ตอนที่ 10หลอมเพลิงกลั่นิญญา
เขาเริ่มส่งมันเข้าไปในตะเกียงิญญาให้มันผสานกับเปลวเพลิงที่กำเนิดจากเ้าควายตัวน้อยในยามที่หยดโลหิตทั้งสองเข้าไปผสมกับิญญาควายป่าภายในตะเกียงพลันบังเกิดภาพลักษณะของ ‘มหิงสาเพลิงโทสะ’ ขึ้นอย่างเลือนราง
เปลวเพลิงที่กำลังสงบเงียบอยู่นั้นกลับเริ่มลุกโชนขึ้นอีกคราเพียงแค่ชั่วครู่เสียงแผดร้องก็ดังออกมาจากโลหิตมันทำเอาเ้าควายตัวน้อยสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมทั้งยังหมอบคลานด้วยท่าทีที่ดูหวาดกลัว
หยดโลหิตสีทองนั้นกู่ร้องจนทำเอาตะเกียงสั่นไหวอยู่นานสองนานจนในที่สุดก็บังเกิดเป็ภาพของ ‘กายธรรม’ ของมหิงสาเพลิงโทสะที่สมบูรณ์ลอยอยู่เหนือเปลวเพลิง
หลังจากที่เสียงร้องของเ้าควายาเงียบลงภายในตะเกียงดวงนั้นได้เริ่มทำการหลอมรวมิญญาใหม่ชายหนุ่มผู้ที่เป็เ้าของตะเกียงได้เริ่มเพ่งสมาธิควบคุมขั้นตอนการแปรเปลี่ยนนี้อย่างละเอียด
เขาค่อย ๆใช้พลังเวทหนุนเสริม ของเ้าควายตัวน้อย เพื่อเสริมพลังให้มันทำการเผาไหม้และหลอมรวมกับโลหิตสีทอง ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่นานนักก็เสร็จสมบูรณ์
จากนั้นเขาได้เริ่มทำการกลั่นิญญาของมันต่อทันทีเพื่อยกระดับทำให้มันบริสุทธิ์ โดยที่ใช้ ‘เศษเพลิงโทสะ’ ซึ่งหลงเหลืออยู่ภายในผสานเข้ากับอักขระที่แปลกประหลาดของตะเกียงโบราณ ทำการเผาขับเศษสิ่งสกปรกทั้งหมดออกไป
จนหลงเหลือไว้เพียงิญญาที่บริสุทธิ์ทำให้เ้าควายตัวน้อยเริ่มเปลี่ยนรูปลักษณ์ใหม่ซึ่งดูดุดันและโเี้กว่าเดิมยิ่งนัก
หลังจากการแปรเปลี่ยนมันก็เริ่มลืมตาขึ้นด้วยท่าทีที่ดูงุนงงแต่ที่ััได้อย่างแรกนั้นก็คือร่างกายของตนเองรู้สึกเบาโหวง จากนั้นมันก็เอียงศีรษะไปมาคล้ายกับว่ากำลังนึกทบทวนอะไรบางอย่าง…
เพียรมองดูเ้าควายตัวน้อยที่พึ่งเริ่ม‘เบิกสติปัญญา’ มันกำลังสืบทอดมรดกของบรรพบุรุษผ่านทางสายเืที่ถูกกลั่นจนบริสุทธิ์โดยตัวเขา
หากจะพูดให้ถูกก็ควายตัวน้อยก็คือเพลิงโทสะหรือเพลิงโทสะก็คือเ้าควายตัวน้อย
ตอนนี้มันเป็‘ิญญาดวงน้อย’ ที่ผ่านการปรับปรุงสายเือันบริสุทธิ์แล้ว ซึ่งนั่นจำเป็จะต้องหล่อเลี้ยงด้วยพลังเวทเรื่อยๆ ผ่านตะเกียงโบราณ
สายตาของเพียรจับจ้องเข้าไปในตะเกียงและพูดกับตัวเองขึ้นว่า “นี่สิของดีที่แท้จริง!”ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปาก ดูมีความสุขใจเหลือหลาย
นี่คือสิ่งที่มีมูลค่าสูงอย่างแท้จริงเพราะมันสามารถเติบโตได้อีกทั้งพลังของ ‘เพลิงโทสะ’ ย่อมไม่ใช่ของเด็กเล่น มิเช่นนั้นเขาคงไม่หลอมเอา‘เขาควาย’ ทั้งสองข้างผสมลงไปด้วย
ต้องรู้ว่าราคาในตลาดของเขาควายทั้งสองข้างนั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ มันเป็วัตถุตั้งต้นระดับสูงมาก ๆ ที่จะให้คนนำไปหลอมทำเป็วัตถุแห่งชะตาชีวิต
โดยเขาควายทั้งสองข้างต่างก็เป็‘ของเซ่นไหว้’ จากลุงทศ ส่วนทั้งสองผู้เฒ่าที่ได้ดำรงตำแหน่งเ้าป่าเ้าเขา นั่นก็คือพ่อแม่ที่ตายไปแล้วของเขา
