เมื่อััได้ถึงกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากการทะลวงขั้นของสวีทง ทุกคนในที่แห่งนั้นต่างก็ตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ
แม้แต่ตี้จวิ้นและตี้เจียงยังต้องหยุดมือจากการต่อสู้ แล้วหันไปมองทิศทางของสวีทงด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“เป็ไปได้อย่างไร! ทงเทียนผู้นี้ไม่เคยไปฟังการบรรยายเต๋าเลยสักครั้ง พลังบำเพ็ญจะสูงส่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร!”
ตี้จวิ้นมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
ในการไปเยือนวังจื่อเซียวครานี้ หงจวินได้บรรยายถึงวิถีกึ่งปราชญ์ ยอดฝีมือระดับแนวหน้าของหงฮวงหลายคนจึงสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกึ่งปราชญ์ขั้นต้นได้สำเร็จ ซึ่งตี้จวิ้นและตงหวงก็รวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
กล่าวให้ชัดคือ นอกจากเหล่าบรรพชนอู๋แล้ว ผู้บำเพ็ญคนอื่น ๆ ในที่นี้แทบทั้งหมดต่างก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตกึ่งปราชญ์กันแล้วทั้งสิ้น
ทางด้านเล่าจื๊อและหยวนสื่อกลับมีสีหน้าตื่นเต้นยินดี
เมื่อััถึงกลิ่นอายของสวีทง หยวนสื่อก็เอ่ยด้วยความฮึกเหิมว่า “น้องสามทะลวงขั้นแล้ว! หรือว่าเขาจะออกจากด่านแล้ว? หากเป็เช่นนั้น ปราณม่วงหงเิสายนี้ย่อมต้องตกเป็ของน้องสามอย่างไม่ต้องสงสัย”
เมื่อนึกถึงตอนที่อยู่ภายในวังจื่อเซียว เ้านกกระจอกตี้จวิ้นนั่นบังอาจดูิ่ตนต่อหน้าฝูงชน หยวนสื่อผู้เ้าคิดเ้าแค้นย่อมไม่มีทางลืม
ส่วนเล่าจื๊อในยามนี้กลับครุ่นคิดไปถึงอีกเื่หนึ่ง
กลิ่นอายพลังของน้องสามแข็งแกร่งเกินไปแล้ว เกรงว่าต่อให้พวกเราบรรลุถึงขอบเขตกึ่งปราชญ์ขั้นสูงสุด ก็อาจจะยังตามเขาไม่ทัน หรือว่าเขาจะค้นพบเส้นทางสายอื่นเข้าจริง ๆ ?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เล่าจื๊อก็รู้สึกเปรี้ยวปร่าในใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
ตัวเขาคือพี่ใหญ่ในสามวิสุทธิ์ ตามหลักแล้วพลังบำเพ็ญควรจะสูงที่สุดในบรรดาสามพี่น้อง ทว่ายามนี้ทงเทียนกลับทิ้งห่างพวกเขาไปไกลโข
ตี้จวิ้นเองก็ดูเหมือนจะนึกถึงเื่นี้ได้เช่นกัน เขาจำได้ว่ายามอยู่ในวังจื่อเซียว เขาเคยเยาะเย้ยเล่าจื๊อไว้ว่าพลังของทงเทียนไม่มีทางเหนือกว่าพวกตนไปได้ ยามนี้ใบหน้าของตี้จวิ้นจึงเปลี่ยนสีไปมา ทั้งเขียวทั้งแดงด้วยความอับอาย
ส่วนิเหอและเหล่ายอดฝีมือคนอื่น ๆ ต่างก็มีสีหน้าพิลึกพิลั่น
หลายปีมานี้ที่พวกเราดั้นด้นไปฟังการบรรยายเต๋า... นี่พวกเราไปฟังโดยเปล่าประโยชน์กันหมดเลยหรือไร?
ดูทงเทียนนั่นสิ ไม่เคยไปฟังการบรรยายเต๋าแม้แต่ครั้งเดียว แต่พลังบำเพ็ญกลับแซงหน้าพวกเราไปหมดแล้ว
ในตอนนั้นเอง ปราณม่วงหงเิดูเหมือนจะััได้ถึงกลิ่นอายของสวีทง มันพยายามจะพุ่งตามกลิ่นอายนั้นเข้าไปในมือของสวีทง ทว่าสวีทงกลับสะบัดมือเพียงเบา ๆ ปราณม่วงหงเิสายนั้นก็ราวกับลูกขนไก่ที่ถูกตบจนปลิวหายไปไกลนับร้อยล้านลี้ทันที!
ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง ดวงตาเหลือกถลน
“บัดซบ! นี่มันจะเอาแต่ใจเกินไปแล้ว นั่นมันปราณม่วงหงเิเชียวนะ! ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่าทำอะไรลงไป!”
ในความเป็จริง สวีทงย่อมรู้ดีว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ และเพราะเขารู้นั่นแหละ เขาถึงได้ทำลงไป
ในสายตาคนนอก ปราณม่วงหงเิคือรากฐานแห่งการบรรลุปราชญ์ ทว่าในสายตาของสวีทง สิ่งนี้หาใช่ของมงคลไม่ แต่มันคือเมล็ดพันธุ์แห่งหายนะต่างหาก
เมื่อครู่นี้ในยามที่เขาทะลวงขั้น ปราณม่วงหงเิพลันตรึงกลิ่นอายของเขาและพยายามจะเกาะติดทันที หากไม่ใช่เพราะเขาไหวตัวทันรีบตัดขาดกระแสพลังนั้น ต่อให้มีลานเต๋าแห่งปราชญ์ขวางกั้นไว้ เขาก็อาจจะพลาดท่าเสียทีถูกมันมุดเข้ามาได้
ภายนอกนั้นมีผู้คนมากมายแก่งแย่งชิงดีเพื่อให้ได้มันมาครอง แต่ปราณม่วงกลับนิ่งเฉย ทว่าพอเขาโผล่หัวออกมานิดเดียว มันกลับกระเหี้ยนกระหือรือจะพุ่งเข้าใส่ หากบอกว่าเื่นี้ไม่มีเงื่อนงำ ต่อให้เป็คนโง่ก็ยังไม่เชื่อ
ยามนี้เขาได้บรรลุขอบเขตกึ่งปราชญ์ขั้นปลายแล้ว ขอเพียงตระหนักรู้มหาเต๋าแห่งพละกำลังจนบรรลุถึงขั้นสูงสุด การพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลังย่อมอยู่แค่เอื้อม แล้วเหตุใดเขาจะต้องไปง้อปราณม่วงหงเินั่นด้วย?
เมื่อคิดได้ดังนั้น สวีทงจึงตัดสินใจเด็ดขาด สะบัดมือตบปราณม่วงให้กระเด็นไปไกลจนมันไม่มีโอกาสหวนกลับมาหาเขาได้อีก
และเหตุการณ์ทั้งหมดก็ปรากฏสู่สายตาฝูงชนอย่างที่เห็น
ทว่าภาพเหตุการณ์นี้ มิได้มีเพียงผู้คน ณ ที่นั้นที่มองเห็น แต่ยังมีอีกคนหนึ่งที่เฝ้าจับตาดูอยู่ด้วย
นั่นก็คือมรรคาจารย์หงจวิน ณ วังจื่อเซียว
เมื่อเห็นทงเทียนตบปราณม่วงหงเิทิ้งอย่างไม่ใยดี ดวงตาของหงจวินก็ทอประกายเย็นเยียบออกมาวูบหนึ่ง ทว่าเขาก็ข่มความรู้สึกนั้นลงได้อย่างรวดเร็ว
เ้าเด็กบัดซบนี่ พริบตาเดียวกลับบรรลุถึงขอบเขตกึ่งปราชญ์ขั้นปลายได้ โดยไม่ได้พึ่งพาวิถีตัดสามกิเลส
ดูท่าเขาจะได้รับสืบทอดมรดกบางอย่างมาจริง ๆ
ดูจากวิถีที่เขาเดิน คงคิดจะพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลังสินะ... หึ ช่างฝันเฟื่องนัก
หากเป็ยุคมหันตภัยหลงฮั่น ข้าอาจจะยังเกรงใจอยู่บ้าง แต่ยามนี้การผสานมรรคาของข้าใกล้จะเสร็จสิ้น เมื่อถึงยามนั้น วิถี์จะปิดกั้นมหาเต๋า การคิดจะพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลังนั้นช่างน่าขันสิ้นดี
หงจวินครุ่นคิดในใจ เมื่อรู้แน่ว่าทงเทียนเดินบนวิถีแห่งพละกำลัง เขาก็เลิกกังวล เพราะเขามั่นใจว่าเส้นทางนี้ไม่มีวันสำเร็จ
ในเมื่อเป็เช่นนี้ ก็ปล่อยให้เ้าอาละวาดต่อไปอีกสักพักแล้วกัน
หงจวินเลิกให้ความสนใจและถอนจิตัักลับไป
ณ เขตแดนเขาคุนหลุน ตี้จวิ้นและพวกพ้องมองปราณม่วงหงเิที่อันตรธานหายไปพลางสบตากันด้วยความว่างเปล่า
ในที่สุด ตี้เจียงและเหล่าบรรพชนอู๋ก็เป็ฝ่ายได้สติก่อน
“เ้านกกระจอกตี้จวิ้น ใคร ๆ ก็ดูออกว่าปราณม่วงหงเิสายนี้เป็ของสหายเต๋าทงเทียน แต่ในเมื่อเขามองมันเป็เพียงขยะเปียก เ้าอยากจะไปแย่งก็เชิญตามสบายเถอะ เผ่าอู๋ของข้าไม่ขอหน้าด้านทำเื่เสียเกียรติเช่นนั้น พวกเราไป!”
