[จบ] ฝ่าลิขิตพิชิตเส้นทางเซียน

    บทที่ 57 น้องสาวของฉินโซ่วเหริน

    บทที่ 57 น้องสาวของฉินโซ่วเหริน


    หลังจากสังหารไปสองคนด้วยสองกำปั้น กลุ่มคนที่เหลืออยู่ของค่ายสุ่ยอวิ๋นก็พลันได้สติ


    พวกมันคำรามกึกก้อง พร้อมทั้งปล่อยเคล็ดวิชาหลากหลายโจมตีใส่ลู่หลี แม้ทุกคนจะอยู่ในขอบเขตก่อปราณระดับสอง แต่ลู่หลีก็มิกล้าประมาท เขาเรียกยันต์ระเบิดออกมาสี่แผ่น พลิ้วกายแล้วโยนออกไปสี่ทิศ


    ยันต์ระเบิดปะทะเข้ากับเคล็ดวิชาที่พุ่งมา เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับฟ้าผ่า แก้วหูของลู่หลีปวดร้าวไปหมด เหล่าผู้ฝึกตนขอบเขตก่อปราณระดับสองต่างก็ล้มลุกคลุกคลาน


    "ยันต์ระดับกลาง!"


    ผู้คุมหวังเบิกตากว้าง ถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว หลังจากกวาดสายตาไปมาก็ตะโกนเสียงดัง "มันใกล้หมดเรี่ยวแรงแล้ว ล้อมมันไว้แล้วฆ่ามันเสีย!"


    เห็นเหล่าบุรุษร่างใหญ่พากันกรูเข้าล้อม ผู้คุมหวังก็แอบหยิบยันต์ออกมาสองแผ่น ยันต์ลูกไฟอยู่ในมือพร้อมใช้งาน และในขณะเดียวกันก็ใช้ยันต์เคลื่อนที่เร็ว หลบหนีออกจากหุบเขาไปอย่างรวดเร็ว


    ท่ามกลางกลุ่มควันดำ เหล่าบุรุษร่างใหญ่ต่างก็กระเด็นออกมาอย่างต่อเนื่อง บ้างก็หน้าอกยุบ บ้างก็ศีรษะแตก ดับดิ้นอย่างน่าสยดสยอง


    ปัง!


    เมื่อร่างสุดท้ายกระแทกพื้นนอกกลุ่มควันดำ สถานการณ์ก็กลับสู่ความเงียบสงบในที่สุด


    ลู่หลีวิ่งออกมาก็พบว่าชายร่างอ้วนนั้นหายไปแล้ว สีหน้าของเขาจึงดูไม่สู้ดีนัก


    เขาเดินไปดูศพของฟู่เหยา พบว่าศีรษะของนางแตกออก ดวงตาเบิกโพลงเต็มไปด้วยความไม่พอใจและอาฆาต


    ลู่หลีถอนหายใจ เดินกลับที่เดิมแล้วรวบตัวศิษย์น้องหลิงที่อยู่ในอาการเหม่อลอยมาอยู่ข้างกาย


    ด้วยความกังวลว่าหัวหน้าค่ายสุ่ยอวิ๋นจะกลับมาอีก เขาจึงไม่กล้าอยู่ที่นี่นานนัก หยิบธงวิญญาณโลหิตออกมาปักลงกลางศพ โลหิตสดของศพรอบข้างก็ไหลย้อนกลับ พุ่งเข้าไปในเสาธงอย่างบ้าคลั่ง กลุ่มควันสีเทาเข้มก็พุ่งเข้าไปในผืนธง


    กลิ่นคาวโลหิตของธงวิญญาณโลหิตเข้มข้นขึ้นอีกเล็กน้อย และในผืนธงก็มีวิญญาณร้ายร่ำไห้โหยหวนอย่างต่อเนื่อง


    สิ่งที่ทำให้ลู่หลีประหลาดใจเล็กน้อยก็คือศีรษะครึ่งหนึ่งที่เปรอะโลหิตของหลวนซินใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย แต่เมื่อเผชิญหน้ากับศีรษะที่เต็มไปด้วยรอยแตกของฟู่เหยา กลับมิกล้าเผชิญหน้า


    ดูเหมือนว่าความอาฆาตของฟู่เหยาจะไม่น้อยเลย


    หลังจากทุกอย่างกลายเป็นซากศพแห้ง ลู่หลีก็เก็บธงวิญญาณโลหิต เดินไปข้างกายหญิงสาวในชุดสีชมพู ถามขึ้น


    "เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"


    ที่จริงเมื่อครู่นี้เขาไม่ได้จากไปไหน เพียงแต่ใช้เคล็ดก้าวย่างวายุต่อเนื่อง ทำให้ปราณแท้ของเขาหมดลง จึงหลบไปอยู่บนยอดไม้แดงต้นหนึ่ง ผู้คุมหวังไม่พบเขาเพราะเขาใช้หยกอำพลาง ปิดกั้นการรับรู้แห่งจิตสัมผัส


