ
แต่ฉินเฟิงจับได้
ไม่ใช่ความยินดี
เป็นความตกใจ
และมีความไม่พอใจซ่อนอยู่ลึก ๆ
ฉินเฟิงเดินเข้าไป
เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสในตระกูล เขายังคงประสานมืออย่างถูกมารยาท
“คารวะอารอง”
ฉินซวนเฮ่อกลับมายิ้ม
“เฟิงเอ๋อร์ เจ้าออกมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว”
สายตาเลื่อนไปยังเสี่ยวเหลย
“สัตว์ตัวนี้คือ?”
“วาสนาเล็กน้อยจากสนามทดสอบขอรับ”
ฉินเฟิงตอบเพียงเท่านั้น
ฉินซวนเฮ่อพยายามตรวจพลังของเสี่ยวเหลย
แต่สัตว์เทวะน้อยหันมามอง
ดวงตาทองสบกับเขา
พลังสายเลือดจาง ๆ แผ่ออก
สัตว์พาหนะของตระกูลฉินด้านหลังส่งเสียงหวาดกลัวทันที
ฉินซวนเฮ่อมีสีหน้าเปลี่ยน
“สายพันธุ์ใด?”
“ข้าเองยังไม่ทราบแน่ชัด อาจารย์ของข้าเคยบอกว่ามีสัตว์โบราณหลายชนิดที่ตำราทั่วไปไม่บันทึกไว้”
คำว่า อาจารย์ ทำให้ฉินซวนเฮ่อหรี่ตา
เขาเคยได้ยินเรื่องอาจารย์ลึกลับของฉินเฟิงแล้ว
แต่ไม่มีผู้ใดเคยพบ
ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเรื่องแต่ง
ทว่าการเปลี่ยนแปลงของฉินเฟิงตอนนี้กลับทำให้เรื่องนี้น่าเชื่อขึ้นเรื่อย ๆ
จากคนไร้พลัง
สามารถฝึกปราณ
รู้วิชาแพทย์
ปรุงโอสถ
ตอนนี้กลับเพิ่มระดับอย่างรวดเร็วและได้สัตว์อสูรลึกลับ
ถ้าไม่มีผู้แข็งแกร่งชี้แนะ จะอธิบายอย่างไร?
ฉินซวนเฮ่อจึงถาม
“อาจารย์ของเจ้าอยู่ที่ใด? ในฐานะผู้อาวุโสตระกูล ข้าควรไปขอบคุณที่เขาช่วยเหลือเจ้า”
ฉินเฟิงส่ายหน้า
“ท่านอาจารย์ไม่ชอบพบผู้คนขอรับ”
“แม้แต่คนตระกูลเจ้า?”
“ท่านเคยกำชับข้าไว้ชัดเจนว่าห้ามเปิดเผยที่อยู่ของท่านต่อผู้ใด”
ฉินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ขออารองโปรดอภัยด้วย”
ฉินซวนเฮ่อไม่สามารถบังคับถามต่อหน้าคนมากมาย
จึงยิ้ม
“ไม่เป็นไร ผู้สูงส่งมักมีนิสัยของตน”
ฉินเฟิงถามทันที
“ท่านพ่ออยู่ที่ใดขอรับ?”
รอยยิ้มฉินซวนเฮ่อหยุดชั่วขณะ
“พี่ใหญ่ไม่ค่อยสบาย”
ดวงตาฉินเฟิงเย็นลงทันที
“อาการเป็นอย่างไร?”
“โรคเก่ากำเริบเล็กน้อย”
“เมื่อใด?”
“เมื่อคืน”
“ผู้ใดรักษา?”
คำถามออกมาติดต่อกัน
ฉินซวนเฮ่อขมวดคิ้ว
“หมอเหวินจากหอสมุนไพร”
“ตอนนี้ท่านพ่อรู้สึกตัวหรือไม่?”
“น่าจะพักอยู่”
ฉินเฟิงไม่ถามต่อ
ประสานมือ
“เช่นนั้นข้าขอตัวกลับตระกูลก่อน”
“เดี๋ยว”
ฉินเหว่ยพูดขึ้น
ฉินเฟิงหันมอง
“มีอะไร?”
ฉินเหว่ยมองระดับพลังเขาอย่างไม่เชื่อ
“เจ้าขึ้นขั้นเจ็ดจริงหรือ?”
“เจ้าสัมผัสได้แล้วมิใช่หรือ?”
“ข้าไม่เชื่อ”
ฉินเหว่ยก้าวเข้ามา
“ก่อนหน้านี้เจ้าเป็นคนไร้พลังมาตลอด ต่อให้เริ่มฝึกได้ จะเพิ่มระดับเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร?”
