ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 211 : รีดทรัพย์อัสนี

จารึกที่ 211 : รีดทรัพย์อัสนี : ภาชนะที่แตกร้าวและการตื่นรู้แห่งตันเถียน


ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืนที่ดวงจันทร์ถูกเมฆหมอกบดบังจนสิ้นแสง กลิ่นควันไฟที่เกิดจากการระเบิดของกลวิธานและคาวเลือดข้นคลั่ก ลอยปะปนคละคลุ้งไปทั่วบริเวณทางเข้าของ เขตหวงห้ามหุบเขาพันอักขระ ทว่าสำหรับเด็กหนุ่มผู้มีสายเลือดพ่อค้าไหลเวียนอยู่เต็มเปี่ยม กลิ่นแห่งความตายเหล่านี้กลับหอมหวนยิ่งกว่าบุปผาสวรรค์บนแดนเซียน หากมันมาพร้อมกับเสียงกระทบกันของศิลาปราณ!


"ฮ่าๆๆ! รวยแล้วๆ! ตาเฒ่าเหลยเซียวช่างเป็นลูกค้าชั้นยอดเยี่ยมกระเทียมดอง! ไม่เพียงแต่มอบหนี้ก้อนโตให้ข้า ยังอุตส่าห์ส่งยอดฝีมือมาให้ข้าปล้นถึงหน้าบ้านอีก!"


อาเจียหัวเราะร่วนจนตาหยี ร่างกายที่เคยสั่นเทาด้วยความเจ็บปวดจากการฝืนกางค่ายกลเมื่อครู่ บัดนี้กลับกระโดดโลดเต้นไปมาท่ามกลางกองซากศพของหน่วยอัสนีเร้นลับทั้งห้าคนอย่างลืมตาย ความงกเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะจนหมดสิ้น มือเรียวที่เปื้อนเลือดตวัดดึง แหวนมิติ 空间戒指 (คงเจียนเจี้ยจื่อ) ออกจากนิ้วของศพอย่างคล่องแคล่วว่องไวราวกับทำมาแล้วนับหมื่นครั้ง


"ศิลาปราณระดับกลาง 中级灵石 (จงจี๋หลิงสือ) 20,000 ก้อน! โอสถรักษาแผลระดับสาม โอสถฟื้นฟูปราณ... อ๊ะ! ดาบสั้นเล่มนี้ทำจากเหล็กกล้าชั้นดี เอาไปหลอมขายเป็นเศษเหล็กให้ร้านตีเหล็กในเมืองได้อีกหลายอีแปะ! ชุดเกราะอ่อนนี่ก็ทอจากไหมอสูร ถอดออกมาซักน้ำสักหน่อย เอาไปเร่ขายในตลาดมืดได้ราคาดีแน่ๆ!"


เด็กหนุ่มพึมพำกับตัวเองอย่างบ้าคลั่ง เขากวาดทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าลงในถุงวิเศษของตนเองอย่างไม่คิดจะเหลือแม้แต่เสื้อผ้าของศพ หากมันนำไปซักแล้วขายต่อได้ แม้แต่รองเท้าปราณที่เปื้อนเลือด เขาก็ยังถอดมันออกมาห้อยไว้ที่เอวอย่างไม่รังเกียจ


ทว่าเมื่อเขาถ่ายทอดสัมผัสวิญญาณเข้าไปตรวจสอบแหวนมิติวงสุดท้าย ซึ่งเป็นของหัวหน้าหน่วยที่ถูกเจ้าสัวบดขยี้ รอยยิ้มการค้าบนใบหน้าพลันแข็งค้าง มือที่กำลังล้วงหยิบของสั่นสะท้าน เขาดึงเอาม้วนจดหมายลับที่ทำจากหนังอสูรแผ่นหนึ่งออกมา บนตราประทับขี้ผึ้งสีดำนั้น มีสัญลักษณ์กะโหลกไขว้คาบมีดสั้นของ หอเร้นเงา 影阁 (อิ่งเก๋อ) ประทับอยู่อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง!


