ดวงตาของจางหู่เต็มไปด้วยเส้นเืฝอยแห่งความโลภโมโทสัน เขาราวกับหมาป่าหิวโซที่ได้กลิ่นคาวเื จ้องเขม็งไปยังหม้อดินเผาแตกๆ ในมือของเฉินฝานที่ยังคงส่งเสียง “ปุด ปุด” และมีควันร้อนลอยกรุ่น
พลังิญญาสีขาวน้ำนมแผ่กระจายออกมาพร้อมกับกลิ่นหอมของข้าว ยามที่จางหู่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ มันถึงกับกลายเป็หมอกขาวสายเล็กๆ มุดเข้าไปในโพรงจมูกของเขา เพียงแค่สูดดมกลิ่นหอมที่ลอยออกมาไม่กี่คำ พลังปราณและสายเืของเขาที่หยุดนิ่งอยู่ในขั้นหลอมกายาระดับหนึ่งขั้นกลางมานานถึงสองปีเต็ม กลับมีทีท่าว่าจะเดือดพล่านและทะลวงผ่านขึ้นไปได้อย่างเลือนราง
นี่คือสมบัติวิเศษอย่างแท้จริง ระดับขั้นของมันมีความเป็ไปได้สูงยิ่งว่าจะอยู่เหนือกว่าของบรรณาการที่พวกผู้าุโในสำนักสายในใช้สอยเสียอีก
“เอามานี่”
จางหู่อดกลั้นความปรารถนาอันแรงกล้าในใจไว้ไม่อยู่อีกต่อไป เขาถึงกับคร้านที่จะคิดว่าเหตุใดกายาสวะที่ใครๆ ต่างก็รู้ดีอย่างเฉินฝาน ถึงสามารถหาสมบัติระดับนี้มาได้ เขารู้เพียงว่า ขอแค่แย่งชิงโชคชะตาแห่งเซียนหม้อนี้มาได้ เขาก็จะสามารถเปลี่ยนพลิกโฉมชะตาชีวิต ทะยานขึ้นสู่์ นับแต่นี้เป็ต้นไป ไม่ต้องเป็แค่นักเลงคุมถิ่นที่ต้องคอยดูสีหน้าผู้คนในสำนักสายนอกอันผุพังแห่งนี้อีกต่อไป
เขาก้าวฉับไปข้างหน้า กล้ามเนื้อบนท่อนแขนที่หนาเตอะราวกับหมีปูดโปนขึ้นมา มือใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยด้านหนาเอื้อมผ่านไหล่ของเฉินฝานไปอย่างไม่เกรงใจ พุ่งตรงไปคว้าหม้อดินเผาที่ร้อนจัดใบนั้น
ในจิตใต้สำนึกของเขา เฉินฝานที่เมื่อครึ่งเดือนก่อนยังคงตัวสั่นงันงกอยู่ใต้ฝ่ามือของตน ย่อมไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะหลบหลีกได้
ทว่า ในจังหวะที่นิ้วมือของเขากำลังจะัักับพื้นผิวหยาบกระด้างของหม้อดินเผา
“ป้าบ”
เสียงกระแทกที่ทั้งกังวานและทึบต่ำดังขึ้นภายในกระท่อมแคบๆ
การเคลื่อนไหวของจางหู่ชะงักงัน เขาเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ มองดูข้อมือขวาของตนเองที่เชื่อว่าสามารถบีบก้อนอิฐให้แตกละเอียดได้อย่างง่ายดาย บัดนี้กลับถูกมืออีกข้างหนึ่งคีบจับไว้แน่น
นั่นคือมือที่ดูเรียวยาว ข้อต่อนิ้วชัดเจน ไม่มีส่วนใดโดดเด่นเลยแม้แต่น้อย แต่เรี่ยวแรงที่ส่งมาจากมือข้างนี้ กลับราวกับคีมเหล็กอันเ็าไร้ความปรานี บีบรัดกระดูกของเขาไว้แน่น จนเขาไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ชุ่นเดียว
