แสงอรุณแรกของวันค่อย ๆ คลี่คลายม่านหมอกเหนือกำแพงหินสูงของตระกูลลู่ แสงแดดยามเช้าส่องลอดช่องระหว่างกระเบื้องโบราณ แวววาวราวกับเส้นด้ายทองทาบลงบนพื้นหินเย็นชื้น ลมเหนือพัดแรงจนธงแดงเหนือหอประตูสะบัดเสียงดังฟึบฟับ ประหนึ่งกลองศึกที่เต้นจังหวะปลุกทั้งเมืองให้ตื่นจากความเงียบงัน
เสียงยามลากหอกเหล็กไปตามพื้นหิน
“แกรก...แกรก...”
ผสมกับเสียงไม้กระทบกันยามเคาะกลองยาม ลานกว้างด้านในสะท้อนเสียงเ่าั้ราวกับก้องอยู่ในโพรงูเา ทุกชีวิตในเรือนใหญ่ของตระกูลลู่เริ่มเคลื่อนไหว เสียงฝีเท้าคนงาน เสียงน้ำถูกสาดล้างลาน บอกว่ารุ่งสางได้เริ่มขึ้นแล้ว
ในเรือนเล็กชั้นรองด้านทิศตะวันออก เด็กหนุ่มคนหนึ่งพลิกกายตื่นขึ้นจากความมืด ลมหายใจแรกที่เขาสูดเต็มปอด กลับไม่ใช่อากาศควันพิษในเมืองสมัยใหม่ หากเป็กลิ่นไม้เก่าและความเย็นสดของยามเช้า เขาลืมตาขึ้นช้า ๆ ภาพแรกที่เห็นคือเพดานไม้เก่าแก่ รอยสลักัที่ซีดจางราวกับจะเลือนหายไปตามกาลเวลา
“นี่...ที่ไหนกัน...”
เขาพึมพำ น้ำเสียงแ่ราวกับไม่แน่ใจว่าตนยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
ความทรงจำเก่าแล่นเข้ามาเป็สายเขาจำได้ว่าเมื่อคืน...ไม่สิ มันอาจเป็วันสุดท้ายในโลกเดิม เขายืนกลางถนนสว่างไสวด้วยไฟนีออน เสียงเบรกดังฉับพลันก่อนแสงไฟแดงฉานจากหน้ารถพุ่งเข้ามา ร่างเขากระแทกกับเหล็กแข็ง ความเจ็บแล่นผ่านร่างจนไม่อาจหายใจได้ สติทั้งหมดดับวูบ...จนกระทั่งตื่นขึ้นอีกครั้งในที่แห่งนี้
หัวใจเขาเต้นแรง แต่ไม่ใช่เพราะความกลัว หากเพราะตระหนักว่าโลกทั้งใบได้เปลี่ยนไปแล้ว สิ่งรอบตัวไม่ใช่เมืองคอนกรีตและตึกสูง แต่เป็เรือนไม้หลังเก่าในตระกูลใหญ่ที่ไม่คุ้นตา
ทันใดนั้น ความทรงจำใหม่พลันไหลทะลักเข้ามาในหัว ความทรงจำของ ลู่หานคนเดิมลูกตระกูลรองผู้ถูกดูิ่ อ่อนแอ ไร้ค่า ถูกคนทั้งตระกูลเหยียดหยามว่ามีแต่จะดึงชื่อเสียงตระกูลให้ตกต่ำ ภาพการถูกกดขี่ การถูกหัวเราะเยาะ และคืนอันยาวนานที่ต้องทนอยู่เพียงลำพัง ไหลเข้าประสานกับความทรงจำในโลกเก่าของเขา
ดวงตาเขาหรี่ลงเล็กน้อย เขาไม่ใช่เพียงชายหนุ่มจากโลกสมัยใหม่อีกต่อไป แต่เป็การผสมระหว่างคนสองโลกสมองที่เต็มไปด้วยความรู้เื่การปกครอง การค้า ประวัติศาสตร์ และหัวใจที่รับรู้ความเจ็บช้ำของร่างนี้ เมื่อทั้งสองหลอมรวมกัน ลู่หานก็เข้าใจสถานการณ์ได้ในทันทีว่า หากยังคงนิ่งเฉย เขาจะถูกเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่าทุกสิ่งจะดับสิ้น
เสียงเอะอะดังขึ้นนอกเรือน เขาสะดุ้งจากภวังค์ รีบสาวเท้าออกไป
เบื้องหน้าลานหินเล็ก ๆ อาหยินสาวใช้ร่างเล็กผู้ซื่อสัตย์กำลังถูกยามสองนายผลักไส ดวงตานางเบิกกว้าง น้ำเสียงสั่นเครือ
“ข้าเพียงเข้ามากวาดลาน...มิได้ทำผิดสิ่งใด”
ยามคนหนึ่งหัวเราะหยัน
“สาวใช้ของตระกูลรองก็เป็ได้แค่ขี้ข้า! จะมาวางท่ากลางเรือนใหญ่รึ?”