พูดจบ ตี้เจียงก็โบกมือพาสมาชิกเผ่าอู๋ทะยานร่างจากไปทันที เรียกได้ว่า ‘มาทิ้งมาดขรึมไว้แล้วจากไป ช่างสาแก่ใจยิ่งนัก’
กว่าตี้จวิ้นจะรู้ตัว พวกตี้เจียงก็หายลับไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
“เผ่าอู๋สมควรตาย”
ตี้จวิ้นได้แต่สบถออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ทำอะไรไม่ได้
คำพูดของตี้เจียงเมื่อครู่ฟังดูเหมือนใจกว้างและมีเกียรติ แต่ความจริงมันก็แค่คำพูดไร้สาระที่แฝงไปด้วยการเย้ยหยันเขาชัด ๆ ! อะไรคือเผ่าอู๋ไม่ขอหน้าด้านแย่งชิง? ความจริงคือพวกเ้าอยากจะแย่งแต่ไม่รู้จะไปหาปราณม่วงที่ใดต่างหาก!
เพราะการตบปราณม่วงของสวีทงเมื่อครู่ มิใช่การตบส่งเดช แต่แฝงไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งพละกำลัง จนมันพุ่งหายไปด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ ยอดฝีมือทุกคนในที่นั้นไม่มีใครตอบสนองทัน และไม่มีใครรู้เลยว่าปราณม่วงสายนั้นถูกตบกระเด็นไปถึงมุมใดของหงฮวง
ตี้เจียงนั่นช่างฉลาดนัก ชิงประกาศว่าไม่แย่งเพื่อให้ตนเองดูดี
ในใจของตี้จวิ้นยามนี้มีคำด่าทอที่อัดอั้นอยู่นับพันหมื่นคำ
วันหน้าใครมาบอกข้าว่าเผ่าอู๋ไม่มีสมอง ข้าจะตบปากมันให้ฉีกทีเดียว ตี้เจียงที่ดูท่าทางเป็พวกบ้าพลังนั่น ความจริงแล้วเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวนัก
เมื่อปราณม่วงหงเิหายไปแล้ว ทุกคนในที่นั้นต่างก็หันมามองที่ตี้จวิ้น ราวกับอยากรู้ว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป
ตี้จวิ้นแค่นเสียงเ็าพลางสลัดความลังเลทิ้งไป
ในเมื่อไม่มีปราณม่วงแล้ว มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะรั้งอยู่หาเื่สามวิสุทธิ์ต่อไป ยิ่งยามนี้ทงเทียนแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ใครจะไปรู้ว่าขืนอยู่ต่อจะโดนเ้านั่นออกมาตบหัวทิ่มเมื่อใด
ขืนอยู่ตรงนี้ต่อ มีหวังได้โดนตบต่อหน้าชาวบ้านแน่ ๆ
ตี้จวิ้นสะบัดมือสั่งการทันที
“ไป พวกเรากลับ!”
เมื่อตี้จวิ้นจากไป ิเหอและยอดฝีมือคนอื่น ๆ ก็ไม่รอช้า พากันสลายตัวออกจากเขาคุนหลุนทันที
เมื่อเห็นเขาคุนหลุนกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง เล่าจื๊อและหยวนสื่อต่างก็เผยสีหน้าตื่นเต้นออกมา
“ไปเถิด ในเมื่อน้องสามทะลวงขั้นแล้ว คาดว่าคงไม่มีธุระอันใดเร่งด่วน พวกเราเข้าไปเยี่ยมเขาเสียหน่อย ถือโอกาสถามไถ่เื่เส้นทางของกึ่งปราชญ์ในอนาคตด้วยเลย”
“เห็นควรด้วย!”
พูดจบ ทั้งสองคนก็มุ่งหน้าตรงไปยังลานเต๋าของสวีทงทันที