“เป่ยเป่ยน้อยเจ้าช่วยเพิ่มพลังลมปราณให้มากกว่านี่ได้มั้ย”หลินนางนั้นรู้สึกว่าเป่ยหมิงนั้นใส่ลมปราณในค่ายอาคมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ข้ารู้แล้วน่า ข้าก็แค่ปรับลมปราณเพื่อที่จะได้สมดุลกับพวกเจ้าทั้งสอง” เป่ยหมิงคำรามอย่างไม่พอใจ เขามองไปที่หวังอีฮังและแสยะยิ้อีกครั้ง สายตาของเขานั้นมีความกระหายการต่อสู้อยู่ข้างใน
“นี่ซูหลิงเจ้าไม่คิดจะพูดอะไรเลยเหรอไง”เป่ยหมิงพูดออกมา น้ำเสียงของเขาฟังแล้วเหมือนถูกยั่วยุ “เจ้าบัดซป เจ้าอย่าพึ่งมารบกวนข้า ว่าแต่เจ้าเถอะจะเก็บลมปราณไว้สู้กับใครอีกละ”ซูหลิงพูดออกมาอย่างไม่พอใจ
หวังอีฮังรู้สึกได้ว่าค่ายกลเริ่ที่จะมีพลังมากขึ้นเลื่อนๆ แต่เขานั้นกลับไม่อาจที่จะหลบหนีจากค่ายกลได้เลย “มันมีอะไรแปลกๆ แม้แต่พลังไร้ทางเต้านที่มีอยู่ในร่างของปีศาจแห่งความตายก็ยังไม่อาจต้านแรงกดดันนี้ได้”
ชายหนุ่มกระบี่มีเหงื่อไหลออกมา เขาเองก็ได้รับแรงกดดันเช่นกัน “แรงกดดันระดับนี้มันมากกว่าประมุขสำนัขเสียอีก หรือมันจะเป็นค่ายกลที่ตัวตนระดับเดินตามเส้นทางสร้างกัน”ชายหนุ่มกระบี่นั้นรู้สึกต้านไม่ไหว
เขาถอดแหวนออกจากนิ้วจากนั้นก็ขว้างมันไปให้ไกลที่สุด จากนั้นชายหนุ่มกระบี่ก็ล้มลงและสลบไป ทั้งสามที่มองก็ขอมวดคิ้ว “จิตวิญญาณใครกัน?” แต่พวกเขาก็สนใจเพียงครู่เดียว
“ผนึก!!” ทั้งสามคำรามค่ายกลนั้นพุ่งเข้ามาหาหวังอีฮัง หวังอีกฮังหัวใจเต้นแรงเขารู้สึกว่าถ้าเขาโดนค่ายกลนี้จับได้เขานั้นจะไม่สามารถหลุดออกจากค่ายกลนี้ได้อย่างแน่นอน แต่ด้วยความรู้ของชีวิตก่อนเขานั้นได้ศึกษาตำราต่างๆมากมาย จึงทำให้เขารู้จุดอ่อนของค่ายกลผนึก
หวังอีกฮังเร่งพลังถึงขีดจำกัดของเขา พลังแรงความตายปะทุออกมา ร่างปีศาจแห่งความตายของหวังอีฮังได้ปลดปล่อยร่างเงาที่อยู่ด้านหลัง
ร่างเทพแห่งความตายปรากฏขึ้นด้านหลังหวังอีฮังมันเป็นเหมือนกับร่างจำแรงเพระ แต่ที่เป็นเงาด้านหลังเพราะพลังแห่งความตายของหวังอีฮังนั้นไม่สเถียร แต่มันก็มีพลังในการทำลายล้างที่สูง
ดัชนีของร่างเงาสัมผัสเข้ากับค่ายอาคมผนึกอสูร ทำให้ค่ายอาคมนั้นสูรเสียพลังงานไปและพลังงานนั้นมาเพิ่มให้กับหวังอีฮัง หวังอัฮังแทบจะหมดสตไปหลังจากใช้พลังนี้
ทั้งสามจากสำนักเมฆานภาสวรรค์ต่างตื่นตกใจไปตามๆกัน ด้วยพลังที่หวังอีฮังแสดงเมื่ครู่นี้เป็นพลังที่สุดยอดที่พวกเขาเคยพบเจอ
“พลังนั้น มันแข็งแกร่งพอๆกับอาจารย์พวกเรา ไม่สิอาจเหนือกว่า” ชายที่ดูหยิ่งยโสพูดขึ้นด้วยความหวานดกลัว “ซูหลิงเจ้าจะกลัวมากไปแล้ว”หลินพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
