ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 306 : เถ้าถ่านเหนือทะเลสาบกระจก

จารึกที่ 306 : เถ้าถ่านเหนือทะเลสาบกระจก : การสลักเจตจำนงลงบนเส้นสาย


เสียงกัมปนาทที่สั่นสะเทือนปฐพีและฉีกกระชากมิติให้ขาดสะบั้น ดังก้องไปทั่วอาณาเขตของมิติลี้ลับอุดรทิศ ผิวน้ำของทะเลสาบกระจกเงาที่เคยราบเรียบและเงียบสงบมานับหมื่นปี บัดนี้เกิดระลอกคลื่นยักษ์ถาโถมขึ้นสู่ท้องฟ้า คลื่นพลังสะท้อนกลับจาก 'ค่ายกลมายาสะท้อนเงาโลหิต' ได้เปลี่ยนกงเล็บมารสีโลหิตของยอดผู้ฝึกตนระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นสูงทั้งสาม ให้กลายเป็นหอกแหลมที่ย้อนกลับไปทิ่มแทงผู้เป็นนาย


ท่ามกลางหมอกควันและละอองเลือดที่สาดกระเซ็นย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีแดงฉาน มหานาวาปราณสูญตายังคงลอยลำอยู่อย่างมั่นคง ทว่าค่ายกลมายาที่ปกคลุมตัวเรือได้แตกสลายลงอย่างสมบูรณ์ เผยให้เห็นร่องรอยความเสียหายบนพื้นกระดานไม้โบราณ ศิลาปราณหยกดำทั้งหกสิบสี่ก้อนที่วางเป็นรากฐานค่ายกล แหลกละเอียดกลายเป็นผุยผง พลังปราณที่อัดแน่นถูกเผาผลาญไปจนหมดสิ้นในชั่วพริบตา


อาเจียยืนเซถลาอยู่ตรงหัวเรือ มือขวาที่กำพู่กันนิรันดร์สั่นสะท้านอย่างรุนแรง เลือดสีคล้ำทะลักออกจากริมฝีปาก ร่วงหล่นลงเปื้อนเสื้อคลุมสีเทา การฝืนใช้ค่ายกลระดับสูงเพื่อสะท้อนการโจมตีของผู้ที่อยู่เหนือกว่าตนเองถึงหนึ่งขอบเขตใหญ่ มิใช่เรื่องที่ทำได้โดยไร้ค่าตอบแทน เส้นชีพจรในร่างกายของเขาปริร้าวราวกับเครื่องกระเบื้องที่ถูกกระแทก จุดตันเถียนสั่นไหวอย่างรุนแรง ทารกวิญญาณสูญตากำลังส่งเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวด


"นายท่าน!" เจ้าสัว ขุนพลศิลา ผู้เป็นดั่งผู้พิทักษ์ที่ซื่อสัตย์ พุ่งทะยานเข้ามายืนขวางเบื้องหน้าอาเจีย ร่างศิลาทมิฬของมันเปล่งแสงสว่างวาบตามเส้นชีพจรกลไก โล่พลังปราณสีครามถูกกางออกเพื่อปกป้องผู้เป็นนายจากคลื่นกระแทกที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศ


"ข้า... ยังทนได้" อาเจียกัดฟันกรอด เค้นเสียงแหบพร่าออกมา เขายกมือซ้ายขึ้นเช็ดคราบเลือดที่คาง ดวงตาแห่งความว่างเปล่าที่ดำสนิทไร้ตาขาว จ้องเขม็งไปยังกลุ่มควันสีเลือดเบื้องหน้า "การโจมตีเมื่อครู่รุนแรงนัก ทว่า... ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นสูง มิได้ตกตายง่ายดายเพียงนั้น"


ราวกับเป็นการตอบรับคำกล่าวของเขา ท่ามกลางหมอกควันที่กำลังจางลง แรงกดดันที่เย็นเยียบและอำมหิตถึงขีดสุดพลันระเบิดออกมากดทับมิติอีกครั้ง!


ปัง!


