ตัวข้าไม่ใช่บุตรเขยสกุลฉี! (我不是齐家的女婿)

    โรคระบาด 3

    อย่างไรในขณะนี้รัฐหลู่ก็ได้เกิดความวุ่นวายขึ้นแล้ว


    ทว่าหากไม่ทำอะไรเลย เขาก็จะสูญเสียฐานที่มั่นข้างรัฐให้แก่รัฐอื่นๆ ที่จ้องจะบุกรัฐหลู่ในยามอ่อนแอระสับระส่ายด้วยโรคระบาดและความไม่สงบภายใน ถัดจากรัฐฉีก็เป็นรัฐหลู่ อาณาเขตของทั้งสองรัฐใกล้กันมาก มีการไปมาหาสู่และค้าขายกันอย่างเป็นธรรมและมีไมตรีจิตมาตลอด หากว่ารัฐหลู่ต้องกลายเป็นเมืองขึ้นของรัฐใดรัฐหนึ่งในเจ็ดรัฐ รัฐที่จะเสียหายมากที่สุดรองจากรัฐหลู่ก็คือรัฐฉี


    อีกอย่างด้วยอิทธิพลและอำนาจของทั้งเจ็ดรัฐที่คานกันอยู่ในยามนี้นับว่าเสมอภาคที่สุดแล้วตั้งแต่มีมาในอดีต หากว่ารัฐใดรัฐหนึ่งถูกกลืนกิน เช่นนั้นรัฐที่ได้สิทธินั้นย่อมถือเป็นภัยในอนาคต ดังนั้นฉีคุนไม่มีทางเลือก เขาต้องอาศัยช่วงเวลานี้ ยึดรัฐหลู่มา


    แต่หากจะเล่นงานรัฐหลู่ในยามนี้ก็ดูไม่สง่างามทั้งยังน่ารังเกียจเกินไป จะทำอย่างไรให้ดูไม่น่าเกลียดแต่ได้สิ่งที่ต้องการมานะ...


    ยามที่มีเรื่องราวในใจที่ต้องอาศัยความคิด ฉีคุนมักจะขังตัวเองอยู่ในห้องเล็กด้านใน นั่งอยู่บนโต๊ะไม้ธรรมดาและเริ่มต้นแกะสลักงานสักชิ้นหนึ่งเพื่อให้ได้ใช้ความคิดไปด้วย รอบกายเขามีชั้นวางประดับของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่แกะด้วยไม้ หยก และหิน ตั้งแต่ขนาดเท่านิ้วก้อยไปจนถึงขนาดเท่าตัวเด็กทารก จนเริ่มแกะไม้ท่อนหนึ่งไปได้หนึ่งก้านธูป เขาก็วางสิ่วในมือลง ก่อนจะเป่าเศษขี้เลื่อยที่ปกคลุมอยู่ออกไป จุดเทียนที่ใกล้มอดดับให้ลุกโชนอีกครั้ง ทว่าไม้ขีดไฟหมดแล้ว ฉีคุนจึงเดินออกไปหาไม้ขีดไฟด้านนอก จนพบกับกล่องเงินกล่องหนึ่งที่ไม่ได้แตะต้องมาเป็นเวลานานแล้ว เขาหยิบออกมามองด้วยสายตาครุ่นคิด ก่อนจะลงมือฝนหมึกแล้วเขียนเนื้อหาลงกระดาษแผ่นหนึ่ง เมื่อเขียนเรียบร้อยแล้วก็วางไว้เช่นนั้น ก่อนจะเดินเข้าไปแกะสลักไม้ต่อ ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมาก็หยุดมืออีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณ..


