จารึกที่ 396 : ก้าวแรกสู่แดนบูรพา
เมื่อแสงสีทองแรกแห่งวันสาดส่องลงมากระทบยอดพฤกษาโบราณ ขับไล่ความมืดมิดและหมอกหนาที่ปกคลุมผืนป่าชายแดนให้มลายหายไป บรรยากาศที่เคยหนักอึ้งด้วยจิตสังหารแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบสงบอย่างประหลาด ร่างของเหล่านักฆ่าชุดดำยังคงนอนนิ่งงัน ลมหายใจของพวกมันแผ่วเบาและสม่ำเสมอ ทว่าวิถีเต๋าและเรื่องราวในอดีตได้ถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสภาวะว่างเปล่าประดุจทารกแรกเกิด
อาเจียทอดสายตามองผลลัพธ์เบื้องหน้าเพียงครู่เดียว ก่อนจะเบือนหน้ากลับมา ชายหนุ่มยกมือขวาขึ้นทาบลงบนตำแหน่งตันเถียนอย่างเงียบเชียบ ภายใต้ร่มผ้าและอาภรณ์สีเข้ม ผิวหนังบริเวณหน้าอกของเขาปรากฏรอยปริแตกเส้นเล็กๆ คล้ายเครื่องเคลือบที่ถูกกระแทกอย่างแรง เลือดสีเงินยวงซึมออกมาเล็กน้อยก่อนจะระเหยกลายเป็นไอหมอก
มันคือปฏิกิริยาสะท้อนกลับจากการใช้อักขระสูญตาแทรกแซงกฎเกณฑ์ฟ้าดิน การลบเลือนความทรงจำของยอดฝีมือพร้อมกันนับสิบชีวิต มิใช่เพียงการลบภาพในหัว ทว่ามันคือการตัดเส้นด้ายแห่งกรรมที่ผูกมัดพวกมันไว้กับวัฏจักร แรงสะท้อนจากการตัดเส้นด้ายเหล่านั้นพุ่งย้อนกลับมากระแทกทารกวิญญาณสูญตาของอาเจียโดยตรง
มู่เฉินปรากฏกายขึ้นเบื้องหลัง ร่างโปร่งแสงของท่านแผ่กลิ่นอายแห่งความเมตตาและสงบนิ่ง ฝ่ามือที่ควบแน่นจากปราณบริสุทธิ์วางลงบนแผ่นหลังของศิษย์รัก "การฝืนสัจธรรม ย่อมต้องจ่ายค่าผ่านทางเสมอ อาเจีย... ทารกวิญญาณของเจ้ายังอยู่ในสภาวะหล่อหลอม แม้มันจะกลืนกินกฎเกณฑ์ได้ แต่มันยังมิอาจรองรับแรงกระแทกของฟ้าดินได้ทั้งหมด เจ้าต้องใช้ 'ไตรอักขระวัฏจักร' หมุนวนปราณเพื่อสลายแรงต้านทานเหล่านี้ อย่าเก็บกดมันไว้"
"ข้าน้อยเข้าใจแล้ว ท่านอาจารย์" อาเจียตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงด้วยความเคารพ
เขาสูดลมหายใจลึก นัยน์ตาสีดำสนิททอประกายลึกล้ำ อักขระรูปลักษณ์สามเหลี่ยมขนาดจิ๋วนับหมื่นตัวปรากฏขึ้นในเส้นชีพจร พวกมันไม่ได้อยู่นิ่ง ทว่าเคลื่อนไหวสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งกันอย่างต่อเนื่อง สร้าง-ส่งเสริม-กักเก็บ หมุนวนเป็นวัฏจักรที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไร้จุดสิ้นสุด แรงกระแทกของกฎเกณฑ์ฟ้าดินที่ตกค้างอยู่ในร่าง ค่อยๆ ถูกดึงเข้าสู่วงจรนี้ บดขยี้และแปรสภาพกลายเป็นพลังปราณบริสุทธิ์หล่อเลี้ยงทารกวิญญาณ บาดแผลบนผิวหนังผสานตัวกลับคืนอย่างเชื่องช้า