ร่างของชายสองคนในชุดคลุมสีโลหิต ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า กระแทกเข้ากับผิวน้ำทะเลสาบจนเกิดเสียงดังสนั่น ร่างกายของพวกเขามีรอยฉีกขาดเหวอะหวะ เลือดท่วมตัว เจตจำนงชีวิตดับสูญไปแล้วอย่างสมบูรณ์ การถูกพลังของตนเองที่สะท้อนกลับมาด้วยความแรงทวีคูณกระแทกใส่ในระยะประชิด ทำให้พวกเขาตกตายในทันที


ทว่า ยังมีอีกหนึ่งร่างที่ยังคงลอยตัวอยู่กลางอากาศธาตุ


'เงาโลหิตที่หนึ่ง' มือสังหารอันดับต้นแห่งวิหารเทพอนันตกาล ปรากฏกายขึ้นจากกลุ่มควัน สภาพของเขาดูอเนจอนาถยิ่งนัก แขนซ้ายถูกแรงระเบิดฉีกขาดหายไปจนถึงหัวไหล่ เลือดสีแดงคล้ำไหลอาบใบหน้าซีกที่มีรอยแผลเป็นรูปดวงตา ทว่านัยน์ตาสีเลือดของเขากลับเบิกกว้าง ลุกโชนไปด้วยไฟแค้นและจิตสังหารที่บ้าคลั่งจนถึงขีดสุด


"มดปลวก... มดปลวกเช่นเจ้า บังอาจทำให้เปิ่นจั้วต้องสูญเสียแขนและมิตรสหาย!" เงาโลหิตที่หนึ่งคำรามลั่น เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเคียดแค้น กลิ่นอายปราณแท้ระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นที่เจ็ดระเบิดออกอย่างไร้ขีดจำกัด "วันนี้ หากข้าไม่ได้ควักทารกวิญญาณของเจ้าออกมากินสดๆ ข้าจะไม่ขอร่วมวัฏสงสารอีกต่อไป!"


ครืน!


ท้องฟ้าบิดเบี้ยว รัศมีปราณสีโลหิตแผ่ขยายออกเป็น 'อาณาเขตเต๋า' คลุมทับมิติรอบด้าน พื้นที่เหนือทะเลสาบกระจกเงาถูกย้อมเป็นสีแดงฉาน กลิ่นคาวเลือดที่ทำให้ผู้คนแทบอาเจียนพุ่งเข้าจู่โจมประสาทสัมผัส


ฉินมู่หลางที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ ปักกระบี่ลงบนพื้นเพื่อต้านทานแรงกดดัน ใบหน้าของยอดกระบี่ซีดเผือด "อาณาเขตเต๋าแห่งโลหิต... มันกำลังเผาผลาญแก่นโลหิตของตนเองเพื่อแลกกับพลังสู้เฮือกสุดท้าย อาเจีย! เจ้ารับมือมันตรงๆ ไม่ได้!"


หลินชิงเสวี่ยกัดริมฝีปากจนห้อเลือด นางพยายามก้าวไปข้างหน้า ทว่าแรงกดดันทางนามธรรมที่กดทับลงมา ทำให้ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยภูเขาเหล็ก "อาเจีย... ถอยออกมาก่อน!"


อาเจียไม่ได้หันกลับไปมอง เขาเพียงยกมือซ้ายขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดอยู่กับที่


ท่ามกลางแรงกดดันที่บดขยี้กระดูก อาเจียไม่ได้แสดงความตื่นตระหนก หรือความโกรธแค้น เขาไม่ได้คิดถึงสมบัติ หรือความงกที่เคยเป็นเปลือกนอกคุ้มกาย ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย สิ่งเดียวที่สะท้อนอยู่ในดวงตาแห่งความว่างเปล่าของเขา คือ 'โครงสร้าง'