ฉินเฟิงมองเขา
“เจ้าต้องการถามอะไร?”
“ข้าสงสัยว่าเจ้าใช้วิธีต้องห้าม”
เสียงคนรอบข้างเริ่มเงียบลง
ฉินซวนเฮ่อไม่ได้ห้ามลูกชายทันที
ฉินเฟิงเห็นสิ่งนี้ชัด
ฉินเหว่ยกล่าวต่อ
“วิชาที่เผาผลาญชีวิตหรือกินโอสถต้องห้ามบางชนิดสามารถเพิ่มพลังชั่วคราว หากเจ้าใช้ของเช่นนั้นแล้วทำให้ตระกูลเข้าใจผิดว่าเจ้าเป็นอัจฉริยะ…”
“พอแล้ว”
เสียงหนึ่งดังขึ้น
ไม่ใช่ฉินเฟิง
เป็นเจียงเหวินไห่
เขาเดินลงจากรถคันหน้า
สีหน้าไม่พอใจ
“ระดับพลังของฉินเฟิงมั่นคง พลังปราณบริสุทธิ์ ไม่มีร่องรอยการเผาผลาญชีวิต”
“ข้าเป็นผู้ดูแลการทดสอบครั้งนี้”
“เจ้ากำลังสงสัยสายตาของข้าหรือ?”
ฉินเหว่ยหน้าซีด
รีบประสานมือ
“ผู้น้อยมิกล้า!”
เจียงเหวินไห่แค่นเสียง
“ไม่กล้าก็ดี”
จากนั้นมองฉินเฟิง
“สามวันหลังจากนี้ มารายงานตัวที่จุดรับสมัครสำนักเมฆาฟ้า”
คำพูดนั้นทำให้คนรอบข้างเงียบไปชั่วครู่
แล้วเสียงฮือฮาดังกว่าเดิม
รายงานตัว?
นั่นหมายความว่าอย่างไร?
ฉินซวนเฮ่อถามทันที
“ผู้อาวุโสเจียง หมายความว่า…”
เจียงเหวินไห่กล่าว
“ฉินเฟิงผ่านเงื่อนไขการคัดเลือกเบื้องต้น”
“หลังการประลองคัดเลือกขั้นสุดท้าย หากไม่มีเหตุผิดพลาด เขาจะได้รับสิทธิ์เข้าสำนักเมฆาฟ้า”
ดวงตาฉินซวนเฮ่อหดลง
ฉินเหว่ยยิ่งมีสีหน้าไม่น่าดู
สำนักเมฆาฟ้า!
นั่นเป็นหนึ่งในสำนักที่ผู้เยาว์เมืองชิงหลานใฝ่ฝัน
แต่โควตาของแต่ละเมืองมีจำกัดอย่างมาก
ฉินเฟิงกลับได้รับสิทธิ์ก่อนการประลองขั้นสุดท้ายเสียอีก
ฉินเฟิงประสานมือ
“ขอบคุณผู้อาวุโสเจียง”
“ไม่ต้องขอบคุณข้า”
เจียงเหวินไห่กล่าว
“เจ้าได้มาด้วยความสามารถตนเอง”
เขาหยุดเล็กน้อย
“แต่การประลองอีกสามวันอย่าประมาท อัจฉริยะจากหลายตระกูลจะมา”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“ข้าจะจำไว้”
ฉินเหว่ยกำหมัดแน่น
เขาเองสมัครการคัดเลือกสำนักเมฆาฟ้า
และระดับพลังปัจจุบันอยู่ขั้นรับปราณขั้นเก้า
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดว่าฉินเฟิงจะกลายเป็นคู่แข่ง
แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับเปลี่ยน
ฉินเฟิงไม่ได้สนใจเขาอีก
สิ่งสำคัญที่สุดคืออาการบิดา
เขาหันไปกล่าวกับมู่ชิงหลัน
“ข้าต้องกลับตระกูลก่อน”
นางพยักหน้า
“ไปเถิด หากมีเรื่องใดต้องการความช่วยเหลือ ส่งคนมาที่ตระกูลมู่ได้”
“ขอบคุณ”
หนานกงหลีเยว่เองกล่าว
“เรื่องสมุนไพร ข้าจะเตรียมภายในสองวัน”
“ได้”
ฉินเฟิงจึงขึ้นรถของตระกูล
ฉินซวนเฮ่อกับฉินเหว่ยขึ้นอีกคัน
รถเคลื่อนเข้าสู่เมือง
ตลอดทาง ผู้คนริมถนนยังพูดถึงสนามสัตว์เทวะ
ข่าวแพร่เร็วเกินกว่าที่คาด
บางคนถึงขั้นรู้แล้วว่าเหอจิ่วเสียชีวิต
เมื่อรถตระกูลฉินผ่าน มีคนชี้มาที่ฉินเฟิง
“นั่นเขา!”
