จารึกที่ 207 : ค่ายกลศิลาผลาญทรัพย์ : การลอบสังหารไร้เงาและการยกระดับหุ่นกลศิลา
ล่วงเข้าสู่ เดือนสามฮวาเย่วบุปผาบานสะพรั่ง 花月 (ฮวาเยว่ - ดอกไม้ผลิบาน) ท่ามกลางราตรีที่แสงจันทร์ถูกบดบังด้วยเมฆาหนาทึบ ลมหนาวเยือกเย็นพัดผ่านหุบเขาพันอักขระ หอบเอากลิ่นอายอันเงียบสงัดมาเยือน ทว่า ณ ลานหลอมศัสตรา กลับมีคลื่นพลังงานที่บิดเบี้ยวและรุนแรงแผ่ซ่านออกมาเป็นระลอก
ท่ามกลางแสงเรืองรองของกอง ศิลาปราณ 灵石 (หลิงสือ) ระดับกลางจำนวน 300,000 ก้อนที่เพิ่งได้มาจากการแลกเปลี่ยนข้ามมิติ อาเจียนั่งขัดสมาธิหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ใบหน้าซีดเซียวและคราบเลือดที่มุมปากยังไม่แห้งสนิท ผลสะท้อนจากการฝืนใช้ อักขระสูญญตา (สูญ-ญะ-ตา) 空性符 (คง-ซิ่ง-ฝู) ดึงของข้ามระยะทางไกล ยังคงทำให้เส้นชีพจรของเขาปวดหนึบราวกับถูกฉีกทึ้ง
ทว่าเขายังพักไม่ได้ เบื้องหน้าของเขาคือ แร่เหล็กอุกกาบาตทมิฬ 陨铁 (อวิ๋นเถี่ย) บริสุทธิ์จำนวน 10 ชั่งที่ปลดปล่อยไอปราณหนักหน่วงดุจขุนเขา และ แก่นอสูรธาตุทองระดับ 7 七级金系妖核 (ชีจี๋จินซี่เยาเหอ) ที่ส่องประกายแสงสีทองบาดตา ภายในแก่นอสูรนั้นบรรจุ กฎเกณฑ์แห่งโลหะ 金之法则 (จินจือฝ่าเจ๋อ) ที่แหลมคมจนแทบจะตัดมิติอากาศให้ขาดสะบั้น
อาเจียก้มลงมองย่ามข้างเอว เลิกปากถุงขึ้นเล็กน้อย มองดู ‘เจ้าถุงเงิน’ แมงมุมน้อยที่กระดองแตกร้าวนอนจำศีลอยู่อย่างเงียบงัน
"ทนอีกนิดนะสหาย ข้าได้ศิลาปราณมาแล้ว พรุ่งนี้เมื่อแสงตะวันทอประกาย ข้าจะลงเขาไปกว้านซื้อโอสถระดับปฐพีมารักษาเจ้า..." อาเจียพึมพำเสียงแผ่ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้น แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว "แต่คืนนี้ ข้าต้องจัดการกับพวกเหลือบไรที่สวรรค์ส่งมาลองดีเสียก่อน... เจ้าสัว ก้าวออกมา!"
ตึง! ตึง!
หุ่นกลศิลาใน ‘ร่างราชันย์อเวจี’ ก้าวเดินออกมาเบื้องหน้า ความสูง 1 จ้างที่อัดแน่นไปด้วยมวลกล้ามเนื้อโลหะสะท้อนแสงสีทองจากแก่นอสูร ปีกโลหะ 6 แฉกที่แผ่นหลังกางสยายออกกว้างดุจปีกของราชันย์มาร
(แก่นอสูรระดับ 7 บรรจุกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่สมบูรณ์แบบ) มู่เฉินที่ลอยตัวอยู่เหนือลานหลอมศัสตรากล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด (หากเจ้าคิดจะใช้วิถีแห่งสูญญตาบังคับผสานมันในสภาพร่างกายที่บอบช้ำเช่นนี้ สวรรค์จะบดขยี้วิญญาณของเจ้าจนแตกดับ!)
"ข้าทราบดีขอรับท่านอาจารย์! เพราะเหตุนี้ข้าจึงต้องมีเครื่องสังเวยมารองรับโทสะของฟ้าดิน!"