อีกคนผลักไหล่นางจนเซล้มไปกับพื้นหินแข็ง
อาหยินกัดริมฝีปาก พยายามฝืนไม่ร้องไห้ แต่แววตาเต็มไปด้วยความอับอายและความกลัว
ลู่หานก้าวเข้าไป เสียงรองเท้าไม้กระทบพื้นหิน
“ตึก...ตึก...”
ดังสะท้อนจนยามทั้งคู่หันมา เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบเรียบ
“นางมิได้ทำผิด เพียงทำหน้าที่ หากพวกเ้ามีเกียรติจริง เหตุใดต้องรังแกคนอ่อนแอ?”
ยามทั้งคู่สบตากันก่อนะเิเสียงหัวเราะ
“อ้อ...เ้าขยะตระกูลรองนี่เอง ฮึ ถึงกับกล้าทำตัวเป็วีรบุรุษเพื่อสาวใช้หรือ?”
คำพูดนั้นดังก้องในโสตประสาท ราวกับมีดที่กรีดซ้ำลงหัวใจ แต่ลู่หานเพียงสูดลมหายใจยาว ความทรงจำทั้งสองโลกประสานในหัวเขาเคยเป็เพียงชายหนุ่มธรรมดาที่ถูกโชคชะตาเหวี่ยงมา และร่างนี้ก็เคยเป็เพียงลูกสกุลรองที่ไร้ค่า หากเขาเลือกเดินตามอารมณ์ ทุกอย่างจะจบลงที่ความอับอายหนักกว่าเดิม
เขาจึงเลือกจะ อดทน
ลู่หานกดอารมณ์ให้สงบ ตัดสินใจวางร่างกายให้มั่นคงโดยไม่ยกมือโต้ตอบ เขาก้าวข้างหนึ่งไปยืนบังอาหยินไว้พอดี สายตายามทั้งสองฝ่าแนวไอหมอกเช้าเข้ามาเจอความนิ่งของเขาแล้วชะงักไปเสี้ยววินาที เหมือนจะคาดหวังให้เขาปรี๊ดแตกใส่ แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามที่คิด
“หากเรือนใหญ่มีระเบียบจริง”
ลู่หานเอ่ยเรียบ ๆ
“การผลักคนทำงานล้มกลางลานควรนับเป็ความผิดเวรยามหรือไม่ พรุ่งนี้ข้าจะนำเื่เข้าบัญชีเวรไว้ตรวจสอบ”
ยามคนซ้ายหัวเราะหยัน
“เ้ากล้าทำบัญชีตรวจยามกับเรือนใหญ่? เ้าเป็ใครกัน ลูกตระกูลรองที่ไม่มีใครเห็นหัว!”