“ฉินเฟิง!”
“ได้ยินว่าเขาฆ่าอัจฉริยะเมืองพยัคฆ์ทอง!”
“ไม่ใช่คนเดียว เห็นว่าร่วมสู้กับคนระดับเปิดชีพจรด้วย!”
“เป็นไปได้อย่างไร?”
ฉินเฟิงปิดม่านรถ
คำร่ำลือยิ่งแพร่เร็วเท่าใด ปัญหาก็จะยิ่งมาถึงเร็วขึ้น
แต่เขาไม่กลัว
ชื่อเสียงเป็นดาบสองด้าน
เมื่อเขายังอ่อนแอเกินไป การถูกจับตามองมากเกินไปอันตราย
แต่ในเวลาเดียวกัน ชื่อเสียงและสำนักเมฆาฟ้าก็ทำให้คนบางกลุ่มไม่กล้าลงมืออย่างเปิดเผย
สิ่งที่เขาต้องทำคือแข็งแกร่งให้เร็วกว่าความเร็วที่ศัตรูเตรียมรับมือเขา
ไม่นานรถก็เข้าสู่ประตูตระกูลฉิน
ฉินเฟิงลงทันที
“ท่านพ่ออยู่ที่ใด?”
คนรับใช้ตอบ
“เรือนตะวันออกขอรับ”
เขาเดินเร็ว
แต่เมื่อผ่านลานกลาง พ่อบ้านลู่รีบเข้ามา
“คุณชาย!”
ฉินเฟิงหยุด
สีหน้าพ่อบ้านลู่ไม่ดี
“เกิดอะไรขึ้น?”
ชายชรามองรอบด้าน
จากนั้นกล่าวเบา
“เมื่อคืนหลังนายท่านดื่มยา อาการก็ทรุดลงกะทันหัน”
ฉินเฟิงมีสายตาเย็น
“ยาอะไร?”
“ยาที่หมอเหวินส่งมา”
“ใครเป็นคนต้ม?”
“สาวใช้เรือนยา”
“คนใด?”
“เสี่ยวหง”
“ตอนนี้นางอยู่ที่ใด?”
พ่อบ้านลู่มีสีหน้าเปลี่ยน
“หายตัวไปตั้งแต่เช้า”
ฉินเฟิงนิ่งไปเพียงชั่วลมหายใจ
จากนั้นเดินต่อ
“ไปหาท่านพ่อก่อน”
เขาไม่วิ่งจนเสียอาการ
แต่ฝีเท้าเร็วขึ้นชัดเจน
เมื่อถึงเรือนตะวันออก กลิ่นยาลอยออกมาตั้งแต่หน้าประตู
สาวใช้สองคนยืนอยู่
เห็นฉินเฟิงก็รีบคารวะ
“คุณชาย”
“เปิดประตู”
“นายท่านกำลังพัก…”
“ข้าบอกให้เปิด”
น้ำเสียงยังไม่ดัง
แต่ไม่มีช่องให้ปฏิเสธ
สาวใช้รีบเปิด
ฉินเฟิงเข้าไป
บนเตียงมีชายวัยกลางคนนอนอยู่
ใบหน้าซีด
ริมฝีปากมีสีม่วงจาง
ลมหายใจเบา
ฉินเฟิงเดินถึงเตียงในไม่กี่ก้าว
“ท่านพ่อ”
ฉินเทียนหยางลืมตาช้า ๆ
เมื่อเห็นบุตรชาย ดวงตาที่อ่อนแรงกลับมีความยินดี
“เฟิงเอ๋อร์…”
ฉินเฟิงนั่งลงข้างเตียงทันที
น้ำเสียงอ่อนลงอย่างชัดเจน
“ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้วขอรับ”
ฉินเทียนหยางพยายามลุก
ฉินเฟิงประคอง
“ท่านอย่าเพิ่งขยับ”
“สนามทดสอบเป็นอย่างไร?”
แม้ตนเองป่วย เขายังถามบุตรก่อน
ฉินเฟิงตอบ
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีขอรับ ข้าได้รับวาสนาบางอย่าง และผ่านเงื่อนไขเบื้องต้นของสำนักเมฆาฟ้าแล้ว”
ดวงตาฉินเทียนหยางสว่าง
“จริงหรือ?”