ซึ่งเ้าตัวก็คงหาวิธีต่างๆ หรือไม่ก็เก็บสั่งสมคุณความชอบและก็แปรเปลี่ยนิญญาของพ่อแม่ตนให้กลายมาเป็สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกแต่งตั้งรับรองโดยตรงจากกระทรวงเวทมนตร์…
การเตรียมการของทศนั้นเรียกได้ว่าเป็การวางหมากไว้เป็อย่างดีอย่างเช่นการที่ตัวเขาบังเอิญมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่นั่นก็เพื่อ้าสื่อเป็นัยว่า “เขาควายคู่นี้คือของขวัญที่ตนเตรียมเอาไว้ให้”
ทศตั้งใจวางแผนประเคนมาให้อย่างดิบดีแต่ก็หารู้ไม่ว่าของดีที่แท้จริงคือเพลิงโทสะนั่นต่างหาก มิใช่เขาควายแต่อย่างใด…ทั้งนี้ก็จำเป็ต้องมีของวิเศษที่สามารถเก็บบรรจุเปลวเพลิงระดับสูงอย่างเช่น ‘ตะเกียงโบราณ’ ถึงจะพูดเื่ความคุ้มค่านี้ได้
ดูเหมือนว่าคนในกระทรวงนั้นดูท่าทางแล้วคงจะร้อนรนอยู่ไม่น้อยทีเดียว ถึงได้ส่งทศมาเป็เหยื่อทดสอบ
สำหรับตัวเพียรแล้วเื่นี้มองผิวเผินดูเหมือนจะง่ายดายแต่แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยอันตรายเพราะตำแหน่งที่ตนได้มาในเวลานี้ คล้ายดั่งกับเผือกร้อนก็ไม่ปาน
ด้วยเพราะมีอำนาจมหาศาลอยู่ในมือสามารถลงโทษทัณฑ์พวกเทพผีทั้งหลาย และยังรวมไปถึงผู้คนในกรมกองต่าง ๆ ในกระทรวง
จะกล่าวว่ามีอำนาจที่สามารถ…ปะาก่อนค่อยรายงานก็คงไม่เกินเลย
เฉกเช่นสองผู้เฒ่าหากเขาคิดจะสืบลงไปให้ลึกอีกหน่อย จะคุ้ยเอาความผิดของอีกฝ่ายขึ้นมาก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้หากแต่เขาพึ่งก่อเื่ใหญ่ที่สามเหลี่ยมทองคำมาได้ไม่นานจึงไม่คิดที่จะสร้างศัตรูไปทั่วโดยเร็วขนาดนั้น
เพียรถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งส่วนสายตาก็เหลือบไปมองซากศพของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า ตอนนี้ร่างกายค่อย ๆลดขนาดลงจนเป็ปกติ เขาสะบัดมือเก็บตะเกียงดวงนั้นให้หายไปในอากาศ พร้อมทั้งสลายม่านอาคมที่ปกคลุมอยู่
ก่อนที่จะแบกซากศพขึ้นบนไหล่พร้อมกับมองขึ้นไปบนยอดเขา โดยที่เ้าตัวตั้งใจว่าจะหาที่นั่งชมบรรยากาศเงียบ ๆเสียหน่อย
พอคิดดังนั้นเขาก็ย่อตัวเล็กน้อยะโทีเดียวขึ้นไปบนยอดเขาในพริบตาส่วนซากศพก็วางไว้ด้านข้าง หลังจากนั่งนิ่งได้ครู่หนึ่งก็หยิบเอามือถือขึ้นมาเล่นซึ่งประจวบเหมาะกับที่มีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาพอดี
เพียรได้แต่หัวเราะร่าพร้อมกับพูดขึ้นมาว่า “เจ๋งเป้ง!”
“ข้อความที่ส่งมาเป็ข่าวสำคัญและถ้าถามว่ามันสำคัญมากไหม…ก็คงใช่?” ชายหนุ่มลังเลก่อนจะปิดมือถือลงนั่งัักับบรรยากาศ พร้อมสายลมอันสดชื่นบริสุทธิ์ของธรรมชาติ
ยามที่สายลมพัดผ่านตัวเขาก็ทำให้นึกถึงเพลงของวง ‘อัสนี-วสันต์’ ขึ้นมาชายหนุ่มก็ไม่รอช้าฮัมเพลงออกมาทันที “พูดลอย ๆ ให้ลมให้ฟ้าได้ฟังว่าฉันยังคิดถึงเธอมากแค่ไหน…”