ตอนที่ 104 แซฟไฟร์และเพซ
“ต่างคนต่างอยู่ดีกว่าน่า ฉันก็ไม่ได้กะแวะมาอยู่นานอยู่แล้ว ไม่ได้จะตั้งตัวเป็นศัตรูกับพวกแกหรอก” นิทานยิ้มน้อย ๆ เขาพูดเพียงแค่นั้นร่มสีแดงอ่อนคันนั้นก็กางออก โบกเล็กน้อยเป็นวง ร่างของเขาก็พลันหายไป ไม่เหลือร่องรอยใดทิ้งไว้ พยัคฆ์ตัวโตตัวนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
มันจึงรู้สึกได้ว่าร่างของมันกลับมาเป็นปกติ ไม่หนักเช่นเก่าก่อนหรือติดแนบกับพื้นอีกต่อไป มันรีบคว้าร่างเพื่อนของมันขึ้นมาจากพื้น มันสอดส่ายรอบตัวให้แน่ใจว่านิทานจากไปแล้วจริง ๆ แล้วจึงอำพรางร่างของพวกมันด้วยข่ายพลัง จากไปอย่างเงียบเชียบ
นิทานและคีตายามนี้มายืนอยู่บนหลังคาบ้านหลังหนึ่ง เขาหันไปมองรอบด้านด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย โดยเฉพาะสามจุดที่เขาตั้งใจมองอย่างละเอียด
นิทานเข้าสู่สภาวะของนักผจญภัยสาวแกร่งผู้ห้าวหาญ เขาเอียงตัวเล็กน้อย ร่มคันใหญ่ในมือพาดไว้บนไหล่ เขาส่งจูบไปทางที่ว่างทั้งสามแห่งบนหลังคาที่ไกลออกไป ยิ้มน้อย ๆ แล้วจึงควงร่มเป็นวง ร่างก็หายไปกับความมืดของยามราตรีอีกครั้ง ส่วนคีตาทางด้านข้างเพียงหันไปมองอีกสองจุดที่นิทานไม่สนใจ มันแยกเขี้ยวแล้วจึงหายไปพร้อมร่างของนิทาน
ผ่านไปไม่รู้นานเท่าใด ร่าง 5ร่างกลับปรากฏขึ้นมาตรงที่ที่นิทานยืนอยู่ ทั้งห้าร่างแต่งกายด้วยชุดคลุมดำคล้ายกับเงาร่างทั้งสองก่อนหน้าแต่รัศมีพลังของพวกเขาทั้งหมดกลับอยู่ในระดับนักสลัก
“มันเห็นพวกเราจริง ๆ ด้วย” ร่างในชุดคลุมดำผู้หนึ่งพูดขึ้น
“ศัตรู?” อีกร่างหนึ่งทักขึ้น
“ไม่เห็นด้วย ดูจากการที่มันปล่อยลูกเรือสองคนนั้นไปโดยไม่ฆ่า ยังมีข้อความที่มันพูดไว้อีก” อีกร่างหนึ่งตอบ
“แต่มันหาเรื่องเราชัด ๆ” อีกร่างหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว
“มันแข็งแกร่งระดับหนึ่งเลย โดยเฉพาะสมบัติร่มสีแดงของมันอันนั้น”
“เห็นด้วย ทำให้มันล่องหนได้ เพิ่มน้ำหนักหรือควบคุมแรงดึงดูดได้ สมควรมีความสามารถด้านป้องกันด้วย”
“ไม่แข็งแกร่งขนาดนั้น ฟาดใส่ลูกเรือชั้นสวะคนนั้นเต็มแรงแต่เพียงแค่กระอักเท่านั้น สมควรเป็นแค่สมบัติระดับนักสลักเอก”
“น่าจะเป็นสมบัติระดับนักสลัก ตัวของมันเองสมควรเป็นแค่ผู้เรียนรู้ 3คำ”
“มีพลังเกี่ยวกับ กระแสไฟฟ้า และการเสริมกายาหรือความเร็ว”
“มันสมควรพบพวกเราตั้งแต่แรก และจงใจส่งข่าวบอกพวกเราโดยตรงว่าไม่ใช่ศัตรู”
“ควรค่าแก่การโจมตีหรือไม่?” ร่างเงาหนึ่งเอ่ยขึ้น ทั้ง 5 เงียบลงไปเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยตอบ
“ไม่คุ้มค่า”
“ไม่คุ้มค่า”
“ไม่คุ้มค่า”
“ไม่คุ้มค่า”
หลังจากทั้งห้าตอบอย่างเป็นเอกฉันท์ ร่างของพวกเขาก็หายไปกับราตรี สายตาของเหล่าผู้ตรวจการชายฝั่งที่จับจ้องอยู่จึงล่าถอยไป
สำหรับเมืองท่าข้างสมุทรที่อุดมไปด้วยเหล่าโจรสลัดเช่นนี้ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติธรรมดายิ่ง การสังหารและการต่อสู้ย่อมเกิดขึ้นในทุก ๆ คืน หากไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นทำลายบ้านเมืองหรือผู้ก่อการไม่ใช่มหาโจรใหญ่พวกเขาย่อมไม่ลงมือ
นิทานที่ยามนี้กลับมาอยู่ในห้องนอนมองการประชุมของทั้งห้าผ่านพลังอาณาเขต เมื่อเห็นว่าทั้งห้าลงมติเช่นนั้นแล้วเขาก็หัวเราะบางเบา ภายนอกคือเขาหลับใหลปกติแม้สมควรไม่มีใครเชื่อแล้วก็ตาม
ทีนี้ก็ไม่น่ามีพวกลูกกระจ๊อกมายุ่งไปอีกสักระยะละนะ นิทานคิด
เขาจงใจปล่อยพลังของตนในระดับที่พอเทียบเคียงนักสลักเอกเท่านั้น แม้จะแข็งแกร่งหากผู้เรียนรู้หลายคนที่มีสมบัติชั้นสูงก็สามารถทำได้ แผนหลอกล่ออีกชิ้นหนึ่งของเขาคือการขยับร่มปกปักหทัยยามใช้พลัง หลอกให้อีกฝั่งเข้าใจไปเองว่าพลังหลาย ๆ อย่างมาจากตัวร่ม เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้จะส่งผลเป็นอย่างมากต่อการต่อสู้
ศัตรูที่เข้าใจผิดไปเองว่าต้นตอพลังเกิดจากสมบัติทำให้นิทานสามารถลอบโจมตีได้หลากหลายรูปแบบ อีกส่วนคือการระบุตัวตนนั้นส่วนมากมักผ่านคำแห่งพลัง หากพวกมันเข้าใจผิดไปเช่นนี้ยิ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่การปลอมตัวของเขาจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
เป็นการหลอกล่อความสนใจและทำให้ประเมินพลังของเขาต่ำลงมาเองจากความเข้าใจผิด เป็นสิ่งที่นิทานชอบทำ ลอบโจมตียามศัตรูเข้าใจไปเองว่าตนได้เปรียบ
นักผจญภัยระดับผู้เรียนรู้ที่มีสมบัติระดับนักสลัก ฉลาด มีพลัง เจนสนาม ระวังตัว คนประเภทนี้หากไม่มีเหตุจำเป็น เหล่าคนที่ไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเองย่อมไม่กล้าหาเรื่องโดยง่าย พวกโจรสลัดแม้จะเป็นโจรขี้เมาที่ดูจะออกอาละวาดแต่พวกมันไม่ใช่คนโง่ ยิ่งกับโจรสลัดกลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยแล้ว พวกมันย่อมไม่เลือกเป็นศัตรูโดยไม่จำเป็น
แถมเขายังรอบคอบเผื่อเอาไว้ ลดพลังลงยามโจมตีด้วยร่มปกปักหทัย ปกปิดระดับของมันเอาไว้อีกชั้นหนึ่งให้เห็นว่าเป็นเพียงสมบัติระดับนักสลักเท่านั้น ทั้งหมดก็เพื่อไม่ให้คนที่แข็งแกร่งโดยแท้จริงโลภในสมบัติ แม้แต่คีตาก็ออมพลังส่วนมากไว้ ใช้เพียงกำลังกาย