อีกคนเสริม
“แล้วใครจะเชื่อคำของเ้า”
ลู่หานไม่ได้ตอบ เขาก้มลงพยุงอาหยินให้ลุกขึ้น ฝุ่นผงติดปลายแขนเสื้อของนาง เขาสะบัดเบา ๆ แล้ววางไม้กวาดกลับเข้ามือเธอ
“ทำงานต่อเถิด กลางวันยังยาว”
น้ำเสียงนั้นไม่ใช่คำปลอบอย่างไร้แรง หากเป็คำสั่งสั้น ๆ ที่ตั้งหลักให้คนตรงหน้าได้ยืนขึ้นด้วยตนเอง
ผู้คนสองสามคนที่เดินผ่านชะลอฝีเท้าไปชั่วครู่ มีเสียงซุบซิบแ่ ๆ ลอยตามลมมา
“ตระกูลรอง…” “คนไร้ค่านั้นเอง…” “จะหาเื่ตายหรืออย่างไร”
ลู่หานทำเป็ไม่ได้ยิน แต่ในใจนับจังหวะหายใจชัดเจนหนึ่ง สอง สามให้จังหวะใจเดินก่อนปากและมือเสมอ
จากความทรงจำร่างเดิม เขารู้ชื่อยามคนซ้าย ชื่ออู่ชง คนขวาชื่อซาเหยียน ผลัดเวรของทั้งคู่ขึ้นยามเช้าเป็ประจำ และชอบแวะโรงครัวก่อนเข้าแถว เขายังจำได้ด้วยว่าคืนนั้นเมื่อสามวันก่อน พวกเขาเป็เวรยามประตูด้านทิศตะวันตก ตรงกับคืนที่ลานเกวียนขนของผ่านเงียบ ๆ ไม่มีการบันทึกในสมุดเวร
ถ้าตามเส้นนั้นต่อไปอาจพบรอยผิดปกติในคลัง... ความทรงจำเก่าเชื่อมกับความคิดใหม่อย่างฉับไว ราวกับใครยื่นแผนที่ให้ล่วงหน้า
“พวกเ้า”
ลู่หานหันมองยามทั้งสอง
“ถ้าอยากให้เื่จบตรงนี้ ข้าก็จบตรงนี้ แต่ถ้าไม่ ข้าจะไปคุยกับหัวหน้ายาม ไม่ใช่ทะเลาะกันที่นี่”
คำพูดนั้นไม่ได้ดัง ไม่ดุดัน แต่มีเส้นแบ่งชัดเจน ยามทั้งสองมองหน้ากัน คนขวาทำท่าจะก้าวเข้ามาอีกครั้ง ทว่าคนซ้ายยกมือกั้นไว้ บอกเสียงต่ำ
“พอเถอะ เสียเวลา เดี๋ยวปล่อยให้หัวหน้าเห็นเข้าจะซวย”
แล้วทั้งคู่ก็ถ่มน้ำลายลงพื้น หันหลังเดินจากไป พร้อมคำด่าพึมพำที่ลู่หานไม่เก็บมาใส่ใจ
อาหยินหันมามองเขา แววตายังแดงเรื่อ
“คุณชาย…ขอบคุณเ้าค่ะ”
“จงยืนให้ตรง”
ลู่หานตอบ
“อย่าให้ใครกำหนดว่าศักดิ์ศรีของเ้าอยู่ตรงไหน”
นางพยักหน้าแรงเกินไปเล็กน้อยเหมือนกลัวเขาเปลี่ยนใจ แล้วรีบก้มกลับไปกวาดลานต่อให้เสร็จ ลู่หานปล่อยให้นางทำงาน เขาเลือกถอยหนึ่งก้าว สายตาไล่ไปยังขอบลานหิน เห็นบ่อน้ำตื้นสำหรับล้างไม้ถูพื้น เขาเดินไปตักน้ำ ลูบหน้าหนึ่งครั้ง ความเย็นช่วยให้ความคิดเป็เส้นตรงขึ้น
ภาพสะท้อนบนผิวน้ำเผยใบหน้าของเขาไม่ใช่ใบหน้าเดิมทั้งหมด รูปลักษณ์ผสมกันอย่างประหลาด เส้นสายของเด็กหนุ่มตระกูลรองอยู่ครบ แต่แววตานั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันเป็แววตาของคนที่เคยผ่าน “โลกอื่น” และตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ปล่อยให้ร่างนี้เดินเส้นเดิมซ้ำอีก