    หญิงสาวก้มหน้า ตัวสั่นเล็กน้อย มิกล่าวสิ่งใด


    ลู่หลีขมวดคิ้ว "หากเจ้าไม่พูด ข้าจะไปแล้วนะ หัวหน้าของพวกมันคงจะกลับมาในไม่ช้า ยามนั้นเจ้าก็ช่วยตนเองเถิด"


    พูดจบก็ทำท่าจะเดินออกไปจริง ๆ


    พูดตามตรงที่เขาลงมือ ก็เพื่อจะชิงของจากร่างของผู้คุมหวัง แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะหนีไปอย่างรวดเร็ว หากมิใช่เพราะธงวิญญาณโลหิตได้รับประโยชน์ไปบ้าง ครานี้เขาคงเสียเปล่า


    ส่วนสตรีผู้นี้ แม้เขาจะคุ้นหน้า แต่ก็ไม่ได้ถึงกับต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วย


    "อย่า...อย่าทิ้งเสี่ยวอวิ๋น..."


    เห็นว่าลู่หลีพูดแล้วจะไปจริง ๆ หญิงสาวก็ร่ำไห้ออกมา ราวกับเป็นผู้ที่ไม่เคยเห็นโลกภายนอก


    "เสี่ยวอวิ๋น?"


    ลู่หลีหยุดฝีเท้า ในที่สุดเขาก็รู้ว่าความรู้สึกคุ้นเคยมาจากที่ใด ยามนั้นที่เมืองหลงสิงตอนปลุกรากวิญญาณ คนแรกที่ปลุกสำเร็จเป็นเด็กหญิงหน้าตาซื่อ ๆ ที่ชื่อเสี่ยวอวิ๋นมิใช่หรือ?


    เฮ้อ!


    ลู่หลีถอนหายใจ เดินกลับมา "ไปจากที่นี่กับข้าก่อน"


    พูดจบก็ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะตกลงหรือไม่ พยุงนางขึ้นมา แบกไว้บนหลัง แล้วรีบวิ่งออกจากหุบเขาไป


    หลังจากที่ลู่หลีจากไปไม่นาน


    สวี่ซานก็กลับมาจริง ๆ ข้างกายยังมีผู้คุมหวังติดตามมาด้วย


    เมื่อทั้งสองเห็นซากศพแห้งเกลื่อนพื้น ก็เบิกตากว้าง สวี่ซานหันไปมองผู้คุมหวัง "เจ้าแน่ใจนะว่ามันเป็นศิษย์ของสำนักชิงหยาง?"


    "ข้า...ข้าเห็นกับตาว่ามันติดตราสัญลักษณ์ของสำนักชิงหยาง" ผู้คุมหวังกล่าวด้วยเสียงสั่นเทา


    "เฮอะ ดี ดียิ่งนัก!" สวี่ซานกำหมัดแน่น "ไม่คิดเลยว่าสำนักชิงหยางที่ดูเหมือนสำนักธรรมะ กลับมีผู้แอบฝึกวิชาชั่วร้ายเช่นนี้"


    ครู่หนึ่งดูเหมือนว่าเขาจะคิดอะไรบางอย่างออก ลูกตาก็กลอกไปมา แล้วกล่าวว่า "รีบแจ้งไปยังพี่น้องคนอื่น ๆ ในค่าย ให้ระดมกำลังตามล่าเด็กผู้นี้!"


    "หัวหน้า พวกเราคงไม่สามารถปะมือกับมันได้กระมัง?"


    "หึ กลัวอะไร ให้พี่น้องพกพลุสัญญาณไปด้วย ไม่จำเป็นต้องเข้าไปสู้ เพียงส่งสัญญาณก็พอ"


    "ขอรับ!"


    อีกด้านหนึ่ง ในถ้ำลับแห่งหนึ่งใกล้กับยอดเขา ลู่หลีนั่งขัดสมาธิอยู่บนก้อนศิลา หลับตาฟื้นฟูลมปราณ สีหน้าของหลิงเสี่ยวอวิ๋นดีขึ้นมาก ดวงตากลมโตจ้องมองลู่หลีอย่างลับ ๆ


    ราวครึ่งชั่วยาม ลู่หลีก็ฟื้นตัวได้ในที่สุด ทันใดนั้นก็หันไปมองหลิงเสี่ยวอวิ๋น "ข้าดูดีหรือไม่?"