“ไสหัวไป”
ริมฝีปากของเฉินฝานเผยอขึ้นเล็กน้อย เอ่ยถ้อยคำอันเย็นเยียบออกมา เขาไม่แม้แต่จะหันไปมองจางหู่เลยสักนิด มือซ้ายยังคงประคองหม้อโจ๊กข้าวิญญาที่ร้อนจัดไว้อย่างมั่นคง ราวกับว่านั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก
จางหู่อึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นความโทสะและความอับอายที่ถูกแหย่ให้โกรธก็พุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง
“ไอ้ทาสผลาญข้าวสุกอย่างเ้า มีน้ำยาขึ้นมาแล้วหรือ” จางหู่โกรธจัดจนหัวเราะออกมา ประกายความโเี้พาดผ่านดวงตา “ให้เกียรติแล้วไม่ชอบ วันนี้พ่อจะทำลายทั้งเ้าและยาทิพย์หม้อนี้ทิ้งเสียพร้อมกันเลย”
สิ้นเสียง จางหู่ก็กระชากแขนขวาอย่างแรงเพื่อพยายามดิ้นให้หลุด ขณะเดียวกันก็กำหมัดซ้ายแน่น ก่อให้เกิดเสียงแหวกอากาศที่แ่เบาแต่บาดหู เค้นพลังของขั้นหลอมกายาระดับหนึ่งขั้นกลางออกมาจนถึงขีดสุด ซัดเข้าใส่ใบหน้าของเฉินฝานอย่างไม่รั้งมือ
หมัดนี้ หากกระแทกเข้าเต็มๆ อย่าว่าแต่คนธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกบำเพ็ญเพียรเลย ต่อให้เป็หมูป่าโตเต็มวัย ก็คงถูกทุบกะโหลกแหลกละเอียดในทันที
ลูกน้องสองคนที่ตามจางหู่เข้ามาถึงกับเริ่มมีรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมประดับบนใบหน้า เตรียมพร้อมที่จะชื่นชมสภาพอันน่าเวทนาของเฉินฝานตอนที่สมองไหลทะลัก
น่าเสียดาย ที่พวกเขาไม่ได้เห็นภาพเืเนื้อสาดกระเซ็น
“ช้าเกินไปแล้ว”
ในสายตาของเฉินฝานยามนี้ ความเร็วหมัดที่จางหู่ภาคภูมิใจช่างเชื่องช้าราวกับกระสอบป่านขาดๆ ที่แกว่งไกวไปมาท่ามกลางสายลม ข้าวิญญาชั้นเลิศตลอดครึ่งเดือนที่ชำระล้างและหล่อหลอมร่างกายใหม่อย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้ร่างกายของเฉินฝานไม่ว่าจะเป็พละกำลัง ความเร็ว หรือการตอบสนองของระบบประสาท ล้วนตั้งมั่นอยู่ในขั้นหลอมกายาระดับหนึ่งขั้นสูงสุดมานานแล้ว และถึงกับััได้ถึงขีดรอยต่อของระดับสองอย่างเลือนราง
ศีรษะของเฉินฝานเพียงแค่เอียงหลบไปครึ่งชุ่นเท่านั้น
“ฟุ่บ——”
หมัดหนักอึ้งที่แฝงไปด้วยพลังมหาศาลพุ่งเฉียดปลายจมูกของเฉินฝานไปอย่างหวุดหวิด ลมปราณที่พัดพามาเพียงแค่พัดปอยผมหน้าผากของเขาให้ปลิวไหว