"ใบสั่งตาย..." อาเจียกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก นัยน์ตาสีเข้มกวาดสายตาอ่านข้อความในจดหมายท่ามกลางแสงสลัว "ตาเฒ่าเหลยเซียว... ทุ่มเงินมหาศาลตั้งค่าหัวข้าอย่างเป็นทางการ 500,000 ศิลาปราณระดับกลาง! ซ้ำยังเป็นการจ้างวานแบบเปิดเผยให้ยอดนักฆ่าทั่วทั้งแคว้นมารุมทึ้งข้า!"


ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินหัวใจ ไอ้หนุ่มขี้ขลาดที่มักจะหดหัวอยู่หลังค่ายกลเริ่มเข่าสั่นพั่บๆ เหงื่อเย็นผุดเต็มแผ่นหลัง "บะ... บัดซบ! คิดจะใช้เงินบดขยี้ข้ารึ! ตาเฒ่าหน้าเลือด! แกคิดว่าข้าจะยอมรอความตายอยู่ที่ สำนักหมึกวารี 沧墨宗 (ชางโม่จง) ให้พวกนักฆ่ามาสับเป็นชิ้นๆ หรืออย่างไร! ข้าจะเอาบิลหนี้ 7,000,000 ก้อนนี้ไปเร่ขายต่อให้สมาคมการค้าของพี่สาวซูเหม่ย โยนภาระให้มหาอำนาจทางการเงินไปตามทวงหนี้พวกแกแทน ให้มันรู้ไปว่าใครจะล่มจมก่อนกะ—"


อั่ก!!!!


คำพูดอวดดีและแผนการอันแสนฉลาดแกมโกงถูกกลืนหายไปในลำคอ พร้อมกับความเจ็บปวดที่ปะทุขึ้นจากใจกลางช่องท้องอย่างกะทันหันและรุนแรงที่สุดในชีวิต!


มันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากบาดแผลภายนอก แต่มันราวกับมีเข็มเหล็กที่หลอมละลายด้วยความร้อนนับหมื่นเล่ม แทงทะลุและหมุนคว้านอยู่ใน จุดตันเถียน 丹田 (ตันเถียน) ของเขา! ความเจ็บปวดนี้ลึกล้ำไปถึงแก่นวิญญาณ ราวกับกฎเกณฑ์ของฟ้าดินกำลังลงทัณฑ์ผู้ที่กล้าท้าทายอำนาจของมัน!


"อ๊ากกกก!!! ข้าเจ็บ! สวรรค์รังแกคนหน้าตาดี! โอย... ท้องข้าจะระเบิดแล้ว!"


อาเจียแหกปากร้องโหยหวนลั่นหุบเขา ร่างของเขากระตุกเกร็งอย่างรุนแรงและทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นหินเย็นเฉียบ มือทั้งสองข้างกุมหน้าท้องไว้แน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เลือดสีดำข้นทะลักออกจากปากและจมูกจนย้อมคอเสื้อที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่เป็นสีคล้ำน่ากลัว


ฟุ่บ! เงามืดใต้ร่างของเขาไหววูบ 'เจ้าถุงเงิน' ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ รีบไต่ขึ้นมาบนหน้าอกของเจ้านายอย่างรวดเร็ว กระดองผลึกใสสีรัตติกาลของมันสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนก มันพยายามใช้ขาหน้าลูบแก้มอาเจียอย่างร้อนรน ส่งเสียงร้องกี้ๆ แผ่วเบาด้วยความเป็นห่วงสุดหัวใจ


ในขณะเดียวกัน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ก้าวเข้ามาใกล้ ‘เจ้าสัว’ ในร่าง พยนต์เทวะ 神机 (เสินจี) กึ่งเซียน ก้มลงมองเจ้านายที่กำลังดิ้นทุรนทุรายเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้น ดวงตาสีเพลิงประกายทองทอแสงวาบ ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำและกวนประสาทขั้นสุดจะดังลอดออกมาจากช่องลำคอโลหะ


"(นายท่าน... สีหน้าของท่านยามนี้ดูย่ำแย่ยิ่งกว่าศพที่ท่านเพิ่งรูดทรัพย์มาเสียอีกนะขอรับ)" หุ่นกลศิลายืนกอดอกจ้องมอง "(หากท่านทนความเจ็บปวดไม่ไหวและสิ้นใจไปตรงนี้ ข้าขอเป็นผู้สืบทอดมรดกทั้งหมดในแหวนมิติของท่านนะขอรับ ข้าจะได้เอาศิลาปราณไปเหมาซื้อแร่เหล็กอุกกาบาตมาขัดเงาปีกให้เปล่งประกาย ท่านจงจากไปอย่างสงบเถิด ไม่ต้องเป็นห่วงสมบัติ เพราะข้าจะใช้มันอย่างคุ้มค่าทุกอีแปะแน่นอน!)"