อาเจียกัดฟันกรอด กวาดมือดึงเอาศิลาปราณระดับกลางจำนวน 10,000 ก้อน ออกมาจากกองใหญ่ โยนพวกมันลอยขึ้นไปล้อมรอบตัวเจ้าสัวและวัตถุดิบทั้งหมด
"วิถีแห่งสูญญตา (สูญ-ญะ-ตา) 空之道 (คง-จือ-เต้า)... ชำระล้างกฎเกณฑ์!"
อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์วาดอักขระหลิง 零 (หลิง) พริบตานั้น ศิลาปราณทั้ง 10,000 ก้อนถูกสูบพลังงานจนแห้งเหือดและแตกสลายกลายเป็นผุยผงในเสี้ยววินาที! พลังปราณมหาศาลที่ถูกเผาผลาญ ทำหน้าที่เป็นโล่รับแรงกระแทกจากกฎเกณฑ์สวรรค์แทนร่างกายของเด็กหนุ่ม
พื้นที่มิติภายในวงแหวนสูญญตาพลันบิดเบี้ยว กฎเกณฑ์ความแข็งแกร่งของแร่เหล็กอุกกาบาตทมิฬถูกลบล้างจนมันแปรสภาพเป็นของเหลวสีดำขลับ ลอยเข้าไปเคลือบผสานกับโครงสร้างของร่างราชันย์อเวจี อาเจียตวัดพู่กันอีกครั้ง บังคับให้แก่นอสูรธาตุทองระดับ 7 พุ่งทะลวงฝังเข้าไปในตำแหน่งแกนกลางหน้าอกของเจ้าสัว!
โฮก!!!
หุ่นกลศิลาร่างยักษ์แผดเสียงคำรามลั่นดุจสัตว์เทวะ กฎเกณฑ์แห่งโลหะพยายามจะระเบิดร่างของมันจากภายใน ทว่าภายใต้กรงขังของอักขระสูญญตาที่แลกมาด้วยเงิน 10,000 ก้อน ความเกรี้ยวกราดนั้นจำต้องยอมจำนน
แสงศักดิ์สิทธิ์สีทองดำสาดส่องทะลวงความมืดมิด ร่างราชันย์อเวจีวิวัฒนาการไปอีกขั้น! โครงสร้างโลหะแกร่งกล้ายิ่งกว่าศัสตราระดับสูง ปีกโลหะ 6 แฉกปรากฏลวดลายอักขระสีทองอร่ามที่แหลมคมพอจะตัดมิติได้ และดวงตาที่เคยเป็นเปลวเพลิงสีแดง บัดนี้มีประกายสีทองแห่งความศักดิ์สิทธิ์ผสานอยู่
"สำเร็จ... หุ่นกลศิลากึ่งเซียน ธาตุทองบรรพกาล!" อาเจียยิ้มกว้าง ก่อนจะกระอักเลือดสีดำออกมาคำโต แม้จะมีศิลาปราณเป็นโล่คุ้มกัน แต่เศษเสี้ยวของผลสะท้อนก็ยังทำให้เขาแทบทรุด อาเจียรีบใช้มือซ้ายกุมย่ามแน่นเพื่อไม่ให้สัตว์เลี้ยงตัวน้อยได้รับแรงกระเทือน
(เจ้าอย่าเพิ่งวางใจ...) มู่เฉินหรี่ตาลง มองทะลุม่านหมอกออกไปนอกเขตลานศัสตรา (กลิ่นอายแห่งความตาย... กำลังแทรกซึมผ่านมิติเข้ามาหาเจ้าแล้ว)
อาเจียใช้ด้ามพู่กันยันพื้นพยุงร่างขึ้นมา รอยยิ้มพ่อค้าแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นสุดขีด เขาไม่แปลกใจเลยที่ตระกูลเหลยแห่งสำนักอัสนีบาตจะส่งยอดคนบำเพ็ญอิสระมาลอบสังหาร หลังจากที่เขาจงใจทะลวงค่ายกลไปส่งเสียงทวงหนี้เหยียบหน้าพวกมัน
"มาแล้วสินะ... ในเมื่อพวกมันกล้าใช้วิชาเซียนมาล้วงคองูเห่า ข้าก็จะให้พวกมันได้ลิ้มรสค่ายกลของมหาเศรษฐีดูเสียบ้าง!"