    ฟ่านเฉินเคาะผนังไม้ ไม่เข้าไปรบกวนแต่อยู่ด้านนอก รอรายงานความเคลื่อนไหวเงียบๆ ด้านนอก


    “มีความเคลื่อนไหวอะไรหรือยัง”


    “ยังขอรับ ทางนั้นไม่ทำอะไรเลย ทั้งยังไม่คิดหนีด้วย ตลอดสัปดาห์มานี่ ทุกอย่างเป็นปกติมากขอรับ”


    ฉีคุนหยิบสิ่วมาแกะไม้ต่อ ไม่นานก็เริ่มมองออกแล้วว่าที่กำลังแกะอยู่คือใบไผ่ ต้นไผ่ เพียงแต่ยังดูไม่เป็นเรื่องเป็นราวเท่าไหร่นักทั้งยังคลุมเครือ เหมือนดังเช่นนัยน์ตาของฉีคุนในตอนนี้ ลึกล้ำเหมือนจักรวาลไร้ที่สิ้นสุด “เจ้าส่งคนไปดูสักคนสองคนก็พอ ส่วนเจ้า ข้ามีงานใหม่ให้ทำ”


    “ท่านอ๋องโปรดสั่งมา”


    “ไปหาคนๆ หนึ่งให้ข้า รายละเอียดเขียนอยู่ในกระดาษแล้ว เจ้าจำให้ดี อ่านจบก็เผาเสีย อย่าลืมว่าพบเขาแล้วให้มอบของที่วางอยู่บนโต๊ะให้เขา บอกว่ามาจากข้า เท่านี้เขาก็จะเข้าใจแล้ว อย่าได้ชักช้า ไปให้ถึงก่อนรุ่งสาง”


    “ขอรับ” ฟ่านเฉินคาราวะก่อนจะเดินไปที่โต๊ะแล้วหยิบกล่องเงินที่มีขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมาซุกไว้ในอก หยิบกระดาษที่เขียนไว้ข้างกันมาอ่าน เมื่อทบทวนจนขึ้นใจแล้ว ฟ่านเฉินก็เผากระดาษเรียบร้อยในเตา ถอยหลังจากไป เร้นกายไปในรัตติกาลดำมืดเหมือนว่าเขาไม่เคยมาที่ห้องนี้มาก่อน


    ฉีคุนออกมาจากห้องนั้นในเวลารุ่งสาง ล้างหน้า ผลัดเปลี่ยนชุด กินยา และเรียกจื่อหย่งมาด้วยกันเพื่อเดินทางไปโรงยาที่กำลังเร่งมือทุกวันคืนในตอนนี้


    ยามนั้นเป็นยามสายของวัน ปันน่าเด็กสาวที่เป็นปีศาจ นางนั่งทำงานอยู่ไม่ไกลจากผู้อาวุโสเว่ย ตั้งใจผลิตยาให้มากที่สุดเพื่อยุติโรคระบาดจะได้ข้ามรัฐไปหากู้เลี่ยงรุ่ยได้อีกครั้ง เพราะหากว่าโรคระบาดยังไม่จบก็ยากที่ประตูเมืองจะเปิด คอยบดยาที่ได้จากฮานซิวเฉารสขม ฉีคุนย้ายคนกลุ่มหนึ่งที่ไว้ใจได้มาคอยจับตาดูปันน่า เมื่อครู่จื่อหย่งรายงานว่าอยู่ดีๆ ปันน่าก็ขาแพลงอย่างไรสาเหตุกลางดึกทั้งๆ ที่นอนหลับพักผ่อนในห้องเฉยๆ ก่อนจะหายดีในวันรุ่งขึ้นตามลักษณะทั่วไปของปีศาจที่มักจะมีร่างกายที่สามารถเยี่ยวยาบาดแผลได้


    ฉีคุนเข้าไปทักทายผู้อาวุโสเว่ย ก่อนจะถูกสายตาสองคู่ของเด็กสองคนมองเอา หนึ่งคือปันน่า สองคืออาจื่อ เด็กสองคนนี้เป็นสมุนตัวน้อยของกู้เลี่ยงรุ่ย


    ทว่าตอนนั้นเอง อยู่ดีๆ ปันน่าก็หน้าซีดขาว ยกมือขึ้นกุมอกซ้ายค่อนไปไหล่ นางสวมเสื้อผ้าสีฟ้าอ่อนสั้นทับแขนยาวตัวขาว อันเป็นชุดที่ผู้อาวุโสเว่ยชิงออกแบบสำหรับคนที่ทำงานในโรงหมอ ทุกคนสวมเสื้อผ้ารูปแบบเดียวกันหมด แค่เวลาสั้นๆ เพียงแค่กระพริบตา ตามมือและง่ามนิ้วของนางก็มีเลือดสีน้ำเงินไหลออกมาดังสายน้ำ ก่อนจะทรุดลงไปทั้งอย่างนั้น จื่อหย่งที่อยู่ใกล้ที่สุดรีบช้อนร่างนางไปวางบนเตียงว่าง ก่อนจะปล่อยให้ผู้อาวุโสเว่ยชิงมาดู


