โคบอร์นนำพาฉันมาส่งในจุดที่เขาเห็นว่าพี่สาวของฉันไอริสโดนพาตัวไปครั้งสุดท้าย แต่มันก็เป็นแค่การเดินทางที่พึ่งเริ่มต้นเพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือเมืองแห่งหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ และยังมีท่าทีแปลกประหลาดของผู้คนพวกนั้นอีก
ฉันไล่ถามข้อมูลกับผู้คนจำนวนมากก็พบว่าพวกเขาไม่ให้คำตอบอะไรกับฉันเลยและส่วนมากก็หลบหน้าหลบตาออกไปถึงฉันจะไปข่มขู่พวกอันธพาลแถวนั้นให้ตายยังไงพวกมันก็ไม่ยอมพูดอะไรออกมา แสดงว่าเจ้าเดวิดไม่ใช่คนธรรมดาที่ควรหาเรื่องด้วยมันก็แน่นอนอยู่แล้วเพราะตัวมันเป็นถึงพวกศิลาสวรรค์
การตามหาร่องรอยของพี่สาวฉันเสียเวลาไปกับมันมากกว่าสามชั่วโมงก็ยังไม่พบแม้แต่เบาะแสเดียว ทำไมมันถึงแบบนี้ไปได้ ผู้คนเมืองแห่งนี้เห็นถูกเป็นผิดไปแล้วจริงๆ หรือว่าพวกเขาเข้าร่วมกับศิลาสวรรค์แล้ว ถ้าเป็นแบบนั้น...
ผ่านไปได้สักระยะฉันก็เริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติก็คือพวกชาวเมืองมากมายถือจอบถือเสียมออกมาบางคนก็พอมีดาบบ้างพวกเขาก็นำออกมา ชาวเมืองทั้งหมดล้อมกลุ่มของฉันเอาไว้ทั้งหมด
“ยกโทษให้พวกเราด้วยเถอะ คุณริฮานน่าพวกเราไม่มีทางเลือก ไม่อย่างนั้นลูกหลานของพวกเราจะตายกันหมดถ้าไปทำให้ท่านเดวิดเขาโกรธ”
“ออกไปเถอะคุณริฮานน่า สิ่งที่ท่านเดวิดทำไปนั้นไม่มีใครสามารถไปขัดได้หรอกถือว่าเห็นแก่พวกเราทั้งเมืองเถอะนะ”
มันเป็นเหตุการณ์ที่ฉันไม่อยากให้มันเกิดขึ้นที่สุดแต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว ฉันไม่มีทางเลือกก็ได้ดึงดาบแห่งจักรพรรดิเพลิงออกมาก่อนจะชี้มันไปที่กลุ่มผู้คนที่พูดออกมาแบบนั้นกันทุกคน
“ฉันไม่รู้ว่าพวกคุณพยายามจะโน้มน้าวอะไรฉัน แต่ว่าสิ่งที่พวกคุณต้องรับมันมาไม่ว่าจะเป็นการถูกแย่งชิงการอยู่ใต้อำนาจของผู้ปกครองในถิ่นนั้นๆและผู้ปกครองคนนั้นยังเป็นคนของศิลาสวรรค์อีกด้วย ก็เพราะพวกคุณทั้งหมดยอมก้มหัวให้ตั้งแต่ยังไม่ได้สู้เพื่อเอาตัวรอดไปวันๆไม่มีใจคิดจะต่อต้านอำนาจไม่เป็นธรรมของพวกมันแต่กลับไปสนับสนุนพวกมันกระทำความผิด”
“ฉันก็ไม่อยากจะเสียเวลามาพูดอะไรแบบนี้กับพวกคนโง่เง่าสักเท่าไหร่หรอกนะ คนที่เอาตัวรอดไปตลอดเวลาที่มีช่องทางให้รอดผ่านไป สักวันมันก็จะถึงทางตันของมันในที่สุด ฉันจะพูดแค่ครั้งเดียวเข้าใจกันง่ายๆถอยออกไปเถอะหนีออกไปให้ไกลจากที่นี่ก่อนที่ดาบเล่มนี้จะดื่มเลือดของพวกคุณไปด้วยนี่ไม่ใช่การขมขู่แต่นี่คือให้โอกาสกับคนที่หลงผิด”
ชาวเมืองมองหน้ากันไปมาก่อนที่จะกำอาวุธในมือเอาไว้แน่นโดยที่ไม่ได้สนใจคำพูดที่ฉันพูดออกมา พวกเขามั่นใจกันมากว่าไม่มีใครบ้าพอจะกล้าฆ่าพวกเขาที่เป็นชาวเมืองโดยที่ไม่สนกฎหมายขนาดนี้
“ฉันจะถือว่าความเงียบและท่าทางแบบนี้เป็นคำตอบของพวกคุณ”
ดาบแห่งจักรพรรดิเพลิงใช้พลังดั่งเดิมออกมาก่อนที่ตัวดาบจะห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงที่ร้อนระอุ ฉันฟาดฟันมันออกไปโดยไม่ได้สนใจว่าพวกคนที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นชาวเมืองหรือไม่เพราะคนที่เข้าร่วมกับพวกศิลาสวรรค์จะถือว่าเป็นพวกไร้หนทางและไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ที่สำคัญที่สุดพวกเขาจะถูกมนุษย์ทั้งโลกปฏิเสธ พวกเขาตรงหน้าก็เหมือนกับคนที่หลุดเข้ามาในวงสงครามด้วยความตั้งใจเพราะฉะนั้นฉันก็จะไม่ออมมือให้กับศัตรูในสนามรบเด็ดขาด
อย่างที่เคยได้บอกไปตัวฉันไม่ได้มองโลกสวยงามแบบเซล่า ไม่ได้ใช้เหตุผลในการพูดคุยแบบชาร์ลอตต์ แต่เป็นคนที่ไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษนอกจากผลประโยชน์ของโรเวียร์เพราะไม่มีใครหรอกที่จะไปร่วมมือกับศัตรูโดยที่ไม่มีข้อแลกเปลี่ยน ฉันตัดสินทุกอย่างด้วยความเข้าใจและถือกฎของโรเวียร์เป็นหลักโดยไม่ได้สนใจพวกกฎของประเทศต่างๆที่มีอยู่ในโลกใบนี้ ในเมื่อพวกชาวเมืองเลือกที่จะรนหาที่ตายโดยเดินเข้าวงสงครามฉันก็จะสนองมันให้เอง
ชาวเมืองที่ไม่มีพลังหรือทักษะอะไรเลยถูกเปลวเพลิงของดาบแห่งจักรพรรดิเพลิงแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปจนหมดเหล่าผู้คนที่อยู่ห่างออกไปที่ยังเหลือรอดอยู่นั้นก็ร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว พวกเขาไม่คิดว่าฉันจะกล้าทำเรื่องแบบนี้จริงๆ ฉันเก็บดาบแห่งจักรพรรดิเพลิงลงไปในฝักก่อนจะเดินทางไปต่อโดยหลงเหลือกองเพลิงขนาดใหญ่ที่เริ่มกลายสภาพเป็นลาวารุกคืบเข้าไปทำลายเมืองแห่งนั้นทิ้งไปในทันที เสียงแห่งความสิ้นหวังก็ดังออกมาไม่หยุด
แนแธเนียลก็มองไปยังกองเพลิงขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่มีความรู้สึกสงสารหรือเห็นใจใดๆ ถึงแม้ว่าอันดับศิลาสวรรค์จะสูงส่งจริงแต่ว่าพวกเขาก็เลือกข้างผิดแล้วที่ร่วมกับพวกมันเพราะศิลาสวรรค์คือกลุ่มคนที่คิดจะนำพามนุษย์เข้าสู่หายนะได้ตลอดเวลาพวกมันตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับทุกเผ่าโดยที่ลากมนุษย์ทั้งเผ่าพันธุ์มาเกี่ยวข้องกับสงครามให้มากที่สุดพวกมันเริ่มเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อหลายหมื่นปีก่อนแล้ว ทำให้ถูกมนุษย์ส่วนใหญ่โดยเฉพาะบรรดาพวกผู้ปกครองทั้งหลายลงความเห็นว่าศิลาสวรรค์เป็นภัยต่อมนุษย์ทั้งหมดพวกเขาจึงตัดสินว่าใครท่ี่เข้าร่วมกับพวกมันจะถือว่าเดินเข้ามาในวงสงครามด้วยความตั้งใจ
เหล่าผู้คนมากมายที่อยู่ในกองเพลิงพวกคนที่ยังไม่ตายพากันล้มลงกับพื้นด้วยความสำนึกผิดพวกเขาเลือกที่จะเอาตัวรอดโดยที่กำลังเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการนำพาคนทั้งเผ่าพันธุ์ไปสู่หายนะกันหมด คำพูดของฉันส่งไปไม่ถึงพวกเขาถึงแม้ว่าจะให้โอกาสแล้วก็ตามพวกเขากลับโยนมันทิ้งในทันที
ผ่านเมืองมาได้สิบกิโลเมตรก็จะเป็นหุบเขาลูกหนึ่งขวางกันเอาไว้และถูกปกป้องด้วยมอนสเตอร์แปลกๆลักษณะโดยรวมของมันมีหัวเป็นงูมีตัวเป็นคน มันไม่รอให้กลุ่มของฉันเข้าไปใกล้ๆก็พ่นของเหลวสีเขียวออกมาเป้าหมายคือกลุ่มของฉันทั้งกลุ่ม
แต่ว่ามันมาต่อสู้ผิดคนแล้วเพราะว่าทางฝั่งของฉันยังมีผู้มีความสามารถด้านพิษที่สุดยอดยิ่งกว่าอยู่ด้วยนั่นก็คือแนแธเนียล เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการป้องกันพวกพิษหรือการใช้พิษเขาก็สุดยอด
แนแธเนียลใช้ทักษะบางอย่างออกไปลักษณะคล้ายโล่ป้องกันเพื่อไม่ให้ของเหลวสีเขียวเหล่านั้นมันโจมตีฉันได้ ก่อนที่เขาจะพุ่งตัวหายวับไปโผล่ตรงหน้าของมอนสเตอร์ตัวนั้นแล้วใช้หมัดของตนเองชกเข้าที่ท้องของมันก่อนจะปลดปล่อยทักษะการโจมตีขั้นสูง พลังทำลายจากหมัดกระแทกท้องมันสิบแปดครั้งซ้อนจนทะลุไปอีกฝั่งกลายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ในที่สุดมันก็ล้มลงไปที่พื้นก่อนจะเปลี่ยนร่างกลายเป็นหมอกพิษปกคลุมทางที่จะไปต่อเอาไว้
“ขนาดตายไปยังทำให้ฉันลำบากอีกนะ จะเสียเวลาไม่ได้แล้วพี่สาวกำลังตกอยู่ในอันตราย” ฉันพยายามคิดไปมาว่าจะสามารถเดินทางยังไงให้รวดเร็วมากกว่านี้
“คุณไอรีนครับขึ้นบนหลังของกระผมไปเถอะ ไม่อย่างนั้นจะไม่ทันการเอาได้”
“แต่ถ้าทำแบบนั้นนายจะถูกกฎเกณฑ์ตัดสินว่านายฝ่าฝืนกฎนะ”
“ไม่เป็นอะไรหรอกครับแค่ข้ามหุบเขานี้ไปเอง ถ้าไม่ใช้พลังเยอะเกินไปก็ไม่มีทางที่กฎเกณฑ์จะตรวจพบได้”
“เอาแบบนั้นก็ได้ จำไว้ว่าถ้ามันไม่ไหวก็หยุดเอาไว้ก่อน”
อีเมอร์สันกลับคืนร่างดั่งเดิมของตนเองก่อนที่จะรับฉันกับแนแธเนียลขึ้นมาบนหลังจากนั้นก็สยายปีกบินข้ามหุบเขาไปแบบช้าๆด้วยความเร็วห้าร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง
ผ่านไปราวสี่ชั่วโมงก็มาถึงหน้าผาแห่งหนึ่งซึ่งที่นี่จากที่ “สอบถาม” คนระหว่างทางด้วยวิธีพิเศษมาก็รู้ทันทีว่านี่คือหน้าทางเข้าฐานที่มั่นของ เดวิด โบเมีย ไกลออกไปนับสี่กิโลเมตรก็พบกับประตูเวทมนตร์ขนาดใหญ่
ฉันลงมาจากหลังของอีเมอร์สันก่อนที่จะเดินไปยังส่วนทางเข้าของฐานที่มั่นแต่ว่าเดินไปได้เพียงสองกิโลเมตรก็พบเข้ากับคนของกลุ่มเดวิดที่ออกมา “ต้อนรับ” ทำให้กลุ่มของฉันโดนพวกมันล้อมเอาไว้โดยพวกมันกำลังทำท่าทางประหลาดๆและกำลังเต้นไปเต้นมาแต่ว่าท่าเต้นแต่ละท่ามันเอ่อ...หลุดโลกไปไกลมากๆ
ฉันพยายามพูดเจรจากับพวกมันที่ไม่ต่างอะไรกับพวกชนเผ่าพื้นเมือง
“ถอยไป ฉันจะไปหาพี่สาวของฉัน”
“…..”
