สามเดือนต่อมากระบวนการปิดด่านของลั่วอู่หลินก็เสร็จสิ้น ในเวลานี้ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาทำให้เห็นดวงเนตรอสรพิษสวรรค์สีเหลืองจาง ไอปราณเย็นยะเยือกพวยพุ่งอย่างไม่หยุดยั้งพร้อมกับดวงดาวด้านหลังที่ตอนนี้เพิ่มขึ้นมาเป็นห้าดวง
แสดงให้เห็นว่าชายหนุ่มได้เลื่อนขั้นกลายเป็นวีรชนห้าดาวเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากการดูดกลืนแร่ปราณระดับสูงสามส่วนที่เขาเหลืออยู่ในตัว นี่คือการเลื่อนขั้นครั้งยิ่งใหญ่เลยก็ว่าได้
"หากเป็นคนอื่นด้วยแร่ปราณระดับสูงมากมายขนาดนี้คงจะบรรลุวีรชนเก้าดาวไปแล้ว ข้าไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี"ลั่วอู่หลินบ่นพึมพำขณะที่สำรวจการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตนเอง
"เอาน่า ก็ถือว่าดีแล้วไม่ใช่หรือ ยิ่งเจ้าบีบอัดพลังเอาไว้เยอะเท่าไรพื้นฐานของเจ้าก็แน่นขึ้นมากเท่านั้น อีกทั้งในระดับเดียวกันก็ไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของเจ้าได้"ไฉ่เยว่เอ่อร์ออกมากล่าวให้กำลังใจพร้อมกับลั่วปิงปิงที่ตอนนี้กำลังนอนหลับอยู่บนอ้อมอกของนาง
"อืม ตามที่ท่านกล่าวมา หากใช้แค่ลมปราณธรรมดาข้ามั่นใจว่าจะเอาชนะวีรชนแปดดาวได้ แต่หากประสานพลังของดวงจิตอสูรเทวะข้าสามารถต่อกรกับจอมปราชญ์ขั้นที่สองได้ นี่คงจะเป็นผลของการที่ตันเถียนใหญ่กว่าคนอื่นและพื้นฐานที่มั่นคง"
"ฮิฮิ ใช่แล้ว พยายามต่อไปนะ ข้าจะพาลูกไปนอนแล้ว"นางกล่าวจบแล้วก็กลับเข้าไปในตัวของลั่วอู่หลินตามเดิมทำให้ชายหนุ่มอดส่ายหน้าและหัวเราะออกมาไม่ได้ เดี๋ยวนี้นางถึงขนาดเรียกแม่ลูกอย่างเต็มปากเต็มคำไม่อายเหมือนเมื่อก่อน เป็นอย่างที่โบราณกล่าวเอาไว้ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะมีสัญชาติญานความเป็นแม่อยู่ในตัว แน่นอนว่าไฉ่เยว่เอ่อร์ก็คงเป็นหนึ่งในนั้น
"เอาละคงได้เวลาเดินทางแล้ว ปานนี้พวกท่านตาท่านยายคงจะรอไปส่งข้าแล้วกระมัง"ลั่วอู่หลินกล่าว เขาเดินมาด้านล่างเพื่อมาเล่นกับลูกสาวตัวน้อยอยู่สักพักก่อนที่จะออกไปจากหอคอยมหาสมบัติเพื่อที่จะได้ออกเดินทางเสียที
แล้วก็เป็นอย่างที่เขาคิดเอาไว้ ด้านหน้าห้องของเขาคือหลินเทียน หลินเยว่เฟย ลั่วไห่เฟิง หลินอี้เฟย หลินชิงหลวน และหลินฉีที่มาส่งเขา เมื่อเดินออกมาตรงหน้าของทุกคน ก็เป็นหลินเทียนที่โยนแหวนมิติวงหนึ่งมาให้กับลั่วอู่หลินในทันที
"หืม ตาแก่นี่คือ??"
