ราชันย์ภาพยนต์

    ตอนที่ 10 รองผู้อำนวยการสถานีหวัง

    ตอนที่ 10 รองผู้อำนวยการสถานีหวังเมื่อเรื่องของหลินเฟิงได้คลี่คลายลงแล้ว หวังซินก็โล่งใจในที่สุดหลินเฟิงก็คืองูพิษที่ซ่อนอยู่ในความมืดตัวหนึ่ง พอไม่ทันระวัง ก็อาจจะโดนแว้งกัดได้ และการที่ถูกงูพิษตัวหนึ่งกัดนั้น ก็คาดเดาได้ยากถึงผลที่จะตามมาถึงแม้ว่าตอนนี้เริ้นเสี่ยวจะกลับเข้ามาทำงานใหม่อีกครั้งแล้ว แต่ว่าขั้นตอนในการรับเขาเข้าเป็นพนักงานใหม่ก็จะต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อยสามเดือนถึงจะดำเนินการเสร็จในระยะเวลาสามเดือนนี้ ต่อให้เริ้นเสี่ยวอยากจะแข่งชิงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีอีกแค่ไหนก็จะไม่มีทางเป็นไปได้แล้วหลายวันมานี้หวังเป่าหลงยังไม่รู้ว่าหวังซินคือคนที่อยู่เบื้องหลังการทำลายแผนการชั่วร้ายที่ใส่ร้ายเริ้นเสี่ยว ซึ่งช่วงไม่กี่วันมานี้เขาก็ได้รับวิดีโอและเทปเสียงมาจากผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ แต่ผู้อำนวยการสถานีก็ไม่ได้บอกหวังเป่าหลง กับสิ่งที่หวังซินได้ส่งข้อมูลพวกนี้ให้เขาในวันที่ห้าเดือนเมษายน เป็นระยะเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่แผนการชั่วร้ายของหลินเฟิงถูกเปิดเผยออก และผลการแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เมืองซีจิงก็ได้ออกมาในที่สุด ซึ่งเพราะเริ้นเสี่ยวที่ได้ทำเรื่องเข้างานใหม่อีกครั้ง แล้วตอนนี้ขั้นตอนการดำเนินเรื่องนี้ก็ยังไม่เสร็จ ส่วนหลินเฟิงที่เป็นผู้แข่งชิงคนสุดท้าย กลับเป็นเพราะแผนการชั่วร้ายที่ตัวเองเป็นคนบงการทั้งหมดได้ส่งผลให้เขาต้องติดอยู่ในคุก จึงทำให้สุดท้ายแล้วตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ก็ตกเป็นของหวังเป่าหลงไปโดยปริยายหวังเป่าหลงประสบความสำเร็จในการแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ แต่ว่าการจัดการภายในสถานีโทรทัศน์กลับทำให้เขาพูดไม่ออกในวันที่ห้าเดือนเมษายน หวังซินก็ไม่ได้เข้าเรียนวิชาการเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่ได้ตรงดิ่งกลับบ้านเลยนี่เป็นเพราะว่าหวังเป่าหลงได้โทรศัพท์ไปแจ้งกับทางโรงเรียนไว้ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังในการเจาะแผนการชั่วร้ายของหลินเฟิงก็คือหวังซิน แต่หลายวันมานี้ก็ได้เห็นหวังซินวิ่งเข้าวิ่งออกที่สถานีโทรทัศน์อยู่เรื่อย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะเรื่องของเขา สิ่งพวกนี้หวังเป่าหลงเองก็ดูออก ดังนั้นวันนี้เขาจึงใจกว้างเป็นพิเศษ โดยให้ลูกชายกลับมาที่บ้านเร็วขึ้นภายในบ้าน หวังจวนได้ทำอาหารเย็นที่หลากหลายเตรียมไว้แล้ว และหวังเป่าหลงที่ไม่ได้สูบบุหรี่จัดเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว ก็ได้ติชมฝีมือการทำอาหารของภรรยาอย่างมีความสุขเมื่อหวังซินกลับถึงบ้าน