ตงฉินยึดอำนาจ

    ตงฉินยึดอำนาจ_100_ลางสังหรณ์ที่ไม่ชอบมาพากล

    หลิวชิงหยู่ได้ยินน้ำเสียงกังวลของเซี่ยเจิ้งเต๋อ ก็กล่าวขอโทษอย่างรวดเร็วว่า “หัวหน้าเซี่ย ผมขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของผม มันจะไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นแน่นอน ตอนนี้ผมกำลังไปเทศมณฑลผมมีเรื่องสำคัญจะรายงานคุณ”


    “โอ้ เรื่องสำคัญอย่างนั้นหรอ” เมื่อหลิวชิงหยู่พูดแบบนี้ เซี่ยเจิ้งเต๋อก็ตระหนักได้ทันทีว่าสิ่งที่หลิวชิงหยู่พูด ไม่ใช่เรื่องความเห็นของผู้คนแต่เป็นอย่างอื่น เขาจึงพูดขึ้นว่า “เอาล่ะ เธอรีบขับรถมาก็แล้วกัน ฉันเดาว่าตอนนี้มีคนนั่งไม่ติดอีกเพียบแน่นอน โดยเฉพาะทางฝั่งเสวี่ยเหวินหลง แม้แต่เทศบาลเมืองกับจังหวัดเองก็นั่งไม่ติด ดังนั้นฉันต้องประชุมกับทางเทศบาลเมืองก่อน ถ้ามาถึงสำนักงานแล้วฉันยังไม่กลับ เธอก็รอฉันหน่อยก็แล้วกัน”


    หลิวชิงหยู่ตอบกลับทันที “ได้ครับ”


    หลังจากวางสายหลิวชิงหยู่ก็เอนร่างพิงลงกับเบาะแล้วหลับตาคิดในใจ เขาทบทวนสิ่งที่ต้องทำทีละอย่างและคิดถึงความเป็นไปได้และช่องโหว่ต่างๆ


    หลิวชิงหยู่ใช้เวลาหลายปีในกองทัพ และเขาได้ปฏิบัติภารกิจมากมายนับไม่ถ้วน ทุกภารกิจหมายถึงชีวิตและความตาย ดังนั้นถ้าแผนการมีปัญหา เขาก็จะทำให้ชีวิตตกอยู่ในความเสี่ยง นี่จึงทำให้เขาติดนิสัยชอบทบทวนแผนอยู่ตลอดเวลา


    โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางจังหวัด เทศบาลเมือง และเทศมณฑลกำลังวุ่นวาย ตอนนี้เขาไม่ควรละเว้นการกระทำของใคร


    นี่คือพายุลูกใหญ่ลูกแรก หลังจากที่หลิวชิงหยู่เปิดตัวในกวนซาน แน่นอนว่าเขาไม่ต้องการให้แผนจบลงด้วยความล้มเหลว แม้ว่าหลิวชิงหยู่จะมีโอกาสขยายพายุก่อนหน้านี้สองลูก แต่เขาก็ไม่ได้เคลื่อนไหวลงมือ เขารู้ดีว่าเงื่อนไขมันยังไม่พร้อม แต่ครั้งนี้มันตรงข้าม คราวนี้เงื่อนไขครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เขาต้องสู้เพื่อกำหนดโชคชะตาครั้งนี้ เพื่อให้คนกวนซานได้ผลประโยชน์ จึงต้องกวาดล้างการทุจริตในกวนซานและจิงหลิน


    เมื่อหลิวชิงหยู่มาถึงเทศมณฑล ในขณะเดียวกัน ที่เมืองชางชาน หวังจงซานก็เรียก โจวไห่เผิงและต่งฮ่าวเข้าพบที่สำนักงานของเขา


    ในขณะนี้ โจวไห่เผิงและต่งฮ่าว ต่างอยู่ในห้องสำนักงานของหลี่เต๋อหลิน พวกเขาดูกระวนกระวาย บางครั้งก็ลุกขึ้นเดินเพื่อหาวิธีรับมือกับสถานการณ์อย่างไรก็ตามขณะนี้ การเจรจาของฝ่ายโจวเหวินเชา กับ เถียนเซียนเฟิงมันได้แพร่กระจายไปแล้ว ไม่มีใครสามารถปฏิเสธหลักฐานนี้ได้ แม้แต่นายกเทศมนตรีหลี่เต๋อหลินเองก็ขมวดคิ้วไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การแถลงข่าวของเซียนเฟิงกรุ๊ปทำให้จิงหลินและชางชานถูกดึงเข้าสู่ใจกลางพายุ แต่ตอนนี้ทางจังหวัดกลับเงียบไม่ได้กดดันใดๆ ชางชานเลย


    นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาทั้งสามคนไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม ต้องรู้ว่าสองครั้งก่อนหน้านี้เรื่องเหตุการณ์ของหลิวชิงหยู่ เลขาธิการคณะกรรมการพรรคประจำจังหวัดเป็นฝ่ายประสานงานด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามครั้งนี้นอกจากพวกเขาให้ฝ่ายโฆษกโทรแจ้งชางชานว่าให้ใส่ใจกับความคิดเห็นของประชาชน ก็ยังไม่มีการสอบถามความคืบหน้าใดๆ ในเวลานี้ หลี่เต๋อหลินได้ถามผู้ที่สนับสนุนเขาในระดับจังหวัด ทางนั้นบอกว่า ทางจังหวัดเองก็อยู่ในระหว่างการประชุมเรื่องนี้ ซึ่งมันซับซ้อนยุ่งยาก พวกเขาจะต้องจัดการสถานการณ์ทั้งหมดอย่างถูกต้อง ดังนั้นเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดที่อยู่ในชางชานจึงได้กลับไปยังศูนย์ราชการประจำจังหวัดกันทั้งหมด


    เรื่องนี้ทำให้พวกหลี่เต๋อหลินตกใจยกใหญ่ จากข้อความนี้เห็นชัดว่าผู้ใหญ่ระดับจังหวัดเข้ามาอยู่ในเรื่องนี้ด้วย และที่พวกเขาไม่เคลื่อนไหว ก็เกรงว่าพวกเขาอาจจะกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ตอนนี้อย่างลับๆ แรงกดดันที่มองไม่เห็นทำให้พวกหลี่เต๋อหลินหายใจไม่ออกแต่พวกเขาก็ไม่กล้าบุ่มบ่าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งสามรู้ชัดว่า สองเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ทางเมืองและจิงหลินไม่ได้เข้ามาแทรกแซงจัดการกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง มันทำให้เหล่าผู้นำระดับจังหวัดรู้สึกว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ค่อยน่าพอใจ หากพวกเขาไม่สามารถจัดการกับเรื่องนี้ได้ ผลที่ตามมาต้องร้ายแรงแน่นอน


    และเมื่อได้รับโทรศัพท์จากหวังจงซาน ต่งฮ่าวกับโจวไห่เผิงก็มองไปยังหลี่เต๋อหลินแล้วพูดเบาๆ ว่า “ไปดูกันว่าเลขาธิการหวังมีแผนอะไร เรื่องมันบานปลายมาถึงขั้นนี้ เรานับว่าเฉยเมยมามากแล้ว ดูกันสิว่าเขาต้องการทำอะไร”


    โจวไห่เผิงและต่งฮ่าวพยักหน้าด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยว


    จากนั้นหลี่เต๋อหลินก็พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ฉันขอพูดหน่อยนะ เหล่าโจวเหล่าต่ง ลูกๆ ของคุณน่าจะต้องได้รับการอบรมอย่างเหมาะสม ดูสิพวกเขาทำอะไรลงไป ลูกชายของคณะกรรมาธิการ และรองเลขาธิการพรรคไปกวนซานเพื่อแสวงหากำไรจากประชาชน เงินพวกเขาไม่พอใช้งั้นหรอ ที่สำคัญที่สุดคือพวกเขายังไปหาเรื่องกับนักลงทุนอีก พวกเขาคิดจริงๆ หรือว่าพวกเขาสามารถดูแคลนโครงการภูเขาชุ่ยผิงได้ เรื่องนี้แม้แต่ผู้ใหญ่ในจังหวัดก็ยังให้ความสนใจ เพราะโครงการนี้เหมือนกับการเสี่ยงเอาเกาลัดออกจากเตาเผา แต่ดูลูกชายพวกคุณทำสิ โจวเหวินเชาเป็นเด็กฉลาดไม่ใช่หรอ ทำไมเขาถึงทำเรื่องโง่ๆ แบบนี้ คุณต้องให้ความสนใจเขาด้วย ในฐานะข้าราชการของประเทศในอนาคต คุณต้องคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อประชาชนมาก่อน มิฉะนั้นคงไม่มีใครปกป้องคุณได้แน่ ถ้ามีการสืบสาวราวเรื่อง”


    หลังจากหลี่เต๋อหลินพูดจบก็ก้มมองดูเอกสาร


    คำพูดนี้ทำให้ทั้งสองเหงื่อตก พวกเขารู้ดีว่านายกเทศมนตรีหลี่เต๋อหลิน อยู่ฝ่ายเดียวกับเขาแม้ว่านายกเทศมนตรีจะปรารถนาในอำนาจอิทธิพล แต่เขาก็เป็นเจ้าหน้าที่ที่ประวัติขาวสะอาดและมีภูมิหลังแข็งแกร่ง ดังนั้นทั้งสองจึงไม่กล้าดูแคลนหลี่เต๋อหลิน


    หลังจากออกจากสำนักงานของนายกเทศมนตรี ทั้งสองก็ตรงมายังสำนักงานของหวังจงซานด้วยกัน


    หวังจงซานกำลังตรวจสอบเอกสารอยู่เมื่อเห็นทั้งสองเข้ามา เขาก็ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น เขาพูดในขณะที่ดูเอกสารว่า “ คุณสองคนอบรมลูกชายได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ลูกชายพวกคุณไปรังแกนักลงทุน พวกคุณคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไร”


    โจวไห่เผิงรู้ดีว่าตอนนี้จะเล่นลูกไม้อะไรไปก็ไม่ได้ผล ดังนั้นเขาจึงพูดขึ้นว่า “เลขาธิการหวัง คุณมีความเห็นไหม”


    หวังจงซานวางปากกาลง พร้อมเงยหน้าขึ้นและมองไปยังทั้งสองด้วยใบหน้าเศร้าหมอง “ท่านทั้งสอง ผมไม่ได้เรียกมาเพื่อให้คำแนะนำ เรื่องครั้งนี้เกิดจากลูกชายของคุณ ดังนั้นคุณจะต้องรับผิดชอบประสานงานและจัดการกับเรื่องนี้ หากพวกคุณลังเลที่จะทำก็ไปรายงานนายกหลี่ และผมก็หวังว่าคุณทั้งสองจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง และไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆตามมา ผมจะรอดูผลลัพธ์และอย่าทำให้คณะกรรมาธิการระดับจังหวัดตำหนิชางชานเราเพราะเรื่องนี้อีก”


    พูดจบหวังจงซานก็ก้มหน้าลงตรวจสอบเอกสารต่อไป


    ทั้งคู่ไม่คิดว่าผลจะกลายเป็นแบบนี้ พวกเขาคิดว่าหวังจงซานตะคอกใส่หน้า พวกเขาไม่คิดเลยว่าหวังจงซานจะจงใจผลักภาระให้พวกเขารับมือกับสถานการณ์นี้ด้วยตัวเอง ซึ่งทั้งคู่ได้แต่ยืนงงอยู่สักพัก ท้ายที่สุดหวังจงซานก็ได้ไล่พวกเขาให้กลับไปทำงาน มันทำให้พวกเขารู้ละอายจึงรีบออกไป