'ศัตรูเผาผลาญแก่นโลหิตเพื่อสร้างอาณาเขต...' อาเจียวิเคราะห์ในห้วงความคิดอย่างเยือกเย็นและรวดเร็ว 'พลังทำลายล้างเพิ่มขึ้นมหาศาล ทว่าความเสถียรของโครงสร้างอักขระในอาณาเขตกลับลดลง มันเต็มไปด้วยรอยรั่วและความบ้าคลั่ง... วิถีแห่งอักขระมิใช่การใช้กำลังหักโค่นกำลัง ทว่าคือการมองหาจุดแตกหัก และแทรกซึมเข้าไป'


เงาโลหิตที่หนึ่งพุ่งทะยานลงมาจากท้องฟ้า ร่างของเขาพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วดุจดาวตกสีเลือด มือขวาที่เหลืออยู่คว้าจับไปในความว่างเปล่า ปราณโลหิตควบแน่นกลายเป็นหอกยาวสีแดงฉาน พุ่งเป้าหมายจะแทงทะลุหัวใจของอาเจีย


"ตาย!"


จิตสัมผัสของยอดผู้ฝึกตนล็อกเป้าหมายอย่างสมบูรณ์แบบ อาเจียรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบของความตายที่จ่ออยู่ที่คอหอย เขาไม่อาจหลบหลีก และไม่อาจใช้ค่ายกลมายาได้อีกแล้ว


ทว่า เด็กหนุ่มกลับหลับตาลง


ในห้วงจิตสำนึก ทารกวิญญาณสูญตาที่เต็มไปด้วยรอยร้าว ลืมตาขึ้น อักขระหลิง (零) สีดำทมิฬที่หมุนวนอยู่รอบตัวทารก เปล่งแสงสว่างวาบ อาเจียรีดเค้นปราณเซียนแท้หยดสุดท้ายในจุดตันเถียน ถ่ายทอดลงสู่พู่กันนิรันดร์


เขาลืมตาขึ้น พร้อมกับตวัดพู่กันนิรันดร์วาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขึ้นกลางอากาศธาตุอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ทว่าครั้งนี้ ภายในวงกลมนั้นลึกเข้าไป มิได้มีอักขระหลิง (零) ปรากฏขึ้นมาให้เห็น มันเป็นเพียงความว่างเปล่าที่แท้จริง


เปรี้ยง!


หอกโลหิตกระแทกเข้ากับสัญลักษณ์วงกลมอย่างจัง!


ความรุนแรงของการปะทะ ทำให้ดาดฟ้าเรือสั่นสะเทือนอย่างหนัก อาเจียกระอักเลือดคำโต ร่างกายถอยครูดไปด้านหลัง พื้นไม้กระดานทิ้งรอยลึกจากฝ่าเท้าของเขา ทว่าสัญลักษณ์วงกลมที่เขาวาดขึ้น กลับมิได้แตกสลาย มันดูดกลืนปลายหอกโลหิตเข้าไปในความว่างเปล่าอย่างช้าๆ


"เจตจำนงแห่งความว่างเปล่า... การกักขังที่ไร้รูป" อาเจียเค้นเสียงลอดไรฟัน


เงาโลหิตที่หนึ่งเบิกตากว้าง "เป็นไปไม่ได้! เจ้าใช้ตบะเพียงวิญญาณแรกเริ่ม มารับการโจมตีที่เผาผลาญแก่นโลหิตของข้าได้อย่างไร!"


"ตบะของเจ้าสูงส่ง ทว่ามรรคาของเจ้ากลับตื้นเขิน" อาเจียตอบกลับ ดวงตาสาดประกายแห่งปัญญา "เจ้าใช้โลหิตเป็นสื่อนำพลัง โลหิตไหลเวียนเป็นเส้นสาย... ทว่าเจ้ากลับปล่อยให้ความโกรธทำให้เส้นสายเหล่านั้นยุ่งเหยิง ข้าเพียงแค่วาด 'ภาชนะ' ที่ว่างเปล่า เพื่อรองรับความบ้าคลั่งของเจ้า"


อาเจียไม่ได้ชนะด้วยพลัง ทว่าเขาชนะด้วย 'ความเข้าใจ'


ทันทีที่ปลายหอกโลหิตถูกดูดกลืนเข้าไปในสัญลักษณ์ ( ⦾ ) อาเจียตวัดปลายพู่กันอีกครั้ง คราวนี้เขาดึงเอาเส้นสายอักขระสีเงินยวงเส้นเล็กๆ ออกมาจากความว่างเปล่านั้น มันคือแก่นแท้ของปราณที่เขาเพิ่งทำความเข้าใจจากการขัดเกลาเส้นสายเมื่อหลายวันก่อน


"วิถีแห่งอักขระ... สลายปม"


อาเจียสะบัดเส้นด้ายปราณสีเงินนั้น พุ่งแทงสวนกลับเข้าไปตามด้ามหอกโลหิต เส้นด้ายสีเงินที่มีขนาดเล็กยิ่งกว่าเส้นผม แทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างของหอกอย่างรวดเร็ว มันไม่ได้ทำลาย ทว่ามันเข้าไป 'ตัด' จุดเชื่อมต่อของปราณโลหิตทีละจุด


เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!


หอกโลหิตที่ทรงพลังแตกสลายลงเป็นชิ้นๆ จากปลายหอกลามไปจนถึงด้ามจับ และพุ่งย้อนกลับไปหาผู้ร่ายมัน


เงาโลหิตที่หนึ่งสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในเส้นชีพจรของตนเอง ปราณสีเงินที่เล็กจนมองไม่เห็น ได้แทรกซึมผ่านหอกเข้ามาถึงแขนขวาของเขา มันเริ่มตัดขาดการไหลเวียนของลมปราณภายในร่างกายอย่างแม่นยำและโหดเหี้ยม


"อ๊ากกก!" ยอดมือสังหารกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและตื่นตระหนก เขาพยายามจะสกัดกั้นปราณแปลกปลอม ทว่าวิถีแห่งการถักทอเส้นสายของอาเจียนั้นซับซ้อนเกินกว่าที่ผู้ใช้วิถีโลหิตที่บ้าคลั่งจะเข้าใจได้


เส้นสายอักขระสีเงินพุ่งตรงเข้าสู่จุดตันเถียนของเงาโลหิตที่หนึ่ง ตัดรากฐานการบ่มเพาะที่สั่งสมมานับพันปีจนขาดสะบั้น อาณาเขตเต๋าแห่งโลหิตที่ปกคลุมท้องฟ้าพลันแตกสลายราวกับกระจกที่ถูกค้อนทุบ


ร่างของเงาโลหิตที่หนึ่งร่วงหล่นลงจากกลางอากาศ กระแทกพื้นกระดานเรืออย่างแรง เจตจำนงชีวิตดับสูญไปพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความไม่ยินยอม


ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจที่หอบถี่และหนักหน่วงของอาเจีย


เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่กับที่ มือขวาที่กำพู่กันนิรันดร์ทิ้งตกลงข้างลำตัว พู่กันวิเศษหลุดร่วงจากฝ่ามือที่ไร้เรี่ยวแรง กระทบพื้นเสียงดัง 'กริ๊ก' ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรง บาดแผลที่มองไม่เห็นจากการฝืนใช้พลังเกินขีดจำกัดกำลังประท้วงอย่างหนัก


"อาเจีย!" หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นพุ่งตัวเข้ามาทันที


ทว่า ก่อนที่พวกนางจะทันได้สัมผัสตัวเขา ร่างของอาเจียก็ทรุดลงคุกเข่า เลือดสีแดงคล้ำทะลักออกมาจากปากและจมูก ดวงตาที่เคยมืดมิดและเด็ดขาด บัดนี้พร่ามัวและสูญเสียประกาย สติสัมปชัญญะของเขากำลังจะหลุดลอย


นี่คือราคาของการฝืนลิขิตฟ้า นี่คือผลลัพธ์ของการต่อสู้ที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก ผู้ฝึกตนวิญญาณแรกเริ่ม ไม่อาจสังหารยอดคนระดับหลอมความว่างเปล่าได้โดยไร้บาดแผล การแลกมาด้วยชัยชนะครั้งนี้ ทำให้อาเจียต้องยืนอยู่บนปากเหวแห่งความตาย


"ชีพจรของเขาแหลกสลายไปกว่าครึ่ง... จุดตันเถียนปิดตัวลง" เย่ปิงอวิ๋นถ่ายทอดปราณวิถีพฤกษาเข้าไปอย่างร้อนรน ทว่าพลังของนางกลับถูกสะท้อนออก "ปราณในร่างของเขาปั่นป่วนเกินไป พลังแห่งชีวิตของข้าแทรกซึมเข้าไปไม่ได้!"


ฉินมู่หลางกำหมัดแน่น มองสหายที่นอนอาบเลือด "เขาฝืนใช้ความเข้าใจทางมรรคาที่สูงเกินกว่าร่างกายจะรองรับไหว เพื่อปกป้องพวกเรา... หากไม่รีบรักษา รากฐานการบ่มเพาะของเขาจะต้องถูกทำลายอย่างถาวร"


ท่ามกลางความสิ้นหวังและเสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาของมิตรสหาย เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาทว่าหนักแน่นดุจภูเขา ก็ดังขึ้นเหนือผิวน้ำทะเลสาบ


นักพรตหมื่นอีแปะปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง ชายชรายืนอยู่บนผิวน้ำที่ห่างออกไปไม่ไกล นัยน์ตาฝ้าฟางมองดูภาพความสูญเสียและชัยชนะบนเรือด้วยความสงบนิ่ง


"การสังหารผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ด้วยการใช้ปัญญาและโครงสร้างอักขระ ถือว่าเจ้าก้าวผ่านบททดสอบแห่งการเรียนรู้..." น้ำเสียงของชายชราแหบพร่า ทว่าแฝงความลึกซึ้งที่ยากจะหยั่งถึง "ทว่า เจ้าลืมไปสิ่งหนึ่ง เด็กน้อย... ร่างกายของมนุษย์ ก็คือโครงสร้างอักขระที่ซับซ้อนที่สุดของฟ้าดินเช่นกัน หากเจ้าฝืนเร่งรัดพลังโดยไม่คำนึงถึงขีดจำกัดของภาชนะ ท้ายที่สุด ภาชนะนั้นย่อมแตกสลาย"


นักพรตเฒ่าตวัดแส้ปัดเบาๆ พลังปราณที่อ่อนโยนทว่าทรงอำนาจสายหนึ่ง ลอยมาห่อหุ้มร่างของอาเจียที่นอนหมดสติอยู่ มันไม่ได้รักษาบาดแผลในทันที ทว่ามันทำหน้าที่กักเก็บวิญญาณและระงับการแตกสลายของจุดตันเถียนไว้อย่างชะงัดนัก


"ผู้อาวุโส... โปรดช่วยเขาด้วย" หลินชิงเสวี่ยคุกเข่าลง ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมที่สุดเท่าที่สตรีผู้เย่อหยิ่งอย่างนางเคยทำ "พวกเรายินดีแลกด้วยทุกสิ่ง เพื่อรักษาชีวิตและรากฐานของเขา"


นักพรตหมื่นอีแปะส่ายหน้าช้าๆ "ในวิถีแห่งเต๋า ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยการร้องขอหรือแลกเปลี่ยนด้วยทรัพย์สิน... เด็กคนนี้ไม่ได้ต่อสู้เพื่อความโลภดังที่เขาเคยเป็น แต่เขาต่อสู้เพื่อพิสูจน์มรรคาของตนเอง ข้าจะให้โอกาสเขา"


ชายชราชี้แส้ปัดลงไปที่ก้นทะเลสาบกระจกเงา ทันใดนั้น ผิวน้ำที่ราบเรียบพลันแยกออกเป็นสองฝั่ง เผยให้เห็นบันไดหินสีขาวบริสุทธิ์ที่ทอดยาวลึกลงไปในความมืดมิดเบื้องล่าง กลิ่นอายแห่งกาลเวลาและปราณแท้ที่บริสุทธิ์ถึงขีดสุด พวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกนั้น