"ทรัพยากรที่เจ้าได้จากการประลอง ลูกผู้ชายพูดคำไหนคำนั้น ข้าบอกว่าจะคืนให้ข้าก็ย่อมคืนให้"หลินเทียนกล่าว น้ำเสียงของเขาจะยังคงดูเฉยชาเช่นเดิม แต่ลั่วอู่หลินก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นข้างในนั้น
'ความจริงแล้วตาแก่คนนี้ ก็นิสัยไม่เลวเลยทีเดียว'ชายหนุ่มกล่าวยกยิ้มและกล่าวขึ้นในใจ ก่อนที่จะจากไปเขาได้บอกลาทุกคนด้วยความสุภาพสวมแหวนของตาแก่หลินเทียนเอาไว้ที่นิ้วกลางคู่กับแหวนสีแดงที่ท่านย่าทวดให้เอาไว้เมื่อครั้งก่อนและค่อยๆลอยจากไปช้า
เมื่อบินออกมาจากตระกูลหลินชายหนุ่มก็หยุดชะงักและหันกลับไปมองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ก่อนที่จะหันและบินจากไปและมาหยุดลงที่บนท้องฟ้าเหนือหอประมูลที่ตอนนี้มีชายหญิงสองคนนั่นคือฮั่วฟางหรงและพ่อบ้านของนางที่ยืนรอชายหนุ่มอยู่นานแล้ว
"พระเจ้า นี่เจ้ายังใช่คนหรือไม่!"เมื่อมาถึงเพื่อบ้านฮั่วหมิงถึงกับตื่นตะลึงจนตาแทบถลน ไม่ต่างอะไรกับฮั่วฟางหรงที่อดกลืนน้ำลายไม่ได้ สามเดือนที่แล้วชายหนุ่มบอกว่าจะทะลวงระดับนางก็นึกว่าจะทะลวงเพียงแค่ขั้นเดียวเสียอีก ที่ไหนได้ชายคนนี้กลับทะลวงถึงสี่ขั้นด้วยกัน นี่มันพรสวรรค์บ้าบออะไรกันเนี้ย
"ไม่ต้องตกใจหรอก ข้าได้รับโชควาสนามาน่ะก็เลยเลื่อนขั้นได้ไว เราจะไปกันได้หรือยัง"ชายหนุ่มกล่าวอธิบายคร่าวๆแต่ฮั่วหมิงที่ได้ยินก็กลืนน้ำลายในทันที โชควาสนาบ้านเจ้าสิถึงได้เลื่อนขั้นสี่ขั้นในรวดเดียวเช่นนี้ ต่อให้มีโชควาสนาขนาดไหนก็ตามส่วนใหญ่ก็มักจะต้องใช้เวลาในการดูดซับหลายปีทีเดียวไม่ใช่หลายเดือนอย่างลั่วอู่หลิน
"เปิดมิติเถอะ พ่อบ้านฮั่วหมิง ไปยังทิศเหนือของแดนเซียน"ฮั่วฟางหรงกล่าว แม้นางจะตกตะลึงก็ตามแต่นางก็รีบสั่งให้ฮั่วหมิงปิดประตูมิติในทันที เพราะกลัวว่าหากช้าไปชายหนุ่มจะไม่ช่วยเหลือนาง
"ขอรับคุณหนู"
ฮั่วหมิงตอบรับเขาเริ่มทำการกำหนดเส้นทางในทันทีก่อนที่จะฉีกมิติเกิดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ ชายหนุ่มที่เห็นก็อดชื่นชมไม่ได้ แม้จะไม่สามารถเทียบกับบิดาของตนที่ได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าชายคนนี้เป็นระดับเซียนเท่านั้น และความเข้าใจในด้านมิติของเขาก็น่าจะสูงมากในหมู่ระดับเซียนด้วยกันเลยทีเดียว
"เรียบร้อยแล้วขอรับ เชิญตามข้ามา"ฮั่วหมิงกระโขนเข้ามิติไปตามด้วยฮั่วฟางหรงและลั่วอู่หลิน
ซึ่งต้องบอกก่อนว่าการเดินทางข้ามมิติครานี้เป็นครั้งแรกของชายหนุ่มเลยก็ว่าได้ ดังนั้นเมื่อเขาได้พบเจออะไรที่มันแปลกใหม่ในมิติ ดวงตาของชายหนุ่มก็จะทอประกายออกมาและจับจ้องมันด้วยความสนใจไปเสียหมด จนทำให้ฮั่วฟางหรงที่อยู่ข้างๆอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
'เห้อ เด็กอย่างไรก็ยังเป็นเด็กละนะ แต่แบบนี้ก็น่ารักดี'ฮั่วฟางหรงกล่าวในใจ พวกเขาใช้เวลาเดินทางถึงเจ็ดวันด้วยกันในที่สุดก็มาถึงยังจุดหมายปลายทางเสียที
"วาบ!"
