ตอนที่ 12: ราชโองการและตำหนักเมฆาคล้อย
ทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกสายตาจับจ้องไปยังจักรพรรดิเฟิงเทียน เพื่อรอฟังคำตัดสินที่จะกำหนดชะตากรรมของอดีตอัจฉริยะ
"ในเมื่อเป็เช่นนี้..." จักรพรรดิเฟิงเทียนตรัสต่อด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย "เฟิงหวง แม้เ้าจะสูญเสียวรยุทธ์ไป แต่เ้ายังคงเป็สายเืแห่งราชวงศ์เทียนหลง พ่อจะขอถอดถอนตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามของเ้าออก แต่จะแต่งตั้งให้เ้าดำรงตำแหน่ง 'อ๋องสันติ' (องค์ชายแห่งความสงบสุข) และจะมอบ 'ตำหนักเมฆาคล้อย' ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของวังเป็ที่พำนัก"
ราชโองการนี้คือการประกาศอย่างเป็ทางการว่าเฟิงหวงได้หลุดออกจากวงโคจรแห่งการแย่งชิงอำนาจโดยสมบูรณ์แล้ว
"เ้าไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือการทหารอีกต่อไป" จักรพรรดิตรัสปิดท้าย "จงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างสงบสุขเถิด"
นี่คือการตัดสินที่เฉียบขาดและสมบูรณ์แบบ มันทั้งแสดงออกถึง "พระเมตตา" ที่ไม่ขับไล่โอรสที่พิการออกจากวัง และในขณะเดียวกันก็เป็การปลดอาวุธของเฟิงหวงอย่างสิ้นเชิง ทำให้เขาไม่เป็ที่หวาดระแวงขององค์ชายองค์อื่นๆ อีกต่อไป
เฟิงหวงแสร้งทำเป็ซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง เขารีบคุกเข่าลงอีกครั้ง น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาอย่างน่าเวทนา "ขอบพระทัยเสด็จพ่อ! ลูกซาบซึ้งในพระเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้พ่ะย่ะค่ะ!"
องค์ชายรอง เฟิงหลง แทบจะเก็บรอยยิ้มแห่งความยินดีไว้ไม่มิด เขาเดินเข้ามาตบที่ไหล่ของเฟิงหวงเบาๆ อย่าง "ให้กำลังใจ" "พักผ่อนให้ดีนะ...น้องสาม ต่อไปนี้เ้าก็ไม่ต้องเหนื่อยยากอีกแล้ว" คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างชัดเจน
เมื่อการเข้าเฝ้าสิ้นสุดลง บรรยากาศรอบตัวเฟิงหวงก็เปลี่ยนไปในทันที สายตาที่เหล่าขุนนางใช้มองเขาไม่ได้มีความอิจฉาหรือหวาดระแวงอีกต่อไปแล้ว มีเพียงความเมินเฉยของผู้ที่มองสิ่งของที่ไร้ค่าชิ้นหนึ่ง
ขณะที่กำลังจะเดินออกจากท้องพระโรง เฟิงหลวนได้เดินเข้ามาหาเขา
"ตำหนักเมฆาคล้อยอยู่ห่างไกลและเงียบสงบ เหมาะแก่การพักฟื้น" นางกล่าวเรียบๆ ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้และกระซิบด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "และยังเหมาะแก่การซ่อนความลับอีกด้วย"
นี่คือคำประกาศาทางจิตวิทยาฉบับแรกของนาง!
เฟิงหวงหันมามองน้องสาวของตนด้วยแววตาที่ "ไร้เดียงสา" และสับสน "น้องเจ็ดพูดเื่อะไร...ข้าไม่เข้าใจ"
เขาตอบเพียงเท่านั้นก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างช้าๆ ทิ้งให้เฟิงหลวนยืนขมวดคิ้วมองตามหลังเขาไปเพียงลำพัง
ตำหนักเมฆาคล้อยตั้งอยู่สุดเขตวังหลวงทางทิศเหนือสมคำร่ำลือ มันเคยเป็ตำหนักที่งดงาม แต่บัดนี้กลับถูกทิ้งร้างมานานจนมีฝุ่นจับหนาเตอะ ทุกอย่างดูเก่าและทรุดโทรม บ่าวรับใช้ก็มีเพียงไม่กี่คน เป็คนแก่และดูเกียจคร้าน ช่างแตกต่างจากตำหนักเดิมของเขาที่เคยรุ่งเรืองราวฟ้ากับเหว
ทว่า ทันทีที่เฟิงหวงก้าวเท้าเข้าสู่ตำหนัก ร่างของชายชราคนหนึ่งในชุดบ่าวรับใช้เก่าๆ ก็รีบวิ่งออกมารับและคุกเข่าลงทั้งน้ำตา
"องค์ชาย! บ่าวเฒ่าจง...ในที่สุดท่านก็กลับมา!"
เขาคือ ลุงจง คนรับใช้เก่าแก่ที่ซื่อสัตย์ที่สุดขององค์ชายเฟิงหวงคนเดิม และเป็คนที่ได้รับจดหมายลับจากเมืองเมฆาหยกนั่นเอง
เฟิงหวงพยักหน้าให้ขันทีและบ่าวรับใช้คนอื่นๆ ที่ตามมาส่งล่าถอยออกไป "พวกเ้าออกไปก่อน ข้าอยากจะพักผ่อนตามลำพังกับคนเก่าแก่ของข้า"
เมื่อประตูตำหนักใหญ่ถูกปิดลง...และเหลือเพียงเขากับลุงจงตามลำพัง...
บุคลิกทั้งหมดของเฟิงหวงก็เปลี่ยนแปลงไปในพริบตา!
ท่าทางที่อ่อนแอและหลังที่โค้งงุ้มพลันเหยียดตรงขึ้น ดวงตาที่เคยเหม่อลอยและหวาดกลัวกลับมาทอประกายแสงแห่งปัญญาอันล้ำลึกและความเยือกเย็นที่น่าสะพรึงกลัว รัศมีความเป็ "อ๋องสันติ" ผู้ไร้ค่าหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียง "ราชันย์" ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
เขานั่งลงบนเก้าอี้ประธานที่เต็มไปด้วยฝุ่นโดยไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
"ลุงจง" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบและทรงอำนาจ "ลุกขึ้นเถิด"
"พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย!" ลุงจงลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจระคนสับสน
เฟิงหวงจ้องมองบ่าวผู้ภักดีของตนเอง "ไม่ต้องมีคำถามใดๆ ทั้งสิ้นในตอนนี้ หน้าที่ของเ้าคือทำตามคำสั่งของข้า...รายงานสถานการณ์ทั้งหมดในเมืองหลวง่ที่ข้าหายตัวไปมาให้หมด"
แววตาของเขาคมกริบขึ้น "โดยเฉพาะ...ความเคลื่อนไหวของพี่รองเฟิงหลง กับพี่สี่เฟิงเยว่ และทุกตระกูลขุนนางที่เกี่ยวข้อง!"
ลุงจงเบิกตากว้างด้วยความใ...นี่ไม่ใช่องค์ชายผู้สิ้นหวังที่เขาวาดภาพไว้เลยแม้แต่น้อย!
แต่ด้วยความภักดีที่ฝังรากลึก เขาก็คุกเข่าลงอีกครั้งและเตรียมพร้อมที่จะรายงานทันที
ณ ตำหนักที่ถูกลืมเลือนที่สุดในวังหลวง...หมากกระดานตัวใหม่ของเฟิงหวงได้ถูกจัดวางขึ้นอย่างเงียบงันแล้ว การโต้กลับ...กำลังจะเริ่มต้นขึ้น