"ทะเลสาบกระจกเงาแห่งนี้ มิใช่เพียงสถานที่กักเก็บภาพมายา ทว่าเบื้องล่างของมัน คือ 'หุบเหวแห่งการเวลา' สถานที่ที่กฎเกณฑ์ของวัฏสงสารไหลเวียนช้าที่สุดในทวีป" นักพรตเฒ่าอธิบายเสียงเรียบ "หนึ่งวันบนโลกภายนอก เท่ากับเวลาหนึ่งปีเต็มในหุบเหวเบื้องล่าง"


ทุกคนบนเรือเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง การบิดเบือนเวลาในระดับนี้ เป็นสิ่งที่แม้แต่วิหารเทพอนันตกาลก็ยังไม่อาจทำได้สมบูรณ์


"จงพาเขาลงไปเบื้องล่าง" นักพรตหมื่นอีแปะกล่าวต่อ "ที่นั่น ไม่มีศัตรู ไม่มีทัณฑ์สวรรค์ มีเพียงเวลาและความเงียบงัน... เด็กคนนี้จะต้องใช้เวลาในนั้น ไม่ใช่เพื่อฟื้นฟูร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่เขาต้อง 'ศึกษา' และ 'ทำความเข้าใจ' โครงสร้างพื้นฐานของเส้นสายปราณอย่างแท้จริง เขาต้องเรียนรู้ที่จะผสานอักขระเข้ากับจิตวิญญาณและร่างกายของตนเองอย่างช้าๆ มิใช่การเร่งรัดทะลวงขั้น"


"ผู้น้อยน้อมรับคำชี้แนะ" ฉินมู่หลางประสานมือคารวะ ก่อนจะเข้าไปอุ้มร่างที่โชกเลือดของอาเจียขึ้นมา


"พวกเจ้าเองก็เช่นกัน" ชายชราหันมามองมิตรสหายที่เหลือ "การเดินทางบนเส้นทางแห่งหมื่นอักขระของเขา จะยิ่งยากลำบากและเต็มไปด้วยอันตรายที่เหนือกว่าวันนี้ หากพวกเจ้ายังคงมีตบะเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นได้เพียงภาระ... จงลงไปบ่มเพาะวิถีเต๋าของตนเองให้ถ่องแท้เสีย"


สิ้นคำกล่าว ร่างของนักพรตหมื่นอีแปะก็สลายกลายเป็นละอองน้ำ กลืนหายไปกับอากาศธาตุ ทิ้งไว้เพียงบันไดหินที่ทอดยาวลงสู่ความลี้ลับ


ฉินมู่หลาง หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น และเฟิงอี้หราน มองหน้ากัน แววตาของทุกคนปราศจากความลังเล พวกเขาก้าวเดินลงสู่บันไดหิน พร้อมกับขุนพลศิลาที่แบกรับหน้าที่คุ้มกันอยู่เบื้องหลัง มหานาวาปราณสูญตาถูกอาเจียตั้งค่ายกลพรางตาก่อนจะหมดสติ ให้จมลงสู่ใต้ผิวน้ำ เพื่อเร้นกายจากสายตาของวิหารเทพ


การต่อสู้ครั้งนี้จบลงด้วยเลือดและคราบน้ำตา ทว่ามันกลับเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการก้าวเข้าสู่ 'วิถีแห่งผู้ปกครองอักขระ'


อาเจียไม่ได้เติบโตด้วยความกักขฬะหรือแรงกดดันที่บีบคั้นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป บาดแผลครั้งนี้สอนให้เขารู้ว่า ความรู้และความเข้าใจที่ถ่องแท้ คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด การพักฟื้นและศึกษาอย่างลึกซึ้งในหุบเหวแห่งกาลเวลา กำลังจะหล่อหลอมให้เขากลายเป็นตัวตนที่โลกเซียนต้องจารึกชื่อไว้ตราบนิรันดร์... ไม่ใช่ในฐานะพ่อค้าผู้หน้าเงิน แต่ในฐานะ 'ราชัน' ผู้กุมกฎเกณฑ์แห่งเส้นสายอักษรสวรรค์อย่างแท้จริง!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน