ผลกระทบจากาครั้งที่ผ่านมาเริ่มส่งผลอย่างชัดเจนกับลี่ถังเพราะข้อตกลงระหว่างสองเมืองนั้น คือห้ามคนของลี่ถังที่ไปก่อเื่ไว้ไม่ให้เดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าว นั่นหมายความว่าลี่ถังไม่สามารถทำการค้ากับเมืองหลวงได้อีกต่อไป
แม้จะมีเป็ถึงอำมาตย์ใหญ่ ผู้กุมอำนาจอยู่เบื่องหลังองค์รัชทายาทแต่ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเขาได้เลย
“ท่านพ่อ ขืนเราปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปเราต้องลำบากแน่ๆ” หลี่ซือกล่าวอย่างเคร่งเครียด
“ถ้าไม่ใช่เพราะเ้าไปทำวางท่าเบ่งกล้ามใส่คนพวกนั้นป่านนี้เราก็คงไม่เป็อย่างที่เห็น” ลี่ถังตำหนิบุตรชายตนเอง
“ก็ใครจะไปรู้ละว่ารัชทายาทจะเลือกทำา เป็รัชทายาทเองที่บอกให้พวกเราทำเช่นนั้นแต่พอถึงเวลาจวนตัว กลับปัดสวะไม่ยอมรับผิดชอบอะไรเลย”
“ดูเหมือนว่ารัชทายาทจะหลอกใช้พวกเราแล้วพระองค์แค่อยากจะลองวัดกำลังกับเมืองเหอผิง แต่ไม่มีหนทางอื่นนอกจากให้พวกเราทำเช่นนั้นแต่การปล่อยให้คณะทูตที่ไปเจรจา ยกผลประโยชน์ทั้งหมดให้ผู้อื่นแบบนี้เท่ากับพระองค์ไม่ไว้หน้าพวกเราเลย เ้าหวังหย่งมันฉลาดยิ่งนักทำทีเป็จะไปเจรจาด้วยตัวเอง สุดท้ายกลับให้ราชครูและอัครมหาเสนาบดีไปแทน แบบนั้นเท่ากับพระองค์เจตนาจะฆ่าเราชัดๆ”
“ท่านพ่อมองรัชทายาทผิดไปข้ารู้ดีคนอย่างรัชทายาทไม่มีความคิดที่ซับซ้อนเช่นนั้นได้หรอก ทั้งหมดเพราะความดื้อรั้นของเขาทั้งนั้นที่จะเอาชนะหวังหย่งให้ได้แต่สุดท้ายพระองค์ก็แพ้ และลากพวกเราลงไปแพ้กับพระองค์ด้วย”
“นี่เราเลือกข้างผิดหรืออย่างไร”ลี่ถังเอ่ยออกมาอย่างหมดอาลัย
“สามเดือนมานี้มันชัดเจนแล้วว่าพระองค์ไร้ความสามารถที่จะนำพาบ้านเมืองได้ แต่อย่างไรเสียมันก็คงจะเป็อย่างอื่นไปไม่ได้อ๋องคนต่อไปต้องเป็รัชทายาทคนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นนั้นเราจะทิ้งพระองค์ไปไหนไม่ได้หรอก”
“เ้าก็ต้องช่วยตักเตือนพระองค์ด้วยก็แล้วกันอย่าให้คิดการใหญ่จนเกินตัว การก่อเื่บ่อยๆ มีแต่จะทำให้พวกเราไม่มีแผ่นดินอยู่” สองพ่อลูกใช้เวลาครุ่นคิดถึงอนาคตที่ดูเหมือนจะมืดลงไปทุกขณะ
“ท่านพ่อ แย่แล้ววว..” เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากข้างนอกทำให้ทั้งสองคนต้องรีบวิ่งออกไปดู
“เฟยหรง ลูกเป็อะไรไปถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้”