ไหล่ของเขาผ่อนคลายลงเมื่อเริ่มจัดลำดับข้อมูลในหัว เครือญาติในตระกูลลู่แยกเป็ “ตระกูลหลัก” กับ “ตระกูลรอง” คณะผู้เฒ่าทำหน้าที่ตัดสินข้อขัดแย้ง หลายปีมานี้ตระกูลหลักคุมเส้นทางเสบียงและคลังกลาง ยศศักดิ์บนกระดาษอาจไม่สูงส่งนัก แต่เครือข่ายย่อย ๆ ทำให้พวกเขามีพลังจริง ส่วนตระกูลรองโดนลดบทบาททีละน้อย จนกลายเป็ที่รองรับคำเหยียดอยู่เสมอ
นี่คือบริบทสั้น ๆ ที่เขาได้มาจากความทรงจำร่างเก่า รวมเข้ากับนิสัยการจัดระบบของโลกเดิม จึงมองภาพรวมออกอย่างรวดเร็ว
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังจากเฉลียงเงียบทางตะวันตก ลู่หานหันไป เห็นสตรีในชุดผ้าฝ้ายสีอ่อน เดินถือม้วนเอกสารบาง ๆ รูปร่างสมส่วนไม่เด่นเกินพอดี ใบหน้าสงบ มีเพียงดวงตาที่คมชัดยิ่งกว่ามีดลับเหม่ยหลิง
นางชะลอเท้าเมื่อผ่าน จุดสายตาเพียงเสี้ยววินาทีหยุดอยู่ที่ลู่หานกับอาหยิน แล้วจึงผินหน้ากลับโดยไม่เอ่ยคำทักทาย
การ “มอง” เพียงวูบหนึ่งนั้นทำให้ลู่หานเข้าใจว่า นางเห็นทุกอย่าง ทั้งการยั่วยุ ทั้งการที่เขาไม่ตอบโต้ เขาไม่ได้เรียกนางไว้ เพราะในความทรงจำร่างเก่า เหม่ยหลิงเป็คนที่มีเหตุผลมากกว่าคำพูด หากมีอะไรจะพูด นางจะพูดเมื่อถึงเวลา ไม่ใช่เสียคำไปกับความวุ่นวายตรงลาน
ลู่หานปล่อยความคิดไหลไปสู่ภาระที่ต้องเร่งทำ เขาอยากตรวจสมุดเวรและเส้นทางขนของ อยากรู้ว่าทำไมยามผลัดตะวันตกถึงว่างเวรในคืนสำคัญ อยากเห็นคลังกลางด้วยตาตนเอง แต่ในขณะเดียวกัน เขารู้ว่าถ้าเดินเร็วเกินไปโดยไร้ “ฐานรองรับ” เขาจะถูกผลักหลุดกระดานง่ายดาย
“เริ่มจากสิ่งที่ควบคุมได้”
เขาคิด
“เริ่มจากวินัยของตัวเองและคนของเรา”
ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นผลักบานประตูในความคิดให้เปิดออกอากาศเบื้องหน้าพลันสั่นไหว ตัวอักษรสีทองค่อย ๆ ผุดขึ้นกลางอากาศเหนือบ่อน้ำ สว่างชัดจนเงาบนผิวน้ำแตกกระเพื่อม
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ: อดทนต่อการยั่วยุครั้งแรก]
[เงื่อนไข: เผชิญหน้าการยั่วยุโดยไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง ควบคุมถ้อยคำและจังหวะการตัดสินใจ]
[คำอธิบาย: อดทน ≠ ยอมจำนน; อดทน = เลือกจังหวะ]
[รางวัลที่เป็ไปได้: แนวทาง “แผนกลยุทธ์ขั้นพื้นฐาน”]
[ยืนยันการรับภารกิจหรือไม่]
ลู่หานยืนนิ่ง ใจเต้นหนึ่งครั้งแรงกว่าปกติ เขาไม่ได้ใอย่างที่ใครคาด เพราะจากโลกเดิม เขาคุ้นกับแิระบบและแบบจำลองมาก่อน เพียงแค่สิ่งนี้ มัน “จริง” เกินคาด เขาหลุบตาลง ทำความเข้าใจถ้อยคำสีทองทีละบรรทัด จังหวะหายใจยังคงเท่าเดิม
“อดทน ไม่ใช่ยอมแพ้… เลือกจังหวะ”
เขาทวนในใจ คำนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เขาเพิ่งทำเมื่อครู่นี้แทบทุกประการการก้าวบังคนของตน การไม่ปล่อยปากไหลไปตามอารมณ์ การโยนเื่เข้าสู่ “บัญชีเวร” แทนการชกต่อย นั่นคือการย้ายเกมจากลานหินไปสู่พื้นที่ที่เขาคุมกติกาได้มากขึ้น