ฉินมู่หลางที่ยืนอยู่ไม่ไกล สัมผัสได้ถึงความผันผวนของปราณเซียน ยอดกระบี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย "ฝืนตัวเกินไปหรือไม่? หากรากฐานของเจ้าสั่นคลอน การก้าวเข้าสู่แดนบูรพาย่อมอันตรายยิ่งขึ้น"
"ความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อย มิอาจขัดขวางเส้นทางของพวกเราได้" อาเจียแย้มรอยยิ้มบางเบา หันไปมองสหายร่วมเป็นร่วมตายทุกคน "การมุ่งหน้าสู่แดนบูรพามิใช่การเดินเข้าหาความตาย ทว่ามันคือการนำพาความจริงไปเยือนผู้ที่หลงผิด พวกเราจะเดินทางกันต่อ"
ปิงอวิ๋นพยักหน้า นางกวาดสายตามองไปรอบๆ "เมื่อไร้ซึ่งมือสังหารคอยติดตาม การเดินทางย่อมรวดเร็วขึ้น แต่เมื่อพวกเราเข้าเขตเมืองหน้าด่าน ข่าวการหายตัวไปของบุปผาใบมีดคงไปถึงหูของวิหารศัสตราสวรรค์ในไม่ช้า"
"นั่นคือสิ่งที่ข้าต้องการ" อาเจียล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบป้ายคำสั่งทองแดงของวิหารศัสตราสวรรค์ขึ้นมาพินิจอีกครั้ง แสงอาทิตย์สะท้อนลวดลายเตาหลอมและค้อนเหล็กบนแผ่นหยก "ตลอดคืนที่ผ่านมา ข้าได้ตรวจสอบโครงสร้างอักขระที่สลักอยู่บนป้ายคำสั่งนี้... มันช่างน่าผิดหวังยิ่งนัก"
หลิงเอ๋อร์ขยับเข้ามาใกล้ ดวงตาดาราของนางเปล่งประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น "น่าผิดหวังหรือ? แต่วิหารศัสตราสวรรค์คือมหาอำนาจที่ผูกขาดการสร้างอาวุธวิเศษเลยนะ อักขระของพวกเขาย่อมต้องเป็นเลิศที่สุดมิใช่หรือ?"
อาเจียส่ายหน้าช้าๆ นิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามเส้นสายอักขระบนป้ายทองแดง "เป็นเลิศในแง่ของความทนทานและการควบคุม ทว่ามันไร้ซึ่ง 'ชีวิต' อักขระที่พวกมันใช้ ล้วนเป็นอักขระปฐมภูมิที่ถูกบังคับให้บีบอัดรวมกันด้วยความรุนแรง ใช้ปราณเซียนปริมาณมหาศาลเพื่อกดทับกฎเกณฑ์ให้หลอมรวมเป็นหนึ่ง... มันคือวิถีแห่งการปกครองและการกดขี่ มิใช่วิถีแห่งการเกื้อกูล"
เขาชูป้ายคำสั่งขึ้นระดับสายตา "โครงสร้างเช่นนี้ เปรียบเสมือนกรงขังที่แข็งแกร่ง มันขังพลังปราณไว้ภายในศัสตรา ทว่าเมื่อกรงขังพบกับความสั่นสะเทือนที่ตรงกับความถี่ของมัน... มันจะแตกหักจากภายในอย่างง่ายดาย สิ่งที่วิหารศัสตราสวรรค์ภาคภูมิใจ แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยจุดบอดที่เกิดจากความเย่อหยิ่งของพวกมันเอง"
อี้หรานเลิกคิ้วขึ้น เปลวเพลิงอัคคีบรรพกาลในจุดตันเถียนของเขาสั่นไหวเบาๆ ตอบสนองต่อคำพูดนั้น "หมายความว่า เจ้าค้นพบวิธีทำลายศัสตราของพวกมันแล้ว?"