"ไอ้... ไอ้หุ่นกระป๋องปากสุนัข! ไอ้พยนต์ทรพี!" อาเจียตวาดกลับทั้งน้ำตาและความเจ็บปวด พยายามจะยกเท้าเตะหน้าแข้งโลหะของเจ้าสัว แต่กลับไร้เรี่ยวแรงตกลงพื้นอย่างน่าสมเพช "ข้ายังไม่ตาย! สมบัติของข้า ข้าหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง! ข้ายังไม่ได้เสวยสุขเลยยยย! แกอย่าหวังจะได้แตะเงินข้าแม้แต่อีแปะเดียว!"


(หยุดแหกปากโวยวายไร้สาระได้แล้ว!)


ฉับพลันนั้น เสียงอันเยียบเย็น ทรงอำนาจ และแฝงไปด้วยรังสีความกดดันอันมหาศาลดุจมหาบรรพชนจากยุคบรรพกาล ก็ดังก้องกังวานขึ้นในห้วงจิตวิญญาณของอาเจีย! มันดังก้องจนวิญญาณของเด็กหนุ่มแทบจะหลุดออกจากร่าง!


มู่เฉิน ปรมาจารย์จ้าวอักขระผู้ยิ่งใหญ่ สื่อสารผ่านกระแสจิตวิญญาณโดยตรง ไม่มีร่องรอยของวิญญาณโปร่งแสงปรากฏออกมาภายนอกให้ผู้ใดหรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงเห็นเด็ดขาด ความลับของการคงอยู่ของเขาคือสิ่งต้องห้ามสูงสุดที่ไม่อาจเปิดเผย


(เจ้าเด็กโง่เขลาที่หลงระเริงในทรัพย์สิน!) น้ำเสียงของมู่เฉินเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและเวทนา (ข้าเตือนเจ้าแล้วใช่หรือไม่ ว่าอย่าฝืนดึงอำนาจของ อักขระหลิง 零 (หลิง) มาใช้สร้างค่ายกลระดับพลิกฟ้าคว่ำดินติดต่อกัน! เจ้าคิดว่าร่างกายมนุษย์ของเจ้าเป็นก้อนเหล็กกล้าพันปีหรืออย่างไร!)


"อาจารย์... โอย... ข้าเจ็บ... ข้าเจ็บจนจะเห็นบรรพบุรุษอยู่แล้วขอรับ..." อาเจียคร่ำครวญในใจ ตอบกลับผ่านกระแสจิตอย่างอ่อนแรง "ข้าก็ใช้ศิลาปราณ 50,000 ก้อนรับผลสะท้อนและเป็นเครื่องสังเวยแทนไปหมดแล้วนี่ขอรับ... ทำไมมันยังเจ็บปางตายขนาดนี้... ค่ายาซ่อมจุดตันเถียนมันต้องแพงระยับระดับปล้นแคว้นแน่ๆ... ข้าขาดทุนย่อยยับแล้ว!"


แม้อยู่ในวินาทีเป็นตาย อาเจียก็ยังโอดครวญเรื่องค่ารักษาพยาบาลมากกว่าชีวิตของตนเอง!


(เจ้ายังมีหน้ามาห่วงเรื่องเงินอีกรึ!) มู่เฉินตวาดลั่นในห้วงจิต (ลองเพ่งจิตดูจุดตันเถียนของเจ้าเดี๋ยวนี้! ดูสิว่าความขี้ขลาดและมักง่ายของเจ้า มันสร้างหายนะอะไรไว้กับรากฐานการบำเพ็ญเพียรของตนเอง!)


อาเจียสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กัดฟันข่มความเจ็บปวดที่แทบจะทำให้สลบ แล้วโคจรจิตสัมผัสเข้าไปในร่างกาย ภาพที่สะท้อนกลับมาทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม!