ฉันพูดลักษณะนี้ไปนานกว่าห้านาทีแล้วพวกมันก็ไม่พูดคุยอะไรด้วยตั้งหน้าตั้งตาเต้นให้ฉันดูราวกับว่าจะให้ฉันเป็นคนตัดสินว่าใครจะได้รางวัลชนะเลิศไปครอง ฉันลองคิดที่จะฝ่าออกไปดูแล้วแต่พวกมันก็จะโจมตีเข้ามาด้วยพลังแปลกๆทำให้เกิดอาการเวียนหัว
แต่ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างฉันว่าคงต้องได้ตัดสินว่าการเต้นของใครจะดีกว่ากันสินะ
“นายหญิงกระผมมีความเห็นว่าไม่ต้องพูดคุยแล้วครับบุกฝ่าไปเลยจะดีกว่า”
“ใช่แล้วครับกระผมก็เห็นด้วยอีกคนนะคุณไอรีน”
“อืม นั่นสินะลองฝ่าออกไปให้สุดกำลังไปเลย”
ฉันจับดาบแห่งจักรพรรดิเพลิงก่อนที่จะฟาดฟันพลังดั่งเดิมของมันออกไปตรงหน้า เปลวเพลิงที่ร้อนแรงพุ่งตรงไปยังกลุ่มผู้คนที่เข้ามารายล้อมตรงหน้า พวกเขาทั้งหมดเบิกตากว้างก่อนที่จะใช้การป้องกันแต่ก็ไม่ทันทำให้พวกเขาโดนแผดเผากลายเป็นเถ้าถ่านไปในทันที ทำให้ทางไปต่อถูกเปิดออก
ฉัน แนแธเนียล และอีเมอร์สันก็พุ่งตัวออกไปจากวงล้อมจนหลุดเข้าไปภายในของฐานที่มั่นสำเร็จ ผู้คนที่มาขวางทางเอาไว้ก็มีมากขึ้น ดาบแห่งจักรพรรดิเพลิงในมือของฉันก็ราวกับรู้ใจของฉันอย่างชัดเจนมันป้อนเปลวเพลิงเข้าใส่ศัตรูที่อยู่ตรงหน้าโดยที่ฉันไม่ได้กวัดแกว่งมันไป
พวกคนในกลุ่มของเดวิดก็เข้ามาเสริมกันเรื่อยๆจนกระทั่งการโจมตีปริศนาพุ่งตรงมายังฉันด้วยความเร็วสูงแต่ว่ามันก็โดนดาบแห่งจักรพรรดิเพลิงผ่าทิ้งไปในทันที
ฉันใช้ทักษะการโจมตีระยะไกลสวนกลับคืนไปในทันทีก่อนจะกลับมาโจมตีพวกที่เข้ามาโดยรอบ พวกกลุ่มป้องกันฐานไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่สามารถหยุดการโจมตีของฉันได้เลย
สิ่งเหล่านี้อยู่ใต้การควบคุมของใครบางคนที่อยู่ห่างออกไปและเขาก็คือคนที่ลอบโจมตีด้วยพลังปริศนาตอนนี้แขนซ้ายของเขาถูกตัดขาดออกไปโดยพลังของฉัน เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดพลังที่ส่งผ่านมามันไม่ได้มีแค่พลังของทักษะการฟันของดาบแต่พลังแห่งความมืดก็แฝงมากับมันด้วย
พลังงานสีดำกำลังกัดกินร่างของเขาอย่างรวดเร็วจากร่างกายที่มีความเยาว์วัยก็กลายเป็นแก่ชราลงไป เส้นพลังชีวิตค่อยๆสลายหายไปพร้อมกับร่างกายที่เริ่มแตกสลายไปอย่างช้าๆ ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความไม่ยินยอมเพราะเขาพึ่งจะสามารถมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้และได้แสดงความสามารถแต่กลับต้องตายไปด้วยการโจมตีที่เขาดูถูกมัน . . .