จารึกที่ 223 : เตาหลอมปราณจำลอง : ก้าวแรกสู่สูญตาไร้จำกัด
"ตูมมมมมมมม!"
เสียงกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจพิภพ พลังอานุภาพทำลายล้างที่นักพรตหมื่นอีแปะปล่อยออกไปหมายจะเปิดทาง พุ่งปะทะเข้ากับซากแท่นบูชาอย่างจัง ทว่าข่ายอาคมสะท้อนกลับที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างก็ทำงานในเสี้ยววินาที คลื่นพลังถูกสะท้อนกลับมาเป็นสิบเท่า พุ่งเป้าหมายจะฉีกร่างของชายชราให้แหลกเป็นผุยผง!
"หึ! ลูกไม้ตื้นๆ ของพวกสำนักหัตถ์กล คิดจะเอามาใช้กับปรมาจารย์ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วนอย่างข้ารึ!"
นักพรตเฒ่าแค่นเสียง แส้ปัดในมือตวัดวูบเดียว บังเกิดเป็นม่านปราณเซียนแท้อ่อนหยุ่นดุจสายน้ำ บ่ายเบนคลื่นพลังสะท้อนกลับทั้งหมดให้พุ่งแฉลบออกไปด้านข้างอย่างจงใจ กวาดเอาซากกระดูกกึ่งพยนต์ของเผ่ากลทมิฬนับสิบชีวิตที่กำลังพุ่งเข้ามาให้ระเหยเหือดหายไปในพริบตา!
"เพล้ง!"
แท่นบูชาศิลาบรรพกาลทนรับแรงกระแทกไม่ไหว แตกออกเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นรอยแยกขนาดใหญ่บนพื้นดิน พร้อมกับเสาปราณสวรรค์และพิภพสีขาวบริสุทธิ์ที่ถูกกักขังไว้ในศิลาแกนกลางมานานนับพันปี บัดนี้ได้ทะลักทลายออกมาดุจเขื่อนแตก พุ่งขึ้นสู่เพดานวิหาร
พยนต์เทวะ 'เจ้าสัว' ที่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกล ส่งเสียงคำรามด้วยความปีติ ปีกโลหะหกแฉกตัดมิติกลางหลังกางออกกว้าง มันไม่รอช้า พุ่งตัวเข้าไปดูดซับเศษซากศัสตราประกอบชั้นยอดและพลังปราณที่ล่องลอยอยู่ในอากาศเข้าสู่เตาหลอมในอกอย่างบ้าคลั่ง ระดับพลังของร่างราชันย์อเวจีกึ่งเซียนค่อยๆ ฟื้นฟูเข้าสู่ขั้นแก่นทองคำขั้นปลายอย่างมั่นคง
ทว่าสำหรับอาเจีย คลื่นพลังที่บริสุทธิ์และรุนแรงนี้กลับเป็นดั่งยาพิษ!
"อ๊ากกก!"
ชายหนุ่มทรุดลงกับพื้น สองมือใช้ไม้เท้ายันกายไว้แน่น เลือดสีแดงสดไหลซึมทะลุผ้าพันตาออกมา จุดตันเถียนที่แตกร้าวประดุจแก้วบางๆ กำลังถูกคลื่นปราณมหาศาลบีบอัดจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ
"ไอ้หนู! โอกาสทองมาถึงแล้ว!" นักพรตหมื่นอีแปะตะโกนฝ่าเสียงพายุปราณ "รีบใช้วิชาบีบอัดปราณที่ข้าสอน ดึงพลังบริสุทธิ์พวกนี้มาสร้าง เตาหลอมปราณจำลอง ล้อมรอบจุดตันเถียนของเจ้าซะ! หากเจ้ารับพลังนี้ไว้ไม่ได้ เจ้าได้ตกตายกลายเป็นผุยผงอยู่ในสุสานนี้แน่!"
อาเจียกัดฟันกรอดจนเลือดซึมมุมปาก เขาละทิ้งความเจ็บปวดทางกาย รวบรวมสมาธิดำดิ่งลงสู่ห้วงจิตวิญญาณอันมืดมิด เบื้องหน้าเนตรแห่งจิตของเขา ปรากฏเส้นสายของ อักขระสูญตา ที่สว่างไสวขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า
"จากความไม่มี สู่ความมี... หากตันเถียนของข้ามันพังทลายจนไม่เหลือชิ้นดี ข้าก็จะสร้าง 'ความว่างเปล่า' ขึ้นมาเพื่อกักเก็บทุกสรรพสิ่ง!"
อาเจียประสานอินด้วยสองมือที่สั่นเทา พู่กันนิรันดร์ที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อสั่นสะท้าน ตอบสนองต่อเจตจำนงแห่งผู้เป็นนาย ชายหนุ่มเริ่มดึงเอาความเข้าใจในอักขระหลิงเข้ามาผสานกับวิชาของนักพรตเฒ่า บังเกิดเป็นวิถีสูญตาระดับที่หนึ่ง... สูญตาไร้จำกัด!
กระแสปราณสวรรค์และพิภพที่บ้าคลั่งรอบกาย ถูกสูบเข้าไปในร่างของอาเจียราวกับน้ำหลากลงสู่หลุมดำ ทว่าแทนที่มันจะเข้าไปกระแทกรอยร้าวในตันเถียน มันกลับถูกโครงข่ายของอักขระสูญตาถักทอและห่อหุ้มเอาไว้ ก่อตัวเป็นเตาหลอมปราณรูปทรงพายุหมุนสีดำสนิท ล้อมรอบจุดตันเถียนที่แตกร้าวไว้เบื้องหลังอย่างสมบูรณ์แบบ!
ความเจ็บปวดแสนสาหัสพลันมลายหายไป แทนที่ด้วยพลังงานมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ในเตาหลอมจำลอง แม้ตาเนื้อจะยังคงมืดบอด แต่ 'เนตรสูญตา' ของเขากลับทะลวงผ่านขีดจำกัด อาเจียสามารถมองเห็นทุกอณูวิญญาณ ทุกการไหลเวียนของกลไกฟ้า และทุกเม็ดทรายในโถงวิหารแห่งนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าตอนที่ดวงตายังมองเห็นเสียอีก!
"สำเร็จ... ข้าสร้างเตาหลอมจำลองสำเร็จแล้ว!"
อาเจียยิ้มมุมปาก ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน กลิ่นอายของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันดูลึกลับ ว่างเปล่า ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันที่อธิบายไม่ได้
"ฮ่าๆๆ! ไม่เสียแรงที่ข้าสั่งสอน! เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าฟื้นตัวแล้ว ก็รีบไปช่วยข้าขุดศิลาแกนกลาง..."
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ยังไม่ทันที่นักพรตหมื่นอีแปะจะพูดจบประโยค สัมผัสวิญญาณอันเฉียบคมของอาเจียก็จับความผิดปกติได้อย่างกะทันหัน จากเงามืดบริเวณรอยแตกของประตูสัมฤทธิ์ ปรากฏกลิ่นอายสังหารอันเย็นเยียบห้าสายพุ่งทะยานเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง!
พวกมันสวมชุดแนบเนื้อสีดำสนิท ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้หน้ากากไร้ลวดลาย มือถือศัสตราสังหารอาบยาพิษที่ไม่มีแม้แต่แสงสะท้อน
"หอเร้นเงา!" อาเจียตะโกนลั่น จำกลิ่นอายเน่าเหม็นของพวกสมาคมนักฆ่าใต้ดินที่เคยไล่ล่าเขาเพื่อเงินรางวัลได้อย่างแม่นยำ "พวกมันสะกดรอยตามเรามาตั้งแต่ตลาดมืด!"
"บัดซบ! พวกสุนัขลอบกัดบังอาจมาแย่งสมบัติของข้าเรึ!" นักพรตเฒ่าตวาดลั่น แต่เมื่อประเมินระดับพลังของกลุ่มนักฆ่า ชายชราก็แอบลอบกลืนน้ำลาย แสร้งทำเป็นหวาดหวั่น "ระดับแก่นทองคำขั้นปลายสี่คน... และหัวหน้าของพวกมันคือระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นต้น!"
หัวหน้านักฆ่าหอเร้นเงาแสยะยิ้มเย็นชา "มหาเศรษฐีตาบอด... หัวของเจ้ามีมูลค่าสูงถึงหนึ่งแสนศิลาปราณระดับกลาง ไม่นึกเลยว่านอกจากจะได้ค่าหัวแล้ว ยังจะได้สมบัติจากสุสานบรรพกาลเป็นของแถมอีก ช่างเป็นโชคดีของหอเร้นเงาจริงๆ! สังหารพวกมันซะ!"
"หุ่นพิทักษ์! ปกป้องข้า!"
อาเจียตวัดนิ้วสั่งการ หุ่นพิทักษ์บรรพกาลทั้งสี่ตนพุ่งเข้าปะทะกับนักฆ่าทันที เสียงอาวุธปะทะกันดังกึกก้อง โดยมีเจ้าสัวที่เพิ่งฟื้นฟูพลังเตรียมพร้อมจะร่วมวงสังหารอยู่เบื้องหลัง
อาเจียถอยร่นมายืนข้างนักพรตหมื่นอีแปะ "ท่านอาจารย์! หุ่นของข้าต้านระดับวิญญาณแรกเริ่มไม่ได้นานแน่ ท่านต้องออกโรงแล้ว!"
นักพรตหน้าเลือดลูบเคราตัวเองเบาๆ ดวงตาทอประกายเจ้าเล่ห์ "ออกโรงน่ะได้... แต่ศิษย์รัก เจ้าก็รู้ว่าวิชาของข้านั้นล้ำค่า การฟาดแส้ปัดแต่ละครั้งต้องสูญเสียปราณเซียนไปมหาศาล..."
"จะเอาเท่าไหร่ก็ว่ามา!" อาเจียกัดฟันกรอด รู้สันดานอาจารย์ตัวเองดี
"ฟาดแส้ปัดหนึ่งครั้ง คิดห้าพันศิลาปราณ! สังหารหนึ่งศพ คิดหนึ่งหมื่นศิลาปราณ! หากตายเรียบ ข้าเหมาจ่ายลดให้เหลือหกหมื่นศิลาปราณถ้วน! หักลบกลบหนี้ลงบัญชีไว้!" นักพรตหมื่นอีแปะเสนอราคาหน้าตาย ท่ามกลางความเป็นความตายของศิษย์
"ไอ้ตาเฒ่าหน้าเลือดเอ๊ยยยยย! ตกลง! ข้าจ้างท่าน!" อาเจียแผดเสียงลั่นสุสาน "ฆ่าพวกมันให้หมด แล้วข้าจะเอาศิลาปราณฟาดหน้าท่านเอง!"