    "หา?" หลิงเสี่ยวอวิ๋นได้ยินก็รีบก้มหน้าลง


    ลู่หลีรู้สึกว่าเด็กผู้นี้ช่างน่าสนใจ แต่จิตใจช่างบริสุทธิ์เกินไป คนเช่นนี้หากอยู่ในโลกมนุษย์ต้องเป็นที่ชื่นชมของผู้คน แต่ในโลกแห่งการบำเพ็ญที่เต็มไปด้วยความปรารถนามากมายเพียงนี้ ความบริสุทธิ์นั้นก็เท่ากับถูกรังแก


    "เจ้ามาจากเมืองหลิงสิงใช่หรือไม่?" ลู่หลีเอ่ยถาม


    หลิงเสี่ยวอวิ๋นได้ยินก็แสดงความประหลาดใจ "ท่าน...รู้ได้อย่างไร?"


    "ฮ่า ๆ เพราะข้าทำนายไว้น่ะสิ"


    "ข้าไม่เชื่อ" หลิงเสี่ยวอวิ๋นจ้องลู่หลีอย่างสงสัย เหมือนต้องการจะค้นหาอะไรบางอย่างจากใบหน้าของเขา แต่ดูไปดูมาก็รู้สึกเพียงว่าคุ้นเคยเท่านั้น ไม่รู้ว่าความรู้สึกคุ้นเคยมาจากไหน จึงถามว่า "ศิษย์พี่ ท่าน...ชื่ออะไรหรือ?"


    "ข้าหรือ? ข้าชื่อฉินโซ่วเหริน"


    "ฉิน...ฉิน?" หลิงเสี่ยวอวิ๋นถึงกับตะลึงไปเล็กน้อย ทันใดนั้นก็เบิกตากว้าง "ข้า...ข้ารู้แล้ว ท่านคือลู่หลี!"


    "หา?"


    ครานี้ลู่หลีถึงกับงง นางรู้ได้อย่างไร?


    "หึ ยังจะมาหลอกข้าอีก" หลิงเสี่ยวอวิ๋นหัวเราะอย่างภูมิใจ "ท่านมิรู้ใช่หรือไม่ ฉินโซ่วเหรินเป็นญาติผู้พี่ของข้า ยามที่เขามาเล่นที่บ้านก็เคยเอ่ยถึงท่าน เขาบอกว่ามีสหายคนหนึ่งชื่อ ลิงโคลน ผิวดำคล้ำเหมือนลิง..."


    "อีกยามที่ปลุกรากวิญญาณปีนั้น ข้าก็เคยเห็นท่านนะ"


    "เอ่อ"


    ครานี้ลู่หลีถึงกับยอมจำนน เขาไม่คิดว่าฉินโซ่วเหรินจะมีน้องสาวเช่นนี้ด้วย


    "ว่าแต่พวกท่านมิใช่ว่าปลุกรากวิญญาณไม่ได้หรอกหรือ ? เหตุใดท่านถึง?" หลิงเสี่ยวอวิ๋นดูเหมือนจะไม่เข้าใจ


    "อ้อ ข้าโชคดี ตอนหลังเก็บผลไม้ป่ากิน ก็เลยปลุกรากวิญญาณขึ้นมาได้..." ดูเหมือนอีกฝ่ายจะยังมิรู้ว่าฉินโซ่วเหรินเข้าสำนักชิงหยางไปแล้ว ลู่หลีก็มิอยากจะกล่าวถึงเรื่องราวที่เจ็บปวดในอดีต จึงกล่าวไปส่ง ๆ


    "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ท่านโชคดีจริง ๆ..."


    ทั้งสองพูดคุยกันไป ลู่หลีก็รู้ว่าหลิงเสี่ยวอวิ๋นเป็นคนที่มีรากวิญญาณคู่ธาตุไม้และน้ำ หลังจากเข้าสำนักชิงหยางก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศิษย์สายตรงของท่านผู้อาวุโสสาม ฟางปู้เหวย ภายในเวลาเพียงสามปีก็บรรลุถึงขอบเขตก่อปราณระดับสาม


    บัดนี้ก็อยู่ในระดับสามสมบูรณ์แล้ว อีกครึ่งก้าวก็ถึงระดับสี่ พลังบำเพ็ญของนางสูงกว่าลู่หลีเสียอีก


    เพียงแต่เป็นคนจิตใจบริสุทธิ์เกินไป มิเคยลงมือฆ่าผู้ใดมาก่อน พรสวรรค์ที่มีก็ไม่รู้ว่าจะนำไปใช้อย่างไร ยามที่สู้กันก็เอาแต่ปิดตาและกรีดร้อง


    ฟางปู้เหวยหมดหนทาง ตัดสินใจให้ศิษย์สายตรงสองคนพาลูกศิษย์ของตนออกมาฝึกฝน


    แล้วก็เกิดเรื่องราวก่อนหน้านี้ขึ้น


    "ไม่คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายกลับเป็นน้องสาวของฉินโซ่วเหริน เช่นนี้แล้ว... เรื่องนี้ดูจะยากเสียแล้วกระมัง"



    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ฝ่าลิขิตพิชิตเส้นทางเซียน ที่คุณอ่าน

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.87M 2430
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.18M 1115
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247