“จริงขอรับ”
“ดี…”
ชายวัยกลางคนยิ้ม
“ดีมาก…”
ฉินเฟิงมองใบหน้าบิดา
ความรู้สึกบางอย่างจากร่างเดิมผุดขึ้น
แม้ดวงวิญญาณหลักของเขาจะมาจากแดนเทพ แต่ความทรงจำและสายสัมพันธ์ของร่างนี้ไม่ได้หายไป
ชายตรงหน้ารักบุตรชายจริง
แม้ฉินเฟิงคนเดิมจะเสเพล ถูกคนทั้งเมืองเยาะเย้ย และไม่สามารถฝึกปราณได้ ฉินเทียนหยางก็ไม่เคยทอดทิ้ง
บุญคุณนี้เขายอมรับ
ในเมื่อรับร่างนี้มา
บิดาของร่างนี้ก็คือบิดาของเขา
ผู้ใดทำร้ายชายคนนี้ เขาจะไม่ปล่อย
ฉินเฟิงจับข้อมือบิดา
“ข้าขอตรวจอาการก่อน”
ฉินเทียนหยางพยักหน้า
พลังวิญญาณแทรกเข้าสู่ชีพจร
เพียงไม่กี่ลมหายใจ
สีหน้าฉินเฟิงก็เย็นลง
พิษเดิมยังอยู่
แต่มีพิษชนิดใหม่เพิ่มเข้ามา
ปริมาณไม่มาก
ทว่าคุณสมบัติของมันทำให้พิษเดิมเคลื่อนไหวเร็วขึ้น
คนวางพิษรู้เรื่องพิษในร่างบิดา!
ไม่ได้สุ่มใช้ยา
เป็นการวางแผนโดยตั้งใจ
ฉินเฟิงถาม
“ยาที่เหลือจากเมื่อคืนอยู่หรือไม่?”
พ่อบ้านลู่ตอบ
“ข้าเก็บไว้ขอรับ”
“เอามา”
ไม่นานชามยาที่เหลือก้นถ้วยถูกนำมา
ฉินเฟิงดม
จากนั้นแตะปลายนิ้วเพียงเล็กน้อย
พ่อบ้านลู่รีบกล่าว
“คุณชาย ระวัง!”
“ไม่เป็นไร”
ฉินเฟิงไม่กลืน
ใช้พลังวิญญาณตรวจ
กลิ่นสมุนไพรหลายชนิดปะปนกัน
หนึ่งในนั้นคือ เถาวัลย์เงาโลหิต
ถ้าใช้เดี่ยวในปริมาณน้อยไม่ถึงกับเป็นพิษรุนแรง
แต่เมื่อรวมกับพิษเย็นที่อยู่ในร่างฉินเทียนหยาง มันจะกระตุ้นการไหลเวียนของพิษเข้าสู่หัวใจ
คนปรุงต้องรู้เรื่องยา
หรือมีผู้รู้สั่งมา
ฉินเฟิงถาม
“หมอเหวินอยู่ที่ใด?”
พ่อบ้านลู่ตอบ
“หอสมุนไพรทางใต้ของเมือง”
“ยาเป็นตำรับของเขา?”
“ใช่ขอรับ”
“เขาส่งยาเอง?”
“ไม่ใช่ คนของเขานำมา”
“ใคร?”
พ่อบ้านลู่คิด
“ชายหนุ่มชื่ออาเฉิง”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“เสี่ยวหงเป็นคนต้ม แล้วหายตัวไปหลังนายท่านอาการทรุด”
“ใช่”
“อาเฉิงอยู่หอสมุนไพร”
“น่าจะอยู่”
ฉินเฟิงวางชามลง
“พ่อบ้านลู่”
“ขอรับ”
“ส่งคนที่ไว้ใจได้สองคนไปเฝ้าหอสมุนไพร”
“อย่าเข้าไปถาม”
“อย่าให้คนของตระกูลอื่นรู้”
“เพียงดูว่าอาเฉิงยังอยู่หรือไม่ และมีผู้ใดเข้าออกผิดปกติ”
พ่อบ้านลู่พยักหน้า
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
“อีกอย่าง”
ฉินเฟิงกล่าว
“ค้นหาเสี่ยวหง”
“แต่อย่าประกาศทั่วตระกูลว่านางเกี่ยวข้องกับยา”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
เมื่อพ่อบ้านลู่ออกไป ฉินเฟิงหยิบเข็มออกมา
ฉินเทียนหยางถาม
“เฟิงเอ๋อร์ เจ้าสงสัยว่ามีคนวางยาพ่อ?”
ฉินเฟิงไม่โกหก
“ขอรับ”