แล้ววางกระเป๋าหนังสือของตัวเองลง ก็ได้เห็นสีหน้าของพ่อที่เต็มไปด้วยความสุข จึงยิ้มแล้วพูดว่า :“พ่อครับ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พ่อก็คือรองผู้อำนวยการสถานีหวังแล้วใช่ไหมครับ”“ไอ้เด็กบ้า ทำไมพูดกับพ่อแกแบบนี้ล่ะ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์นี้แม้ว่าในที่สุดจะได้ข้อสรุปแล้วนั้น ก็เกรงว่าพรุ่งนี้จะต้องได้รับผิดชอบภาระหน้าที่ใหม่ ในตอนนี้เองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะได้รับผิดชอบงานอะไรบ้าง”แม้ปากของหวังเป่าหลงจะพูดออกมาด้วยความกังวล แต่ใบหน้านั้นกลับเต็มไปด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้นดีใจเมื่อการแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์สำเร็จ อย่างน้อยก็ทำให้ตัวเองได้เลี่ยงกับปัญหาการแบกรับภาระของแผนก และการรับผิดชอบผลประโยชน์ได้สำเร็จนี่จึงถือว่าไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีกต่อไป บวกกับการที่ตัวเองได้เลื่อนขั้น จึงทำให้มีความสุขมากไปโดยปริยายหวังจวนยากที่จะปิดบังความรู้สึกสุขใจบนใบหน้า ซึ่งตอนนี้สามีก็ได้กลายเป็นรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์แล้ว การที่เธอเป็นภรรยา ก็จะพลอยได้รับผลประโยชน์ตามไปด้วย“ตอนที่ฉลองปีใหม่ก็มัวแต่กังวลเรื่องของแผนก จนทำให้พวกเราไม่มีกะจิตกะใจที่จะฉลองปีใหม่ ทั้งยังละเลยคุณไป วันนี้เรื่องทุกอย่างก็ได้คลี่คลายไปหมดแล้ว ครอบครัวเรามากินข้าวด้วยกันดีๆ สักมื้อเถอะ”หวังเป่าหลงพูดออกมา โดยยกพูดคำพวกนี้ให้กับหวังซิน เขารู้ว่าตอนที่ฉลองปีใหม่ก็เป็นเพราะปัญหาของตัวเอง ที่ทำให้เขาได้ละเลยหวังซินและภรรยาตอนนี้ทุกอย่างได้คลี่คลายลงแล้ว เรื่องแรกที่คิดได้ก็คือการชดเชยให้กับภรรยาและลูกในครั้งนี้ หวังเป่าหลงได้หยิบเหล้าอู่เหลียงเย่ที่ตัวเองเก็บสะสมมาเป็นเวลาสองปีออกมา ครั้งก่อนที่อ้วนเฉินคนหลอกลวงมาก็ยังไม่ได้ดื่มเหล้านี้ แต่ตอนนี้กลับเป็นหวังซินเองที่ต้องดื่มเหล้าเป็นเพื่อนด้วยกันกับพ่อก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ได้กลับมาเกิดใหม่ ความสามารถในการดื่มเหล้าของหวังซินไม่เลวเลย แต่ว่าหลังจากที่กลับมาเกิดใหม่นี้ ความสามารถในการดื่มเหล้าของหวังซินกลับไม่ได้เรื่อง การดื่มกับหวังเป่าหลงไปสองแก้ว ก็ทำให้เขาเวียนหัว พอรู้ว่าตัวเองเมาแล้ว ก็จะหลับได้อย่างง่ายดายเมื่อมองดูหวังซินที่กำลังหลับอยู่ หวังเป่าหลงก็ยิ้ม และพูดกับหวังจวนว่า : "ช่วงไม่กี่วันมานี้เจ้าเด็กนี่ก็วิ่งเข้าวิ่งออก ถึงแม้จะไม่รู้ว่าลูกทำอะไร แต่ว่าจู่ ๆ หลินเฟิงก็หมดอำนาจลง ซึ่งลูกจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องนี้ด้วยแน่"เมื่อหวังจวนได้ยินหวังเป่าหลงพูดแบบนี้ ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย จึงรีบพูดไปว่า : "ไม่หรอกมั้ง? ลูกเป็นแค่เด็กคนนึง จะสามารถโค่นหลินเฟิงได้ยังไง?""ก็แค่เดาเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลนะ ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนเขาจะรักสนุก แต่ว่าคุณเคยเห็นเขาไปที่สถานีโทรทัศน์บ่อย ๆ ไหมล่ะ?  และที่สำคัญที่สุดก็คือหลักฐานที่อยู่ในมือของผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ซึ่งเป็นเพราะหลักฐานพวกนั้นถึงทำให้หลินเฟิงได้หมดอำนาจลง แต่นอกจากหวังซินแล้ว ยังจะมีใครยอมมาช่วยพวกเราอีกล่ะ? นอกจากเริ้นเสี่ยว ก็มีลูกนี่แหละที่น่าจะเป็นไปได้ ในก่อนหน้านี้เริ้นเสี่ยวก็หลงกลแผนชั่วของหลินเฟิง ขนาดตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย ละจะมาช่วยพวกเราได้ยังไงล่ะ? "เมื่อพูดถึงตรงนี้ หวังเป่าหลงก็ยิ่งเชื่อมากขึ้นกว่าเดิมว่าเบื้องหลังของเรื่องทั้งหมด จะต้องมีหวังซินเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน"ไม่ใช่สิ หลายปีมานี้หากไม่มีเรื่องอะไรลูกก็จะชอบต่อปากต่อคำ ตามหลักการพูดแบบใหม่ ก็คือวัยของเจ้าเด็กนี่ก็ถือว่าอยู่ในช่วงที่ดื้อรั้นพอดี จะสามารถเข้าใจอะไรได้ขนาดนี้เลยเหรอ?" หวังจวนพูด พร้อมมองไปที่ลูกชาย คิดแล้วคิดอีก  แล้วจึงพูดว่า“เอ๊ะ คุณหวัง คุณได้สังเกตไหม ว่าหลังจากตรุษจีนในวันนั้น ก็ดูเหมือนว่าลูกจะเปลี่ยนไปเยอะมาก?  "เมื่อหวังเป่าหลงได้ยินหวังจวนพูดแบบนี้ เขาจึงเปรียบเทียบหวังซินในตอนนี้กับเมื่อก่อนเมื่อก่อนตอนที่หวังซินอยู่ในช่วงที่ดื้อรั้น ปกติเวลาให้ลูกทำอะไร ก็มักจะคัดค้านทุกวิถีทาง แต่ว่าตอนนี้ล่ะ? พอตัวเองบอกให้ไปอ่านหนังสือทีไร ก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่จะคัดค้านอะไรออกมา ในทางกลับกันก็ยังรับปากซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งนี่เองที่ทำให้รู้ว่าลูกเปลี่ยนเปลงไปเยอะมาก“ลูกได้เปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปมีเหตุผลมากกว่าเมื่อก่อนอีก” หวังเป่าหลงพูด พร้อมจิบเหล้าหนึ่งอึก แล้วพูดต่อไปว่า “อายุสิบแปดปีแล้ว โตเป็นผู้ใหญ่ละ ไม่ควรมองลูกเป็นเด็กอีกแล้ว”“ใช่แล้ว ว่าแต่คุณหวัง คุณว่าครั้งนี้ที่โค่นหลินเฟิงลง จริง ๆ แล้วลูกจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยรึเปล่า?” หวังจวนยังคงมุ่งประเด็นไปที่เรื่องการโค่นหลินเฟิง"ไม่สนใจละ ถ้าหากเป็นลูกก็ดีสุด ๆ เลย นั่นแสดงว่าลูกโตขึ้นแล้ว ถ้าหากไม่ใช่ลูก ก็ไม่อะไร ยังไงเขาก็คือลูกชายของฉันหวังเป่าหลงอยู่ดี อีกหน่อยลูกก็จะมีทางเดินเป็นของตัวเอง จะไปเป็นห่วงลูกขนาดนั้นทำไม" หวังเป่าหลงพูด แล้วเริ่มดื่มเหล้าอีก แต่หวังซินก็กลับถูกแม่ลากกลับไปนอนที่ห้องวันต่อมา ห้องทำงานของหวังเป่าหลงก็ถูกเปลี่ยน ซึ่งพนักงานงานชั่วคราวอย่างเฉินอี๋และหนิงหลานที่อยู่ในสถานี