จุดตันเถียนที่เป็นศูนย์รวมพลังชีวิต บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวลุกลามไปทั่วราวกับกระจกที่ถูกค้อนกระหน่ำทุบ! ไม่มี ปราณเซียนแท้ 真仙气 (เจินเซียนชี่) แม้แต่หยดเดียวหล่อเลี้ยงอยู่ภายใน มีเพียงร่องรอยการกัดกร่อนของอำนาจแห่งความว่างเปล่าอันป่าเถื่อนที่ตกค้างอยู่ รอยร้าวเหล่านั้นกำลังขยายตัวอย่างช้าๆ หากปล่อยไว้อีกไม่นาน มันจะต้องแตกสลายเป็นผุยผงอย่างแน่นอน!


"นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น... จุดตันเถียนของข้ากำลังจะแตก!" อาเจียหน้าซีดเผือดยิ่งกว่าศพ


(ก็เพราะเจ้าเอาแต่พึ่งพาพลังจากภายนอกอย่างไรเล่า!) มู่เฉินกล่าวเสียงกร้าว ทว่าแฝงไปด้วยความจริงอันโหดร้าย (เจ้าใช้จุดตันเถียนของตนเองเป็นเพียง ‘ทางผ่าน’ หรือ ‘ภาชนะชั่วคราว’ ให้กับพลังงานของศิลาปราณ เพื่อส่งต่อไปกระตุ้น อักขระสูญตา เจ้าไม่เคยเพียรพยายามฝึกฝน ไม่เคยควบแน่นปราณเซียนแท้ของตนเองให้แข็งแกร่งเลย ภาชนะของเจ้าจึงเปราะบางและว่างเปล่า! เมื่อต้องรองรับกระแสพลังอำนาจระดับกฎเกณฑ์ฟ้าดิน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาชนะกากๆ ของเจ้าย่อมต้องปริแตกเป็นธรรมดา!)


อาเจียเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางแสกหน้า ความจริงอันโหดร้ายกระแทกเข้าเต็มเปา หากจุดตันเถียนแตกสลาย เขาจะสูญเสียพลังทั้งหมดและกลายเป็นคนพิการตลอดชีวิต!


"พิการ... ข้าจะพิการรึ! ไม่นะ! ถ้าข้ากลายเป็นคนไร้ค่า ข้าจะไปตั้งแผงลอยหลอกขายของให้ใคร! ข้าจะไปหน้าด้านทวงหนี้ใครได้! ข้าไม่อยากเป็นขอทานที่ต้องคอยขอเศษเงินชาวบ้านกิน!"


ความรักตัวกลัวตายผสมปนเปกับความงกที่ฝังรากลึกเข้าเส้นเลือด ทำให้อาเจียลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ เขารีบตะเกียกตะกาย ส่งเสียงอ้อนวอนมู่เฉินในห้วงจิตวิญญาณอย่างสุดชีวิต


"อาจารย์! ท่านต้องช่วยข้านะขอรับ! ข้ายังมีเงินก้อนใหญ่รอให้ไปทวง ข้าตายตอนนี้ไม่ได้! ข้ายอมเสียเงินจ้างท่านรักษาข้าก็ได้! เอ้ย ไม่สิ ท่านเป็นอาจารย์ข้า ท่านต้องรักษาข้าฟรีสิขอรับ!"


(เจ้าเด็กปลิ้นปล้อน...) มู่เฉินถอนหายใจยาว แววตาในห้วงวิญญาณอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพน่าสมเพชของศิษย์ (หนทางรอดเดียวนั้นมีอยู่ เจ้าต้องหยุดใช้พู่กันนิรันดร์และของวิเศษทุกชนิดที่ดึงพลังจากอักขระหลิง นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เพื่อไม่ให้จุดตันเถียนรับภาระเพิ่มแม้อีกเพียงนิดเดียว... และเจ้าต้องออกเดินทางออกจากสำนักหมึกวารีแห่งนี้)


"ออกเดินทาง? ในสภาพปางตายนี่นะขอรับ!"


(ใช่! เจ้าต้องไปรวบรวมสมุนไพรวิเศษมาชำระล้างไขกระดูก และหลอมรวม เคล็ดวิชากายาสูญตา 空体诀 (คงถี่เจวี๋ย) ให้สำเร็จ เพื่อสร้างภาชนะใหม่ของตนเองให้แข็งแกร่งพอที่จะรองรับความว่างเปล่า เจ้าต้องเรียนรู้วิถีแห่งเซียนที่แท้จริง ไม่ใช่เอาแต่ใช้เงินแก้ปัญหา!)


