เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าค่อย ๆ ยื่นมือออกไปลูบแก้มนวลผ่องที่มีมลทินเป็รอยแผลลึกนั้นอย่างทะนุถนอม “อีกประเดี๋ยวย่าจะนำยาลบรอยแผลเป็มาให้เ้า ใบหน้าของผู้หญิงอย่างเราต้องรักษาไว้ให้ดี เพียงแต่จงจำไว้ ในภายภาคหน้าหากไม่มีความจำเป็ใด ๆ เ้าอย่าได้ปลดผ้าคาดหน้านี้ออกอีกเป็อันขาด”
‘ความงามของสตรีคือดาบสองคม ความงามที่น้อยเกินไปนั้นถูกมองข้ามได้ง่าย แต่หากมากจนเกินพอดีก็มักจะตามมาด้วยความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง …ที่สำคัญ เสิ่นเชียนเกอ–หลานสาวของนางผู้นี้ ก็ไม่ได้มีบิดามารดาที่จะคอยปกป้องและเคียงข้างเสียด้วย’
เสิ่นเชียนเกอเข้าใจความหมายในวาจานั้นทันที สาวงามเอ่ยปากรับคำด้วยแววตาแน่วแน่ “ท่านย่าวางใจเถิดเ้าค่ะ หลานจะระมัดระวังให้มาก”
เมื่อได้ยินคำมั่นจากปากหลานสาว เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
เดิมทีเสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าคิดว่า ด้วยการที่เสิ่นเชียนเกอเพิ่งจะกลับเข้าตระกูลมาได้ไม่นาน อีกทั้งยังมีเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันอย่างเสิ่นเจียวเจียวคอยเป็คู่เปรียบเทียบตลอดเวลานั้น อาจส่งผลให้ความคิดและทัศนคติของนางผิดแปลกแตกต่างจากคนทั่วไปก็เป็ได้ ทว่ามาบัดนี้ ดูท่าทางดรุณีน้อยนางนี้ก็ไม่ได้มีจุดบกพร่องแต่อย่างใด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา ล้วนเกิดจากบุตรชายและลูกสะใภ้ลำเอียงมากจนเกินพอดีและคิดมากไปก็เท่านั้น
“ท่านย่า อาหารเหล่านี้ หลานปรุงเองกับมือเลยเ้าค่ะ ท่านย่าลองชิมดูสักหน่อยนะเ้าคะ” เสิ่นเชียนเกอเปลี่ยนการสนทนามาเป็การจัดแจงเื่อาหาร สาวน้อยเอ่ยคำชี้ชวนด้วยแววตาปลาบปลื้ม ก่อนจะหันไปสั่งให้เหลียงเฉินยกอาหารที่จัดเตรียมมาขึ้นตั้งโต๊ะ
รอยยิ้มใจดีที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าแย้มกว้างมากขึ้น ขณะเดียวกันความจริงใจและความปลื้มปีติในรอยยิ้มนั้นก็ชัดเจนมากขึ้นตามไปด้วย
“บะหมี่น้ำที่เ้าให้คนนำมาให้เมื่อคืนก็ไม่เลว ย่าไม่ได้ทานอาหารรสชาติดีเช่นนี้มานานมากแล้ว เ้านี่ช่างเอาใจใส่คนแก่เก่งเหลือเกิน”
“ท่านย่า อาหารเหล่านี้นับว่าเล็กน้อยเ้าค่ะ หากท่านย่าชอบ ให้หลานปรุงมาให้ท่านย่ากินทุกวันเลยก็ยังได้นะเ้าคะ”
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร สักวันหนึ่งในภายภาคหน้าเ้าก็ต้องออกเรือน ขืนเสพติดรสมือเ้าในตอนนี้ ยามเมื่อเวลานั้นมาถึง ย่าไม่ต้องกลายเป็คนแก่ทนทุกข์เพราะกินอะไรไม่ลงไปหรอกหรือ!”
“ถ้าเช่นนั้น หลานไม่ขอออกเรือนก็แล้วกันเ้าค่ะ หลานจะอยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่านย่าไปชั่วชีวิต!”
