เมื่อวานเขาได้ยินว่ามีคนของจวนแม่ทัพเซวียนเวยมาเยือนถึงที่นี่จึงรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก แม้จวนผิงซีโหวจะยึดถือการไม่ทำลายชื่อเสียงของบรรพชน ทว่าใช่จะยอมให้ผู้ใดรังแกง่ายๆ
...แม้ตระกูลหลี่จะกุมอำนาจในมือ และฮองเฮาองค์ปัจจุบันก็มาจากตระกูลนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าตระกูลเหยียนจะอ่อนแอรังแกได้
ต่อให้ภูมิหลังของหลี่เฮ่อไม่โดดเด่นนัก แต่เขาอาศัยความสามารถนำความเจริญรุ่งโรจน์มาสู่ตระกูลหลี่ ย่อมไม่พลาดน้ำเสียงไม่พอใจของผิงซีโหว
“สหายเหยียน ข้ากับท่านเปิดอกคุยกันตามตรงเถิด ข้าแซ่หลี่ขออภัยเรื่องเมื่อวานแทนเขาด้วย”
หลี่เฮ่อยอมหักไม่ยอมงอมาทั้งชีวิต ทว่าหลังจากบุตรสุดที่รักอย่างหลี่จี้จงถือกำเนิด กลับต้องคอยตามสะสางปัญหาให้ไม่หยุดหย่อน วันนี้เดิมทีคิดจะลากตัวเจ้าลูกไม่รักดีมารับความผิดพร้อมขอขมาลาโทษ แต่จนปัญญาที่มารดาเฒ่าในบ้านร้องไห้ไม่ยอมหยุด
เหยียนลี่ว์ไม่ใช่ไม่รู้ความ อีกทั้งเรื่องเมื่อวานพวกเขาไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ยามนี้ตระกูลหลี่ยื่นทางลงให้ หากเขาไม่เล่นตามน้ำก็โง่เขลาเกินทนแล้ว
“สหายหลี่พูดอะไรกัน ท่านกับข้าต่างเป็นขุนนางร่วมราชสำนัก ล้วนเป็นคนกันเองทั้งนั้น ย่อมไม่อาจให้เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้กระทบมิตรภาพของเราได้ เชิญมาคุยกันที่ห้องหนังสือของข้าเถิด”
ยามนี้ท้องพระโรงเต็มไปด้วยความขัดแย้งมากมาย เพิ่มศัตรูคู่อาฆาตหนึ่งคนมิสู้สร้างมิตรสหายสักคนดีกว่า อีกอย่างสงครามชายแดนกำลังจะปะทุ เขากับหลี่เฮ่อคงต้องร่วมมือกันไม่น้อย
“ดี เพียงแต่เจ้าลูกหมาข้า...”
แน่นอนว่าสิ่งที่เขากับเหยียนลี่ว์คุยกันต้องเป็นเรื่องสำคัญของแคว้น วันนี้นับว่าอาศัยเรื่องมาเยือนจวนเพื่อขอโทษปิดปากผู้คนได้บ้าง ส่วนทางฝั่งบุตรชายนั้นไม่ใคร่จะยอมฟังคำสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว
เหยียนลี่ว์ส่งสัญญาณมือให้ผู้คุ้มกันด้านข้าง จากนั้นเหลือบมองหลี่จี้จงที่มีท่าทีหยิ่งผยอง “ให้พวกเซี่ยเอ๋อร์ออกมาอยู่เป็นเพื่อนหลานหลี่”
“ขอรับ”
หลี่จี้จงได้ยินเหยียนลี่ว์เอ่ยคำว่า ‘หลาน’ หนังตาพลันกระตุกอย่างแรง คนเหล่านี้ช่างพูดจาเสแสร้งตาไม่กะพริบเก่งเสียจริง ไม่ทราบเลยว่าผิงซีโหวพูดสิ่งที่ขัดต่อความคิดที่แท้จริงได้อย่างไร ทำเอาเขารับมือไม่ถูกทีเดียว
เมื่อเห็นหลี่จี้จงเดินเชิดหน้าจากไปโดยไม่กล่าวอะไรสักคำ หลี่เฮ่อก็ยิ้มให้เหยียนลี่ว์อย่างกระอักกระอ่วน “ลูกข้าถูกตามใจจนเป็นนิสัย สหายเหยียนโปรดอย่าได้ถือสา”
“เด็กก็เป็นเช่นนี้! มีบุคลิกเฉพาะตัวถือเป็นเรื่องดี”
ใบหน้าของเหยียนลี่ว์ยังคงเผยรอยยิ้มจางๆ ความเป็นมิตรซึ่งสะท้อนในดวงตาเรียวยาวของเขาชวนให้คนอดรู้สึกหวาดผวาไม่ได้ แม้แต่หลี่เฮ่อที่เห็นโลกมามากยังตกตะลึงเล็กน้อย ทว่าหลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มผ่อนคลาย
...ผิงซีโหวผู้นี้สมกับที่ได้รับความโปรดปรานมิเสื่อมคลายจริงๆ จะหลับตาลืมตาล้วนกล่าวคำเท็จได้อย่างเชี่ยวชาญ
หลี่จี้จงย่อมไม่รู้จักการแสร้งทำเป็นพูดจาอ้อมค้อม เมื่อเห็นเหยียนจื่อเซี่ยผู้มีรูปลักษณ์สง่าผ่าเผยก็เผลอมองอาภรณ์สีสันฉูดฉาดของตนเอง เทียบกับกลิ่นอายเฉพาะตัวอันสุขุมของอีกฝ่าย เขาคล้ายจะเป็นรองอยู่เล็กน้อย
“คุณชายหลี่”
“อย่าเรียกคุณชายเลย เรียกข้าหลี่จี้จงก็พอ”
ตั้งแต่จำความได้ เขารู้สึกว่าชื่อนี้ดีที่สุดสำหรับตนแล้ว ดังนั้นตอนที่ผู้อื่นตั้งนามรองตามบรรดาศักดิ์ต่างๆ หลี่จี้จงจึงชอบบอกชื่อจริงแก่ผู้อื่นมากกว่า
“จี้จง”
เหยียนจื่อเซี่ยเห็นท่าทางตามสบายของอีกฝ่ายจึงตอบรับอย่างไหลลื่นเช่นกัน เขาเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของหลี่จี้จงมานานแล้ว ช่างเป็นคนที่โดดเด่นจริงๆ
หลี่จี้จงนึกแปลกใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนคร่ำครึยึดติดขนบธรรมเนียม เขาเข้าใจมาตลอดว่าคุณชายตระกูลผู้ดีเก่าเหล่านี้ล้วนเป็นสุภาพชน ยามเปิดปากวาจาสุภาพ ยามปิดปากท่าทีสูงส่ง ครั้นได้เห็นวันนี้กลับรู้สึกต่างจากที่ตนเองคิดไว้
ณ ศาลาลั่วเสวี่ย เหยียนจื่อม่อวางพู่กันในมือลง
“เจี่ยวเย่ว์ ตามข้าออกไปสูดอากาศหน่อย”
“เจ้าค่ะ”
หลังได้ยินคำพูดของเจ้านาย เจี่ยวเย่ว์รีบเปิดประตูออก ปกติคุณหนูชอบเก็บตัวเงียบๆ วันนี้อุตส่าห์อยากออกไปเดินเล่น นางย่อมตอบสนองอย่างกระตือรือร้น