เขาเงยหน้าขึ้นน้อย ๆ เสียงในใจตอบรับอย่างชัดเจน
“ตกลง”
ตัวอักษรทองกระพริบหนึ่งครั้งราวยอมรับสัญญาณ ก่อนจางลงเหลือเพียงบรรทัดสุดท้ายติดค้างในอากาศ
[ภารกิจเริ่มต้น]
เกือบถัดจากนั้นทันที เหมือนโชคชะตาจะทดสอบอย่างไม่ให้เตรียมตัว ยามคนเดิมเดินอ้อมกลับมาอีกครั้ง คราวนี้มีเด็กฝึกยามหนึ่งคนตามหลัง ยามคนขวาที่เคยชะงักเมื่อครู่ยิ้มเยาะ
“เมื่อครู่ข้าเผลอไปนิด ถ้าอย่างนั้น…”
เขาทำท่าที่จะผลักไม้กวาดในมืออาหยินให้หล่นอีกครั้ง
ลู่หานก้าวหนึ่งก้าวขวางหน้า มือซ้ายเปิดฝ่ามือโล่ง ๆ ไม่แตะต้องตัวใคร น้ำเสียงยังคงเรียบ
“ของที่ตก เก็บได้ ของที่แตก ชดใช้ได้ แต่ศักดิ์ศรีคน หากพังแล้ว ตั้งยากกว่า”
เด็กฝึกยามชะงัก เหลือบตาไปมองอู่ชงที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ อู่ชงจ้องลู่หานนิ่ง ๆ อยู่ชั่วครู่ เหมือนกำลังชั่งน้ำหนักว่า “การเล่น” ครั้งนี้จะคุ้มไหมเพียงใด แล้วเขาก็สะบัดแขนเสื้อ หันหลังกลับไปจริง ๆ คราวนี้ไม่พูดอะไร ยามอีกคนทำท่ากระฟัดกระเฟียดแต่ก็ต้องจำใจเดินตามไป
เงียบ… ลานกลับสู่เสียงกวาดไม้กวาดกับน้ำกระเซ็นเบา ๆ
ลู่หานเป่าลมหายใจช้า ๆ โดยไม่ให้ใครทันสังเกต เขารู้สึกถึงเส้นบาง ๆ ที่ถูกขึงอยู่ในอก ความตึงนั้นค่อย ๆ คลายเมื่อเห็นตัวอักษรสีทองมุมสายตากะพริบสั้น ๆ อีกครั้งราวกับ “บันทึกเหตุการณ์”
เขาเงยหน้ามองเส้นแดดยาวที่เลื่อนบนพื้นหิน เวลายามเช้ากำลังขยับเข้าสู่่ยามเหมันต์ ผู้คนเริ่มหนาแน่นขึ้น เสียงเรียกสั่งงานจากหัวหน้าคนงานดังจากเรือนกลาง หอมกลิ่นข้าวต้มจากโรงครัวลอยมากับลม
ความทรงจำของร่างเก่ายังคงไหลมาชื่อคน ชื่อเรือน เส้นทางที่ควรหลบและควรเดิน เขารวบรวมทั้งหมดไว้เป็ “แผน” เล็ก ๆ ในหัว
เช้าวันนี้ ตรวจดูว่ามีสมุดเวรฉบับใดที่สามารถขอคัดสำเนาได้
เที่ยง ยืมมือเสมียนกลางให้ช่วยดูบันทึกสินค้าของครัว ของครัวออกทุกวัน เวลาไม่คงที่ เส้นนั้นอาจซ้อนกับเส้นเกวียนคลัง
บ่าย เดินผ่านคลังกลางอย่างไม่เปิดเผยตัว เพียง “ไปยืมไม้ถูพื้น” จากคลังเครื่องมือข้าง ๆ เพื่อดูจำนวนคนเข้าออก
ทุกอย่างต้องเริ่มจากสิ่งเล็กที่จับต้องได้วินัยในการเก็บข้อมูล จังหวะเวลาในการขยับ และภาษาที่คนในเรือน “ยอมรับได้” ว่าเป็เื่ของงาน ไม่ใช่เื่ของเกียรติ
ลู่หานหันกลับไปมองอาหยินอีกครั้ง นางกวาดลานด้วยจังหวะคงเส้นคงวา ใบหน้าที่เมื่อครู่ยังแดงก่ำจากความอับอาย ตอนนี้เริ่มสงบขึ้น เขาพยักหน้าให้นางเล็กน้อย แล้วหมุนตัวจะกลับเรือนพักเพื่อจัดเรียบเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนเริ่มงานของวัน