“เสด็จพ่อแย่แล้วเมื่อกี้มีคนมารายงานรัชทายาทว่า ตอนนี้ หวังหย่งกับองค์หญิงหนิงอันกลับเข้าเมืองมาแล้ว และทั้งคู่กำลังเดินทางไปพบท่านอ๋องที่ตำหนักนอกเมือง พอทราบข่าว เสด็จพี่ก็รีเสด็จไปที่นั่นทันที ข้ากลัวว่าจะเกิดเื่ใหญ่จึงรีบมารายงานท่านพ่อ” เฟยหรงเอ่ยออกมาอย่างหน้าตาตื่น
“มันเป็ไปได้อย่างไร” หลีซื่อตั้งคำถามกับตัวเอง
“ข้าได้ยินมาว่าที่คนพวกนั้นออกจากเมืองไปรอบนี้ พวกเขาถือโอกาสไปผูกมิตรกับหลายๆ คนองค์หญิงหนิงอันกับซูเหม่ยลูกสาวใต้เท้าหลิวก็ดูเหมือนจะสนิทสนมกันมากแถมเสร็จภารกิจจากเมืองเหอผิง คนทั้งคู่ก็มุ่งตรงไปเมืองหลวงคงจะกลับไปที่สำนักไฉ่หง ใครๆ ก็รู้ว่าที่นั่นเป็อย่างไรคงไม่ใช่เื่ดีกับพวกเราแน่ถ้าพวกเขาจะไปหาท่านอ๋องในตอนนี้ เพราะแบบนี้เสด็จพี่จึงต้องรีบตามไปสมทบ” เฟยหรงเล่าเื่ราวให้ฟัง
“เช่นนั้นเราก็คงทำอะไรได้ไม่มากนอกจากรอฟังข่าว” ลี่ถังมีสีหน้าที่เคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
........................................................
ที่ตำหนักนอกเมือง บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อนอย่างยิ่ง แมกไม้เขียวขจี ห้อมล้อมสระน้ำใหญ่โดยมีศาลากลางน้ำวางอยู่โดดเด่น ท่านอ๋องปรารถนาให้ที่แห่งนี้เป็ที่พำนักของพระองค์เพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวายของบ้านเมือง
หลายเดือนมาแล้วที่ท่านอ๋องเสด็จมาประทับอยู่ที่นี่เพียงลำพังพร้อมด้วยพระมเหสีลู่เฟย และคนรับใช้เพียงไม่กี่คน คงเพราะตำหนักแห่งนี้ยังอยู่ในแคว้นเหอฉีจึงไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลใจ
บัดนี้าครั้งที่ผ่านมาได้ทำลายความสงบที่ท่านอ๋องปรารถนาลงแล้ว ที่ตำหนักทรงงาน ที่ถูกใช้เป็ท่านอ๋องพร้อมมเหสี นั่งรับฟังเื่ราวที่เกิดขึ้นจากองค์หญิงหนิงอันโดยมีหวังหย่งนั่งสงบนิ่งอยู่ข้างๆ
“ข้าไม่นึกเลยว่าสตรีที่อยู่แต่ในบ้านเช่นเ้า แค่เพียงไม่นาน เ้ากลับกล้าแกร่งเช่นนี้” แม้จะดูเหมือนคำชมแต่ทุกคนรู้ดีว่าคำพูดเช่นนี้มันหมายถึงอะไร
“เสด็จพ่อ ลูกรู้ว่าสตรีเช่นเราไม่ควรไปวุ่นวายกับเื่กิจการบ้านเมือง แต่สถานการณ์ตอนนี้มันสุ่มเสี่ยงต่ออนาคตของพวกเราทุกคน จะให้ลูกนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร”
“มีอะไรที่จะต้องกังวล พี่ของเ้าทำได้ดีไม่แพ้พ่อของเ้าอยู่แล้ว สิ่งที่ลูกควรทำ แค่คอยอยู่เคียงข้างเสด็จพี่ของเ้าแต่ดูสิ่งที่พวกเ้าทำอยู่สิ เช่นนี้แล้วเสด็จพี่ของเ้าจะดูแลบ้านเมืองได้อย่างไร” พระมเหสีลู่เฟยตำหนิองค์หญิงหนิงอันออกมาตรงๆ
“เสด็จแม่ก็เข้าข้างเสด็จพี่อยู่ตลอดเลย” องค์หญิงหนิงอันเอ่ยออกมาอย่างน้อยใจ
“เ้าละ ไม่พูดอะไรบ้างหรือ” ท่านอ๋องหันมาถามหวังหย่งที่นั่งฟังอย่างสงบอยู่ข้างๆ
“สิ่งที่ข้าจะพูดองค์หญิงได้บอกไปหมดแล้ว”
“จริงหรือที่คนอย่างเ้าจะไม่มีความคิดอะไรเลย บอกข้ามาเถอะ ข้าจะเชื่อใจเ้า”
“เช่นนั้นข้าจะไม่เกรงใจ” หวังหย่งคิดว่านี่เป็โอกาสดีที่เขาจะได้เกลี้ยกล่อมให้ท่านอ๋องกลับคืนราชสำนัก
“ทูลเสด็จพ่อ ข้าเห็นว่าในเวลาเช่นนี้ ท่านควรกลับไปทำหน้าที่ดั่งเดิม ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าเพราะรัชทายาทจะไร้ความสามารถแต่ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ บ้านเมืองกำลัง้าท่าน”
“เ้าคิดเช่นนั้นจริงๆ หรือ หากเ้าคิดว่าชิงอวิ้นเหมาะสมแล้วทำไมยัง้าข้าอีกละ”
“เราทุกคนรู้ดีว่าฮ่องเต้กับท่านอ๋องมีความผูกพันกันเพียงใด ด้วยพระมหากรุณาธิคุณจากฮ่องเต้นี่เอง แคว้นเหอฉีของเราจึงยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้แต่บัดนี้ เมื่ออำนาจไปอยู่ในมือรัชทายาท เพียงแค่ไม่นานก็เกิดศึกกับเมืองเหอผิงเราทุกคนรู้ดีว่ารัชทายาทปรารถนาสิ่งใด เช่นนั้นแล้ว ท่านอ๋องคิดว่า คนอื่นจะไม่รู้กระนั้นหรือ”
“พวกเ้าก็หวังแต่จะพึ่งบารมีของข้าเช่นนั้น เมื่อไหร่กันที่พวกเ้าจะพึ่งตนเองได้ เ้าลองบอกข้ามาสิ ถ้าวันหนึ่งฮ่องเต้ที่ไร้ซึ่งรัชทายาทตลง บ้านเมืองจะเป็เช่นไร”
“ต่อให้เป็เช่นนั้น เราก็ไม่ควรจะลงมือเช่นนี้าครั้งนี้นอกจากปิดเส้นทางการค้าแล้ว เท่ากับรัชทายาทเปิดเผยแผนการออกมาอย่างชัดเจนเช่นนี้ ต่อไปความไว้ใจจากเมืองหลวงแทบไม่เหลืออยู่เลย”
“เ้าคิดว่าพวกเขาเคยไว้ใจพวกเราหรือฮ่องเต้ปากก็บอกว่ารักข้าดั่งพี่น้อง แต่ข้ารู้ดีว่าที่ฮ่องเต้ให้ใต้เท้าหลิวมารักษาการที่เมืองเหอผิงก็เพราะป้องกันข้าไม่ให้คิดการใหญ่ เ้าคิดหรือว่าแผนการตื้นๆเช่นนี้ข้าจะอ่านไม่ออก เขาไม่เคยใยดีกับข้าซะด้วยซ้ำไป ถ้าข้ายังอยู่ใครก็ทำอะไรพวกเ้าไม่ได้ ฉะนั้น พวกเ้าจะคิดการอะไร ก็จงรีบทำั้แ่ตอนนี้เข้าใจมั้ย” ท่านอ๋องระบายโทสะออกมา ถึงตรงนี้หวังหย่งได้แต่ก้มหน้ารับ เขาไม่กล้าปริปากพูดสิ่งใดออกมาอีกแล้ว เพราะทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าท่านอ๋องเองก็มีความไม่พอใจต่อฮ่องเต้มานานแล้วเช่นกัน
“พวกท่านคุยอะไรกันข้าได้ยินเสียงดังั้แ่เดินผ่านประตูเข้ามาแล้ว” เป็รัชทายาทที่เดินเข้ามาทำลายความเงียบของห้องนี้ลง รัชทายาทเดินไปหาท่านอ๋องและสวมกอดกับพระมเหสีพลางพูดออกมาเบาๆ
“ข้าคิดถึงท่านทั้งสองจริงๆ” ก่อนจะหันไปหาองค์หญิงหนิงอัน “น้องหญิงเ้ามาที่นี่ได้อย่างไรพี่ได้ยินว่าเ้ากับราชบุตรเขยอยู่ที่เมืองหลวงตั้งหลายวันแล้วไม่คิดเลยว่าจะเจอเ้าทั้งสองที่นี่ นับเป็วาสนาจริงๆ” รัชทายาทกล่าวพลางนั่งลงข้างๆ พระเมหสี มองไปรอบๆด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทำเหมือนไม่รู้ว่าทุกคนกำลังคุยอะไรอยู่ ทั้งที่จริงๆแล้วในใจของรัชทายาทนั่นเต็มไปด้วยไฟแห่งความโกรธแค้น
“หวังหย่ง ข้าต้องขอบใจเ้ามากที่ช่วยเป็ธุระไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับเมืองเหอผิงในครั้งนี้ ถ้าไม่ได้เ้าการค้าของเราคงจะต้องลำบากเป็แน่” รัชทายาทหันมากล่าวกับหวังหย่ง
“ลำพังตัวข้า หาได้มีความสามารถไม่ทั้งหมดก็เพราะบารมีของท่านอ๋อง ภารกิจนี้จึงสำเร็จลุล่วงไปได้”หวังหย่งออกตัวทันที
“ความดีความชอบของเ้าครั้งนี้ข้าจะไม่ลืมเลย เสียดายจริงวันนี้อี้เจ๋อไม่ได้มาด้วยไม่งั้นครอบครัวเราก็จะอยู่กันพร้อมหน้า”
“หนิงอันมาบอกว่าให้เสด็จพ่อของเ้ากลับไปราชสำนักเ้าคิดเห็นเช่นไร” อยู่ดีดีพระมเหสีก็พูดคำนี้ขึ้นมา ทำเอาทุกคนในที่นี้ตะลึงไปตามๆ กัน
“น้องคิดเองหรือมีคนคอยยุแหย่ เ้าลองดูสิ คนทั้งราชสำนักต่างสนับสนุนข้าแล้วทำไมพวกเ้าถึงคอยแต่จะขัดขวาง เสด็จพี่เข้าใจว่าบางอย่างอาจจะทำไม่ถูกใจแต่เื่เช่นนี้เราจะให้ถูกใจคนทุกคนไม่ได้หรอก เ้าจะให้พี่ทำเช่นไร พวกเ้าเอาแต่หาว่าพี่ดื้อรั้น ไม่ยอมฟังผู้อื่นแล้วพวกเ้าละ เคยฟังเสด็จพี่บ้างหรือไม่ แต่เอาเถอะหากน้องคิดเช่นนั้นจริงๆ เสด็จพี่ก็ไม่ขัด ข้าบอกแล้วถ้าทุกคนเห็นว่าข้าไม่คู่ควร ข้าก็พร้อมจะสละ เพียงแต่ เ้าจะให้ใครมาแทนที่ละ”รัชทายาทหันไปมองหวังหย่งทันทีที่พูดจบ
“น้องไม่ได้หมายความเช่นนั้นแค่อยากจะขอให้เสด็จพ่อกลับไปอยู่กับพวกเราบางครั้งพวกเราก็้าความเห็นของเสด็จพ่อเช่นกัน”
“งั้นเ้าคิดว่า เสด็จพี่คิดเองไม่เป็สินะ”รัชทายาทถามตรงๆ
“น้องไม่ได้คิดเช่นนั้นเพียงแต่ว่า...”