"ไม่ใช้พู่กัน? ห้ามใช้อักขระ? แล้วถ้าข้าเจอนักฆ่าจากหอเร้นเงาเล่าขอรับ!" อาเจียเบิกตากว้าง "ท่านจะให้ข้าที่ตัวเปล่าเล่าเปลือย แถมจุดตันเถียนร้าว ไปสู้กับพวกยอดฝีมือเนี่ยนะ! ส่งข้าไปตายชัดๆ! ให้ข้าซ่อนตัวอยู่ในเขตหวงห้ามนี้จนกว่าจะหายดีเถอะขอรับ!"


(ความโง่เขลาของเจ้ามันช่างกู่ไม่กลับ!) มู่เฉินตวาดกลับ (หอเร้นเงารับงานแล้ว พวกมันกัดไม่ปล่อยแน่ หากเจ้ามัวแต่หดหัวอยู่ที่นี่ สำนักหมึกวารีและสหายของเจ้าจะต้องถูกลากเข้ามาพัวพันจนเกิดการนองเลือด! อีกอย่าง สมุนไพรวิเศษที่เจ้าต้องการ ไม่มีทางหาได้ในสำนักที่ตกต่ำเช่นนี้ เจ้าต้องไปเยือนตลาดมืดชายแดน หรือซากโบราณสถานภายนอกเท่านั้น!)


ประโยคที่ว่า 'สหายจะต้องถูกลากเข้ามาพัวพัน' กระแทกใจอาเจียอย่างจัง แม้เขาจะงก หน้าด้าน และเห็นแก่ตัวเพียงใด แต่สำหรับหลินชิงเสวี่ย เฟิงอี้หราน และผู้อาวุโสเทียนหยวนที่คอยปกป้องเขามาตลอด เขาไม่มีทางยอมให้คนเหล่านั้นต้องมาตายเพราะค่าหัวของเขาเด็ดขาด


"นั่นคือบททดสอบที่เจ้าต้องเผชิญ..." มู่เฉินเอ่ยทิ้งท้ายในห้วงจิต "(โลกภายนอกนั้นเต็มไปด้วยยอดคนบำเพ็ญอิสระและอันตรายที่เจ้าคาดไม่ถึง หากเจ้าไม่ก้าวออกไปเติบโตและสร้างความแข็งแกร่งด้วยตนเอง เจ้าก็รอให้พวกนักฆ่ามาตัดหัวเจ้าที่นี่ แล้วให้ไอ้หุ่นกระป๋องปากสุนัขของเจ้ารับมรดกไปก็แล้วกัน)"


"ฝันไปเถอะ!"


อาเจียหันไปถลึงตาใส่เจ้าสัวที่ยืนทำตาปริบๆ รอรับมรดกอยู่ ก่อนจะกัดฟันกรอด พยุงร่างโชกเลือดของตนเองลุกขึ้นยืนด้วยความทุลักทุเล ความเจ็บปวดร้าวลึกในช่องท้องยังคงบิดคว้านอยู่ทุกวินาที แต่ความมุ่งมั่นที่จะเอาชีวิตรอดไปเสวยสุขกับกองเงินกองทองนั้นกลับลุกโชนขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน


ไอ้หนุ่มขี้ขลาดผู้หลงรักเสียงเหรียญทองกระทบกัน บัดนี้ได้ตระหนักรู้อย่างถ่องแท้แล้วว่า ศิลาปราณไม่อาจปกป้องชีวิตเขาได้ตลอดไป การจะขูดรีดผู้คนในยุทธภพและมีชีวิตรอดเพื่อใช้สมบัติที่หามาได้ เขาต้องมีความแข็งแกร่งของ 'ตนเอง' เป็นรากฐานเสียก่อน!


กงล้อแห่งโชคชะตาที่หมุนวนด้วยความหน้าเงินและรอยน้ำตา กำลังจะพาเขาบ่ายหน้าออกจากหุบเขาพันอักขระ เพื่อเผชิญกับความโหดร้ายของโลกกว้างที่แท้จริงในที่สุด!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน