จารึกที่ 244 : เผ่าอสูรศิลาตื่นนิทรา : ผู้พิทักษ์แห่งผลึกปฐพีและบัญชาเจตจำนงจตุรธาตุบรรพกาล
ท่ามกลางวิหารผลึกใต้พิภพที่เคยหลับใหลมาเนิ่นนานนับอสงไขย บัดนี้บรรยากาศอันสงบเงียบและงดงามด้วยแสงสีอำพันสุกสว่าง กลับถูกแทนที่ด้วยเงาทะมึนและแรงกดดันที่หนักอึ้งประหนึ่งแผ่นฟ้าทั้งผืนกำลังพังทลายลงมาทับถม แม้การตบตากฎเกณฑ์แห่งโลกหล้าด้วยม่านสุญญะของอาเจียจะสามารถทะลวงผ่านกำแพงเพลิงสกัดกั้นฟ้าดินลงมาได้ ทว่าการกระทำอันฝืนลิขิตสวรรค์นั้นเอง ที่กลายเป็นกุญแจปลดพันธนาการให้แก่ฝันร้ายที่หลับใหลอยู่เบื้องล่าง
แสงสว่างจากผลึกปฐพีที่เคยดูอบอุ่น บัดนี้กลับสะท้อนให้เห็นถึงความน่าสะพรึงกลัวที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ฝ่าเท้า ปราณในวิหารบิดเบี้ยวและควบแน่นด้วยปราณปฐพีอันเก่าแก่และหนักแน่น จนผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับวิญญาณแรกเริ่มแทบจะกระอักเลือดออกมา กลิ่นอายแห่งความไร้ซึ่งความเมตตาของกฎแห่งดินแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบด้านดูหนาหนักประหนึ่งทะเลสาบโลหิตที่ลึกที่สุด
นัยน์ตาสีเงินยวงจาก 'เนตรสูญตาขั้นสอง' ของอาเจียยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง วงแหวนแห่งอักขระหลิงหมุนวนเชื่องช้าทว่าสะกดข่มทุกสรรพสิ่ง ภายใต้สายตาที่ก้าวข้ามภาพลวงตานี้ เขาไม่ได้เห็นเพียงก้อนหินธรรมดา แต่เขามองเห็น 'ชีพจรแห่งผืนดิน' นับล้านเส้นที่กำลังเต้นตุบๆ ประหนึ่งหัวใจของมารร้ายที่กำลังสูบฉีดโลหิต
"พวกมันกำลังตื่นขึ้น... มิใช่ด้วยความบังเอิญ แต่มันตื่นขึ้นเพราะสัมผัสได้ถึงการแทรกแซงกฎเกณฑ์ฟ้าดินของพวกเรา!" อาเจียเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มความสั่นสะท้าน มือขวาที่กำพู่กันนิรันดร์ 百万刻符笔 (ไป๋หมื่นเค่อฝูปี๋) เริ่มมีเหงื่อเย็นผุดซึม
บนพื้นวิหารผลึกที่กว้างใหญ่ไพศาล รอยแยกขนาดมหึมาเริ่มปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงกัมปนาทที่สั่นสะเทือนไปถึงแก่นวิญญาณ ดวงตาสีเลือดนับร้อยนับพันคู่เบิกโพลงขึ้นมาจากกองผลึก ร่างกายที่สูงใหญ่กำยำประหนึ่งหอคอยศิลาค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ผิวหนังของพวกมันถูกประกอบขึ้นจากหินอัคนีดำทมิฬที่ควบแน่นสลับกับแร่ธาตุและผลึกอำพันที่ส่องประกายเย็นเยียบ กล้ามเนื้อทุกมัดคือศิลาที่ผ่านการหล่อหลอมด้วยความร้อนและปราณกดดันมานับพันปี นี่คือผู้พิทักษ์ที่แท้จริงแห่งขุมทรัพย์ใต้พิภพ... เผ่าอสูรศิลา 石魔族 (สือหมัวจู๋)
เสียงคำรามของพวกมันดังกึกก้องประหนึ่งเสียงฟ้าคำรามในยามที่สวรรค์ลงทัณฑ์ ทั่วทั้งมิติอากาศสั่นไหวจนม่านป้องกันของนาวาทะลวงเมฆาบังเกิดรอยร้าวรุกลามไปทั่วกราบเรือ อสูรศิลาเหล่านี้มิใช่สัตว์เดรัจฉานที่ไร้สติปัญญา ดวงตาสีโลหิตของพวกมันจ้องเขม็งมายังผู้บุกรุกบนเรือเหาะประหนึ่งรับรู้ได้ว่า สิ่งมีชีวิตที่ทำจากเนื้อหนังมังสาเหล่านี้คือศัตรูที่บังอาจหมายปองสมบัติอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกมัน
"บัดซบ! ทำไมพวกมันถึงมีจำนวนมหาศาลถึงเพียงนี้! ฆ่าตัวหนึ่ง งอกขึ้นมาใหม่อีกสิบตัว!" เฟิงอี้หรานแผดเสียงแข่งกับเสียงกัมปนาท แววตาของศิษย์เอกแห่งสำนักพู่กันเพลิงฉายแววตระหนก เขากางพัดขนนกสีเพลิงออก รวบรวมปราณวิญญาณในร่างจนถึงขีดสุด
"วิถีแห่งอัคคี... เพลิงอสูรคลั่งผลาญสวรรค์!"
เฟิงอี้หรานสะบัดพัดอย่างเกรี้ยวกราด คลื่นเพลิงสีแดงฉานประดุจมังกรอัคคีพุ่งทะยานออกจากปลายพัด ม้วนตัวเข้ากลืนกินร่างของกองทัพเผ่าอสูรศิลาแนวหน้า ความร้อนแรงของวิชาสำนักพู่กันเพลิงนั้นเคยเผาผลาญยอดฝีมือมานับไม่ถ้วน ทว่าเมื่อมังกรเพลิงปะทะเข้ากับผิวหนังหินผาของพวกมัน เปลวไฟกลับถูกกฎเกณฑ์แห่งปฐพีที่หนักแน่นบดขยี้จนแตกซ่าน ทำได้เพียงทิ้งรอยเขม่าสีดำควันไว้บนกระดองศิลาของพวกมันเท่านั้น หาได้ระคายเคืองไปถึงแก่นวิญญาณภายในไม่
ขณะเดียวกัน ฉินมู่หลางแห่งสำนักกระบี่นิรันดร์ก็มิได้นิ่งดูดาย ชายหนุ่มพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ กระบี่ในมือเปล่งแสงสีเงินวาววับ เจตจำนงกระบี่ที่สามารถตัดผ่านห้วงเวลาและมิติถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มกำลัง
"เจตจำนงกระบี่นิรันดร์... ตัดห้วงเวลาผ่าปฐพี!"
รังสีกระบี่นับร้อยสายพุ่งตกลงมาประหนึ่งห่าฝนดาวตก สับฟันลงบนร่างของเผ่าอสูรศิลาอย่างแม่นยำ เสียงกระแทกดัง 'เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!' ประหนึ่งเทพเจ้ากำลังใช้ค้อนเหล็กตีเหล็กไหล รังสีกระบี่อันคมกล้าสามารถฝากรอยร้าวลึกไว้บนร่างของพวกมันได้บางส่วน บางตัวถึงกับแขนศิลาขาดสะบั้น
ทว่าภาพที่เกิดขึ้นต่อมากลับทำให้ความหวังของคณะวิปลาสต้องดับวูบ ร่างของอสูรศิลาที่บาดเจ็บเพียงแค่วางฝ่ามือหรือทาบส่วนที่ขาดลงบนพื้นวิหาร ปราณผลึกปฐพีสีอำพันก็พวยพุ่งขึ้นมาหล่อเลี้ยงบาดแผล รอยร้าวสมานตัวและแขนที่ขาดก็งอกขึ้นมาใหม่จากผลึกหินในชั่วพริบตา!
"พวกมันมิได้กลืนกินเนื้อหนังเป็นอาหาร... แต่มันดูดซับแก่นแท้แห่งปฐพีเพื่อดำรงอยู่!" ฉินมู่หลางร่อนลงมายืนบนหัวเรือเคียงข้างอาเจียด้วยลมหายใจที่เริ่มหอบเหนื่อย "ตราบใดที่ฝ่าเท้าของพวกมันยังคงสัมผัสกับผืนปฐพีในวิหารแห่งนี้ พวกมันก็จะสกัดเอาปราณวิญญาณจากใต้ดินมาฟื้นฟูตัวเองได้ไม่รู้จบ หากพวกเรายังดื้อดึงปักหลักสู้ต่อไป ปราณวิญญาณในร่างของพวกเราคงได้เหือดแห้งก่อนที่จะเอาชนะพวกมันได้แม้แต่ครึ่งกองทัพแน่!"
หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นที่รับหน้าที่กางม่านเหมันต์คุ้มกันความร้อนให้แก่ตัวเรือ บัดนี้ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ปราณเหมันต์ของพวกนางเริ่มต้านทานความรุนแรงของธาตุไฟและธาตุดินที่ประสานกันไม่ไหว รอยร้าวบนม่านพลังขยายวงกว้างขึ้นทุกขณะ
อาเจียยืนนิ่งงัน ทว่าภายในดวงตาที่เบิกกว้างนั้น สมองของเขากำลังหมุนวนด้วยสัญชาตญาณความตระหนี่และการคำนวณ 'บัญชีกำไรขาดทุน' อย่างรวดเร็วเกินกว่าสติปัญญาของคนทั่วไปจะตามทัน
'บัดซบเอ๊ย! ขืนสู้ต่อเพื่อเอาชนะพวกก้อนหินไร้สมองพวกนี้ ข้าก็ต้องอัญเชิญเจ้าสัวออกไปลุย ซึ่งนั่นหมายถึงการเผาผลาญศิลาปราณในเบ้าหลอมของมันอย่างมหาศาล! ส่วนตัวข้าเองก็ต้องสูญเสียทิพยปราณไปกับการจารึกอักขระ แถมตาเฒ่าอีแปะที่นั่งซดชาอยู่ท้ายเรือนั่นก็จ้องแต่จะเอาเปรียบ ไม่ยอมออกแรงช่วยฟรีๆ แน่! ที่สำคัญที่สุด... ไอ้พวกอสูรศิลาพวกนี้มันไม่มีแหวนมิติ ไม่มีถุงเงินให้ข้าปล้น! ฆ่าพวกมันไปก็ไม่ได้ทรัพย์สินกลับคืนมาแม้แต่อีแปะเดียว!'
ยิ่งคิด อาเจียก็ยิ่งรู้สึกปวดใจประหนึ่งมีมีดนับร้อยเล่มมากรีดเฉือนก้อนเนื้อในอก ความจริงที่ว่าปราณผลึกปฐพีอันล้ำค่ากองอยู่เบื้องหน้า ทว่าเขากลับหยิบฉวยมันไปไม่ได้ในตอนนี้ ช่างเป็นความทรมานที่แสนสาหัสสำหรับคนหน้าเงินเช่นเขา
"หนี! พวกเราต้องถอยเดี๋ยวนี้!" อาเจียแผดเสียงสั่งการขั้นเด็ดขาด ตัดสินใจละทิ้งสมบัติเพื่อรักษาต้นทุนชีวิตไว้ก่อน "หักหัวเรือเลี้ยวกลับ! ดิ่งลงไปในรอยแยกผลึกสีดำด้านล่างซ้ายนั่น! เนตรสูญตาของข้าสัมผัสได้ว่าในรอยแยกนั้นมีกระแสลมและช่องว่างมิติที่ทอดยาวลึกลงไปอีก!"
ทว่าก่อนที่คำสั่งของเขาจะได้รับการปฏิบัติ จิตสำนึกของอาเจียก็ถูกดึงดูดเข้าสู่โลกเร้นลับภายในพู่กันนิรันดร์อย่างรุนแรง
ภายในห้วงมิติสีขาวโพลนอันเป็นเอกเทศ บรรยากาศบัดนี้ไม่ได้สงบเงียบดังเช่นเคย เจ้าหญิงตัวน้อย จิตวิญญาณปฐมต้นกำเนิดแห่งความว่างเปล่า บัดนี้กำลังทำหน้ายุ่งเหยิงและกระทืบเท้าปึงปังอยู่บนก้อนเมฆวิญญาณ นางกอดอกเชิดหน้าขึ้นพลางสะบัดปอยผมเปียคู่ไปมาด้วยความเกรี้ยวกราดอย่างดรุณีน้อยที่ถูกขัดใจขั้นสุด
"อะไรนะ! นายท่านขี้งก! ท่านสั่งให้หนีงั้นหรือ! จะหนีทำไมกัน! ขนมผลึกปฐพีของข้าอยู่ตรงหน้านี้แล้วนะ! ท่านรับปากแล้วว่าจะเอามาให้ข้าเจ็ดส่วน ข้าอุตส่าห์ยอมให้ยืมปราณมหาภาวะชวีเพื่อฝ่าด่านลงมา แต่พอบทจะสู้ เจ้านายของข้ากลับหางจุกตูดสั่งถอยทัพเสียอย่างนั้น ช่างน่าขายหน้านัก!" นางแหวเสียงใสประดุจระฆังแก้วที่ถูกตีอย่างแรง
มู่เฉิน บรรพชนผู้เป็นเสาหลักแห่งวิญญาณที่นั่งสมาธิอยู่บนแท่นหยก ลืมตาขึ้นช้าๆ พลางลูบเคราขาวเพื่อระงับอารมณ์วุ่นวายภายในมิติ "ท่านหญิงน้อย โปรดระงับโทสะก่อน... อาเจียตัดสินใจถูกต้องแล้ว เผ่าอสูรศิลามีร่างกายที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ฟ้าดิน หากพวกมันยังยืนอยู่บนพื้น การจะสังหารพวกมันทั้งหมดด้วยกำลัง ย่อมหมายถึงการเผาผลาญทิพยปราณจนสิ้นสูญ ต่อให้อาเจียฝืนใช้วิถีอักขระขั้นสูงเข้าสู้ เขาก็ต้องสูญเสียศิลาปราณนับหมื่นก้อนเพื่อหล่อเลี้ยงค่ายกล ซึ่งนั่นไม่ต่างจากการฆ่าตัวตายในดินแดนศัตรูเลย"
อาเจียที่ปรากฏร่างจิตขึ้นในมิติ รีบพยักหน้าสนับสนุนคำพูดของอาจารย์ปู่ทันที "ใช่แล้วท่านหญิงน้อย! หากข้าไม่สั่งหนีในตอนนี้ ข้ากับพวกพ้องคงได้กลายเป็นปุ๋ยชั้นดีบำรุงรากต้นไม้หินพวกนั้นแน่! ข้าไม่ได้ตระบัดสัตย์ เพียงแต่พวกเราต้องล่าถอยเพื่อรักษากำลัง ไว้สลัดพวกมันหลุดแล้ว ข้าสัญญาว่าจะหาวิธีกลับมาลอบขโมย... เอ้ย! กลับมาทวงเอาผลึกปฐพีพวกนั้นมาประเคนให้ท่านอย่างแน่นอน!"
เจ้าหญิงตัวน้อยเบ้ปาก ทำจมูกฟุดฟิดด้วยความไม่พอใจ "ฮิฮิ! นายท่านขี้งกทำหน้าตาเหมือนจะร้องไห้เพราะกลัวเสียเงินอีกแล้ว! ไอ้พวกก้อนหินโง่เขลาพวกนี้มันยึดถือในกฎเกณฑ์ 'ความแข็ง' และ 'ความมีอยู่' หากท่านยังใช้เพียงวิถีวัฏจักรขั้นที่สามที่เน้นการแปรเปลี่ยนปราณไปมา ท่านย่อมมิอาจเอาชนะเจตจำนงแห่งปฐพีที่หนักแน่นเช่นนี้ได้หรอก!"
นางชี้ไม้ชี้มือมาทางอาเจีย วาจาที่ดูเหมือนการบ่นด่าแท้จริงแล้วกลับแฝงไปด้วยมรรคแห่งเต๋าโบราณที่ล้ำลึกสุดหยั่งคาด "ฟังนะนายท่านขี้งก... การหนีมิใช่วิถีของราชันหมื่นอักขระ หากท่านต้องการรอดพ้นจากวิกฤตนี้พร้อมกับสหายของท่าน ท่านต้องเลิกมองว่าอักขระเป็นเพียงรอยขีดเขียนที่ตายตัว จงมอบ 'จิต' ให้แก่มัน! ให้พวกมันเรียนรู้ที่จะตอบโต้กฎเกณฑ์ฟ้าดินและปกป้องตนเอง!"
นางกางมือเล็กๆ ออกเบาๆ ปรากฏโครงสร้างอักขระหลิงสี่ตัวลอยออกมาจากความว่างเปล่า อักขระทั้งสี่ตัวมิได้เรียงตัวเป็นเส้นตรงหรือวัฏจักรสามเหลี่ยมดังที่อาเจียเคยใช้ แต่มันพุ่งเข้าหากัน เชื่อมต่อกันในทุกมิติ จนกลายเป็น ผนึกจตุรทิศ ที่ปิดทึบทุกด้าน ไร้ซึ่งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด
"จงละทิ้งวิถีวัฏจักรที่ต้องพึ่งพาการไหลเวียนเสีย... ผสานอักขระหลิงสี่ทิศเข้าด้วยกัน สร้างเป็นเจตจำนงก่อกำเนิด นี่คือวิถีแห่ง ขั้นที่ 4 : จตุรธาตุบรรพกาล (ผสานวิญญาณ)! เมื่ออักขระมีโครงสร้างที่ปิดทึบสมบูรณ์ มันจะก่อเกิดสติปัญญาจำลอง มันจะรู้ว่าเมื่อใดควรแข็ง เมื่อใดควรอ่อน และเมื่อใดควรยืมแรงของศัตรูมาใช้! แต่แน่นอนล่ะ... การจะฝืนลิขิตสวรรค์สร้างเจตจำนงให้สิ่งไม่มีชีวิต ท่านต้องจ่ายค่าตอบแทนที่สาสม!"
อาเจียเบิกตากว้าง ซึมซับมรรคแห่งเต๋าบรรพกาลที่นางถ่ายทอดมา ปัญญาอันล้ำลึกสว่างวาบขึ้นในห้วงสำนึก เขารู้สึกได้ถึงโครงสร้างวิญญาณในร่างจิตที่กำลังขยายขอบเขตออกไปอย่างบ้าคลั่ง ทว่าประโยคสุดท้ายของนางกลับทำให้หัวใจที่กำลังพองโตของเขาต้องห่อเหี่ยวลงฉับพลัน
'ค่าตอบแทนที่สาสม... อย่าบอกนะว่าข้าต้องเสียเงินอีกแล้ว!'
ชายหนุ่มตื่นขึ้นสู่โลกภายนอกในเสี้ยววินาที ร่างของอสูรศิลายักษ์ตัวหนึ่งกำลังกระโดดลอยตัวขึ้นกลางอากาศ กำปั้นหินที่อาบด้วยเปลวเพลิงและปราณปฐพีหนักนับหมื่นชั่งกำลังจะทุบลงมาที่กลางลำเรือนาวาทะลวงเมฆา หากการโจมตีนี้ปะทะเข้าเต็มเปา เรือเหาะลำนี้ย่อมต้องแหลกสลายกลายเป็นผุยผงอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
"เตรียมตัวรับแรงกระแทก!" อาเจียกัดฟันกรอด ดวงตาแดงก่ำด้วยความเจ็บปวดใจประหนึ่งคนกำลังจะถูกเฉือนเนื้อ เขาล้วงมือเข้าไปในแหวนมิติอย่างรวดเร็ว กอบโกยเอา 'ศิลาปราณระดับสูง' จำนวนมหาศาลออกมา "สวรรค์ลงทัณฑ์คนหน้าตาดีอย่างข้าแท้ๆ! ข้าต้องสังเวยทรัพย์สินของข้าจริงๆ หรือนี่!"
อาเจียสาดศิลาปราณนับพันก้อนขึ้นไปกลางอากาศ ศิลาปราณเหล่านั้นแตกสลายกลายเป็นละอองปราณบริสุทธิ์ในพริบตา ชายหนุ่มตวัดพู่กันนิรันดร์ วาดอักขระหลิงด้วยความเร็วที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของร่างกาย อักขระทั้งสี่ตัวพุ่งทะยานออกไป ดูดซับปราณจากศิลาปราณ และหลอมรวมกันกลางอากาศกลายเป็นโครงสร้าง 'ผนึกจตุรทิศ' ที่ส่องประกายสีเงินยวงเจิดจรัส
"มรรคาแห่งเต๋า... การผสานชั้นที่ 4 : จตุรธาตุบรรพกาล... บัญชาเจตจำนง!"
อาเจียตวัดปลายพู่กันชี้ไปยังพยนต์เทวะร่างยักษ์ที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าเรือ "เจ้าสัว! รับเอาเจตจำนงแห่งฟ้าดินไป สำแดงเดชราชันย์อเวจีกึ่งเซียน!"
โครงสร้างอักขระพุ่งเข้าหลอมรวมกับแกนกลางบัญชาอักขระที่หน้าอกของ เจ้าสัว พริบตานั้น ดวงตาสีอำพันของหุ่นศิลาทองคำพลันลุกโชนด้วยไฟวิญญาณที่สุกสว่างยิ่งกว่าเดิม ปีกโลหะทั้งหกแฉกด้านหลังกระพือออกอย่างทรงพลัง ร่างกายของมันมิได้เป็นเพียงโลหะแข็งที่รอรับคำสั่งอีกต่อไป ทว่ามันถูกห่อหุ้มด้วยเจตจำนงแห่งมรรควิถีที่มีสติปัญญาจำลอง
เมื่อกำปั้นของอสูรศิลายักษ์ทุบลงมา เจ้าสัวมิได้ยกแขนขึ้นตั้งรับเพื่อปะทะด้วยแรงกายอันโง่เขลา ทว่ามันกลับขยับตัวด้วยท่วงท่าที่นุ่มนวลแต่แฝงด้วยสัจธรรมอันลึกล้ำ ปีกโลหะด้านซ้ายสั่นสะเทือนด้วยความถี่สูงจนมิติอากาศบิดเบี้ยว มันใช้ปีกนั้นเฉือนเข้าที่ข้อต่อกำปั้นของศัตรู พร้อมกับใช้ฝ่ามือทองคำสัมผัสไปที่แขนหินผา
อักขระหลิงที่แฝงอยู่ในร่างของเจ้าสัวทำงานโดยอัตโนมัติ มันแทรกซึมและสั่งให้โครงสร้างของอสูรศิลา 'ลืมเลือน' กฎเกณฑ์ความแข็งแกร่งของตนเอง!
"กัมปนาทททท!"
เสียงระเบิดดังกึกก้องประหนึ่งสวรรค์ถล่ม ทว่ามิใช่เรือที่แหลกสลาย แต่เป็นร่างของอสูรศิลายักษ์ที่สูญเสียความยึดเหนี่ยวในกฎเกณฑ์แห่งปฐพี ร่างกายที่แข็งแกร่งดุจเพชรพญายมกลับแตกกระจายออกเป็นละอองธุลีปลิวว่อนไปในอากาศธาตุ เพียงการโจมตีสวนกลับเพียงครั้งเดียวของพยนต์เทวะที่ได้รับเจตจำนงจตุรธาตุ ก็สามารถทำลายศัตรูที่ฟื้นฟูตัวเองได้จนสิ้นซาก!
"ยอดเยี่ยม! การผสานขั้นที่สี่ช่างทรงพลังนัก!" เฟิงอี้หรานโห่ร้องด้วยความยินดี
ทว่าอาเจียกลับยิ้มไม่ออก เขาจับจ้องไปยังศิลาปราณที่หลอมละลายหายไปในอากาศธาตุด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว "ยอดเยี่ยมบ้าบออะไรกัน! เจ้าสัวชกไปหนึ่งหมัด ข้าสูญเงินไปหนึ่งพันก้อน! ขืนปล่อยให้มันต่อยจนหมดฝูง ข้าได้ไปนั่งขอทานอยู่หน้าหอสุวรรณดาราแน่ๆ! เจ้าถุงเงิน! ออกมาช่วยเดี๋ยวนี้!"
เมื่อได้รับบัญชา เงาดำที่ทอดตัวอยู่ใต้ฝ่าเท้าของอาเจียก็เกิดการบิดเบี้ยว เจ้าถุงเงิน ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ สัตว์อสูรสายเลือดหายาก แทรกกายออกจากมิติเงาอย่างเงียบเชียบ มันได้รับผลบุญจากการผสานเจตจำนงจตุรธาตุด้วยเช่นกัน ร่างของมันแม้จะเล็กจิ๋วทว่าเปี่ยมด้วยปราณวิญญาณที่น่าสะพรึงกลัว
เจ้าถุงเงินกระโดดขึ้นไปในอากาศ พ่น 'ใยโปร่งใสไร้สภาพ' ออกมานับหมื่นเส้น เส้นใยเหล่านี้ถักทอกันเป็นตาข่ายสังหารที่มองไม่เห็น ครอบคลุมไปทั่วอาณาบริเวณด้านหน้าของเรือเหาะ อสูรศิลาที่พุ่งทะยานเข้ามา เมื่อสัมผัสเข้ากับใยวิญญาณนี้ เส้นชีพจรปฐพีที่เชื่อมต่อกับกฎเกณฑ์ฟ้าดินของพวกมันก็ถูกตัดขาดสะบั้น ร่างกายแข็งทื่อและร่วงหล่นลงประหนึ่งหินธรรมดาที่ไร้ชีวิต
การสอดประสานระหว่างเจตจำนงของเจ้าสัวและการสกัดจุดของเจ้าถุงเงิน ช่วยซื้อเวลาอันมีค่าให้แก่นาวาทะลวงเมฆา อาเจียไม่รอช้า เขารีบควบคุมแกนบัญชาอักขระ บังคับให้เรือเหาะหักเลี้ยวอย่างรุนแรงจนกราบเรือแทบจะพลิกคว่ำ พุ่งหลาวลงสู่รอยแยกผลึกสีดำมืดที่อยู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็วที่สุด
รอยแยกมิติแห่งนั้นคับแคบและคดเคี้ยวอย่างยิ่ง ปราณอัดแน่นจนเกิดเป็นพายุกระแสลมเกรี้ยวกราด นาวาทะลวงเมฆาที่พุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงสุดจำต้องเบียดเสียดกับผนังหินที่ยื่นออกมา เสียงเสียดสีของไม้หอมประดับทองคำปะทะกับหินดังบาดลึกจนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบไปตลอดทาง
"อ๊ากกก! สีข้างเรือของข้า! ลวดลายทองคำสลักของข้าถลอกหมดแล้ว!" อาเจียแหกปากร้องลั่นด้วยความปวดใจยิ่งกว่าถูกฟัน มือทั้งสองข้างกุมศีรษะประหนึ่งคนเสียสติเมื่อเห็นสมบัติล้ำค่าต้องมีตำหนิ เขาหันไปถลึงตาใส่ชายชราที่นั่งหลับตาพริ้มอยู่บริเวณท้ายเรือ
"อาจารย์งก! ท่านตาบอดหรือไร! ท่านช่วยกางปราณเซียนกันกระแทกคลุมให้ขอบเรือของข้าหน่อยไม่ได้หรือไง! ข้าอุตส่าห์ยอมเสียเงินเปิดใช้เจตจำนงอักขระคุ้มกันชีวิตพวกท่านแล้วนะ ท่านจะเอาแต่นั่งจิบชากินแรงศิษย์ไปถึงไหน!"
นักพรตหมื่นอีแปะ ยอดคนอิสระผู้มีระดับการบำเพ็ญเพียรแท้จริงถึงขั้นหลอมความว่างเปล่า ทว่าแสร้งทำตัวกระจอกงอกง่อย ค่อยๆ ลืมตาที่ปรือปรอยขึ้น แววตาของเขาฉายแววเจ้าเล่ห์และตระหนี่ถี่เหนียวไม่แพ้ศิษย์
"เพ้ย! ไอ้เด็กเหลือขอปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำ! ข้าตกลงรับงานคุ้มกันแกนบัญชาอักขระของเรือลำนี้ ไม่ให้มันตกหล่นลงไปแหลกสลายในภูเขาไฟต่างหาก! ส่วนไอ้รอยถลอกปอกเปิกภายนอกนั่น เจ้าก็ไปซื้อขี้ผึ้งกระปุกละสองอีแปะมาขัดเงาเอาก็เหมือนใหม่แล้ว จะมาเรียกร้องให้ข้าสิ้นเปลืองปราณเซียนบริสุทธิ์ที่หล่อหลอมมานับร้อยปีเพื่อปกป้องเศษแผ่นไม้สีทองของเจ้าทำไม! ปราณของข้ามีค่าดั่งทองคำสกัดเก้าครั้งนะโว้ย!"
นักพรตเฒ่าตอกกลับอย่างหน้าไม่อาย พลางตวัด 'แส้ปัดหมื่นนฤมิต' ออกไปข้างหน้าอย่างนุ่มนวล ปราณเซียนระดับวิญญาณแรกเริ่มที่เขาจงใจจำกัดพลังไว้ ถูกส่งออกไปในรูปแบบของเส้นด้ายบางเฉียบ พุ่งตรงเข้าไปห่อหุ้มเพียงแค่ 'เบ้าหลอมปราณ' และ 'แกนบัญชาหลัก' ของเรือเท่านั้น
การคำนวณปราณของชายชรานั้นแม่นยำดุจเทพยดา ปราณที่ส่งไปต้านทานแรงกระแทกจากผนังหินนั้นมีสัดส่วนที่พอดีเป๊ะ 'ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่อีแปะเดียว' แรงสะเทือนที่อาจทำลายแกนกลางถูกสลายหายวับไปในอากาศธาตุ ทำให้เรือยังคงแล่นต่อไปได้ ทว่าส่วนอื่นของกราบเรือก็ยังคงครูดกับหินจนถลอกปอกเปิกไปตามยถากรรม สร้างความคับแค้นใจให้อาเจียจนแทบกระอักเลือด
"ตาเฒ่าหน้าเงินเอ๊ย! สักวันข้าจะแอบเอาแส้ปัดของท่านไปขายทอดตลาด!" อาเจียสบถด่าในใจ
เรือเหาะพุ่งหลาวลงไปในความมืดมิดเบื้องล่างอย่างรวดเร็วดุจดาวตก โดยมีเสียงคำรามและเสียงหินถล่มของเผ่าอสูรศิลาที่พยายามไล่ตามมาดังไล่หลังอย่างกระชั้นชิด พวกมันทุบทำลายผนังผลึกด้านบนเพื่อพยายามขุดเจาะมุดตามลงมา แรงสั่นสะเทือนมหาศาลทำให้เศษหินและเพดานถ้ำร่วงหล่นลงมาเป็นระยะ ทว่าด้วยความเร็วของนาวาทะลวงเมฆา พวกเขาก็สามารถรอดพ้นจากเงื้อมมือของมัจจุราชศิลามาได้อย่างหวุดหวิด
จนกระทั่ง... นาวาทะลวงเมฆาหลุดพ้นจากช่องแคบมรณะอันแสนยาวนาน พุ่งพรวดออกสู่พื้นที่เปิดกว้างอันไร้ขีดจำกัดเบื้องล่าง!
บรรยากาศรอบด้านแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและฉับพลัน ความร้อนระอุของลาวา ปราณปฐพีที่หนักอึ้ง และกลิ่นกำมะถันที่ชวนให้หายใจไม่ออก ถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ กลิ่นอายของสนิมโลหะเก่าแก่และฝุ่นผงแห่งกาลเวลาลอยแตะจมูก แสงสีฟ้าหม่นที่เกิดจากแร่เรืองแสงประหลาดบางชนิดที่ติดอยู่ตามผนังถ้ำ สาดส่องให้เห็นภาพทัศนียภาพเบื้องหน้าที่ทำให้ทุกคนบนเรือ ไม่เว้นแม้แต่ยอดคนอย่างนักพรตหมื่นอีแปะ ต้องเบิกตากว้างและตกตะลึงจนลืมหายใจ
เบื้องล่างของพวกเขา ลึกลงไปในความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง คือมหานครใต้ดินขนาดมโหฬารที่ถูกสร้างขึ้นจากโลหะสำริด หินสลัก และโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่วิจิตรพิสดารเกินกว่ามนุษย์ยุคปัจจุบันจะจินตนาการได้
สิ่งที่สะกดสายตาที่สุดคือ ฟันเฟืองฟ้าขนาดยักษ์ ที่มีความใหญ่โตเท่ากับภูเขาลูกหนึ่ง กำลังขัดกันและหมุนวนอยู่อย่างเชื่องช้าและเงียบงัน มันคือกลไกที่ถูกสลักเสลาด้วยอักขระควบคุมวิญญาณนับล้านตัวที่ยังคงเปล่งแสงสีฟ้าเรืองรอง โครงกระดูกของพยนต์เทวะรูปร่างแปลกประหลาด ทั้งนกยักษ์ปีกเหล็กกล้าที่ยาวนับร้อยจั้ง พยัคฆ์หุ้มเกราะทองเหลือง และหุ่นรบศิลาที่พังทลาย นอนทอดร่างระเกะระกะอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังประหนึ่งสุสานของทวยเทพ โซ่ตรวนเส้นเขื่องขนาดเท่าลำต้นไม้ร้อยปีห้อยระย้าลงมาจากเพดานถ้ำที่มองไม่เห็นยอด เชื่อมโยงกลไกต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างซับซ้อน
"นี่มัน... โลกอะไรกัน..." หลินชิงเสวี่ยพึมพำด้วยความตื่นตะลึง นางลืมเลือนความหวาดกลัวไปจนสิ้นเมื่อเผชิญกับความยิ่งใหญ่ของซากอารยธรรมโบราณ
ภายในห้วงจิตของอาเจีย มู่เฉิน ที่เคยสงบนิ่งและสุขุมมาตลอด พลันลุกพรวดขึ้นยืนบนแท่นหยก ดวงตาสีเงินของวิญญาณบรรพชนเบิกกว้าง ร่างโปร่งแสงของเขาสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นระคนสะเทือนใจอย่างหาที่สุดไม่ได้
"กลวิธานจักรกลที่สอดประสานกับปราณฟ้าดิน... ฟันเฟืองฟ้าสลักอักขระควบคุมวิญญาณระดับบรรพกาล... ไม่ผิดแน่!" เสียงของมู่เฉินสั่นเครือ "อาเจีย... ที่นี่คือซากโบราณสถานของ สำนักหัตถ์กล 偃机宗 (เหยี่ยนจีจง) ขั้วอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่เชี่ยวชาญศาสตร์วิศวกรรมสวรรค์และการสร้างพยนต์เทวะ! พวกเขาคืออดีตมหาอำนาจที่ล่มสลายและหายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์เมื่อหนึ่งพันปีก่อนพร้อมกับอดีตสำนักหมื่นอักขระของพวกเรา!"
อาเจียเบิกตากว้างเมื่อได้ยินชื่อนั้น ในหน้าบันทึกมหาคัมภีร์ที่เขาเคยอ่าน สำนักหัตถ์กลคือผู้สร้างพยนต์เทวะที่ทรงอำนาจที่สุดในยุคโบราณ การที่ซากสำนักเร้นลับแห่งนี้มาซ่อนตัวกบดานอยู่ใต้ก้นบึ้งของหุบเขาเพลิงผลาญ ย่อมหมายความว่าที่นี่คือสถานที่พำนักสุดท้ายก่อนที่พวกเขาจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์
ทว่าสำหรับชายหนุ่มผู้มีวิญญาณของพ่อค้าหน้าเงิน สิ่งที่ดึงดูดใจเขามากที่สุดหาใช่อดีตอันขมขื่นของสำนักโบราณไม่ แต่เป็นขุมทรัพย์มหาศาลที่กองอยู่เบื้องหน้าต่างหาก!
"สวรรค์โปรด! ที่นี่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนศัสตราประกอบและซากพยนต์เทวะโบราณ!" อาเจียตาลุกวาวเป็นประกายแสงสีทอง สัญชาตญาณหน้าเงินพุ่งปรี๊ดทะลุขีดจำกัดจนลืมความเหนื่อยล้าและความเสียดายทรัพย์เมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น "เศษโลหะวิญญาณ แกนปราณบรรพกาล และฟันเฟืองฟ้าดินพวกนี้ หากข้าเก็บเอาไปแยกส่วนขายที่หอสุวรรณดารา หรือนำมาอัพเกรดชิ้นส่วนให้เจ้าสัว ข้าก็จะได้พยนต์เทวะที่ไร้เทียมทาน! รวยแล้ว! คราวนี้ข้ารวยเละเทะแล้วโว้ย!"
ชายหนุ่มหัวเราะร่าอย่างคนเสียสติ เขาเตรียมจะออกคำสั่งให้นาวาทะลวงเมฆาร่อนลงจอดเพื่อออกไปกอบโกยซากชิ้นส่วนโบราณเหล่านั้นด้วยสองมือของตนเอง
ทว่า... ความสุขของคนตระหนี่มักอยู่ได้ไม่นานเสมอ!
"ครืดดดด... กัมปนาทททท!"
เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทมาจากเพดานถ้ำสีดำทมิฬเบื้องบน รอยร้าวขนาดใหญ่ลุกลามประหนึ่งใยแมงมุมยักษ์ เศษหินและผลึกขนาดเท่าศาลาวัดร่วงหล่นลงมาดุจห่าฝนอุกกาบาต
เผ่าอสูรศิลาที่กราดเกรี้ยวและคลุ้มคลั่งจากการถูกรุกราน ไม่ได้ล่าถอยหรือล้มเลิกการตามล่าไปไหน พวกมันอาศัยพละกำลังมหาศาล สัญชาตญาณดิบ และจำนวนที่นับไม่ถ้วน กำลังช่วยกันขุดเจาะและกระแทกเพดานถ้ำมรณะของซากสำนักหัตถ์กลเพื่อหวังจะทะลวงตามลงมาฉีกร่างผู้บุกรุกให้เป็นชิ้นๆ!
"เวรเอ๊ย! ไอ้พวกก้อนหินนรกนี่มันกัดไม่ปล่อยเลยรึไง! ชาติก่อนข้าไปติดหนี้พวกแกไว้หรือไงกัน!" เฟิงอี้หรานสบถลั่นพลางกางพัดเตรียมรับมือ
"อาเจีย! พวกมันกำลังจะทะลวงเพดานลงมาแล้ว! จำนวนมหาศาลขนาดนี้ หากปล่อยให้พวกมันตกลงมาถึงพื้นพร้อมกับหินถล่ม ซากโบราณสถานแห่งนี้ ขุมทรัพย์ที่เจ้าหมายปอง และพวกเราทุกคนจะต้องถูกบดขยี้จนแหลกเป็นจุลไปพร้อมกัน!" มู่เฉินแผดเสียงเตือนจากในมิติพู่กัน ดึงสติของอาเจียให้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
อาเจียเงยหน้ามองขึ้นไปเบื้องบนด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดไร้สีเลือด เขารู้ดีว่าม่านปราณธรรมดา หรือแม้แต่ม่านสุญญะระดับสาม ไม่อาจหยุดยั้งน้ำหนักของอสูรศิลานับหมื่นตัวและหินผาที่ร่วงหล่นลงมาได้ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะสร้างกำแพงปราการที่แข็งแกร่งและกว้างใหญ่พอที่จะรองรับแรงกระแทกของฟ้าถล่มดินทลายนี้ได้... ทว่ามันเป็นวิธีที่ทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขารวดร้าวและหลั่งเลือดมากที่สุดในชีวิต!
"ทุกคนเตรียมตัวรับแรงกระแทกขั้นสูงสุด!" อาเจียตะโกนลั่น เสียงของเขาสั่นเครือราวกับคนกำลังจะขาดใจตาย เขากัดฟันกรอดจนเลือดซึมมุมปาก พลางล้วงมือทั้งสองข้างเข้าไปในแหวนมิติระดับสูงของตนเอง
"สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งและลงทัณฑ์คนหล่อหน้าตาดีอย่างข้าแท้ๆ! ข้าหนีพวกมันมาเพื่อประหยัดเงิน แต่สุดท้าย... ข้าก็ต้องใช้การผสานขั้นที่ ๔ แบบเต็มรูปแบบ! ข้าต้องสังเวย ศิลาปราณหนึ่งหมื่นก้อน ของข้า เพื่อสร้าง 'ม่านกักขังบรรพกาล' จริงๆ หรือนี่! อ๊ากกก! เงินของข้าาา!"
เสียงโหยหวนอันน่าเวทนาของราชันหมื่นอักขระดังกึกก้องไปทั่วซากมหานครใต้ดิน แข่งกับเสียงถล่มของเพดานถ้ำมรณะที่กำลังจะพังทลายลงมา บัดนี้ การเดิมพันด้วยชีวิตและทรัพย์สินอันมหาศาลได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!จารึกที่ 244 : เผ่าอสูรศิลาตื่นนิทรา : ผู้พิทักษ์แห่งผลึกปฐพีและบัญชาเจตจำนงจตุรธาตุบรรพกาล
ท่ามกลางวิหารผลึกใต้พิภพที่เคยหลับใหลมาเนิ่นนานนับอสงไขย บัดนี้บรรยากาศอันสงบเงียบและงดงามด้วยแสงสีอำพันสุกสว่าง กลับถูกแทนที่ด้วยเงาทะมึนและแรงกดดันที่หนักอึ้งประหนึ่งแผ่นฟ้าทั้งผืนกำลังพังทลายลงมาทับถม แม้การตบตากฎเกณฑ์แห่งโลกหล้าด้วยม่านสุญญะของอาเจียจะสามารถทะลวงผ่านกำแพงเพลิงสกัดกั้นฟ้าดินลงมาได้ ทว่าการกระทำอันฝืนลิขิตสวรรค์นั้นเอง ที่กลายเป็นกุญแจปลดพันธนาการให้แก่ฝันร้ายที่หลับใหลอยู่เบื้องล่าง
แสงสว่างจากผลึกปฐพีที่เคยดูอบอุ่น บัดนี้กลับสะท้อนให้เห็นถึงความน่าสะพรึงกลัวที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ฝ่าเท้า ปราณในวิหารบิดเบี้ยวและควบแน่นด้วยปราณปฐพีอันเก่าแก่และหนักแน่น จนผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับวิญญาณแรกเริ่มแทบจะกระอักเลือดออกมา กลิ่นอายแห่งความไร้ซึ่งความเมตตาของกฎแห่งดินแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบด้านดูหนาหนักประหนึ่งทะเลสาบโลหิตที่ลึกที่สุด
นัยน์ตาสีเงินยวงจาก 'เนตรสูญตาขั้นสอง' ของอาเจียยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง วงแหวนแห่งอักขระหลิงหมุนวนเชื่องช้าทว่าสะกดข่มทุกสรรพสิ่ง ภายใต้สายตาที่ก้าวข้ามภาพลวงตานี้ เขาไม่ได้เห็นเพียงก้อนหินธรรมดา แต่เขามองเห็น 'ชีพจรแห่งผืนดิน' นับล้านเส้นที่กำลังเต้นตุบๆ ประหนึ่งหัวใจของมารร้ายที่กำลังสูบฉีดโลหิต
"พวกมันกำลังตื่นขึ้น... มิใช่ด้วยความบังเอิญ แต่มันตื่นขึ้นเพราะสัมผัสได้ถึงการแทรกแซงกฎเกณฑ์ฟ้าดินของพวกเรา!" อาเจียเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มความสั่นสะท้าน มือขวาที่กำพู่กันนิรันดร์ 百万刻符笔 (ไป๋หมื่นเค่อฝูปี๋) เริ่มมีเหงื่อเย็นผุดซึม
บนพื้นวิหารผลึกที่กว้างใหญ่ไพศาล รอยแยกขนาดมหึมาเริ่มปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงกัมปนาทที่สั่นสะเทือนไปถึงแก่นวิญญาณ ดวงตาสีเลือดนับร้อยนับพันคู่เบิกโพลงขึ้นมาจากกองผลึก ร่างกายที่สูงใหญ่กำยำประหนึ่งหอคอยศิลาค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ผิวหนังของพวกมันถูกประกอบขึ้นจากหินอัคนีดำทมิฬที่ควบแน่นสลับกับแร่ธาตุและผลึกอำพันที่ส่องประกายเย็นเยียบ กล้ามเนื้อทุกมัดคือศิลาที่ผ่านการหล่อหลอมด้วยความร้อนและปราณกดดันมานับพันปี นี่คือผู้พิทักษ์ที่แท้จริงแห่งขุมทรัพย์ใต้พิภพ... เผ่าอสูรศิลา 石魔族 (สือหมัวจู๋)
เสียงคำรามของพวกมันดังกึกก้องประหนึ่งเสียงฟ้าคำรามในยามที่สวรรค์ลงทัณฑ์ ทั่วทั้งมิติอากาศสั่นไหวจนม่านป้องกันของนาวาทะลวงเมฆาบังเกิดรอยร้าวรุกลามไปทั่วกราบเรือ อสูรศิลาเหล่านี้มิใช่สัตว์เดรัจฉานที่ไร้สติปัญญา ดวงตาสีโลหิตของพวกมันจ้องเขม็งมายังผู้บุกรุกบนเรือเหาะประหนึ่งรับรู้ได้ว่า สิ่งมีชีวิตที่ทำจากเนื้อหนังมังสาเหล่านี้คือศัตรูที่บังอาจหมายปองสมบัติอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกมัน
"บัดซบ! ทำไมพวกมันถึงมีจำนวนมหาศาลถึงเพียงนี้! ฆ่าตัวหนึ่ง งอกขึ้นมาใหม่อีกสิบตัว!" เฟิงอี้หรานแผดเสียงแข่งกับเสียงกัมปนาท แววตาของศิษย์เอกแห่งสำนักพู่กันเพลิงฉายแววตระหนก เขากางพัดขนนกสีเพลิงออก รวบรวมปราณวิญญาณในร่างจนถึงขีดสุด
"วิถีแห่งอัคคี... เพลิงอสูรคลั่งผลาญสวรรค์!"
เฟิงอี้หรานสะบัดพัดอย่างเกรี้ยวกราด คลื่นเพลิงสีแดงฉานประดุจมังกรอัคคีพุ่งทะยานออกจากปลายพัด ม้วนตัวเข้ากลืนกินร่างของกองทัพเผ่าอสูรศิลาแนวหน้า ความร้อนแรงของวิชาสำนักพู่กันเพลิงนั้นเคยเผาผลาญยอดฝีมือมานับไม่ถ้วน ทว่าเมื่อมังกรเพลิงปะทะเข้ากับผิวหนังหินผาของพวกมัน เปลวไฟกลับถูกกฎเกณฑ์แห่งปฐพีที่หนักแน่นบดขยี้จนแตกซ่าน ทำได้เพียงทิ้งรอยเขม่าสีดำควันไว้บนกระดองศิลาของพวกมันเท่านั้น หาได้ระคายเคืองไปถึงแก่นวิญญาณภายในไม่
ขณะเดียวกัน ฉินมู่หลางแห่งสำนักกระบี่นิรันดร์ก็มิได้นิ่งดูดาย ชายหนุ่มพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ กระบี่ในมือเปล่งแสงสีเงินวาววับ เจตจำนงกระบี่ที่สามารถตัดผ่านห้วงเวลาและมิติถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มกำลัง
"เจตจำนงกระบี่นิรันดร์... ตัดห้วงเวลาผ่าปฐพี!"
รังสีกระบี่นับร้อยสายพุ่งตกลงมาประหนึ่งห่าฝนดาวตก สับฟันลงบนร่างของเผ่าอสูรศิลาอย่างแม่นยำ เสียงกระแทกดัง 'เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!' ประหนึ่งเทพเจ้ากำลังใช้ค้อนเหล็กตีเหล็กไหล รังสีกระบี่อันคมกล้าสามารถฝากรอยร้าวลึกไว้บนร่างของพวกมันได้บางส่วน บางตัวถึงกับแขนศิลาขาดสะบั้น
ทว่าภาพที่เกิดขึ้นต่อมากลับทำให้ความหวังของคณะวิปลาสต้องดับวูบ ร่างของอสูรศิลาที่บาดเจ็บเพียงแค่วางฝ่ามือหรือทาบส่วนที่ขาดลงบนพื้นวิหาร ปราณผลึกปฐพีสีอำพันก็พวยพุ่งขึ้นมาหล่อเลี้ยงบาดแผล รอยร้าวสมานตัวและแขนที่ขาดก็งอกขึ้นมาใหม่จากผลึกหินในชั่วพริบตา!
"พวกมันมิได้กลืนกินเนื้อหนังเป็นอาหาร... แต่มันดูดซับแก่นแท้แห่งปฐพีเพื่อดำรงอยู่!" ฉินมู่หลางร่อนลงมายืนบนหัวเรือเคียงข้างอาเจียด้วยลมหายใจที่เริ่มหอบเหนื่อย "ตราบใดที่ฝ่าเท้าของพวกมันยังคงสัมผัสกับผืนปฐพีในวิหารแห่งนี้ พวกมันก็จะสกัดเอาปราณวิญญาณจากใต้ดินมาฟื้นฟูตัวเองได้ไม่รู้จบ หากพวกเรายังดื้อดึงปักหลักสู้ต่อไป ปราณวิญญาณในร่างของพวกเราคงได้เหือดแห้งก่อนที่จะเอาชนะพวกมันได้แม้แต่ครึ่งกองทัพแน่!"
หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นที่รับหน้าที่กางม่านเหมันต์คุ้มกันความร้อนให้แก่ตัวเรือ บัดนี้ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ปราณเหมันต์ของพวกนางเริ่มต้านทานความรุนแรงของธาตุไฟและธาตุดินที่ประสานกันไม่ไหว รอยร้าวบนม่านพลังขยายวงกว้างขึ้นทุกขณะ
อาเจียยืนนิ่งงัน ทว่าภายในดวงตาที่เบิกกว้างนั้น สมองของเขากำลังหมุนวนด้วยสัญชาตญาณความตระหนี่และการคำนวณ 'บัญชีกำไรขาดทุน' อย่างรวดเร็วเกินกว่าสติปัญญาของคนทั่วไปจะตามทัน
'บัดซบเอ๊ย! ขืนสู้ต่อเพื่อเอาชนะพวกก้อนหินไร้สมองพวกนี้ ข้าก็ต้องอัญเชิญเจ้าสัวออกไปลุย ซึ่งนั่นหมายถึงการเผาผลาญศิลาปราณในเบ้าหลอมของมันอย่างมหาศาล! ส่วนตัวข้าเองก็ต้องสูญเสียทิพยปราณไปกับการจารึกอักขระ แถมตาเฒ่าอีแปะที่นั่งซดชาอยู่ท้ายเรือนั่นก็จ้องแต่จะเอาเปรียบ ไม่ยอมออกแรงช่วยฟรีๆ แน่! ที่สำคัญที่สุด... ไอ้พวกอสูรศิลาพวกนี้มันไม่มีแหวนมิติ ไม่มีถุงเงินให้ข้าปล้น! ฆ่าพวกมันไปก็ไม่ได้ทรัพย์สินกลับคืนมาแม้แต่อีแปะเดียว!'
ยิ่งคิด อาเจียก็ยิ่งรู้สึกปวดใจประหนึ่งมีมีดนับร้อยเล่มมากรีดเฉือนก้อนเนื้อในอก ความจริงที่ว่าปราณผลึกปฐพีอันล้ำค่ากองอยู่เบื้องหน้า ทว่าเขากลับหยิบฉวยมันไปไม่ได้ในตอนนี้ ช่างเป็นความทรมานที่แสนสาหัสสำหรับคนหน้าเงินเช่นเขา
"หนี! พวกเราต้องถอยเดี๋ยวนี้!" อาเจียแผดเสียงสั่งการขั้นเด็ดขาด ตัดสินใจละทิ้งสมบัติเพื่อรักษาต้นทุนชีวิตไว้ก่อน "หักหัวเรือเลี้ยวกลับ! ดิ่งลงไปในรอยแยกผลึกสีดำด้านล่างซ้ายนั่น! เนตรสูญตาของข้าสัมผัสได้ว่าในรอยแยกนั้นมีกระแสลมและช่องว่างมิติที่ทอดยาวลึกลงไปอีก!"
ทว่าก่อนที่คำสั่งของเขาจะได้รับการปฏิบัติ จิตสำนึกของอาเจียก็ถูกดึงดูดเข้าสู่โลกเร้นลับภายในพู่กันนิรันดร์อย่างรุนแรง
ภายในห้วงมิติสีขาวโพลนอันเป็นเอกเทศ บรรยากาศบัดนี้ไม่ได้สงบเงียบดังเช่นเคย เจ้าหญิงตัวน้อย จิตวิญญาณปฐมต้นกำเนิดแห่งความว่างเปล่า บัดนี้กำลังทำหน้ายุ่งเหยิงและกระทืบเท้าปึงปังอยู่บนก้อนเมฆวิญญาณ นางกอดอกเชิดหน้าขึ้นพลางสะบัดปอยผมเปียคู่ไปมาด้วยความเกรี้ยวกราดอย่างดรุณีน้อยที่ถูกขัดใจขั้นสุด
"อะไรนะ! นายท่านขี้งก! ท่านสั่งให้หนีงั้นหรือ! จะหนีทำไมกัน! ขนมผลึกปฐพีของข้าอยู่ตรงหน้านี้แล้วนะ! ท่านรับปากแล้วว่าจะเอามาให้ข้าเจ็ดส่วน ข้าอุตส่าห์ยอมให้ยืมปราณมหาภาวะชวีเพื่อฝ่าด่านลงมา แต่พอบทจะสู้ เจ้านายของข้ากลับหางจุกตูดสั่งถอยทัพเสียอย่างนั้น ช่างน่าขายหน้านัก!" นางแหวเสียงใสประดุจระฆังแก้วที่ถูกตีอย่างแรง
มู่เฉิน บรรพชนผู้เป็นเสาหลักแห่งวิญญาณที่นั่งสมาธิอยู่บนแท่นหยก ลืมตาขึ้นช้าๆ พลางลูบเคราขาวเพื่อระงับอารมณ์วุ่นวายภายในมิติ "ท่านหญิงน้อย โปรดระงับโทสะก่อน... อาเจียตัดสินใจถูกต้องแล้ว เผ่าอสูรศิลามีร่างกายที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ฟ้าดิน หากพวกมันยังยืนอยู่บนพื้น การจะสังหารพวกมันทั้งหมดด้วยกำลัง ย่อมหมายถึงการเผาผลาญทิพยปราณจนสิ้นสูญ ต่อให้อาเจียฝืนใช้วิถีอักขระขั้นสูงเข้าสู้ เขาก็ต้องสูญเสียศิลาปราณนับหมื่นก้อนเพื่อหล่อเลี้ยงค่ายกล ซึ่งนั่นไม่ต่างจากการฆ่าตัวตายในดินแดนศัตรูเลย"
อาเจียที่ปรากฏร่างจิตขึ้นในมิติ รีบพยักหน้าสนับสนุนคำพูดของอาจารย์ปู่ทันที "ใช่แล้วท่านหญิงน้อย! หากข้าไม่สั่งหนีในตอนนี้ ข้ากับพวกพ้องคงได้กลายเป็นปุ๋ยชั้นดีบำรุงรากต้นไม้หินพวกนั้นแน่! ข้าไม่ได้ตระบัดสัตย์ เพียงแต่พวกเราต้องล่าถอยเพื่อรักษากำลัง ไว้สลัดพวกมันหลุดแล้ว ข้าสัญญาว่าจะหาวิธีกลับมาลอบขโมย... เอ้ย! กลับมาทวงเอาผลึกปฐพีพวกนั้นมาประเคนให้ท่านอย่างแน่นอน!"
เจ้าหญิงตัวน้อยเบ้ปาก ทำจมูกฟุดฟิดด้วยความไม่พอใจ "ฮิฮิ! นายท่านขี้งกทำหน้าตาเหมือนจะร้องไห้เพราะกลัวเสียเงินอีกแล้ว! ไอ้พวกก้อนหินโง่เขลาพวกนี้มันยึดถือในกฎเกณฑ์ 'ความแข็ง' และ 'ความมีอยู่' หากท่านยังใช้เพียงวิถีวัฏจักรขั้นที่สามที่เน้นการแปรเปลี่ยนปราณไปมา ท่านย่อมมิอาจเอาชนะเจตจำนงแห่งปฐพีที่หนักแน่นเช่นนี้ได้หรอก!"
นางชี้ไม้ชี้มือมาทางอาเจีย วาจาที่ดูเหมือนการบ่นด่าแท้จริงแล้วกลับแฝงไปด้วยมรรคแห่งเต๋าโบราณที่ล้ำลึกสุดหยั่งคาด "ฟังนะนายท่านขี้งก... การหนีมิใช่วิถีของราชันหมื่นอักขระ หากท่านต้องการรอดพ้นจากวิกฤตนี้พร้อมกับสหายของท่าน ท่านต้องเลิกมองว่าอักขระเป็นเพียงรอยขีดเขียนที่ตายตัว จงมอบ 'จิต' ให้แก่มัน! ให้พวกมันเรียนรู้ที่จะตอบโต้กฎเกณฑ์ฟ้าดินและปกป้องตนเอง!"
นางกางมือเล็กๆ ออกเบาๆ ปรากฏโครงสร้างอักขระหลิงสี่ตัวลอยออกมาจากความว่างเปล่า อักขระทั้งสี่ตัวมิได้เรียงตัวเป็นเส้นตรงหรือวัฏจักรสามเหลี่ยมดังที่อาเจียเคยใช้ แต่มันพุ่งเข้าหากัน เชื่อมต่อกันในทุกมิติ จนกลายเป็น ผนึกจตุรทิศ ที่ปิดทึบทุกด้าน ไร้ซึ่งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด
"จงละทิ้งวิถีวัฏจักรที่ต้องพึ่งพาการไหลเวียนเสีย... ผสานอักขระหลิงสี่ทิศเข้าด้วยกัน สร้างเป็นเจตจำนงก่อกำเนิด นี่คือวิถีแห่ง ขั้นที่ 4 : จตุรธาตุบรรพกาล (ผสานวิญญาณ)! เมื่ออักขระมีโครงสร้างที่ปิดทึบสมบูรณ์ มันจะก่อเกิดสติปัญญาจำลอง มันจะรู้ว่าเมื่อใดควรแข็ง เมื่อใดควรอ่อน และเมื่อใดควรยืมแรงของศัตรูมาใช้! แต่แน่นอนล่ะ... การจะฝืนลิขิตสวรรค์สร้างเจตจำนงให้สิ่งไม่มีชีวิต ท่านต้องจ่ายค่าตอบแทนที่สาสม!"
อาเจียเบิกตากว้าง ซึมซับมรรคแห่งเต๋าบรรพกาลที่นางถ่ายทอดมา ปัญญาอันล้ำลึกสว่างวาบขึ้นในห้วงสำนึก เขารู้สึกได้ถึงโครงสร้างวิญญาณในร่างจิตที่กำลังขยายขอบเขตออกไปอย่างบ้าคลั่ง ทว่าประโยคสุดท้ายของนางกลับทำให้หัวใจที่กำลังพองโตของเขาต้องห่อเหี่ยวลงฉับพลัน
'ค่าตอบแทนที่สาสม... อย่าบอกนะว่าข้าต้องเสียเงินอีกแล้ว!'
ชายหนุ่มตื่นขึ้นสู่โลกภายนอกในเสี้ยววินาที ร่างของอสูรศิลายักษ์ตัวหนึ่งกำลังกระโดดลอยตัวขึ้นกลางอากาศ กำปั้นหินที่อาบด้วยเปลวเพลิงและปราณปฐพีหนักนับหมื่นชั่งกำลังจะทุบลงมาที่กลางลำเรือนาวาทะลวงเมฆา หากการโจมตีนี้ปะทะเข้าเต็มเปา เรือเหาะลำนี้ย่อมต้องแหลกสลายกลายเป็นผุยผงอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
"เตรียมตัวรับแรงกระแทก!" อาเจียกัดฟันกรอด ดวงตาแดงก่ำด้วยความเจ็บปวดใจประหนึ่งคนกำลังจะถูกเฉือนเนื้อ เขาล้วงมือเข้าไปในแหวนมิติอย่างรวดเร็ว กอบโกยเอา 'ศิลาปราณระดับสูง' จำนวนมหาศาลออกมา "สวรรค์ลงทัณฑ์คนหน้าตาดีอย่างข้าแท้ๆ! ข้าต้องสังเวยทรัพย์สินของข้าจริงๆ หรือนี่!"
อาเจียสาดศิลาปราณนับพันก้อนขึ้นไปกลางอากาศ ศิลาปราณเหล่านั้นแตกสลายกลายเป็นละอองปราณบริสุทธิ์ในพริบตา ชายหนุ่มตวัดพู่กันนิรันดร์ วาดอักขระหลิงด้วยความเร็วที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของร่างกาย อักขระทั้งสี่ตัวพุ่งทะยานออกไป ดูดซับปราณจากศิลาปราณ และหลอมรวมกันกลางอากาศกลายเป็นโครงสร้าง 'ผนึกจตุรทิศ' ที่ส่องประกายสีเงินยวงเจิดจรัส
"มรรคาแห่งเต๋า... การผสานชั้นที่ 4 : จตุรธาตุบรรพกาล... บัญชาเจตจำนง!"
อาเจียตวัดปลายพู่กันชี้ไปยังพยนต์เทวะร่างยักษ์ที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าเรือ "เจ้าสัว! รับเอาเจตจำนงแห่งฟ้าดินไป สำแดงเดชราชันย์อเวจีกึ่งเซียน!"
โครงสร้างอักขระพุ่งเข้าหลอมรวมกับแกนกลางบัญชาอักขระที่หน้าอกของ เจ้าสัว พริบตานั้น ดวงตาสีอำพันของหุ่นศิลาทองคำพลันลุกโชนด้วยไฟวิญญาณที่สุกสว่างยิ่งกว่าเดิม ปีกโลหะทั้งหกแฉกด้านหลังกระพือออกอย่างทรงพลัง ร่างกายของมันมิได้เป็นเพียงโลหะแข็งที่รอรับคำสั่งอีกต่อไป ทว่ามันถูกห่อหุ้มด้วยเจตจำนงแห่งมรรควิถีที่มีสติปัญญาจำลอง
เมื่อกำปั้นของอสูรศิลายักษ์ทุบลงมา เจ้าสัวมิได้ยกแขนขึ้นตั้งรับเพื่อปะทะด้วยแรงกายอันโง่เขลา ทว่ามันกลับขยับตัวด้วยท่วงท่าที่นุ่มนวลแต่แฝงด้วยสัจธรรมอันลึกล้ำ ปีกโลหะด้านซ้ายสั่นสะเทือนด้วยความถี่สูงจนมิติอากาศบิดเบี้ยว มันใช้ปีกนั้นเฉือนเข้าที่ข้อต่อกำปั้นของศัตรู พร้อมกับใช้ฝ่ามือทองคำสัมผัสไปที่แขนหินผา
อักขระหลิงที่แฝงอยู่ในร่างของเจ้าสัวทำงานโดยอัตโนมัติ มันแทรกซึมและสั่งให้โครงสร้างของอสูรศิลา 'ลืมเลือน' กฎเกณฑ์ความแข็งแกร่งของตนเอง!
"กัมปนาทททท!"
เสียงระเบิดดังกึกก้องประหนึ่งสวรรค์ถล่ม ทว่ามิใช่เรือที่แหลกสลาย แต่เป็นร่างของอสูรศิลายักษ์ที่สูญเสียความยึดเหนี่ยวในกฎเกณฑ์แห่งปฐพี ร่างกายที่แข็งแกร่งดุจเพชรพญายมกลับแตกกระจายออกเป็นละอองธุลีปลิวว่อนไปในอากาศธาตุ เพียงการโจมตีสวนกลับเพียงครั้งเดียวของพยนต์เทวะที่ได้รับเจตจำนงจตุรธาตุ ก็สามารถทำลายศัตรูที่ฟื้นฟูตัวเองได้จนสิ้นซาก!
"ยอดเยี่ยม! การผสานขั้นที่สี่ช่างทรงพลังนัก!" เฟิงอี้หรานโห่ร้องด้วยความยินดี
ทว่าอาเจียกลับยิ้มไม่ออก เขาจับจ้องไปยังศิลาปราณที่หลอมละลายหายไปในอากาศธาตุด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว "ยอดเยี่ยมบ้าบออะไรกัน! เจ้าสัวชกไปหนึ่งหมัด ข้าสูญเงินไปหนึ่งพันก้อน! ขืนปล่อยให้มันต่อยจนหมดฝูง ข้าได้ไปนั่งขอทานอยู่หน้าหอสุวรรณดาราแน่ๆ! เจ้าถุงเงิน! ออกมาช่วยเดี๋ยวนี้!"
เมื่อได้รับบัญชา เงาดำที่ทอดตัวอยู่ใต้ฝ่าเท้าของอาเจียก็เกิดการบิดเบี้ยว เจ้าถุงเงิน ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ สัตว์อสูรสายเลือดหายาก แทรกกายออกจากมิติเงาอย่างเงียบเชียบ มันได้รับผลบุญจากการผสานเจตจำนงจตุรธาตุด้วยเช่นกัน ร่างของมันแม้จะเล็กจิ๋วทว่าเปี่ยมด้วยปราณวิญญาณที่น่าสะพรึงกลัว
เจ้าถุงเงินกระโดดขึ้นไปในอากาศ พ่น 'ใยโปร่งใสไร้สภาพ' ออกมานับหมื่นเส้น เส้นใยเหล่านี้ถักทอกันเป็นตาข่ายสังหารที่มองไม่เห็น ครอบคลุมไปทั่วอาณาบริเวณด้านหน้าของเรือเหาะ อสูรศิลาที่พุ่งทะยานเข้ามา เมื่อสัมผัสเข้ากับใยวิญญาณนี้ เส้นชีพจรปฐพีที่เชื่อมต่อกับกฎเกณฑ์ฟ้าดินของพวกมันก็ถูกตัดขาดสะบั้น ร่างกายแข็งทื่อและร่วงหล่นลงประหนึ่งหินธรรมดาที่ไร้ชีวิต
การสอดประสานระหว่างเจตจำนงของเจ้าสัวและการสกัดจุดของเจ้าถุงเงิน ช่วยซื้อเวลาอันมีค่าให้แก่นาวาทะลวงเมฆา อาเจียไม่รอช้า เขารีบควบคุมแกนบัญชาอักขระ บังคับให้เรือเหาะหักเลี้ยวอย่างรุนแรงจนกราบเรือแทบจะพลิกคว่ำ พุ่งหลาวลงสู่รอยแยกผลึกสีดำมืดที่อยู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็วที่สุด
รอยแยกมิติแห่งนั้นคับแคบและคดเคี้ยวอย่างยิ่ง ปราณอัดแน่นจนเกิดเป็นพายุกระแสลมเกรี้ยวกราด นาวาทะลวงเมฆาที่พุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงสุดจำต้องเบียดเสียดกับผนังหินที่ยื่นออกมา เสียงเสียดสีของไม้หอมประดับทองคำปะทะกับหินดังบาดลึกจนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบไปตลอดทาง
"อ๊ากกก! สีข้างเรือของข้า! ลวดลายทองคำสลักของข้าถลอกหมดแล้ว!" อาเจียแหกปากร้องลั่นด้วยความปวดใจยิ่งกว่าถูกฟัน มือทั้งสองข้างกุมศีรษะประหนึ่งคนเสียสติเมื่อเห็นสมบัติล้ำค่าต้องมีตำหนิ เขาหันไปถลึงตาใส่ชายชราที่นั่งหลับตาพริ้มอยู่บริเวณท้ายเรือ
"อาจารย์งก! ท่านตาบอดหรือไร! ท่านช่วยกางปราณเซียนกันกระแทกคลุมให้ขอบเรือของข้าหน่อยไม่ได้หรือไง! ข้าอุตส่าห์ยอมเสียเงินเปิดใช้เจตจำนงอักขระคุ้มกันชีวิตพวกท่านแล้วนะ ท่านจะเอาแต่นั่งจิบชากินแรงศิษย์ไปถึงไหน!"
นักพรตหมื่นอีแปะ ยอดคนอิสระผู้มีระดับการบำเพ็ญเพียรแท้จริงถึงขั้นหลอมความว่างเปล่า ทว่าแสร้งทำตัวกระจอกงอกง่อย ค่อยๆ ลืมตาที่ปรือปรอยขึ้น แววตาของเขาฉายแววเจ้าเล่ห์และตระหนี่ถี่เหนียวไม่แพ้ศิษย์
"เพ้ย! ไอ้เด็กเหลือขอปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำ! ข้าตกลงรับงานคุ้มกันแกนบัญชาอักขระของเรือลำนี้ ไม่ให้มันตกหล่นลงไปแหลกสลายในภูเขาไฟต่างหาก! ส่วนไอ้รอยถลอกปอกเปิกภายนอกนั่น เจ้าก็ไปซื้อขี้ผึ้งกระปุกละสองอีแปะมาขัดเงาเอาก็เหมือนใหม่แล้ว จะมาเรียกร้องให้ข้าสิ้นเปลืองปราณเซียนบริสุทธิ์ที่หล่อหลอมมานับร้อยปีเพื่อปกป้องเศษแผ่นไม้สีทองของเจ้าทำไม! ปราณของข้ามีค่าดั่งทองคำสกัดเก้าครั้งนะโว้ย!"
นักพรตเฒ่าตอกกลับอย่างหน้าไม่อาย พลางตวัด 'แส้ปัดหมื่นนฤมิต' ออกไปข้างหน้าอย่างนุ่มนวล ปราณเซียนระดับวิญญาณแรกเริ่มที่เขาจงใจจำกัดพลังไว้ ถูกส่งออกไปในรูปแบบของเส้นด้ายบางเฉียบ พุ่งตรงเข้าไปห่อหุ้มเพียงแค่ 'เบ้าหลอมปราณ' และ 'แกนบัญชาหลัก' ของเรือเท่านั้น
การคำนวณปราณของชายชรานั้นแม่นยำดุจเทพยดา ปราณที่ส่งไปต้านทานแรงกระแทกจากผนังหินนั้นมีสัดส่วนที่พอดีเป๊ะ 'ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่อีแปะเดียว' แรงสะเทือนที่อาจทำลายแกนกลางถูกสลายหายวับไปในอากาศธาตุ ทำให้เรือยังคงแล่นต่อไปได้ ทว่าส่วนอื่นของกราบเรือก็ยังคงครูดกับหินจนถลอกปอกเปิกไปตามยถากรรม สร้างความคับแค้นใจให้อาเจียจนแทบกระอักเลือด
"ตาเฒ่าหน้าเงินเอ๊ย! สักวันข้าจะแอบเอาแส้ปัดของท่านไปขายทอดตลาด!" อาเจียสบถด่าในใจ
เรือเหาะพุ่งหลาวลงไปในความมืดมิดเบื้องล่างอย่างรวดเร็วดุจดาวตก โดยมีเสียงคำรามและเสียงหินถล่มของเผ่าอสูรศิลาที่พยายามไล่ตามมาดังไล่หลังอย่างกระชั้นชิด พวกมันทุบทำลายผนังผลึกด้านบนเพื่อพยายามขุดเจาะมุดตามลงมา แรงสั่นสะเทือนมหาศาลทำให้เศษหินและเพดานถ้ำร่วงหล่นลงมาเป็นระยะ ทว่าด้วยความเร็วของนาวาทะลวงเมฆา พวกเขาก็สามารถรอดพ้นจากเงื้อมมือของมัจจุราชศิลามาได้อย่างหวุดหวิด
จนกระทั่ง... นาวาทะลวงเมฆาหลุดพ้นจากช่องแคบมรณะอันแสนยาวนาน พุ่งพรวดออกสู่พื้นที่เปิดกว้างอันไร้ขีดจำกัดเบื้องล่าง!
บรรยากาศรอบด้านแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและฉับพลัน ความร้อนระอุของลาวา ปราณปฐพีที่หนักอึ้ง และกลิ่นกำมะถันที่ชวนให้หายใจไม่ออก ถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ กลิ่นอายของสนิมโลหะเก่าแก่และฝุ่นผงแห่งกาลเวลาลอยแตะจมูก แสงสีฟ้าหม่นที่เกิดจากแร่เรืองแสงประหลาดบางชนิดที่ติดอยู่ตามผนังถ้ำ สาดส่องให้เห็นภาพทัศนียภาพเบื้องหน้าที่ทำให้ทุกคนบนเรือ ไม่เว้นแม้แต่ยอดคนอย่างนักพรตหมื่นอีแปะ ต้องเบิกตากว้างและตกตะลึงจนลืมหายใจ
เบื้องล่างของพวกเขา ลึกลงไปในความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง คือมหานครใต้ดินขนาดมโหฬารที่ถูกสร้างขึ้นจากโลหะสำริด หินสลัก และโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่วิจิตรพิสดารเกินกว่ามนุษย์ยุคปัจจุบันจะจินตนาการได้
สิ่งที่สะกดสายตาที่สุดคือ ฟันเฟืองฟ้าขนาดยักษ์ ที่มีความใหญ่โตเท่ากับภูเขาลูกหนึ่ง กำลังขัดกันและหมุนวนอยู่อย่างเชื่องช้าและเงียบงัน มันคือกลไกที่ถูกสลักเสลาด้วยอักขระควบคุมวิญญาณนับล้านตัวที่ยังคงเปล่งแสงสีฟ้าเรืองรอง โครงกระดูกของพยนต์เทวะรูปร่างแปลกประหลาด ทั้งนกยักษ์ปีกเหล็กกล้าที่ยาวนับร้อยจั้ง พยัคฆ์หุ้มเกราะทองเหลือง และหุ่นรบศิลาที่พังทลาย นอนทอดร่างระเกะระกะอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังประหนึ่งสุสานของทวยเทพ โซ่ตรวนเส้นเขื่องขนาดเท่าลำต้นไม้ร้อยปีห้อยระย้าลงมาจากเพดานถ้ำที่มองไม่เห็นยอด เชื่อมโยงกลไกต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างซับซ้อน
"นี่มัน... โลกอะไรกัน..." หลินชิงเสวี่ยพึมพำด้วยความตื่นตะลึง นางลืมเลือนความหวาดกลัวไปจนสิ้นเมื่อเผชิญกับความยิ่งใหญ่ของซากอารยธรรมโบราณ
ภายในห้วงจิตของอาเจีย มู่เฉิน ที่เคยสงบนิ่งและสุขุมมาตลอด พลันลุกพรวดขึ้นยืนบนแท่นหยก ดวงตาสีเงินของวิญญาณบรรพชนเบิกกว้าง ร่างโปร่งแสงของเขาสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นระคนสะเทือนใจอย่างหาที่สุดไม่ได้
"กลวิธานจักรกลที่สอดประสานกับปราณฟ้าดิน... ฟันเฟืองฟ้าสลักอักขระควบคุมวิญญาณระดับบรรพกาล... ไม่ผิดแน่!" เสียงของมู่เฉินสั่นเครือ "อาเจีย... ที่นี่คือซากโบราณสถานของ สำนักหัตถ์กล 偃机宗 (เหยี่ยนจีจง) ขั้วอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่เชี่ยวชาญศาสตร์วิศวกรรมสวรรค์และการสร้างพยนต์เทวะ! พวกเขาคืออดีตมหาอำนาจที่ล่มสลายและหายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์เมื่อหนึ่งพันปีก่อนพร้อมกับอดีตสำนักหมื่นอักขระของพวกเรา!"
อาเจียเบิกตากว้างเมื่อได้ยินชื่อนั้น ในหน้าบันทึกมหาคัมภีร์ที่เขาเคยอ่าน สำนักหัตถ์กลคือผู้สร้างพยนต์เทวะที่ทรงอำนาจที่สุดในยุคโบราณ การที่ซากสำนักเร้นลับแห่งนี้มาซ่อนตัวกบดานอยู่ใต้ก้นบึ้งของหุบเขาเพลิงผลาญ ย่อมหมายความว่าที่นี่คือสถานที่พำนักสุดท้ายก่อนที่พวกเขาจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์
ทว่าสำหรับชายหนุ่มผู้มีวิญญาณของพ่อค้าหน้าเงิน สิ่งที่ดึงดูดใจเขามากที่สุดหาใช่อดีตอันขมขื่นของสำนักโบราณไม่ แต่เป็นขุมทรัพย์มหาศาลที่กองอยู่เบื้องหน้าต่างหาก!
"สวรรค์โปรด! ที่นี่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนศัสตราประกอบและซากพยนต์เทวะโบราณ!" อาเจียตาลุกวาวเป็นประกายแสงสีทอง สัญชาตญาณหน้าเงินพุ่งปรี๊ดทะลุขีดจำกัดจนลืมความเหนื่อยล้าและความเสียดายทรัพย์เมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น "เศษโลหะวิญญาณ แกนปราณบรรพกาล และฟันเฟืองฟ้าดินพวกนี้ หากข้าเก็บเอาไปแยกส่วนขายที่หอสุวรรณดารา หรือนำมาอัพเกรดชิ้นส่วนให้เจ้าสัว ข้าก็จะได้พยนต์เทวะที่ไร้เทียมทาน! รวยแล้ว! คราวนี้ข้ารวยเละเทะแล้วโว้ย!"
ชายหนุ่มหัวเราะร่าอย่างคนเสียสติ เขาเตรียมจะออกคำสั่งให้นาวาทะลวงเมฆาร่อนลงจอดเพื่อออกไปกอบโกยซากชิ้นส่วนโบราณเหล่านั้นด้วยสองมือของตนเอง
ทว่า... ความสุขของคนตระหนี่มักอยู่ได้ไม่นานเสมอ!
"ครืดดดด... กัมปนาทททท!"
เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทมาจากเพดานถ้ำสีดำทมิฬเบื้องบน รอยร้าวขนาดใหญ่ลุกลามประหนึ่งใยแมงมุมยักษ์ เศษหินและผลึกขนาดเท่าศาลาวัดร่วงหล่นลงมาดุจห่าฝนอุกกาบาต
เผ่าอสูรศิลาที่กราดเกรี้ยวและคลุ้มคลั่งจากการถูกรุกราน ไม่ได้ล่าถอยหรือล้มเลิกการตามล่าไปไหน พวกมันอาศัยพละกำลังมหาศาล สัญชาตญาณดิบ และจำนวนที่นับไม่ถ้วน กำลังช่วยกันขุดเจาะและกระแทกเพดานถ้ำมรณะของซากสำนักหัตถ์กลเพื่อหวังจะทะลวงตามลงมาฉีกร่างผู้บุกรุกให้เป็นชิ้นๆ!
"เวรเอ๊ย! ไอ้พวกก้อนหินนรกนี่มันกัดไม่ปล่อยเลยรึไง! ชาติก่อนข้าไปติดหนี้พวกแกไว้หรือไงกัน!" เฟิงอี้หรานสบถลั่นพลางกางพัดเตรียมรับมือ
"อาเจีย! พวกมันกำลังจะทะลวงเพดานลงมาแล้ว! จำนวนมหาศาลขนาดนี้ หากปล่อยให้พวกมันตกลงมาถึงพื้นพร้อมกับหินถล่ม ซากโบราณสถานแห่งนี้ ขุมทรัพย์ที่เจ้าหมายปอง และพวกเราทุกคนจะต้องถูกบดขยี้จนแหลกเป็นจุลไปพร้อมกัน!" มู่เฉินแผดเสียงเตือนจากในมิติพู่กัน ดึงสติของอาเจียให้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
อาเจียเงยหน้ามองขึ้นไปเบื้องบนด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดไร้สีเลือด เขารู้ดีว่าม่านปราณธรรมดา หรือแม้แต่ม่านสุญญะระดับสาม ไม่อาจหยุดยั้งน้ำหนักของอสูรศิลานับหมื่นตัวและหินผาที่ร่วงหล่นลงมาได้ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะสร้างกำแพงปราการที่แข็งแกร่งและกว้างใหญ่พอที่จะรองรับแรงกระแทกของฟ้าถล่มดินทลายนี้ได้... ทว่ามันเป็นวิธีที่ทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขารวดร้าวและหลั่งเลือดมากที่สุดในชีวิต!
"ทุกคนเตรียมตัวรับแรงกระแทกขั้นสูงสุด!" อาเจียตะโกนลั่น เสียงของเขาสั่นเครือราวกับคนกำลังจะขาดใจตาย เขากัดฟันกรอดจนเลือดซึมมุมปาก พลางล้วงมือทั้งสองข้างเข้าไปในแหวนมิติระดับสูงของตนเอง
"สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งและลงทัณฑ์คนหล่อหน้าตาดีอย่างข้าแท้ๆ! ข้าหนีพวกมันมาเพื่อประหยัดเงิน แต่สุดท้าย... ข้าก็ต้องใช้การผสานขั้นที่ ๔ แบบเต็มรูปแบบ! ข้าต้องสังเวย ศิลาปราณหนึ่งหมื่นก้อน ของข้า เพื่อสร้าง 'ม่านกักขังบรรพกาล' จริงๆ หรือนี่! อ๊ากกก! เงินของข้าาา!"
เสียงโหยหวนอันน่าเวทนาของราชันหมื่นอักขระดังกึกก้องไปทั่วซากมหานครใต้ดิน แข่งกับเสียงถล่มของเพดานถ้ำมรณะที่กำลังจะพังทลายลงมา บัดนี้ การเดิมพันด้วยชีวิตและทรัพย์สินอันมหาศาลได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!