“เ้าเด็กทึ่ม พูดจาเหลวไหลอะไรของเ้าน่ะ เป็สตรีจะไม่ออกเรือนได้อย่างไร”
ในขณะที่ย่าหลานกำลังสนทนากันอยู่นั้น อาหารหน้าตาน่าทานหลากหลายชนิดก็ถูกจัดวางไว้บนโต๊ะเป็ที่เรียบร้อย อาหารทุกจานล้วนหอมกรุ่น แต่ละจานยังคงมีไออุ่นลอยออกมาไม่ขาดสาย ยามนี้เป็่เวลาที่เหมาะแก่การเพลิดเพลินกับมื้ออาหารเป็ที่สุด
กลิ่นหอมของอาหารโชยตลบอบอวลยั่วยวนใจแผ่กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ในห้องโถง
แม้กระทั่งฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังอดใจแทบไม่ไหว ต่อมน้ำลายในโพรงปากของนางทำงานตอบสนองต่อกลิ่นยั่วเย้านี้เป็อย่างดี มันปะทุพลุ่งพล่านไม่หยุดหย่อนจนต้องกลืนลงคอไปหลายครั้ง
“ท่านย่า มื้อเย็นไม่ควรทานมาก หลานจึงเลือกปรุงอาหารที่ย่อยง่ายมาให้เ้าค่ะ ท่านย่าลองชิมโจ๊กปลาของหลานดูนะเ้าคะ”
ทันทีที่กล่าวจบ เสิ่นเชียนเกอก็ตักโจ๊กปลาใส่ลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวอย่างคล่องแคล่ว ก่อนบรรจงวางลงตรงหน้าผู้เป็ย่าพร้อมกับรอยยิ้ม
นี่เป็ครั้งแรกที่เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าได้ลิ้มลองโจ๊กปลา เพียงแค่สูดดมกลิ่นหอมหวนของโจ๊กในถ้วยก็ราวกับสามารถรับรู้ถึงรสชาติของมันได้ แม้จะชื่อว่าโจ๊กปลา แต่ผู้ชรากลับไม่รู้สึกถึงกลิ่นคาวจากเนื้อปลาแม้แต่น้อย ยามที่ตักเข้าปาก กลิ่นหอมและรสชาติอันแสนโอชะของเนื้อปลาก็แทรกซึมไปทั่วทุกอณูในโพรงปาก ขณะเดียวกัน เนื้อโจ๊กเนียนละเอียดก็ยังคงรสััเหนียวนุ่มไว้ได้เป็อย่างดี!
ฮูหยินผู้เฒ่าถึงกับอดใจไม่ไหว ต้องตักเข้าปากต่ออีกสองคำ
เมื่อเห็นว่าผู้เป็ย่าชื่นชอบโจ๊กปลาที่นางทำเป็อย่างมาก เสิ่นเชียนเกอก็อมยิ้มอย่างยินดี ริมฝีปากสีระเรื่อที่ยกขึ้นยามนี้ส่งเสริมให้ใบหน้างดงามยิ่งน่ามองมากขึ้นไปอีก
ไม่นานนัก สาวน้อยก็เอ่ยถาม “เหตุใดหลานถึงไม่เห็นท่านอาเลยล่ะเ้าคะ?”
คำถามเช่นนั้นทำให้เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าหยุดชะงักลงทันที ผู้ชราเบี่ยงหน้ามองหลานสาวเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าดวงตาเมล็ดซิ่งมีแต่แววสุกใสไร้เจตนาซ่อนเร้นก็รู้สึกวางใจจึงตอบคำถาม “อยู่ในห้องรองทางทิศประจิมน่ะ ท่านอาของเ้ากลัวว่าความอับโชคของนางจะส่งผลกระทบต่อเ้าไปด้วย นางเลยเข้าไปหลบอยู่ในห้อง ไม่ยอมออกมา”
หลายปีมานี้ ท่านอาหญิงเอาแต่หมกตัวอยู่ภายในห้องแคบ ๆ มาโดยตลอด จนกระทั่งตระกูลเสิ่นถูกทางวังหลวงยึดจวนกลับไปในภพก่อน นางจึงได้ออกไปจากหอหนิงโช่ว
ไม่เพียงแต่่เทศกาลปีใหม่ แต่ท่านอาผู้น่าสงสารไม่เคยยอมออกมาพบผู้ใดเลยโดยเฉพาะญาติพี่น้อง เนื่องจากนางเกรงว่าความอับโชคและดวงกัดกินสามีของตนจะส่งผลกระทบไปถึงลูกหลาน
ทว่าสำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตผ่านมาแล้วภพหนึ่งอย่างเสิ่นเชียนเกอ เื่เ่าั้ล้วนไร้สาระ ในภพก่อน แม้ท่านอาจะไม่ได้ออกมาพบปะผู้ใดทั้งสิ้น แต่สุดท้ายก็ยังตกกระไดพลอยโจนไปกับคนตระกูลเสิ่นด้วยอยู่ดี
“ท่านย่า เื่ราวในอดีตที่เกิดขึ้นกับท่านอา ล้วนเป็เพียงโชคชะตาที่ไม่เข้าข้างก็เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนางสักหน่อย ตลอดระยะเวลาที่ท่านย่าและท่านอาพักอาศัยอยู่ด้วยกัน ก็ไม่ได้เกิดเื่ไม่ดีขึ้นเลยไม่ใช่หรือเ้าคะ? หลานว่าเรารีบให้คนไปเชิญท่านอาออกมาเถอะเ้าค่ะ อาหารมามากมายเช่นนี้ เพียงแค่พวกเราย่าหลานคงทานไม่หมดเป็แน่”
เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าจ้องลึกลงไปในดวงตาเมล็ดซิ่งเนิ่นนานก่อนพิจารณาใบหน้างามอย่างละเอียดครู่ใหญ่ แต่ไม่ว่าจะดูอย่างไรสาวน้อยตรงหน้าก็ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจบุตรสาวของตนแฝงอยู่แม้แต่น้อย หญิงชราจึงลองเอ่ยขึ้นช้า ๆ เป็การหยั่งเชิง “เช่นนั้นย่าจะให้คนแบ่งอาหารพวกนี้ไปให้ท่านอาของเ้าดีหรือไม่?”