ก้าวแรกยังไม่พ้นเงาเฉลียง เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังใกล้มาอีกครั้ง คราวนี้เป็เหม่ยหลิงที่ยืนอยู่ตรงหัวมุมทางเดิน นางเอียงคอน้อย ๆ
“เมื่อเช้าข้าเห็นทุกอย่าง”
นางพูดสั้น ราบเรียบเหมือนอ่านเอกสาร
“เื่เช่นนี้ หากปล่อยให้เป็ ‘เื่ของความรู้สึก’ เ้าจะเสียเปรียบทุกครั้ง จงทำให้มันเป็ ‘เื่ของกฎ’ เสมอ”
ลู่หานยิ้มมุมปากบาง ๆ
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
เหม่ยหลิงพยักหน้าทีหนึ่ง
“ดี”
แล้วผละไปโดยไม่รอคำชม หรือคำอธิบายเพิ่มเติม
ลู่หานยืนมองเงานางลับไปในลาน ก่อนหันกลับเข้าประตูเรือน ทันทีที่เท้าแตะธรณี ตัวอักษรสีทองก็ทอประกายขึ้นใหม่ตรงเบื้องหน้า
[อัปเดตภารกิจ: การยั่วยุครั้งที่หนึ่ง ผ่าน่แรก]
[ติดตามผล: อย่าตอบโต้ด้วยกำลังเป็เวลา 1 เค่อ (ประมาณ 15 นาที) หลังเหตุการณ์เพื่อยืนยันการควบคุมจังหวะ]
เขาขยับยิ้มเล็กน้อยอย่างคนที่รู้ทันเกม
“หนึ่งเค่อหรือ… ได้สิ”
ในนาทีที่เหลือนั้น เขาจะใช้ให้เป็ประโยชน์ที่สุดจัดตนให้เรียบร้อย เก็บข้อมูลที่ต้องเก็บ แล้วค่อยเริ่มเดินแผนแรกของเช้าวันนี้อย่างไร้รอยสะดุด
ลู่หานก้าวเข้ามาในเรือนเล็ก เสียงเอะอะนอกลานค่อยเลือนหายไป เหลือเพียงเสียงลมลอดช่องหน้าต่างไม้เก่า ความเย็นของเช้าแทรกเข้ามาในิั เขาเหยียดหลังนั่งลงบนเสื่อ จัดปลายเสื้อผ้าให้เรียบตามแบบกุลบุตรตระกูล ถึงร่างนี้จะถูกตราหน้าว่าไร้ค่า แต่เขารู้ดีว่าศักดิ์ศรีเริ่มต้นจากการยืนให้มั่นคงในสิ่งเล็กที่สุด
เขาหลับตาลง ภาพจากโลกเก่าแล่นกลับมาเสียงแตรรถ เสียงล้อเบรกกรีดบนถนน เสี้ยววินาทีก่อนความมืดเข้าครอบงำ ตอนนั้นเขาเคยคิดว่า
“ชีวิตข้าคงสิ้นสุดเพียงเท่านี้”
แต่ไม่…ชะตากลับส่งเขามายืนอยู่ ณ ดินแดนที่เต็มไปด้วยกฎของตระกูล อำนาจและการชิงชัง หากนับว่ามันคือโอกาสใหม่ เขาจะไม่ยอมทิ้งเปล่า
ความทรงจำร่างเก่าผุดขึ้นเป็ภาพซ้อนความโดดเดี่ยว การถูกหัวเราะเยาะ การถูกใช้เป็ที่รองรับความอับอายของตระกูล เมื่อสิ่งเหล่านี้ไหลเข้ามาในหัวสมอง เขาเข้าใจในทันทีว่า หากเขาปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปตามเดิม ลู่หานก็จะเป็เพียงตัวตลกที่ถูกจดจำชั่วชีวิต แต่ถ้าเขาเลือกเดินต่างออกไป ใช้ความรู้และประสบการณ์จากโลกเก่าผสานเข้ากับความเจ็บช้ำของร่างนี้ เขาอาจสร้างสิ่งที่เหนือกว่าคำว่า “เกียรติ”
เสียงกระหึ่มเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับสั่นะเืในอก ตัวอักษรทองลอยขึ้นกลางห้อง แสงนั้นสะท้อนผนังไม้ให้สว่างวาบ