"มิใช่เพียงทำลาย..." อาเจียกำป้ายคำสั่งไว้ในมือ "แต่ข้าจะสร้างสิ่งที่สมบูรณ์แบบกว่า สิ่งที่ไหลเวียนเข้ากับกฎเกณฑ์ฟ้าดินอย่างแท้จริง และข้าจะใช้สิ่งนั้น ตัดขาดเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าและมรรคาของพวกมัน... เมื่อความน่าเชื่อถือในศัสตราของวิหารสวรรค์พังทลาย อำนาจที่พวกมันสร้างขึ้นมาก็จะพังครืนลงมาด้วยตนเอง"
สหายทั้งห้าลอบสบตากัน พวกเขาสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นและปัญญาอันลึกล้ำที่แผ่ออกมาจากบุรุษเบื้องหน้า อาเจียมิได้คิดจะใช้กำลังเข้าห้ำหั่นเพื่อระบายโทสะ แต่มุ่งเป้าไปที่การรื้อถอนรากฐานของศัตรูอย่างเด็ดขาด นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของผู้ที่เข้าถึงวิถีแห่งเต๋าอย่างถ่องแท้
"เจ้าถุงเงิน" อาเจียเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว
เงาดำใต้ฝ่าเท้าของเขาบิดเบี้ยวเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาหลายสิบดวงของราชันแมงมุมมิติสูญตาจะปรากฏขึ้นในความมืดมิดของเงา มันไม่ได้ส่งเสียงร้อง ทว่าสื่อสารผ่านสายสัมพันธ์ทางวิญญาณ แจ้งให้ผู้เป็นนายทราบว่ามันพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่
"หลบซ่อนตัวให้ลึกที่สุด อย่าปล่อยกลิ่นอายบรรพกาลเล็ดลอดออกมาแม้แต่หยดเดียว แดนบูรพามิใช่ดินแดนไร้เจ้าของ หากดวงตาของสวรรค์หรือตัวตนระดับสูงสัมผัสถึงเจ้าได้ พวกเราจะตกเป็นเป้าหมายทันที" อาเจียสั่งการอย่างรอบคอบ "เจ้ามีหน้าที่เพียงเฝ้าระวัง และเก็บเกี่ยวผลพลอยได้ในยามที่ข้าเปิดช่องว่างเท่านั้น"
เงาดำตอบรับด้วยการหดตัวเล็กลงและผสานเข้ากับแสงเงาอย่างสมบูรณ์ ไร้ร่องรอย ไร้กลิ่นอาย ราวกับไม่เคยดำรงอยู่
"เอาล่ะ พวกเราไปกันเถิด" อาเจียสะบัดชายเสื้อคลุม ก้าวเดินนำหน้ามุ่งสู่ทิศตะวันออก
การเดินทางดำเนินไปอย่างราบรื่น สภาพภูมิประเทศค่อยๆ แปรเปลี่ยนจากป่าทึบชายแดน กลายเป็นที่ราบกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยพรรณไม้วิญญาณสีทองอร่าม ปราณฟ้าดินในแถบนี้หนาแน่นและบริสุทธิ์กว่าดินแดนอื่นอย่างเห็นได้ชัด บ่งบอกถึงความมั่งคั่งและรากฐานอันยาวนานของขั้วอำนาจในแดนบูรพา
สองข้างทาง พวกเขาเริ่มพบเห็นผู้ฝึกตนมากหน้าหลายตา บ้างเหาะเหินด้วยกระบี่วิเศษ บ้างโดยสารรถม้าเทียมสัตว์อสูร ทุกคนล้วนมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน... มหานครที่ตั้งตระหง่านอยู่สุดขอบฟ้า
มหานครแห่งนี้มีชื่อว่า 'นครด่านสุวรรณพิทักษ์' มันเป็นเมืองหน้าด่านที่ใหญ่ที่สุดของแดนบูรพา กำแพงเมืองก่อสร้างจากศิลาผลึกทองคำที่แผ่รัศมีเรืองรองตลอดยามค่ำคืนและกลางวัน บนกำแพงสลักลวดลายค่ายกลป้องกันระดับวิญญาณแรกเริ่มที่ซับซ้อนและหนาแน่น กลิ่นอายของความเจริญรุ่งเรืองและการค้าขายแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูอากาศ
เมื่อกลุ่มของอาเจียเดินทางมาถึงหน้าประตูเมือง พวกเขาพบกับผู้ฝึกตนจำนวนมหาศาลที่กำลังต่อแถวรอรับการตรวจสอบ ทหารยามหน้าประตูล้วนสวมเกราะสีทองแดงที่ประทับตราเตาหลอมและค้อนเหล็ก... ตราสัญลักษณ์ของวิหารศัสตราสวรรค์
"พวกมันแผ่อิทธิพลมาถึงการควบคุมประตูเมืองเลยหรือ" ชิงเสวี่ยกระซิบถาม
"เมืองหน้าด่านคือจุดศูนย์รวมของทรัพยากร วิหารศัสตราสวรรค์ย่อมไม่ปล่อยให้หลุดมือ" อาเจียตอบเสียงเรียบ "ทว่าในเมืองใหญ่เช่นนี้ ย่อมมีขั้วอำนาจอื่นที่ทัดเทียมคอยคานอำนาจอยู่ พวกเราจะเข้าไปในฐานะผู้แสวงมรรคาพเนจร"
อาเจียใช้ปราณเซียนลบเลือนกลิ่นอายที่แท้จริงของพวกตน ปรับระดับพลังให้ดูเหมือนผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานและแก่นทองคำทั่วไป ซึ่งเป็นระดับที่พบเห็นได้ทั่วไปในเมืองหน้าด่าน ไม่โดดเด่นจนเกินไป และไม่อ่อนแอจนถูกข่มเหง
เมื่อผ่านการตรวจสอบและจ่ายศิลาปราณเป็นค่าผ่านทาง พวกเขาก็ล่วงก้าวเข้าสู่นครด่านสุวรรณพิทักษ์
ภาพเบื้องหน้าคือความวิจิตรตระการตา ถนนหนทางกว้างขวางปูด้วยหยกขาว อาคารบ้านเรือนและร้านค้าระฟ้าสร้างจากวัสดุล้ำค่า เสียงตะโกนซื้อขายสมบัติวิเศษ ขวดยาโอสถ และคัมภีร์วิทยายุทธ์ดังกึกก้องไปทั่ว กลิ่นอายของศิลาปราณคละคลุ้งประดุจพายุ
อาเจียกวาดสายตามองไปรอบๆ สติปัญญาของเขาประมวลผลข้อมูลทุกอย่างที่ไหลผ่านสายตา
"พวกเราจะเริ่มจากที่ใด?" มู่หลางถามพลางมองไปยังยอดอาคารสูงส่งที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งมีธงสัญลักษณ์ของวิหารศัสตราสวรรค์โบกสะบัดอยู่ "บุกเข้าไปที่นั่นเลยหรือไม่?"
"การบุกทำลายอาคารนั้น เป็นเพียงการทำลายก้อนหินและไม้" อาเจียส่ายหน้า "สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดของพวกมันคือ 'ความเชื่อมั่น' ของผู้คนในตลาด เราต้องทำลายสิ่งนั้นเสียก่อน"
เขาชี้มือไปยังอาคารอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของเมือง อาคารแห่งนั้นไม่ได้ตกแต่งด้วยทองคำเรืองรอง ทว่าสร้างจากศิลาดำขลับที่ดูลึกล้ำและเก่าแก่ ตัวอาคารมีเก้าชั้น แต่ละชั้นแผ่กลิ่นอายของการคุ้มกันที่รัดกุมยิ่งกว่าค่ายกลของวิหารศัสตราสวรรค์ เหนือยอดอาคาร มีสัญลักษณ์รูปดวงดาราสีทองสลักไว้อย่างวิจิตรบรรจง
"หอสุวรรณดารา" อาเจียเอ่ยชื่อขั้วอำนาจนั้นออกมา "สมาคมการค้าระดับทวีปที่กุมเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ พวกเขาไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่สนใจธรรมะหรืออธรรม สนใจเพียงผลกำไรและของล้ำค่า... ที่แห่งนั้นแหละ คือสมรภูมิแรกของพวกเรา"
สหายทั้งห้าไม่มีข้อกังขา พวกเขาเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และการตัดสินใจของอาเจียเสมอ การปกป้องมิตรสหายสำหรับอาเจีย มิใช่การกางปีกคุ้มครองประดุจไข่ในหิน ทว่าคือการเดินนำหน้าและชี้นำวิถีทางที่ปลอดภัยที่สุด แลกด้วยการเผชิญหน้ากับพายุฝนแทนพวกเขา
กลุ่มของอาเจียเดินแทรกผ่านฝูงชนมุ่งหน้าสู่หอสุวรรณดารา ยิ่งเข้าใกล้อาคารศิลาดำขลับ กลิ่นอายของผู้ฝึกตนที่สัญจรไปมาก็ยิ่งลึกล้ำขึ้น บ่งบอกว่าผู้ที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้ล้วนมีฐานะและระดับพลังที่ไม่ธรรมดา
หน้าประตูทางเข้าของหอสุวรรณดารา มีชายชราสองคนสวมชุดคลุมสีเทายืนหลับตาพริ้มอยู่ ทว่าจิตสัมผัสของพวกเขากลับแผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่หลายสิบจั้ง ตรวจสอบทุกชีวิตที่ก้าวผ่านประตู
เมื่ออาเจียเดินเข้าไปใกล้ ชายชราทั้งสองลืมตาขึ้นพร้อมกัน ประกายแสงแห่งความประหลาดใจพาดผ่านดวงตาที่ฝ้าฟาง พวกเขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ผิดแผกไปจากกฎเกณฑ์ธรรมชาติในตัวของบุรุษหนุ่มผู้นี้ มันมิใช่กลิ่นอายความแข็งแกร่งที่บีบคั้น ทว่ามันคือความ 'ว่างเปล่า' ที่กลมกลืนไปกับวัฏจักรประหนึ่งสายน้ำที่หลอมรวมกับมหาสมุทร
"นายท่านผู้สูงส่ง หอสุวรรณดารายินดีต้อนรับ" หนึ่งในชายชราค้อมศีรษะลงเล็กน้อย เป็นการแสดงความเคารพที่หาได้ยากยิ่งจากผู้คุ้มกันของหอการค้าระดับทวีป "ไม่ทราบว่าท่านมีความประสงค์จะเข้าร่วมงานประมูล หรือนำสิ่งของมาประเมินราคา?"
"ประเมินราคา" อาเจียตอบเสียงเรียบ "และข้าต้องการพบกับ 'ผู้ประเมินระดับสูงสุด' ของสาขานี้"
คำกล่าวนั้นทำให้ผู้ฝึกตนที่เดินผ่านไปมาถึงกับชะงัก ผู้ประเมินระดับสูงสุดของหอสุวรรณดารา มิใช่ผู้ที่จะพบได้ง่ายๆ พวกเขาคือปราชญ์ผู้รอบรู้สัจธรรมแห่งฟ้าดิน หากสิ่งของที่นำมาประเมินมิใช่มหาศัสตราระดับบรรพกาล การเรียกร้องเช่นนี้ถือเป็นการหยามเกียรติหอการค้าอย่างรุนแรง
ชายชราขมวดคิ้วเล็กน้อย "นายท่าน... ผู้ประเมินระดับสูงสุดของเรากำลังเก็บตัวศึกษาคัมภีร์โบราณ หากสิ่งของที่ท่านนำมามิได้มีกลิ่นอายแห่งกฎเกณฑ์ที่ลึกล้ำพอ เกรงว่าเราคงไม่อาจรบกวนเวลาของท่านได้"
อาเจียไม่ตอบคำ เขาล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบกระบี่สั้นเล่มหนึ่งออกมา มันคือกระบี่ที่ยึดมาจากหนึ่งในมือสังหารหน่วยบุปผาใบมีด ซึ่งเดิมทีเป็นเพียงศัสตราระดับปฐพีขั้นกลางที่สลักอักขระสายลมของวิหารศัสตราสวรรค์
ทว่า ในคืนที่ผ่านมา อาเจียได้ใช้พู่กันนิรันดร์ วาด 'อักขระข่มทับ' เพียงหนึ่งเส้นสาย ลงบนใบกระบี่นั้น!
พริบตาที่กระบี่สั้นปรากฏขึ้นในอากาศ กลิ่นอายของมันมิได้รุนแรงบ้าคลั่ง ทว่ามันกลับสร้างปรากฏการณ์ประหลาด ปราณสายลมที่ไหลเวียนอยู่รอบบริเวณนั้น พลันหยุดนิ่ง! ราวกับว่ากฎเกณฑ์แห่งลมในรัศมีสิบจั้ง ถูกกระบี่สั้นเล่มนี้ดึงดูดและสยบลงอย่างสมบูรณ์!
อักขระของวิหารศัสตราสวรรค์ที่เคยสลักอยู่บนใบกระบี่ บัดนี้ถูกเส้นสายอักขระสีเงินยวงเพียงเส้นเดียว กดทับจนไร้ประกาย โครงสร้างเดิมของมันถูกเปลี่ยนแปลง บังคับให้มันผสานเข้ากับลมหายใจของฟ้าดิน แทนที่จะใช้พลังปราณของผู้ถือครอง
ชายชราทั้งสองเบิกตากว้างจนแทบถลน ร่างของพวกเขาสั่นสะท้านด้วยความตกตะลึง พวกเขาคือผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกเริ่ม ย่อมมองออกว่าสิ่งที่อยู่บนใบกระบี่นั้น มิใช่การสร้างศัสตราแบบดั้งเดิม ทว่ามันคือ 'การเขียนกฎเกณฑ์ใหม่' ลงบนโลหะ!
"นี่มัน... วิถีเต๋าแห่งการสร้างสรรค์รูปแบบใดกัน?" ชายชราละล่ำละลัก "นายท่าน โปรดอภัยในความเสียมารยาทของพวกเรา! เชิญท่านและสหายตามข้ามายังห้องรับรองพิเศษทันที ข้าจะรีบไปเรียนเชิญท่านผู้ประเมินระดับสูงสุดมาพบท่านด้วยตนเอง!"
ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของผู้คุ้มกันหอสุวรรณดารา สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้คนโดยรอบ ข่าวคราวการปรากฏตัวของผู้สร้างศัสตราลึกลับ เริ่มแพร่สะพัดออกไปราวกับไฟลามทุ่ง
อาเจียเดินตามชายชราเข้าไปในหอสุวรรณดาราด้วยท่วงท่าสง่างาม สหายทั้งห้าเดินตามหลังอย่างเงียบเชียบ พวกเขารู้ดีว่า การโยนหินก้อนแรก ลงบนผิวน้ำที่นิ่งสงบของแดนบูรพา ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ภายในห้องรับรองที่ตกแต่งด้วยไม้หอมวิญญาณและหยกบริสุทธิ์ อาเจียนั่งลงบนเก้าอี้สลักลวดลายเมฆา ปิงอวิ๋นรินน้ำชาที่แผ่กลิ่นอายโอสถบริสุทธิ์ให้แก่ทุกคน
"เจ้าจงใจนำกระบี่ของวิหารศัสตราสวรรค์มาดัดแปลง เพื่อส่งสาส์นท้าทายใช่หรือไม่?" มู่หลางถามขึ้น แววตาของยอดกระบี่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่จะได้เห็นความพินาศของศัตรู
"มิใช่สาส์นท้าทาย มู่หลาง..." อาเจียยกจอกชาขึ้นจิบช้าๆ "แต่เป็นการสาธิตให้หอสุวรรณดาราเห็นว่า สินค้าที่วิหารศัสตราสวรรค์ผูกขาดอยู่นั้น เป็นเพียงของเล่นเด็กเมื่อเทียบกับวิถีอักขระที่แท้จริง... พ่อค้าที่ฉลาดย่อมเลือกขายสินค้าที่ทรงคุณค่ากว่า และเมื่อหอสุวรรณดาราหันมาร่วมมือกับเรา วิหารศัสตราสวรรค์ก็จะสูญเสียช่องทางการจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุดไป"
"ยืมมีดฆ่าคน รื้อถอนรากฐานโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ" มู่เฉินที่รับฟังอยู่ภายในจิตวิญญาณ เอ่ยชื่นชมศิษย์รัก "สมกับเป็นผู้สืบทอดแห่งสำนักหมื่นอักขระ วิถีแห่งเต๋าของเจ้าเริ่มเฉียบคมและลึกล้ำขึ้นทุกขณะ"
ไม่นานนัก บานประตูห้องรับรองก็ถูกเปิดออก ชายชราผมขาวโพลนผู้หนึ่งเดินเข้ามาด้วยก้าวย่างที่มั่นคง กลิ่นอายของเขาลึกล้ำและแฝงไปด้วยความรู้มหาศาล เขาคือ 'หยุนเต้าหมิง' ผู้ประเมินระดับสูงสุดแห่งหอสุวรรณดาราสาขาเมืองสุวรรณพิทักษ์ ผู้ก้าวล่วงถึงสภาวะแยกวิญญาณขั้นสมบูรณ์!