สังคมมืดแบบนี้ข่าวสารน่าจะกระจายไปไวมาก เพราะงั้นพรุ่งนี้ต้องไปสมาคมนักผจญภัยแล้วค่อยสืบข่าวเรื่องกุ้งสะท้อนแสง นิทานคิดเงียบ ๆ ในหัวของตน ขนาดเขาแทบไม่ได้ลงมืออะไรที่ร้านอาหารเมื่อตอนเย็นแต่กลับมีบางส่วนมาทดสอบดูถึงที่ อาจตีได้ว่าคืนนี้ไม่มีคนน่าสนใจคนอื่นเช่นกัน
เขาวางแผนการต่อจากนี้ไว้คร่าว ๆ การแสดงคืนนี้ย่อมทำให้เขาพอเป็นที่รู้จัก ป้องกันความน่ารำคาญจากโจรสลัดตัวเล็กตัวน้อย เมื่อเขาได้ข้อมูลเกี่ยวกับกุ้งสะท้อนแสงแล้วจึงออกเดินทาง หากยังมีพวกคิดสั้นคนไหนตามมา เมื่อออกจากเมืองถึงจุดที่เขามั่นใจว่าไม่มีสายตาใดสอดส่องเขาค่อยหาเงินจากพวกมันอีกต่อ
ราตรีแรกในต่างแดนของนิทานจึงสิ้นสุดลงเช่นนี้
——————————————————————————————————————————————————
“ลงทะเบียนเป็นนักผจญภัยสินะคะ” พนักงานสาวคนหนึ่งสวมแว่นขาเดียวเอ่ยขึ้นจากหลังโต๊ะสำนักงาน นิทานขณะนี้ยืนอยู่ในตึกขนาดใหญ่ที่ด้านหน้าสลักตรารูปแผนที่และกล้องส่องทางไกล ตัวตึกเป็นตึกที่ดูจากภายนอกแล้วไม่สูงอะไรนัก ตัวอาคารกว้างใหญ่รองรับคนได้หลายร้อยคน
คนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในที่แห่งนี้กันอย่างคับคั่ง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นโต๊ะและเก้าอี้คล้ายกับร้านอาหารที่เขาไปมาเมื่อคืน คนจำนวนมากเมาหลับฟุ่บอยู่กับโต๊ะอย่างหมดสภาพ หากรัศมีพลังแหลมคมกลับแผ่ออกมาอย่างชัดเจน สัตว์อสูรรูปร่างแปลกตาหลายต่อหลายตัวนั่งอยู่เคียงข้างผู้เป็นนาย บริเวณผนังทางด้านหนึ่งคับคั่งไปด้วยกระดาษจำนวนมากที่แปะอยู่กับผนัง คนจำนวนมากยืนออกันอยู่แถวนั้น
บริเวณที่นิทานอยู่คือจุดลงทะเบียน มีคนต่อแถวไม่มากนัก นิทานยังสังเกตเห็นอีกด้วยว่าคนที่ต่อแถวพวกนี้ส่วนใหญ่ดูจะต้องการคุยล้อหยอกกับพนักงานเสียมากกว่า
คนแทบทุกคนในที่นี้ล้วนพกพาอาวุธติดตัว ตั้งแต่ดาบ ธนู หอก โล่ และสุดนานาเท่าที่เขาจะคิดได้ หลายคนในที่นี้เป็นโจรสลัดอย่างชัดเจน สมาคมนักผจญภัยนั้นไม่แบ่งแยก หากไม่ใช่ผู้มีค่าหัวจำนวนมากที่ทางการหลาย ๆ ประเทศต้องการตัวพวกเขาล้วนสามารถเป็นนักผจญภัย ความแตกต่างก็คือ ค่าหัวโจรสลัดที่แปะไว้บนผนังดูจะสูงกว่าค่าหัวที่แปะไว้ทั่วไป และแน่นอนว่าไม่มีพวกบ้าเลือดคนไหนนอนอยู่ใกล้ ๆ ใบค่าหัวของตนเฉกเช่นที่ร้านอาหารเมื่อวาน
โจรสลัดหลาย ๆ คนจึงมียศนักผจญภัยติดตัวเป็นประจำ เป็นเรื่องปกติที่พวกเขามักรับภารกิจยามออกทะเล ยิ่งพวกเขามักเดินทางไกลกันเป็นปกติ ภารกิจยาก ๆ ที่ต้องเดินทางไกลนักผจญภัยส่วนใหญ่มักไม่ต้องการทำ จึงกลายเป็นว่าพวกเขาโจรสลัดคือผู้ที่เหมาะสมที่สุด