เป่ยหมิงนั้นขนลุกทั่วทั้งตัวสัญชาตญาณของมันบอกว่าคนที่อยู่ต่อหน้ามันนั้นแข็งแกร่งอย่างมาก แต่ในตอนนี้อ่อนแอจนหน้าเหลือเชื่อ มันพยายามที่จะออกไปจัดการหวังอีฮัง แต่ก็โดนหลินและซูหลิงห้ามเอาไว้ก่อน
อัศวินแห่งความตายและร่างโคลนของปีศาจลำดับที่ยี่สิบนั้นหายเข้าไปในจิต เพื่อที่หวังอีกฮังจะทำลายค่ายกลเขาดึงพลังแห่งความตายจากทั้งสองเข้าช่วย ดังนั้นทั้งสองจึงได้เข้าไปในจิต
หวังอีฮังพื้นลมปราณได้เล็กน้อย เขาพยุงร่างกายตัวเองขึ้นมา “ฮ่าๆ ในที่สุดข้าจะได้จัดการเจ้าเสียที” กังซิงพูดขึ้น้ขานั้นเล็งนิ้วไปที่หวังอีฮัง “ปัง!!” คำรามออกมา กระสุนโลหิตนั้นพุ่งทะลุหน้าอกหวังอีฮัง จากนั้นหวังอีฮังก็ล้มลงกับพื้น
กังซิงยิ้มและหัวเราะแบบสะใจ มันมองไปที่หวังอีฮังที่แน่นิ่ง จากนั้นมันก็ยิ่งกระสุนเจาะศรีษะของชายหนุ่มกระบี่่ เลือดไหลออกจากศรีษะจากนั้นประตูบานที่หกของกังซิงก็ดูดโลหิตนั้นไป
กังซิงนั้นตัดสินใจเข้าไปต่อสู้กับสำนักตะวันสีชาต เพราะมันรู้สึกได้ว่าทั้งสามคนบนนกนั้นแข็งแกร่งจึงไม่คิดจะต่อสู้ด้วย ทั้งสามที่อยู่บนนกมองหวังอีฮังที่นอนอยู่ด้วยความระวัง
“มันตายแล้วใช่หรือไม่”หลินพูดออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ เพราะพลังที่หวังอีฮังใช้เมื่ครู่นี้นั้นแข็งแกร่งอย่างมาก แม้แต่นกที่เปิดประตูบานที่เก้ายังกรีดร้องด้วยความกลัวตาย
จากนั้นออร่าแห่งความตายก็ไหลออกจากร่างกายหวังอีฮัง จากนั้นร่างกายของหวังอีฮังก็หายไปกับความมืด ทุกคนที่เห็นก็ต่างจ้องมองไปที่ใจกลางอาณาเขตปีศาจ
แต่ข้อความระบบกลับทำให้ทุกคนหวาดกลัว [อาณาเขตปีศาจถูกเครีย เริ่มนับถอยหลังทำลายใจกลางสามสิบวินาที]เมื่อข้อความระบบดังขึ้นทุกคนที่มีของวิเศษก็รีบใช้ในทันที
“ที่นี่คือที่ไหน ทำไมข้าถึงได้มาอยู่ตรงนี้” หวังอีฮังฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตนเองนั้นอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย พลังลมปราณก็ไม่มีในสถานที่แห่งนี้ มีเพียงพลังแห่งความตายที่ไหลเวียนอยู่
“เจ้าไม่ต้องกังวลไป ข้าเป็นคนช่วยเจ้าเอง”เสียงที่ฟังดูสยดสยองพูดอย่างอ่อนโยน เมื่อหวังอีฮังมองดูก็รู้ว่าเสียงนี้คือปีศาจแห่งความตาย
“เหตใดเจ้าถึงยังมีตัวตน ข้าคิดว่าเจ้าถูกพลังของข้าสังหารไปแล้วเสียอีก”หวังอีฮังยังจำได้ดีในตอนที่ประตูบานที่สามของเขาถูกทำลายและถูกสร้างขึ้นมาใหม่
“ข้าไม่ใช่คนที่อ่อนแอเจ้าก็น่าจะรู้ มันนั้นไม่สามารถสังหารข้าได้มันจึงผนึกข้าไว้ที่ประตูของเจ้าแต่…” ปีศาจแห่งความตายพูดจากนั้นมันก็เงียบไป หวังอีฮังเองก็ยากจะรู้เหตผลเหมือนกัน