“โธ่ท่านย่าเ้าขา หากท่านย่ายังกลัวว่าสิ่งที่หลานพูดจะเป็เพียงลมปาก เช่นนั้นหลานขอเป็คนไปตามท่านอาเองเ้าค่ะ” ทันทีที่กล่าวจบ เสิ่นเชียนเกอก็ผุดลุกขึ้นเตรียมมุ่งตรงไปยังห้องรองทางทิศประจิมด้วยท่าทางจริงจัง
เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบฉุดรั้งข้อมือเรียวเอาไว้ “ให้ไป๋มามาไปดีกว่า เ้าไม่รู้เสียหน่อยว่าห้องรองนั่นอยู่ที่ใด เพียงประเดี๋ยวเดียวนางก็ออกมาแล้ว นั่งเป็เพื่อนย่าอยู่ตรงนี้นี่แหละ”
สิ้นเสียง เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าก็หันไปส่งสายตาสั่งไป๋มามาที่ยืนอยู่ไม่ไกล มามาผู้นั้นยอบกายลงเล็กน้อยก่อนจะก้าวย่างออกจากห้องโถงไปด้วยกิริยาสำรวม
ยามนี้ดวงตาของมามาผู้เฒ่าแดงก่ำไปด้วยความสุขใจ ไป๋มามาเป็แม่นมของเสิ่นชิงชินมาั้แ่เกิด ทั้งรัก หวงแหน และปฏิบัติกับนางประหนึ่งลูกในอุทร มาบัดนี้ ในที่สุดก็มีคนตระกูลเสิ่นยินดีที่จะพบคุณหนูผู้น่าสงสารผู้นี้แล้ว ใน่เวลาที่ได้รับรู้ว่า เสิ่นเชียนเกอยินดีพบเสิ่นชิงชิน ไป๋มามาก็รู้สึกตื้นตันใจจนน้ำตาไหล
การเอาแต่อุดอู้อยู่ในห้องอาจทำให้เสิ่นชิงชินเจ็บป่วยเอาได้ มามาผู้เฒ่าหวาดหวั่นเหลือเกินว่าคุณหนูของนางจะมีชีวิตที่ไม่ยืนยาว
ไม่นานนัก ที่หน้าประตูห้องโถงก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น เป็ฝีเท้าเบา ๆ ที่ค่อย ๆ ก้าวช้า ๆ
เมื่อเสิ่นเชียนเกอเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบกับสตรีงดงามอายุราว ๆ สามสิบปี สวมอาภรณ์สีเรียบง่ายไม่ฉูดฉาด คนผู้นั้นเอาแต่ก้มหน้าต่ำไม่สบตาผู้ใด ยามย่างก้าวเข้ามาในห้องโถงท่าทางของนางดูทั้งเป็กังวล หวั่นเกรง และประหม่า ทุกอากัปกิริยาดูไม่ค่อยมั่นใจนัก
สตรีที่อยู่ตรงหน้านี้ ไม่ได้แตกต่างไปจากท่านอาหญิงที่อยู่ในความทรงจำของเสิ่นเชียนเกอเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่เมื่อครั้งที่ได้พบกันในภพก่อนนั้น ใบหน้างดงามก็มีริ้วรอยและความหย่อนคล้อยปรากฏเสียแล้ว คิ้วเรียวของท่านอามักจะขมวดเป็ปมอยู่เสมอ นางก้มหน้าก้มตา ไม่ยอมมองหน้าหรือสบตาผู้ใดโดยง่าย เป็สตรีที่ไร้ทั้งความสดใสและไร้ความเบิกบานในชีวิต
มาภพนี้ เสิ่นเชียนเกอเห็นว่าท่านอาของนางยังคงมีนิสัยรักสันโดษและขี้อายไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ต่างกันกับภพก่อนตรงที่ว่า เมื่อมองภายนอกแล้วเสิ่นชิงชินผู้นี้ดูไม่ต่างจากหญิงสาวอายุยี่สิบปีเลยแม้แต่น้อย
เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าทอดสายตามองบุตรสาวอย่างรักใคร่ ในแววตาของผู้ชราเต็มไปด้วยความเอ็นดูและทะนุถนอม เมื่อเสิ่นเชียนเกอเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปต้อนรับผู้เป็อาด้วยกิริยานอบน้อมจริงใจ
ทันทีที่มาหยุดอยู่เบื้องหน้าคนสูงวัยกว่า สาวน้อยก็ค่อย ๆ เอื้อมมือไปกุมมือที่เย็นเฉียบของอีกฝ่ายไว้อย่างอ่อนโยนพลางกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม น้ำเสียงสดใส “ท่านอาหญิง ข้าน้อยเสิ่นเชียนเกอเองเ้าค่ะ!”
“คุณหนูรอง อย่างนั้นหรือ?” แม้จะสะดุ้งใกับความกระตือรือร้นที่เสิ่นเชียนเกอแสดงออกต่อนางอยู่มาก แต่เสิ่นชิงชินก็ยังคงพยายามสบตาเด็กสาวตรงหน้าอย่างไม่บ่ายเบี่ยง เมื่อพบว่าแววตาของเสิ่นเชียนเกอเต็มไปด้วยความสุกใส ไร้ท่าทีรังเกียจ ความเคร่งเครียดและเป็กังวลที่เคยมีจึงมลายหายไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดผู้เป็อาก็สามารถส่งยิ้มเอียงอายให้หลานสาวของตนได้ ซึ่งนั่นก็บ่งบอกถึงความไว้วางใจต่อหลานสาวผู้นี้ได้เป็อย่างดี
ถึงแม้ในภพนี้ เสิ่นชิงชินจะไม่เคยพบหน้าเสิ่นเชียนเกอมาก่อน แต่นางก็ยังทราบว่า สาวน้อยผู้นี้เป็บุตรีคนที่สองของผู้นำตระกูลเสิ่น นี่แสดงให้เห็นว่า เสิ่นชิงชินมิได้เพิกเฉยต่อตระกูลเสิ่นแต่อย่างใด ในทางกลับกันก็ยังคอยใส่ใจสอดส่องเื่ราวภายในตระกูลอยู่เสมอ กระทั่งพี่สะใภ้และหลานหญิงชายที่รังเกียจนาง นางก็ยังคงรู้สึกซาบซึ้งอยู่ไม่เสื่อมคลาย
ทันใดนั้นภาพกระถางโบตั๋นเขียวก็ผุดขึ้นในหัวของเสิ่นเชียนเกอ หญิงสาวเริ่มนึกเอะใจในบางอย่าง … ‘ไม่ใช่ว่าเพราะความเอื้ออาทรเช่นนี้ ท่านอาจึงถูกหลอกให้มอบดอกโบตั๋นสีเขียวกระถางนั้นไปอย่างง่ายดายหรอกนะ’
สาวน้อยปัดความคิดรบกวนออกไป ก่อนกลับมาจดจ่อกับสตรีใจดีตรงหน้า
“ท่านอา เข้ามานั่งก่อนเถอะเ้าค่ะ ข้าทำอาหารมามากมายหลายอย่าง ท่านอามานั่งทานด้วยกันกับพวกเรานะเ้าคะ” เสิ่นเชียนเกอประคองผู้เป็อาเข้ามาด้านในพร้อมเอ่ยคำชี้ชวนเสียงใส
เสิ่นชิงชินมองสำรวจอาหารที่เรียงรายอยู่บนโต๊ะ เมื่อพบว่าทุกจานล้วนแปลกตาและเป็อาหารที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อนจึงหันไปมองสาวน้อยผู้นำอาหารมาด้วยแววตาที่ทั้งตื่นตระหนกและประหลาดใจ “คุณหนูรอง คุณหนูนำอาหารเหล่านี้มาจากที่ใดกัน?”