เป็นเพราะว่ามีส่วนร่วมในเรื่องของหลินเฟิงจึงถูกไล่ออกไปแต่เฉินอี๋แย่ยิ่งกว่านั้น เพราะว่าเป็นคนใส่ร้ายเริ้นเสี่ยวโดยตรง จึงถูกดำเนินคดีตามกฎหมายกลับมาในด้านของเริ้นเสี่ยว หนึ่งในตัวละครหลักของเหตุการณ์ที่ทำอนาจารในสถานีเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้ทุกคนต่างก็รู้แล้วว่าเริ้นเสี่ยวถูกใส่ร้าย ก่อนหน้านี้คนที่พูดจาว่าร้ายเริ้นเสี่ยวลับหลัง ก็ไม่รู้ว่าควรจะเข้าหาเริ้นเสี่ยวอย่างไรดีเมื่อหวังเป่าหลงมาถึงห้องทำงานใหม่ เริ้นเสี่ยวก็มาหาถึงห้อง เขาได้สูบบุหรี่ไปหนึ่งมวน แล้วมองไปที่หวังเป่าหลง และพูดว่า : "ผมขอแสดงความยินดีกับคุณที่เลื่อนตำแหน่งได้สำเร็จด้วยครับ! จากนี้ไปผมจะต้องเรียกคุณว่าผู้อำนวยการสถานีหวังแล้วล่ะ"“ใช่ที่ไหนกันล่ะ คุณเริ้น ครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นโชคดีของฉัน” เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงหลินเฟิงถ้าหลินเฟิงใช้แผนชั่วเดียวกันที่จัดการตัวเขาเอง เขาในตอนนี้ก็น่าจะมีจุดจบที่เศร้าสลดอย่างแน่นอน“ใช่สิ  บางครั้งนี่ก็คือชะตากรรม พวกโชคชะตานี้ ถ้าคุณบอกว่าเชื่อนะ ก็ไม่รู้ว่าจะเชื่อจากตรงไหน แล้วถ้าคุณบอกว่าไม่เชื่อล่ะ? แต่ก็มักจะมีเรื่องโชคดีเกิดขึ้น ” แม้ว่าปากของเริ้นเสี่ยวจะพูดแบบนี้ แต่ยังคงไม่มีความเห็นใด ๆ ต่อหวังเป่าหลง“พี่หวัง ผมถามเรื่องนึงสิ”หลังจากที่เริ้นเสี่ยวถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก็รีบปรับสีหน้าพูดกับหวังเป่าหลงทันที“เรื่องอะไรล่ะ?”“ในเวลานั้นเทปวิดีโอนั่นที่อยู่บนโต๊ะผม พี่เป็นคนวางไว้หรือเปล่าครับ?”เริ้นเสี่ยวจำได้ว่าตอนแรกที่ตัวเองเก็บข้าวของออกจากแผนกการผลิตนั้น จู่ ๆ ก็มีเทปวิดีโอวางอยู่บนโต๊ะ จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าเทปวิดีโอนั้นแท้จริงแล้วใครเป็นคนเอามาวางไว้กันแน่“เทปวิดีโองั้นเหรอ?เทปวิดีโออะไร?” เทปวิดีโอนั้นถูกเริ้นเสี่ยวซ่อนเอาไว้ นอกจากเริ้นเสี่ยวแล้ว เกรงว่าจะมีแค่คู่กรณีและหวังซินเท่านั้นที่รู้“อ้อ ไม่มีอะไร”เมื่อเห็นสีหน้าที่งงงวยของหวังเป่าหลง เริ้นเสี่ยวก็ขี้เกียจที่จะพูดอะไรต่อไปมากกว่านี้แล้ว“ตอนเย็นไปดื่มเหล้ากันครับ” เริ้นเสี่ยวพูดทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยค แล้วออกจากห้องทำงานของหวังเป่าหลงไปผ่านไปสักครู่ เลขาคนใหม่ของผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ก็มาหาหวังเป่าหลง แล้วบอกให้เขาไปที่ห้องทำงานของผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ได้ชื่นชมหวังเป่าหลงไปรอบหนึ่ง แล้วถึงพูดว่า :“เมื่อก่อนรองผู้อำนวยการเสี่ยวเป็นคนรับผิดชอบงานในฝ่ายเบื้องหลังนี้ หลังจากที่เขาเกษียณไป งานในฝ่ายเบื้องหลังนี้ก็ยังไม่มีคนรับผิดชอบเลย