    หลังจากทั้งสองออกมา เหตุการณ์ก็ได้ก้าวไปอีกขั้นโดยมิอาจคาดเดาได้


    ครั้งนี้แม้แต่ หลี่เต๋อหลินก็ไม่คิดว่าหวังจงซานจะไม่สนใจเรื่องนี้แล้วปล่อยให้พวกเขาสามคนรับผิดชอบเรื่องนี้พวกเขาสับสนกันอย่างมาก เพราะครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะใช้เล่นงานพวกเขา แล้วทำไมหวังจงซานถึงยอมทิ้งโอกาสนี้ จุดประสงค์มันคืออะไร หลี่เต๋อหลินตกอยู่ในห้วงความคิด เขารู้ดีว่ามันไม่มีความรักหรือเกลียดชังใดๆ โดยไม่มีเหตุผล การทำแบบนี้มันต้องมีจุดประสงค์บางอย่าง


    ในความเป็นจริงแล้วหลี่เต๋อหลินคิดผิด เหตุผลที่หวังจงซานไม่แสดงจุดยืนในครั้งนี้ เพราะเขานึกได้ว่าโครงการภูเขาชุ่ยผิงเป็นนายกหลิวจากกวนซานและเซี่ยเจิ้งเต๋อที่ประสานงาน ซึ่งพวกเขาได้แนะนำเซียนเฟิงกรุ๊ปจากหยางจิงเป็นการส่วนตัวดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ทั้งสองจะไม่รู้เห็นกับสถานการณ์นี้ และการที่เซียนเฟิงกรุ๊ปประกาศระงับการลงทุนชั่วคราว มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่พวกเสวี่ยเหวินหลงทำมันหนักหนาเพียงใด


    อย่างไรก็ตามเขาเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าครั้งนี้ การที่เซียนเฟิงกรุ๊ปจัดการแถลงข่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นอกจากนี้ทางจังหวัดก็ยังเงียบจนน่าประหลาดใจมันทำให้เขาเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ชอบมาพากล แต่ที่เขาไม่สบายใจก็คือตอนนี้จิงหลินกับชางชานอาจเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญขึ้น ทว่าหลิวชิงหยู่ก็ไม่ได้มารายงานสถานการณ์ใดๆ ให้เขาทราบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้มันน่าจะยังอยู่ในขอบเขตการควบคุม ดังนั้นเขาจึงนิ่งเฉยปล่อยให้พวกหลี่เต๋อหลินจัดการ ถ้ามีบางอย่างเกิดขึ้นถึงอย่างไรเขาก็สามารถตอบสนองได้ทันท่วงที และเขายังเชื่อด้วยว่าถ้าเขาลงมือ พวกหลี่เต๋อหลินต้องยื่นมือเข้ามาแทรกแซงแน่ ดังนั้นเขาจึงปล่อยให้พวกหลี่เต๋อหลินจัดการกับเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น


    เนื่องจากทัศนคติแปลกๆ จากการคาดการณ์ของเขา ทำให้การประชุมใหญ่ถูกระงับไป


    เมื่อหลิวชิงหยู่มาถึงสำนักงานของเซี่ยเจิ้งเต๋อ เซี่ยเจิ้งเต๋อจึงไม่ได้ออกจากสำนักงาน


    หลิวชิงหยู่มายังโต๊ะเซี่ยเจิ้งเต๋อพร้อมวางเอกสารในมือ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “หัวหน้าเซี่ย คุณลองดูเอกสารพวกนี้สิ ผมคิดว่ามันถึงเวลาที่เราจะโต้ตอบแล้ว”