เมื่อออกมาสิ่งที่พบเห็นเจอเป็นอย่างแรงคือพายุหิมะที่แสนจะรุนแรง ฮั่วหมิงกางม่านพลังป้องกันให้ทั้งสองในทันที แต่ทว่าอยู่ดีๆตัวของเขาก็ถูกดีดออกไปไกล
"คุณหนู!!!!"
"พ่อบ้านฮั่วหมิง!!!"ฮั่วฟางหรงอุทานออกมาเมื่อเห็นว่าฮั่วหมิงกระเด็นไปไกล
ลั่วอู่หลินพลันเข้าใจในทันที สถานที่แห่งนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ต้อนรับระดับเซียน และให้อารมณ์คล้ายๆกับมิติบรรพบุรุษอย่างไรอย่างนั้น แต่ที่สำคัญคือสภาพอากาศมันเลวร้ายที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมา
"ม่านพลังของท่านพ่อบ้านคนนั้นคงป้องกันเราได้อีกไม่นานนัก เราต้องหาถ้ำหรืออะไรที่ใช้หลบพายุหิมะพวกนี้ก่อน แล้วค่อยวางแผนอีกครั้ง"ฮั่วฟางหรงพยักหน้า พวกเขาพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วในทันที โชคดีที่ตอนนี้เป็นเวลากลางคืนดังนั้นดวงเนตรอสูรพิษสวรรค์ขั้นที่สามจันทรากระจ่าง จึงสามารถใช้งานได้ดีมาก ดังนั้นลั่วอู่หลินจึงใช้เวลาเพียงไม่นานเพื่อหาถ้ำที่อยู่ใกล้ๆและพาฮั่วฟางหรงไปหลบในทันทีโดยไม่รอช้า
เมื่อเข้ามาด้านในถ้ำ ลั่วอู่หลินก็เริ่มหากิ่งไม้จากหอคอยชั้นที่หนึ่งและนำมันออกมาและให้ฮั่วฟางหรงใช้ไฟของนางในการจุดมันเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น เนื่องจากเขารู้ดีว่าผู้ฝึกตนเปลวเพลิงอย่างฮั่วฟางหรงไม่ค่อยถูกกับสภาพอากาศเช่นนี้มากนัก ซึ่งดูจากตอนนี้แม้นางจะมีกองไฟอยู่ตรงหน้าก็ยังหนาวสั่น
"เห้อ แค่นี้ท่านก็สั่นราวกับคนเป็นไข้ แบบนี้จะผสานพลังกับเปลวเพลิงเหมันต์ผนึกฟ้าได้อย่างไร ข้าขอบอกเลยนะว่ามันหนาวทรมานกว่านี้เยอะมาก และท่านอาจจะกลายเป็นก้อนน้ำแข็งได้เมื่อเข้าใกล้มัน"
"เพราะแบบนั้นข้าถึงขอความช่วยเหลือจากเจ้าอย่างไรละ"ฮั่วฟางหรงตอบกลับ ลั่วอู่หลินที่ได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจยาวออกมา
"เอาเถอะ เดินทางไม่ได้พักมาถึงเจ็ดวัน พักผ่อนกันก่อนดีกว่า แล้วพอตื่นขึ้นมาค่อยวางแผนว่าจะทำอย่างไรต่อไป"กล่าวจบลั่วอู่หลินก็ลุกขึ้น ทำการใช้กระบี่ระดับปฐพีตัดแผนหินมาปิดปากถ้ำเอาไว้เพื่อให้ลมหนาวเข้ามาด้านในน้อยที่สุด จากนั้นก็ดึงเอาอาหารที่ท่านยายทวดลั่วเหม่ยให้ไว้ออกมาและแน่นอนว่าเขาก็เอาออกมาเผื่อฮั่วฟางหรงด้วย
หนึ่งชายหนึ่งหญิงหลังจากกินอาหารกันเสร็จสิ้นพวกเขาก็นอนพักผ่อนกันในทันที ลั่วอู่หลินเมื่อชำเลืองมองเห็นฮั่วฟางหรงที่ยังคงหนาวสั่นก็หยิบผ้าห่มออกจากแหวนมิติมาห่มให้กับนาง ก่อนที่เขาจะนำเอาเปลวเพลิงอสูรที่เขายังเหลืออยู่ห้าชนิดมาวางเอาไว้รอบๆตัวนางเพื่อบรรเทาความหนานเย็นนี้
"ให้ตายสิ เจ้าเปลวเพลิงเหมันต์ผนึกฟ้านี่ช่างเป็นปัญหาจริงๆ"