ดวงตาของหยุนเต้าหมิงจับจ้องมาที่กระบี่สั้นซึ่งวางอยู่บนโต๊ะทันทีที่ก้าวพ้นประตู เขาสืบเท้าเข้าไปใกล้โดยไม่สนใจจะทักทายผู้ใด มือที่เหี่ยวย่นสั่นเทาเล็กน้อยขณะยื่นออกไปสัมผัสใบกระบี่
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับอักขระสีเงินยวง ร่างของหยุนเต้าหมิงก็สะดุ้งเฮือก ราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแห่งสัจธรรมช็อตเข้าสู่จิตวิญญาณ เขาสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่า การไหลเวียน และความเกื้อกูลที่สมบูรณ์แบบ มันขัดแย้งกับทฤษฎีการสร้างศัสตราทุกแขนงที่เขาเคยศึกษามาตลอดชีวิต!
"เป็นไปได้อย่างไร..." หยุนเต้าหมิงพึมพำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความปีติและสับสน "อักขระเพียงเส้นเดียว กลับสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโลหะวิญญาณ และผสานมันเข้ากับกฎเกณฑ์ของลมได้อย่างไร้รอยต่อ... มันไม่ได้กักขังพลัง แต่มันเชิญชวนพลังฟ้าดินให้เข้ามาสถิต! นี่คือวิถีแห่งเต๋าที่สาบสูญไปตั้งแต่ยุคบรรพกาล!"
เขาเงยหน้าขึ้นมองอาเจีย ดวงตาที่เคยหยิ่งผยองในความรู้ของตน บัดนี้เต็มไปด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง "ท่านผู้สูงส่ง... กระบี่เล่มนี้ ท่านเป็นผู้จารึกมันขึ้นมาด้วยตนเองหรือ?"
"เป็นเพียงผลงานเล็กน้อยที่ข้าสร้างขึ้นเพื่อฆ่าเวลา" อาเจียตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ข้าเพียงเห็นว่าโครงสร้างดั้งเดิมของมัน... ซึ่งดูเหมือนจะเป็นของวิหารศัสตราสวรรค์นั้น... ช่างหยาบช้าและเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง จึงอดไม่ได้ที่จะแก้ไขมันสักเล็กน้อย"
คำกล่าวนั้นราวกับฟ้าผ่าลงกลางแจ้ง หยุนเต้าหมิงสูดลมหายใจลึก การวิจารณ์ผลงานของวิหารศัสตราสวรรค์ว่าหยาบช้า ในแดนบูรพานี้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก ทว่าบุรุษหนุ่มตรงหน้ากลับพูดมันออกมาด้วยความมั่นใจที่ไม่อาจโต้แย้งได้ เพราะหลักฐานมันวางอยู่ตรงหน้า!