“อะไรกัน” รูม่านตาของจางหู่หดเกร็งอย่างรุนแรง ความรู้สึกสูญเสียน้ำหนักอย่างฉับพลันจากการชกวืดทำให้เขาแน่นหน้าอก
ยังไม่ทันที่เขาจะดึงจุดศูนย์ถ่วงกลับมา มือของเฉินฝานที่คีบจับข้อมือขวาของเขาไว้ตลอดก็คลายออกอย่างกะทันหัน เปลี่ยนจากกรงเล็บเป็กำหมัด ไม่มีกระบวนท่าที่ฉูดฉาด ไม่มีแสงเงาของพลังิญญาที่บาดตา มีเพียงความรุนแรงที่บริสุทธิ์จนถึงขีดสุด และการปลดปล่อยพลังกล้ามเนื้อออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ
ท่อนแขนของเฉินฝานประดุจคันธนูยาวที่ง้างจนสุดสาย ก่อนจะดีดสายธนูออกไปอย่างแรง
“ปัง”
หมัดตรงที่ปราศจากการลวดลายใดๆ กระแทกเข้าใส่หน้าอกของจางหู่ที่เปิดโล่งอยู่อย่างจัง
ราวกับถูกเครื่องกระทุ้งประตูเมืองกระแทกเข้าเต็มเปา
จางหู่ไม่ทันได้ส่งเสียงร้องโหยหวนเสียด้วยซ้ำ ร่างกายกำยำหนักกว่าสองร้อยจินลอยละลิ่วเท้าพ้นพื้น กระเด็นถอยหลังไปราวกับว่าวที่ขาดลอย เสียงกระดูกแตก “กร๊อบ กร๊อบ” ดังชัดเจนกลางอากาศ นั่นคือเสียงกระดูกหน้าอกของเขาที่แหลกละเอียดเป็ชิ้นๆ ภายใต้พละกำลังอันน่าสะพรึงกลัว
“โครม”
จางหู่หล่นกระแทกเข้ากับกำแพงดินครึ่งซีกของกระท่อมที่โงนเงนจวนจะพังอยู่แล้วอย่างแรง กำแพงอิฐดินที่แข็งแกร่งพังครืนลงมาเป็รูโหว่ขนาดใหญ่ในพริบตา ร่างของเขาถูกเศษดินที่ร่วงหล่นลงมาฝังกลบไปครึ่งซีกท่ามกลางดินรกร้าง ปลุกฝุ่นทรายสีเทาขาวให้คลุ้งไปทั่ว
เงียบสงัด
ทั่วทั้งลานบ้านอันผุพังตกอยู่ในความเงียบสงัดจนแทบจะขาดใจ
ลูกน้องสองคนที่ยังคงค้างอยู่ในท่าทางยิ้มกริ่ม ยามนี้ราวกับถูกร่ายมนตร์สะกด ขากรรไกรอ้าค้าง ลูกตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า พวกเขามองดูลูกพี่หู่ที่ไม่รู้เป็ตายร้ายดีอยู่นอกรูโหว่ แล้วหันกลับมามองเฉินฝานที่ยังคงประคองหม้อดินเผาด้วยมือเดียว ราวกับเห็นผี แม้แต่น้ำโจ๊กก็ยังไม่หกออกมาสักหยดเดียว
นี่มันเป็ไปได้อย่างไร
นี่มันไม่ใช่สวะชั้นยอดที่แม้แต่การชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายซึ่งเป็พื้นฐานที่สุดของสำนักก็ยังทำไม่ได้หรอกหรือ นั่นมันจางหู่ขั้นหลอมกายาระดับหนึ่งขั้นกลางเชียวนะ ตัวตนที่เดินกร่างอยู่ในสำนักสายนอก กลับถูกไอ้ขี้โรคนี่ต่อยร่วงในหมัดเดียวหรือนี่
“แค่ก แค่ก แค่ก...”