“ท่านอา ไม่ต้องสุภาพกับข้าเช่นนั้นก็ได้เ้าค่ะ เรียกข้าว่าเชียนเกอดีกว่า เมื่อพลบค่ำท่านอาได้กลิ่นอาหารหอม ๆ โชยเข้ามาในเรือนนี้บ้างหรือไม่เ้าคะ นั่นฝีมือข้าเองเ้าค่ะ ข้าเป็คนปรุงอาหารทั้งหมดนี้เอง ทำเพื่อท่านย่าและท่านโดยเฉพาะเลยนะเ้าคะ”
คำตอบที่ได้ฟัง ทำให้สตรีผู้ถามคำถามเบิกตากว้าง “จริงหรือ?” ความตื้นตันใจผสมความตกตะลึงหมุนวนในอก
หากไม่นับรวมผู้เป็มารดา ก็ผ่านมาเนิ่นนานมากแล้วที่ไม่มีผู้ใดเคยทำสิ่งดี ๆ เพื่อนางเช่นนี้ แม้กระทั่งญาติพี่น้องใกล้ชิดก็แทบอยากละเลยการมีตัวตนของนาง ในตอนนี้ เสิ่นชิงชินจึงอดเผยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความใออกมาไม่ได้ บุคคลตระกูลเสิ่นผู้ถูกลืมหันมองมารดาเล็กน้อย เมื่อพบว่าฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าให้นางแล้ว นางจึงจะนั่งลงด้วยความกระวนกระวายใจที่ระงับไว้ไม่อยู่
ขณะนี้ ที่เบื้องหน้าของนางมีถ้วยกระเบื้องใบเล็กวางไว้ ภายในนั้นมีโจ๊กเนื้อเนียนหอมกรุ่นบรรจุอยู่
ไอร้อนซึ่งผสมผสานกับกลิ่นหอมเย้ายวนใจลอยขึ้นจากถ้วยโจ๊กไม่ขาดสาย ผู้ที่ได้สูดดมเข้าไปพลันเกิดความอยากอาหารในทันที
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้เห็นบุตรสาวของตนดูแจ่มใสเช่นนี้มานานมากแล้ว ความสุขของบุคคลที่รักทำให้ผู้ชราสำราญใจเป็อย่างยิ่ง ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มแล้วชี้ไปยังถ้วยโจ๊กที่วางอยู่เบื้องหน้าบุตรสาว “รีบชิมดูสิ ข้าเองก็อายุปูนนี้แล้ว แต่ก็ยังไม่เคยได้ลองชิมโจ๊กที่เลิศรสเช่นนี้มาก่อน”
หลังจากแต่งงานกับสามีคนแรก เสิ่นชิงชินก็ได้ให้กำเนิดบุตรสาวหนึ่งคน ทว่าบุตรสาวของนางร่างกายอ่อนแอ อายุไม่ถึงหนึ่งปีก็เสียชีวิตลง เมื่อลองนับวันเวลาดูแล้ว หากเด็กน้อยผู้นั้นไม่ด่วนจากไปก่อน ยามนี้นางก็คงจะมีอายุพอ ๆ กับเสิ่นเชียนเกอ
เวลานี้ สายตาของเสิ่นชิงชินที่ใช้มองเสิ่นเชียนเกอนั้น ดูราวกับว่ากำลังมองดูบุตรสาวที่จากไปแล้วของตนก็มิปาน และเมื่อเห็นว่าบนดวงพักตร์น้อย ๆ มีาแพาดผ่าน มารดาผู้เคยสูญเสียบุตรสาวก็ร้อนใจเป็อย่างยิ่ง
ด้านเสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าที่สังเกตปฏิกิริยาของบุตรสาวอยู่ตลอด เมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบอธิบายคลายความกังวลให้อย่างรวดเร็ว
นอกจากโจ๊กแล้ว อาหารที่ฮูหยินผู้เฒ่าชื่นชอบมากที่สุดก็คือ เกี๊ยวสามเซียน ส่วนอาหารที่เสิ่นชิงชินชอบมากเป็พิเศษคือ หมูตุ๋นน้ำแดง
ใช้เวลาเพียงไม่นาน สตรีต่างวัยทั้งสามก็กินโจ๊กและกับข้าวทุกอย่างจนหมดเกลี้ยง
ั้แ่เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าและบุตรสาวได้ย้ายเข้ามาอยู่ในสวนรองหอหนิงโช่ว นี่นับเป็ครั้งแรกที่ทั้งสองมีความอยากอาหารมากมายถึงเพียงนี้
.
.
.