ตอนนี้เมื่อคุณขึ้นมานั่งตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์นี่แล้ว งานฝ่ายเบื้องหลังนี้ก็ยกให้คุณละกันนะ”ฝ่ายเบื้องหลังงั้นเหรอ? เมื่อได้ยินคำว่า‘ฝ่ายเบื้องหลัง’คำนี้ สีหน้าของหวังเป่าหลงก็ดูไม่ค่อยดี งานฝ่ายเบื้องหลังยุ่งวุ่นวายมาก ซึ่งก็ได้ยินข่าวลือมาว่าตอนที่รองผู้อำนวยการเสี่ยวได้ดูแลฝ่ายเบื้องหลังนี้ สิ่งทิ้งไว้ทั้งหมดก็คือความยุ่งยากวุ่นวาย แล้วตอนนี้ตัวเองจะได้มารับช่วงความยุ่งยากวุ่นวายนี้ต่อน่ะเหรอ?งานในฝ่ายเบื้องหลังนี้รายละเอียดซับซ้อนมาก ส่วนต่าง ๆ ในฝ่ายก็เกรงว่าจะยากที่จะจัดการได้ ซึ่งการจัดการในด้านนี้ ก็กลัวว่าจะค่อนข้างลำบาก“การจัดการฝ่ายเบื้องหลังยังเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ตอนนี้งานโดยพื้นฐานก็ล้วนเป็นไปตามขั้นตอน ขอแค่คุณรับรองว่าฝ่ายเบื้องหลังจะสามารถดำเนินการได้อย่างปกติก็พอ ” เมื่อผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์พูดจบ ก็ได้ให้กำลังใจหวังเป่าหลงไปอีกรอบ แล้วหลังจากนั้นจึงให้หวังเป่าหลงกลับลงไปได้ แต่ว่าหวังเป่าหลงก็กลับรู้สึกว่าลำบากใจนิดหน่อย ฝ่ายเบื้องหลังไม่ใช่ว่าจะจัดการได้ง่ายขนาดนั้น หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องการจัดการวัสดุอุปกรณ์ที่ถือว่าเป็นปัญหาที่จัดการยากมากปัญหาหนึ่งอีกทั้งหลังจากที่สถานีโทรทัศน์เมืองซีจิงได้ออกนโยบายการรับผิดชอบการแบกรับภาระและผลประโยชน์ของแผนกเองนั้น สำหรับการจัดการฝ่ายเบื้องหลังแล้วก็ยิ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยจนกระทั่งสามารถพูดได้ว่าฝ่ายเบื้องหลังในตอนนี้ก็คือหลุมที่มีขนาดใหญ่มากหลุมหนึ่ง นึกไม่ถึงว่าเมื่อตัวเองเข้ามาก็ต้องมาเจอกับเรื่องการจัดการกับฝ่ายเบื้องหลังนี้ตอนที่รองผู้อำนวยการเสี่ยวอยู่ในตำแหน่งนี้ ตอนนั้นในฝ่ายเบื้องหลังก็ไม่ได้วุ่นวายสักเท่าไหร่ ไม่ต้องมาเจอกับการแบกรับภาระของแผนก จึงทำให้การรับมือกับปัญหาค่อนข้างที่จะง่ายขึ้นหน่อยแต่พอตอนนี้สถานีโทรทัศน์ออกนโยบายรับผิดชอบผลประโยชน์ด้วยตัวเองแล้ว ฝ่ายเบื้องหลังนี้ก็ต้องวุ่นวายแน่นอน ซึ่งเดิมทีก็จัดการไม่ค่อยจะได้ซึ่งสามารถพูดได้ว่าสถานการณ์ที่หวังเป่าหลงกำลังเผชิญอยู่ทั้งหมดในตอนนี้ ก็คือการจับตามองความเป็นไปทั้งหมดในสถานีโทรทัศน์ซีจิง งานฝ่ายเบื้องหลังที่เขาต้องรับผิดชอบนี้เป็นงานที่จัดการได้ยากที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน“นึกไม่ถึงเลยว่าการที่พึ่งได้รับตำแหน่งมาจะถูกส่งให้ไปรับผิดชอบฝ่ายเบื้องหลัง”ที่ห้องทำงานรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ หวังเป่าหลงได้ถอนหายใจออกมาเบา ๆ เพราะรู้สึกลำบากใจมากหลังจากนั้นไม่นานหวังจวนก็มาที่ห้องทำงานของหวังเป่าหลง หลังจากที่รู้ว่าหวังเป่าหลงได้รับผิดชอบงานฝ่ายเบื้องหลัง สีหน้าก็เป็นเปลี่ยนไปจนแทบดูไม่ได้