อาเจียสะบัดแขนเสื้ออย่างป่าเถื่อน ศิลาปราณระดับกลางอีก 10,000 ก้อน ลอยทะยานพุ่งไปฝังตัวตามจุดชีพจรปฐพีรอบลานหินอย่างแม่นยำ เขากรีดพู่กันนิรันดร์เชื่อมต่อเส้นสาย อักขระลวงตา 幻影符 (ฮ่วนอิ่งฝู) และอักขระสูญญตาเข้าด้วยกัน สร้างเป็นม่านพลังที่กลืนกินแสงสว่างและสัมผัสทางวิญญาณโดยสมบูรณ์แบบ!
...
ห่างออกไปไม่ไกล บนยอดต้นสนโบราณนอกเขตค่ายกลสำนักหมึกวารี
ความมืดมิดพลันบิดเบี้ยว รอยแยกมิติขนาดเล็กปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง ร่างของบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิทที่กลมกลืนไปกับรัตติกาลก้าวออกมา เขาคือ ‘กุยอิ่ง’ ยอดคนบำเพ็ญอิสระผู้เชี่ยวชาญ วิชาเงาสังหาร 影杀术 (อิ่งชาชู่) ร่างของเขาสามารถหลอมรวมกับเงามืดและแทรกซึมผ่านช่องโหว่ของกฎเกณฑ์มิติได้
"ค่ายกลป้องกันของสำนักหมึกวารีชำรุดทรุดโทรมถึงเพียงนี้ ช่างไร้ค่าเสียนี่กระไร" กุยอิ่งพึมพำ ร่างเงาสลายกลายเป็นหมอกควันสีดำ ไหลซึมผ่านรอยแตกของค่ายกลสำนักอย่างง่ายดาย
เมื่อมาถึงขอบลานหิน กุยอิ่งเห็นร่างของอาเจียนั่งหันหลังอยู่ตรงกลางลาน ท่ามกลางกองศิลาปราณที่เปล่งแสงริบหรี่
"ตายเสียเถอะ ไอ้เด็กน้อย"
กุยอิ่งผสานอินด้วยมือเดียว เงามืดรอบลานหินพลันก่อตัวเป็นหอกแหลมคมนับสิบเล่ม พุ่งทะลวงมิติเข้าเสียบร่างของอาเจียจากทุกทิศทางด้วยความเร็วที่เหนือล้ำ!
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
หอกเงาเสียบทะลุร่างเป้าหมายอย่างแม่นยำ ทว่า... ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีหยดเลือด ร่างของอาเจียที่ถูกแทง ค่อยๆ บิดเบี้ยวและสลายกลายเป็นเพียง กระดาษไม้ไผ่ร้อยปี 百年竹纸 (ไป๋เหนียนจูจื่อ) แผ่นหนึ่งที่ถูกวาดด้วยอักขระลวงตา!
"ค่ายกลลวงตารึ!?" กุยอิ่งเบิกตากว้าง สัมผัสถึงอันตรายระดับวิกฤต เขารีบโคจรลมปราณเตรียมจะฉีกมิติหลบหนี
"ยินดีต้อนรับสู่ ค่ายกลศิลาผลาญทรัพย์ ขอรับ ท่านลูกค้า!"
เสียงหัวเราะเยือกเย็นของอาเจียดังก้องมาจากความว่างเปล่าเบื้องบน พริบตานั้น ศิลาปราณระดับกลาง 10,000 ก้อน ที่ฝังอยู่รอบลานหิน พลันระเบิดพลังงานออกพร้อมกัน!
พลังปราณมหาศาลถูกดูดซับเข้าสู่อักขระสูญญตา บังเกิดเป็นโดมมิติสีดำสนิทที่ตัดขาดกฎเกณฑ์ของฟ้าดินภายนอกอย่างสิ้นเชิง มิติที่กุยอิ่งเคยแทรกซึมได้ บัดนี้ถูกแช่แข็งและบีบอัดจนแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า!