    บาดแผลของปันน่าลึกมาก รอยลึก คม เฉียง เหมือนโดนลูกธนูปัก ทั้งไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจห้ามเลือดได้เลย ผ้าขาวสะอาดเปื้อนเลือดสีน้ำเงินผืนแล้วผืนเล่า ในขณะที่ปันน่าก็หมดสติลงแล้ว


    “อาจื่อไปหยิบกล่องยามาให้ข้าเร็ว!”


    “ขอรับอาจารย์” ตกใจก็ตกใจ แต่คำสั่งของอาจารย์ทั้งที อาจื่อไม่กล้ารีรอ เด็กชายรีบวิ่งสับเท้าไปหากล่องยาในทันที


    ฉีคุนก้าวเท้าไปหา ยืนค้ำมองผู้อาวุโสเว่ยชิงกดแผลห้ามเลือดให้ปันน่าด้วยสีหน้าไร้คลื่นอารมณ์ ตั้งแต่เกิดเขาไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อน การที่อยู่ดีๆ คนผู้หนึ่งก็มีบาดแผลเกิดขึ้นมาเองได้อย่างไร้สาเหตุ อีกทั้งเมื่อครู่จื่อหย่งก็รายงานว่าปันน่าขาแพลงทั้งๆ ที่นอนเฉยๆ จนกระทั่งในสมองมีบทความท่อนหนึ่งจากตำราอาคมชั้นสูง ที่เคยอ่านผ่านๆ บทที่ว่าด้วยการใช้อาคมต้องห้ามของเจ้าสำนักต่อปีศาจในวิธีต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการผูกวิญญาณ


    ช่างเป็นวิธีที่ไร้สมองและสิ้นคิดที่สุด กลัวว่าชาตินี้จะไม่ได้ตายหรือ?


    นัยน์ตาที่พลันมืดดำลงของฉีคุนส่งผลให้คนแลัท่านหมอที่อยู่รายล้อมรู้สึกได้ ผู้อาวุโสเว่ยชิงทำหน้าที่ต่อไป มั่นใจว่าระดับสติปัญญาของฉีคุนอ๋องย่อมต้องคาดเดาได้แล้วทั้งหมดก็ไม่มีอะไรจะพูด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่สมควรให้ผู้ใดรู้ ทั้งผิดกฎและเป็นจุดอ่อนอันยิ่งใหญ่ ผู้ใดที่แค้นเจ้าสำนักกู้ ต้องพุ่งความแค้นมาลงกับปันน่า เพราะคนสองคนนี้ผูกวิญญาณกันแล้ว คนหนึ่งเจ็บ คนหนึ่งก็จะเจ็บ คนหนึ่งตาย คนหนึ่งก็ไม่อาจอยู่...


    “ท่านอ๋อง ท่านรับปากข้าได้หรือไม่ว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เห็นแก่นาง นางยังเด็กนัก” ด้วยสถานการณ์บีบบังคับ เจ้าสำนักกู้เองก็ไม่มีทางเลือก การทำลายอาคมจองจำปันน่าในตอนนั้นมีเพียงวิธีนี้ หากว่าเจ้าสำนักกู้ไม่ทำ ปันน่าคงไม่รอดมาจนถึงวันนี้ นางต้องตายอยู่ในกำมือของตู้จิ้งกงตั้งแต่วันนั้นแน่


    “อาจารย์ๆ อาจารย์ขอรับ ท่านดูที่แขนของปันน่าสิ พี่รุ่ยกำลังขอความช่วยเหลืออยู่ ข้าจำได้ พี่รุ่ยเคยสอนพวกข้าตอนอยู่ที่ทะเลสาบ สัญญาลักษณ์เช่นนี้แสดงว่าพี่รุ่ยมีภัยต้องการความช่วยเหลือด่วนๆ” เป็นอย่างที่อาจื่อพูด บนแขนของปันน่ามีรอยขีดไขว้กันเกิดขึ้น เกิดจากการใช้เล็บจิกแขน