[ภารกิจยืนยัน: อดทนต่อการยั่วยุครั้งแรก สำเร็จ]
[รางวัล: แผนกลยุทธ์ขั้นพื้นฐาน]
[คำอธิบายรางวัล: วิธีคิดจัดลำดับสถานการณ์ วางจังหวะ และใช้วินัยควบคุมกำลังคน แม้กำลังน้อยกว่าก็สามารถเอาชนะได้]
เส้นสายทองค่อย ๆ ละลายกลายเป็ลำแสงเข้าสู่ขมับ ความรู้ที่ไม่เคยมีมาก่อนประทับลงในใจการฝึกกองเล็กให้เดินขบวนอย่างเป็จังหวะ การจัดเวรให้มีสมดุลระหว่างร่างกายกับสติ การใช้สัญญาณเสียงสั้น ๆ แทนคำสั่งยาว ๆ ทุกอย่างไหลบ่ามาเหมือนเคยฝึกมาหลายปี
ลู่หานกำหมัดแน่นแล้วคลายช้า ๆ หัวใจเต้นเป็จังหวะที่มั่นคง
“นี่หรือ…รางวัลแรกของระบบจักรพรรดิ”
เขาพึมพำในใจ ความคมชัดของความรู้ใหม่นี้ต่างจากตำราทั่วไป มันคือ “วิธีปฏิบัติ” ที่พร้อมใช้ได้จริงทันที
เขาลืมตา มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นหมอกเช้าคลอคลุ้งเหนือกำแพงสูง เสียงยามยังคงเดินวนเวรด้านนอก เสียงนั้นเมื่อครู่คือการเยาะเย้ย แต่ตอนนี้มันกลายเป็สัญญาณเตือนว่าเส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยการยั่วยุไม่รู้จบ
ประตูไม้เอี๊ยดเบา ๆ เมื่ออาหยินแอบโผล่หน้ามา นางถือถังน้ำไว้ในมือ
“คุณชาย…ท่านไม่เป็อะไรแน่หรือเ้าค่ะ ข้ากลัวเหลือเกิน หากพวกนั้นกลับมาอีก…”
ลู่หานส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่ต้องกังวล เ้าจงทำงานของเ้าให้เต็มกำลัง ที่เหลือปล่อยให้เป็หน้าที่ของข้า”
แววตานางสั่นระริก แต่เมื่อเห็นความมั่นคงในดวงตาเขา นางก็ค่อยยิ้มจาง ๆ
“เ้าค่ะ”
ก่อนปิดประตูแล้ววิ่งไปยังลาน
ลู่หานมองตามเงานางที่หายไป แล้วพึมพำกับตัวเอง
“สตรีอ่อนแอเช่นนางยังกล้าเผชิญหน้า แล้วข้าจะยอมถอยได้อย่างไร”
เขาคิดถึงเสียงหัวเราะเยาะเมื่อครู่ ยามและคนในตระกูลที่เห็นเขาเป็ตัวตลก ทุกเสียงนั้นกลับกลายเป็เชื้อเพลิงในใจ จากนี้ไปเขาจะไม่เพียงอดทน แต่จะใช้ทุกการยั่วยุเป็ก้าวต่อไปสู่สิ่งใหญ่กว่า
เงาแดดยามเช้าเลื่อนยาวบนพื้นหิน เสียงกลองไม้เรียกประชุมดังจากลานฝึกกลางตระกูล ลู่หานหันมอง เสียงนั้นคือสัญญาณให้กองยามทุกคนเข้ารวมแถว บัดนี้เขารู้ดีว่านั่นจะเป็บททดสอบถัดไป
เขาลุกขึ้น ยืดกายเต็มความสูง หยิบเสื้อคลุมเรียบง่ายสวมทับ ก้าวข้ามธรณีเรือนด้วยสายตาที่นิ่งและมั่นคงกว่าก่อนหน้านี้
“ในโลกเก่า ข้าตายอย่างไร้ค่า… แต่ในโลกนี้ ข้าจะใช้ทุกลมหายใจสร้างสิ่งใหม่ แม้เป็เพียงตระกูลรอง แต่ข้าจะทำให้ทุกคนต้องเงยหน้ามอง”
เสียงกลองดังก้องขึ้นอีกระลอก ราวกับเรียกเขาเข้าสู่เส้นทางใหม่เส้นทางที่เพิ่งเริ่มต้นในยามรุ่งสาง