“ค่ะ” นิทานตอบด้วยรอยยิ้ม พนักงานหญิงตรงหน้าสอดส่องนิทานอย่างละเอียด สตรีตรงหน้าเธอคนนี้มีร่างกายกำยำบึกบึน ส่วนสูงราว 178 ผมเป็นสีขาวเทาและร่างกายสีน้ำผึ้ง เธอสวมชุดที่เคลื่อนไหวได้สะดวก ใส่เสื้อแขนสั้นโชว์กล้ามอันแข็งแกร่ง กางเกงขายาวแนบลำตัว ร่มขนาดใหญ่กางออกพาดบ่าแม้จะอยู่ในร่ม ทางด้านข้างคือพยัคฆ์ตัวใหญ่สีส้มอ่อนที่สูงกว่าเอวเธอเล็กน้อย มันมีหางที่เรียวยาว ใบหน้าที่ดุร้ายและฟันที่แข็งแกร่ง หากเธอจำไม่ผิดสมควรเป็นสัตว์อสูรพยัคฆ์สนธยา
เธอเป็นพนักงานที่สำนักงานนักผจญภัยมาเป็นเวลานานแล้ว พบคนมาหลากหลายรูปแบบ คนประเภทสตรีตรงหน้าเธอนี้ แค่เหลือบมองครู่เดียวก็มั่นใจว่าเธอเป็นคนแกร่ง เจนสนาม และเชื่อมั่นในตนเอง
เธอไม่ซักถามรายละเอียดเรื่องที่นิทานเป็นถึงผู้เรียนรู้ระดับหลายคำ มีสัตว์คู่หูติดตัว พกพาสมบัติระดับนักสลัก ร่างกายแผ่รัศมีแห่งประสบการณ์และการต่อสู้อย่างโชกโชน หากกลับไม่ใช่นักผจญภัย
เป็นเรื่องธรรมดาที่สมาคมนักผจญภัยจะไม่ซักถามให้มากความ บางคนอาจเคยเป็นนักผจญภัยอยู่แล้ว หากต้องการปรับเปลี่ยนตัวตน ลบล้างอดีต เริ่มต้นใหม่ เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป หากจะมองอีกมุมหนึ่ง การมาเป็นนักผจญภัยก็ไม่ได้ต่างอะไรจากโจรสลัดมากนัก เป็นการเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวตนใหม่เหมือน ๆ กัน ต่างเพียงนักผจญภัยนั้นถูกกฎหมายและมีกฎควบคุมอย่างชัดเจน
“ระดับขั้นและความเชี่ยวชาญค่ะ” พนักงานหญิงถามขึ้นขณะจดบันทึกลงในสมุด
“ผู้เรียนรู้ 3คำ ผู้ฝึกสัตว์ค่ะ” นิทานตอบอย่างกระฉับกระเฉง ส่วนคีตาที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อย
“ชื่อที่ต้องการให้ระบุค่ะ” หญิงสาวจดบันทึกสิ่งที่นิทานพูดแล้วจึงมองสำรวจพยัคฆ์สนธยาทางด้านข้าง จดบันทึกรูปร่างของมันผ่านแว่นขาเดียวที่เธอใส่ไว้ที่ตาขวา
นิทานคิดเล็กน้อย เมื่อคืนเขาคิดนามแฝงไว้หลายชื่อ หากยังตัดสินใจไม่ได้เสียที คิดว่าเมื่อมาถึงตอนลงทะเบียนก็นึกออกเอง นิทานคิดสักพักหนึ่งหากพนักงานหญิงก็ไม่ได้มีท่าทีรำคาญแม้แต่น้อย ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่เธอพบในทุกวัน
ผ่านไปชั่วครู่นิทานจึงฉีกยิ้มออกมา เขาตบหัวคีตาดังปุแล้วจึงตอบด้วยรอยยิ้ม
“แซฟไฟร์ค่ะ ส่วนนี่ก็เพซ” นิทานฉีกยิ้ม
นอกจากเรื่องเล่าสนุก ๆ และเพลงเพราะ ๆ แล้ว อะไรจะเป็นสมการแห่งความสุขได้อีกถ้าไม่ใช่เพชรพลอยเงินตราและความสงบสุข