“เอาละๆ อย่ามาเถียงกันเลย เมื่อข้าตัดสินใจแล้วว่าจะส่งมอบหน้าที่ให้กับเ้า นั่นแสดงว่าเ้าเหมาะสมแล้วที่จะรับมัน หากแต่ว่าถ้ามีบางอย่างที่เ้าคิดว่ามันหนักหนาเกินไป เ้าก็จงมาบอกข้าก่อน เช่นนั้นเราทุกคนก็น่าจะพอใจกันแล้ว ถูกมั้ย” ท่านอ๋องหันไปถามกับหวังหย่ง
“พะยะค่ะ” หวังหย่งได้แต่ก้มหน้ารับคำโดยไม่หันไปสบตากับท่านอ๋อง เขารู้ดีว่าสถานการณ์เช่นนี้เขาคงจะทำอะไรไม่ได้แล้ว
เพราะั้แ่ที่รัชทายาทมาถึงหวังหย่งรู้ดีว่าตัวเขานั้นแทบไม่ได้อยู่ในสายตาของท่านอ๋องอีกต่อไป ตัวเขาเองได้กลายเป็ส่วนเกินของวงสนทนาเขาไม่อาจเก็บความน้อยใจไว้ได้ จนองค์หญิงหนิงอันสังเกตเห็น จึงกราบทูลลาท่านอ๋องเพื่อเดินทางกลับ
ทั้งสองออกจากตำหนักของท่านอ๋องมาได้สักพักแล้วแต่หวังหย่งยังมีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ไม่หาย ราวกับว่ามีเื่ร้ายแรงใดเกิดขึ้นจนองค์หญิงต้องถามขึ้น
“ท่านพี่เป็อะไรน้องเห็นว่าท่านพี่มีสีหน้าเคร่งเครียดมาั้แ่ตอนอยู่ที่ตำหนักเสด็จพ่อแล้ว”
หวังหย่งหันไปจ้องหน้าภรรยาด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดจริงจัง “เ้าไม่เห็นหรือว่าตอนนี้ทั้งท่านอ๋องและรัชทายาท ดูจะไม่มีความกังวลใดเลยกับปัญหานี้แต่กลับกันพวกเขาทำเหมือนกับว่ามันไม่ได้สำคัญอะไรเลย”
“ก็ตอนนี้ทุกอย่างคลี่คลายลงแล้วมีอะไรให้ต้องกังวลอีกละ”
“เ้าอย่าลืมสิการเจรจาครั้งนี้เท่ากับเป็การตัดเส้นทางการค้าของใต้เท้าลี่ถังเช่นนั้นรัชทายาทก็ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย แต่ทำไมพวกเขากลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
“ท่านพี่คิดว่าเสด็จพ่อกับเสด็จพี่มีแผนอะไรอยู่งั้นหรือ”
“ขออย่าให้เป็อย่างที่ข้าคิดเลย” หวังหย่งบ่นพึมพำกับตัวเอง
“ท่านพี่คิดอะไรอยู่น้องงงไปหมดแล้ว”
“เ้าลองคิดดู หากเส้นทางการค้าไปสู่เมืองหลวงถูกตัดขาดมันจะมีเส้นทางไหนอีกที่จะให้พวกเขาทำการค้าได้ดีเท่ากับเมืองหลวง”
“ิ” องค์หญิงหนิงอันตอบเบาๆ
“ถูกต้อง”
“แต่พวกิกับฮ่องเต้มีข้อพิพาทกันมาช้านานและไม่มีทีท่าว่าจะเจรจากันได้ ถ้าเราไปตีสนิทกับคนพวกนี้ไม่เท่ากับว่าเราประกาศตัวเป็ศัตรูกับฮ่องเต้เหรอแถมคนพวกนั้นยังขึ้นชื่อเื่บิดพลิ้ว เชื่อใจไม่ได้แบบนี้ท่านพี่จะไปหาคนพวกนั้นได้อย่างไร” องค์หญิงหนิงอันแทบไม่เชื่อสิ่งที่หวังหย่งบอก
“สำหรับรัชทายาทแล้วนั้น ตอนนี้ขอแค่ใครสักคน ที่จะทำให้เขาคานอำนาจกับฮ่องเต้ได้ เขาก็พร้อมที่จะเสี่ยงเลือกเส้นทางนั้นอย่างแน่นอน”
“เสด็จพี่จะทำไปเพื่ออะไร”
“ในเมื่อแผ่นดินนี้มีฮ่องเต้ได้เพียงพระองค์เดียวรัชทายาทซึ่งไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของใคร คงมองแล้วว่า หากไม่ได้เป็ฮ่องเต้ก็ขอเป็ฏเสียจะดีกว่าไปอยู่ใต้อำนาจของคนอื่น แค่เมืองหลิวยังเอาชนะไม่ได้ แล้วจะเอากำลังที่ไหนไปต่อกรกับราชสำนักคิดแล้วช่างน่าสมเพชเสียจริงๆ” หวังหย่งเอ่ยออกมาอย่างสิ้นหวัง