เสียงไออย่างรุนแรงทำลายความเงียบสงัด ท่ามกลางซากปรักหักพัง จางหู่ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยโคลนดินตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา พออ้าปากก็อาเจียนเอาเืสีดำคำโตที่มีเศษเครื่องในปะปนอยู่ออกมา
เขากุมหน้าอกที่ยุบลงไป ความเ็ปอย่างรุนแรงทำให้หน้าตาของเขาบิดเบี้ยวเข้าหากัน ทว่าสายตาที่เขามองเฉินฝาน ความหวาดกลัวหยุดนิ่งอยู่เพียงวินาทีเดียว จากนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความโลภที่บ้าคลั่งยิ่งกว่า
ในความเข้าใจของเขา คนธรรมดาคนหนึ่งไม่มีทางบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นนี้ได้ภายในครึ่งเดือน คำอธิบายเดียวก็คือ——
“เขายังหลอมรวมไม่สมบูรณ์ ต้องเป็ฤทธิ์ยาของสมบัติวิเศษหม้อนั่นที่ค้ำจุนร่างกายของเขาไว้แน่” ดวงตาของจางหู่แดงก่ำ แผดเสียงคำรามราวกับผีพนันที่เสียสติ “พวกเ้าสองคนมัวยืนโง่อะไรอยู่ เขาแค่ทำตัวเก่งไปอย่างนั้นแหละ เข้าไปพร้อมกัน ฟันมันให้ตาย โชคชะตาแห่งเซียนหม้อนี้ที่ทำให้คนทะยานขึ้นฟ้าได้ในก้าวเดียว พวกเราสามคนแบ่งเท่าๆ กัน”
ภายใต้รางวัลที่หนักอึ้งย่อมมีผู้กล้า ยิ่งไปกว่านั้นนี่คือ “โชคชะตาแห่งเซียน” ที่สามารถเปลี่ยนพลิกโฉมชะตาชีวิตได้
ลูกน้องสองคนสบตากัน กลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ความหวาดกลัวในดวงตาถูกความโลภกลืนกินไปในพริบตา พวกเขาแผดเสียงคำราม ชักมีดสั้นที่ตีจากเหล็กกล้าและกระบองยาวเสมอคิ้วออกมาจากเอว แยกซ้ายขวา พุ่งกระโจนเข้าใส่เฉินฝานราวกับสุนัขบ้า
เฉินฝานถอนหายใจเบาๆ
เหตุใดถึงมักจะมีคนมาทำให้หมดสนุกเวลาที่คนอื่นกำลังเตรียมตัวจะกินข้าวอยู่เสมอ ไม่รู้หรือไงว่าข้าวเย็นแล้วมันจะไม่อร่อย
แววตาของเฉินฝานแปรเปลี่ยนเป็เย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็งในพริบตา เขาไม่ได้วางหม้อดินเผาในมือซ้ายลง เท้าขวาถีบลงบนพื้นอย่างแรง
“แกรก”
พื้นดินไร่นารกร้างที่แข็งกระด้างราวกับเหล็กกล้า กลับถูกเขาเหยียบจนเป็รอยเท้าลึกหลายชุ่น อาศัยแรงสะท้อนกลับอันน่าสะพรึงกลัวนี้ เฉินฝานก็พุ่งทะยานราวกับลูกปืนใหญ่ที่หลุดออกจากลำกล้อง พุ่งเข้าหาลูกน้องทางซ้ายที่กำลังกวัดแกว่งมีดสั้น
“ตายซะเถอะ” ลูกน้องคนนั้นเบิกตากว้าง มีดสั้นสาดประกายเย็นเยียบ ฟาดฟันตรงไปยังหัวไหล่ของเฉินฝาน
เฉินฝานไม่หลบไม่หลีก แขนขวายื่นออกไปอย่างพิสดารราวกับงูเลื้อย ถึงกับใช้ท่อนแขนส่วนที่ปกคลุมไปด้วยกล้ามเนื้ออันเหนียวแน่น รับคมมีดอันแหลมคมเข้าไปตรงๆ
“เคร้ง”
เสียงโลหะปะทะกันจนชวนให้เสียวฟันดังสนั่น
มีดสั้นที่ตีจากเหล็กกล้า ในวินาทีที่ฟันลงบนท่อนแขนของเฉินฝาน กลับราวกับฟันถูกเหล็กกล้าชั้นดีที่ผ่านการตีมานับพันครั้ง นอกจากจะไม่สามารถตัดผ่านเืเนื้อได้แล้ว กลับบิ่นแตกจนเกิดเป็รอยแหว่งที่น่าใ
ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตระหนกจนแทบสิ้นสติของลูกน้องคนนั้น การโจมตีกลับของเฉินฝานก็มาถึง
หมัดเสยที่เรียบง่ายและดุดันเช่นเดียวกัน ซัดเข้าที่ปลายคางของลูกน้องคนนี้อย่างจังด้วยความเร็วที่ตาเปล่าแทบจะมองไม่ทัน
“ปัง” กระดูกปลายคางของคนผู้นี้แหลกละเอียดในพริบตา ฟันที่เปื้อนเืหลายซี่กระเด็นขึ้นฟ้า ร่างทั้งร่างตีลังกากลางอากาศสองรอบราวกับกระสอบป่านขาดๆ ก่อนจะหล่นกระแทกพื้นอย่างแรง ตาเหลือกสลบเหมือดไปในทันที
และในเวลานี้ ลูกน้องทางขวาที่ถือกระบองยาวเสมอคิ้ว ท่อนเหล็กของมันก็ส่งเสียงหวีดหวิวฟาดเข้าใส่แผ่นหลังของเฉินฝานแล้ว
เฉินฝานไม่ได้แม้แต่จะหันหน้ากลับไป เขาใช้เท้าซ้ายเป็แกนหมุน พลิกตัวครึ่งรอบอย่างรวดเร็ว เขายกขาขวาขึ้น ประดุจแส้เทพที่ขึงตึง แหวกอากาศจนเกิดเสียงะเิแหลมแสบแก้วหู
“เปรี้ยง”
กระบองยาวเสมอคิ้วไม้เนื้อแข็งที่หนาเท่าท่อนแขน ถูกลูกเตะตวัดกลางอากาศอันทรงพลังของเฉินฝานกวาดจนหักเป็สองท่อนตรงกลาง อานุภาพที่หลงเหลือของลูกเตะนั้นไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย มันฟาดเข้าที่ซี่โครงด้านข้างของลูกน้องคนนั้นอย่างจัง พร้อมกับเสียงกระดูกซี่โครงหักต่อเนื่องที่ชวนให้ขนลุก ลูกน้องคนที่สองร้องเสียงหลง กระเด็นออกไปไกลสิบกว่าเมตร หล่นลงบนคันดินที่แห้งแข็ง ชักกระตุกอยู่สองสามครั้งแล้วก็นิ่งไป
ลื่นไหลราวกับเมฆลอยน้ำไหล ทรงพลังดั่งทำลายกิ่งไม้ผุ
ั้แ่ที่ทั้งสองคนลงมือ จนกระทั่งกลายเป็คนพิการล้มลงไปกองกับพื้นทั้งหมด ใช้เวลาไม่ถึงสามลมหายใจ
สายลมฤดูใบไม้ร่วงที่ปะปนไปด้วยฝุ่นละอองพัดผ่านลานบ้านอันผุพัง เงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงแ่เบาของโจ๊กข้าวในหม้อดินเผาที่ยังคงเดือดปุดๆ
เฉินฝานปัดรอยสีขาวจางๆ บนแขนขวาที่ถูกคมมีดฟันออก ประคองชามข้าว ก้าวเดินออกมาจากกรอบประตูผุพังของกระท่อมทีละก้าว
“ตึก...ตึก...ตึก...”
เสียงฝีเท้าที่ราบเรียบ ในยามนี้เมื่อตกกระทบหูของจางหู่ กลับราวกับยันต์เรียกิญญาของยมทูต
คราวนี้จางหู่ขวัญหนีดีฝ่ออย่างแท้จริงแล้ว หากหมัดเมื่อครู้นี้ถูกกระตุ้นด้วยฤทธิ์ยา แล้วความสามารถในการทนทานต่อการโจมตีที่แข็งแกร่งดั่งสัตว์อสูร และความเร็วในการต่อสู้ที่บดขยี้คู่ต่อสู้ย่อยยับเช่นนี้ จะอธิบายได้อย่างไร
นี่มันทาสสวะที่ยังไม่เข้าสำนักที่ไหนกัน นี่มันสัตว์ร้ายในคราบมนุษย์ชัดๆ
“เ้า...เ้าอย่าเข้ามานะ” เมื่อเห็นเฉินฝานที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ จางหู่ก็ใกลัวจนถอยกรูดไปกองอยู่ในกองดิน สองมือคว้าเศษหินบนพื้นปาออกไปส่งเดช “ลูกพี่ลูกน้องของข้าคือผู้ดูแลจ้าวแห่งสำนักสายนอก วันนี้หากเ้ากล้าแตะต้องข้า หอคุมกฎไม่มีทางปล่อยเ้าไปแน่ ฆ่าฟันศิษย์ร่วมสำนักโดยพลการมีโทษถึงตายนะ”
ฝีเท้าของเฉินฝานไม่มีการหยุดชะงักแม้แต่น้อย สีหน้าของเขายังคงราบเรียบดั่งบ่อน้ำเก่าที่ไร้ระลอกคลื่น
โทษถึงตายงั้นหรือ
ั้แ่ตอนที่สำนักโยนเขามายังไร่นารกร้างที่ต้องตายอย่างแน่นอนแห่งนี้ ก็เท่ากับตัดสินโทษตายให้เขาไปแล้ว เมื่อครึ่งเดือนก่อนตอนที่ฝ่ามือของจางหู่ตบลงบนใบหน้า เขาได้สาบานในใจไว้แล้วว่า ในป่าดงดิบแห่งนี้ การตัดรากถอนโคนคือหนทางรอดเพียงหนึ่งเดียว
ผู้ดูแลจ้าวอะไรกัน กฎเกณฑ์สำนักสายนอกอะไรกัน เมื่ออยู่ต่อหน้าข้าวิญญาชั้นยอดที่ช่วยให้คนรอดชีวิตได้ ล้วนเป็แค่เื่ไร้สาระทั้งสิ้น
เฉินฝานเดินมาอยู่ตรงหน้าจางหู่ มองดูอันธพาลที่มีใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวจากมุมสูง เขาค่อยๆ ยกเท้าขวาขึ้น เล็งไปที่ลำคอของจางหู่
“ไม่ อย่าฆ่าข้า นายท่าน ท่านบรรพบุรุษ” จางหู่พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ ของเหลวเหม็นคาวพุ่งทะลักออกมาจากเป้ากางเกง
รังสีอำมหิตในดวงตาของเฉินฝานควบแน่น เท้าขวากระทืบลงไปอย่างแรง
ในจังหวะวิกฤตที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายนั้นเอง
“หยุดมือ”
น้ำเสียงที่ทั้งเ็าและแห้งผากอย่างผิดปกติ ราวกับเหล็กดิบสองก้อนเสียดสีกัน ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยจากพงหญ้าแห้งเหี่ยวที่ห่างออกไปหลายสิบเมตร
ปลายเท้าของเฉินฝานที่กระทืบลงมาหยุดชะงักลงดื้อๆ ในระยะห่างจากลำคอของจางหู่เพียงครึ่งชุ่น ลมปราณที่พัดพามาพัดเอาขนอ่อนบนคอของจางหู่จนรู้สึกเจ็บแปลบ
เฉินฝานค่อยๆ หันหน้ากลับไป หรี่ตามองไปยังทิศทางที่มาของเสียง
ในส่วนลึกของวัชพืชสีเหลืองแห้งที่สูงระดับเอวนั้น ชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าสีเทาเก่าซอมซ่อ รูปร่างผอมแห้งเป็อย่างมากเดินออกมาั้แ่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
สีหน้าของชายหนุ่มเ็าจนไม่มีแม้แต่ชีวิตชีวาของคนเป็ ในมือขวาของเขา ถือขวานตัดฟืนที่พื้นผิวเต็มไปด้วยรอยบิ่น และเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสีดำน่าสงสัยกลับหัวไว้