"บัดซบ! มันยอมเผาศิลาปราณนับหมื่นเพื่อสร้างค่ายกลล็อกมิติเพียงชั่วคราวรึ! ความบ้าคลั่งอันใดกัน!" กุยอิ่งสบถลั่น ร่างเงาของเขาถูกบีบให้ปรากฏเป็นรูปธรรม
กุยอิ่งกัดฟันเค้นพลังวิถีเซียนขั้นสุดยอด ร่างของเขาขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นอสูรเงาที่อ้าปากกว้าง หวังจะเจาะทะลวงค่ายกลออกไป
ครืนน!!!
แผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เงาดำทะมึนที่ใหญ่โตและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าอสูรเงา พุ่งทะยานลงมาจากความว่างเปล่าเบื้องบน!
เจ้าสัวในร่างราชันย์อเวจีที่เพิ่งได้รับการยกระดับ ปีกโลหะ 6 แฉกที่เปล่งประกายสีทองแผ่สยายตัดมิติอากาศจนเกิดเสียงฉีกขาด ดวงตาสีเพลิงประกายทองจดจ้องไปยังอสูรเงาด้วยความดูแคลน
มันไม่ต้องใช้วิชาเซียนที่ซับซ้อน มันเพียงแค่ง้างหมัดขวาที่หลอมรวมกฎเกณฑ์แห่งโลหะบรรพกาล ทุบลงไปที่ใจกลางของอสูรเงาอย่างป่าเถื่อน!
เปรี้ยงงงง!!!!
หมัดเดียวทะลวงกฎเกณฑ์! แรงกระแทกอันมหาศาลที่ถูกหนุนด้วยค่ายกลของอาเจีย บดขยี้วิชาเงาสังหารจนแตกเป็นเสี่ยงๆ พลังทำลายล้างแทรกซึมผ่านมิติเข้าไปบดขยี้กระดูกและเส้นชีพจรของกุยอิ่งจนแหลกละเอียด ร่างของยอดคนบำเพ็ญอิสระกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงค่ายกล ร่วงหล่นลงมากระอักเลือดคำโต สภาพรวยรินไม่อาจขยับเขยื้อนได้อีกต่อไป
ม่านค่ายกลค่อยๆ คลายตัวลงพร้อมกับเศษฝุ่นของศิลาปราณ 10,000 ก้อน ที่สลายเป็นเถ้า อาเจียก้าวเดินออกมาจากเงามืดอย่างเชื่องช้า มือข้างซ้ายยังคงประคองย่ามเพื่อปกป้องสัตว์เลี้ยงตัวน้อยอย่างหวงแหน
"อั่ก... แก... ไอ้ปีศาจ... ใช้เงินนับหมื่นก้อน... เพียงเพื่อดักฆ่าข้า..." กุยอิ่งเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความเคียดแค้น
อาเจียเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้า ย่อตัวลงแล้วดึงแหวนมิติและถุงวิเศษออกจากเอวของนักฆ่าอย่างคล่องแคล่ว
"ท่านเข้าใจผิดแล้ว..." อาเจียฉีกยิ้มการค้าที่ดูเยือกเย็นถึงกระดูก "ข้าไม่ได้ใช้เงินเพื่อฆ่าท่าน แต่ข้ากำลังลงทุนต่างหาก... ศิลาปราณ 10,000 ก้อน แลกกับแหวนมิติของยอดคนบำเพ็ญอิสระระดับสูง และที่สำคัญที่สุด..."
อาเจียล้วงเอาขวดหยกสีดำ 黑玉瓶 (เฮยอวี้ผิง) ออกมาจากถุงของนักฆ่า นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายด้วยความหวัง "ยาพิษสลายวิญญาณ 散魂毒 (ส่านหุนตู๋)... นี่แหละ คือกุญแจสำคัญที่จะใช้รักษาสัตว์เลี้ยงของข้า!"
อาเจียโยกหัวเยาะเย้ย ขณะที่เจ้าสัวก้าวเข้ามาเหยียบยอดอกของกุยอิ่งไว้ บ่งบอกถึงจุดจบของการลอบสังหารอันโง่เขลา วิถีเซียนที่แท้จริงได้เปิดฉากขึ้นแล้ว พร้อมกับตรรกะแห่งโลกเซียนที่ว่า ผู้ใดกล้าท้าทายสวรรค์และคิดจะแย่งชิงเงินของมหาเศรษฐี ผู้นั้นต้องจ่ายด้วยราคางวดที่แพงลิบลิ่ว!