    “ท่านอ๋อง ข้าขอให้ท่านช่วยท่านเจ้าสำนักกู้หน่อยได้หรือไม่ ท่านเป็นเจ้านคร อย่างไรท่านคงมีหนทางสักทางแน่ๆ ท่านอย่าลืมสิว่าการที่รัฐฉีพ้นวิกฤตในครานี้เป็นเพราะเจ้าสำนักกู้ มิเช่นนั้นสภาพของรัฐฉีย่อมไม่ดีไปกว่ารัฐหลู่ ต่อให้ท่านเก่งกาจเพียงใดก็ตามหรือข้าเป็นวิชาแพทย์อย่างไร ข้าขอบอกท่านตามตรงว่าสิ่งที่เจ้าสำนักกู้ส่งมาให้ เป็นข้อมูลที่ข้าเองไม่รู้เช่นกัน ความดีความชอบตรงนี้ ท่านอ๋องควรทำอะไรสักอย่างเพื่อตอบแทนหรือไม่” เว่ยชิงเอ่ยอย่างสงบนิ่ง น้ำเสียงนุ่มนวลอยู่สองส่วน อีกสามส่วนคือความกดดัน กดดันให้ฉีอ๋องช่วยเจ้าสำนักกู้


    ฉีคุนไม่ตอบ ทว่านัยน์ตาเปล่งประกายไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเดินจากไปจากห้อง สั่งเคลื่อนรถม้าทันที ในใจเขาเหมือนมีกองไฟกองหนึ่งที่กำลังโหมขึ้นมาช้าๆ จากสะเก็ดไฟเล็กน้อยที่ไม่น่าจะมีอะไร


    อาจื่อวิ่งตามออกไปหน้าประตูก่อนจะกลับมาหาอาจารย์ที่ยังนั่งนิ่งที่เดิมทั้งยังกระตุกแขนเสื้อเพื่อระบายความร้อนรนในใจ “อาจารย์ ท่านอ๋องจากไปแล้วนะขอรับ พี่รุ่ยเล่าขอรับ พี่รุ่ยกับปันน่าจะเป็นอะไรหรือไม่”


    “วางใจเถอะ ท่านอ๋องตกลงแล้ว”


    อาจื่องงงันว่ามีตรงไหนหรือคำไหนที่ท่านอ๋องผู้น่าเกรงขามตอบตกลง ใบหน้าไม่สบอารมณ์และรีบจากไปทันทีนั้นนะหรือคือการตอบตกลงช่วยพี่รุ่ยแล้ว เช่นนั้นก็น่าประหลาดนัก?


    “ท่านอ๋อง จะทำอย่างไรดีขอรับ หากไม่รีบเกรงว่า...” จื่อหย่งเอ่ยถามมาจากรถม้าอีกคันที่ตีคู่มา เขาเองก็เคยคุกเข่าสัญญาว่าจะต้องตอบแทนพระคุณของเจ้าสำนักกู้ วันนี้ไม่ช่วยไม่ได้ แต่อย่างไรเขาก็เป็นแค่ลูกน้อง นายไม่สั่งก็ทำอะไรได้ยาก


    รถม้ายังคงวิ่งอยู่บนทาง หลังนั่งหลับตากดข่มอารมณ์แล้ว สีหน้าฉีคุนก็ดีขึ้นมาก มองทิวทัศน์สองข้างทางไปพลางๆ ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงหนาวที่สุดของฤดูหนาวก่อนจะถึงฤดูใบไม้ผลิ ยามนั้นจะมีเทศกาลกินเกี๊ยวคลายหนาวที่เป็นธรรมเนียมประจำในรัฐทางเหนือ ด้วยสถานการณ์ที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เทศกาลกินเกี๊ยวกลับมาครึกครื้นและเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดี ฉีคุนเลิกม่านขึ้นเล็กน้อย


    “ไปตามเซี่ยหยวนมาพบข้า”

    คล้ายกับเรื่องตัวข้าไม่ใช่บุตรเขยสกุลฉี! (我不是齐家的女婿) ที่คุณอ่าน