"นายท่าน... ท่านตระหนักหรือไม่ว่า หากสิ่งนี้ถูกนำออกประมูล มันจะสั่นสะเทือนวงการผู้สร้างศัสตราของทวีปนี้อย่างรุนแรงเพียงใด?" หยุนเต้าหมิงถามเสียงเครียด "วิหารศัสตราสวรรค์จะไม่ยอมอยู่เฉยแน่ หากรู้ว่ามีผู้ที่สามารถเหนือกว่าศาสตร์ของพวกมัน"
"ข้าย่อมรู้" อาเจียประสานมือไว้บนตัก นัยน์ตาทอประกายลึกลับ "และนั่นคือเหตุผลที่ข้ามาที่นี่... ข้าต้องการทำข้อตกลงระยะยาวกับหอสุวรรณดารา ข้าจะมอบสิทธิ์ในการประมูลศัสตราที่ข้าดัดแปลงให้แก่พวกท่านแต่เพียงผู้เดียว แลกกับการที่พวกท่านต้องช่วยข้ากระจายข่าวนี้ออกไปให้กว้างไกลที่สุด ให้ทั่วทั้งโลกเซียนได้รับรู้ว่า ยุคสมัยแห่งการผูกขาดของวิหารศัสตราสวรรค์... ได้สิ้นสุดลงแล้ว"
คำประกาศของอาเจียหนักแน่นและกังวานประดุจระฆังทองคำ กระทบเข้าสู่แก่นวิญญาณของหยุนเต้าหมิง ชายชรารับรู้ได้ทันทีว่า พายุลูกใหญ่ที่ก่อตัวจากบุคคลเพียงไม่กี่คน กำลังจะพัดถล่มมหาอำนาจที่เก่าแก่ที่สุดในแดนบูรพา และหอสุวรรณดารากำลังถูกทาบทามให้เป็นศูนย์กลางของพายุลูกนั้น!
ในขณะเดียวกัน ณ ยอดหอคอยอันวิจิตรของวิหารศัสตราสวรรค์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง...
มหาปราชญ์ผู้คุมกฎแห่งแดนบูรพา ผู้มีระดับพลังแยกวิญญาณขั้นสูงสุด กำลังนั่งสมาธิอยู่บนแท่นศิลาเพลิง ทันใดนั้น แผ่นหยกชะตาที่เรียงรายอยู่บนกำแพงนับสิบแผ่น พลันปริแตกและแหลกสลายกลายเป็นผุยผง!
มันคือแผ่นหยกชะตาของหน่วยมือสังหารบุปผาใบมีดที่ส่งไปล่าตัวอาเจีย!
มหาปราชญ์ลืมตาขึ้น ดวงตาสีเพลิงลุกโชนด้วยความโกรธเกรี้ยวและประหลาดใจ "พวกมันถูกสลายวิญญาณจนหมดสิ้น... ภายในเสี้ยวลมหายใจ? แม้แต่มหาค่ายกลย้อนรอยก็จับสัมผัสไม่ได้? เป็นฝีมือของผู้ใดกันที่กล้าท้าทายอำนาจของวิหารศัสตราสวรรค์!"
ทว่าก่อนที่ความโกรธเกรี้ยวจะทันได้ระเบิดออก ลูกศิษย์ผู้หนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงานด้วยใบหน้าซีดเผือด
"ท่านมหาปราชญ์! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ! ที่หอสุวรรณดารา... มีผู้ฝึกตนลึกลับนำกระบี่สั้นที่สลักอักขระประหลาดมาประเมินราคา... กระบี่เล่มนั้น... มันสะกดข่มอักขระของพวกเราจนหมดสิ้น และบัดนี้ หอสุวรรณดารากำลังเตรียมเปิดงานประมูลครั้งใหญ่ เพื่อประกาศว่ามีมรรคาแห่งการสร้างสรรค์ที่เหนือกว่าศาสตร์ของวิหารพวกเราปรากฏขึ้นแล้วขอรับ!"
มหาปราชญ์ผุดลุกขึ้นยืน กลิ่นอายพลังมหาศาลระเบิดออกจนแท่นศิลาเพลิงแหลกละเอียด!
พายุแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เริ่มพัดผ่านแดนบูรพาแล้ว และคราวนี้ มันมาพร้อมกับความว่างเปล่าที่จะกลืนกินความเย่อหยิ่งของพวกมันให้มลายสิ้น! กระดานหมากแห่งโลกเซียนได้ถูกพลิกตลบ และผู้ถือพู่กันแห่งสัจธรรม กำลังขีดเขียนจุดจบของพวกมันด้วยตนเอง!