ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 221 : เบื้องหลังบานสัมฤทธิ์

จารึกที่ 221 : เบื้องหลังบานสัมฤทธิ์ : กลิ่นอายแห่งเผ่ากลทมิฬ และความลับที่ตื่นจากการหลับใหล


เสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดอันหนักหน่วงและยาวนานของบานประตูสัมฤทธิ์ยักษ์ดังก้องกังวานไปทั่วอุโมงค์ศิลาใต้ดิน ราวกับเสียงครางประท้วงของสัตว์ร้ายบรรพกาลที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลนับพันปี ฝุ่นละอองที่เกาะหนาแน่นตามรอยจารึกอันสลับซับซ้อนบนบานประตูร่วงกราวลงมาดุจห่าฝน


อาเจียหอบหายใจถี่ ผิวหน้าซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด ผ้าดิบสีหม่นที่พันปิดดวงตาเนื้อมีรอยเลือดซึมออกมาจางๆ เป็นสัญญาณถึงผลกระทบจากการเบิก 'เนตรสูญตา' เกินขอบเขต ความเจ็บปวดจากการฝืนผสานอักขระหลิงถึง 4 ตัวพร้อมกัน แล่นริ้วจากจุดตันเถียนขึ้นมาถึงกะโหลกศีรษะ


"แฮ่ก... ตาเฒ่า... ประตูเปิดแล้ว..." อาเจียยกมือที่สั่นเทาขึ้นเช็ดเหงื่อ "อย่าลืมข้อตกลงล่ะ หุ่น 4 ตัวนี้ถือเป็นผลงานของข้า หากวันหน้าเอาชิ้นส่วนพวกมันไปขาย ข้าต้องได้ส่วนแบ่ง 7 ใน 10 ส่วน!"


"เพ้ย! เข้าไปกันได้แล้ว อย่ามัวแต่พล่ามเรื่องเงิน!" นักพรตหมื่นอีแปะแค่นเสียงตัดบท ไม่ยอมรับปากเรื่องส่วนแบ่ง "สมบัติที่แท้จริงอยู่เบื้องหลังประตูบานนี้ต่างหาก ตามข้ามาให้ติดๆ ล่ะไอ้หนู หากเจ้าไปเหยียบค่ายกลมรณะเข้า ข้าไม่ว่างมาตามเก็บศพเจ้าหรอกนะ!"


อาเจียสบถด่าความหน้าเลือดของอาจารย์ในใจ พลางใช้ไม้เท้าเคาะพื้นดังต๊อกๆ เพื่อเดินตามนักพรตเฒ่าข้ามธรณีประตูเข้าไป โดยมีหุ่นพิทักษ์บรรพกาลทั้ง 4 ตนลุกขึ้นเดินตามหลังมาติดๆ ประหนึ่งองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์


ขณะเดียวกัน เจ้าสัว ในร่าง ราชันย์อเวจีกึ่งเซียน ธาตุทองบรรพกาล ที่มีความสูงโดดเด่นและน่าเกรงขาม ปีกโลหะ 6 แฉกตัดมิติที่กลางหลังของมันหุบพับแนบชิดลำตัวอย่างระแวดระวัง มันก้าวเดินตามเจ้านายตาบอดไปอย่างเงียบเชียบ ทุกย่างก้าวแฝงไปด้วยแรงกดดันระดับแก่นทองคำขั้นปลาย


ทันทีที่ก้าวล่วงเข้ามา สัมผัสวิญญาณของอาเจียก็ปะทะเข้ากับกลิ่นอายที่แปลกประหลาดอย่างรุนแรง มันมิใช่กลิ่นความตายอันเน่าเปื่อยของสุสานทั่วไป ทว่ามันเป็นกลิ่นของโลหะที่ถูกหลอมละลาย กลิ่นสนิมโบราณที่กัดกร่อนลึกเข้าไปในเนื้อโลหะ และกลิ่นอายพลังหยินที่หนาแน่นจนแทบจะจับตัวเป็นก้อนน้ำแข็ง


"ที่นี่มัน... ไม่ใช่สุสานธรรมดาแล้วตาเฒ่า" อาเจียขมวดคิ้วแน่น "สัมผัสวิญญาณของข้าบอกว่า โครงสร้างของค่ายกลที่นี่... มันเหมือนกับห้องทดลองขนาดใหญ่มากกว่าจะเป็นที่ฝังศพ บรรยากาศรอบด้านมันปั่นป่วนและวิปริตเกินไป"


นักพรตหมื่นอีแปะชะงักฝีเท้า ชายชราชูแส้ปัดในมือขึ้น ปราณเซียนแท้ 真仙气 (เจินเซียนชี่) ที่ถูกจงใจกดทับไว้ที่ระดับวิญญาณแรกเริ่ม ไหลเวียนรอบตัวเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ โถงกว้างที่ถูกจุดประกายด้วยแสงสีเขียวซีดจางๆ จากผลึกเรืองแสงโบราณ

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของนักพรตเฒ่า และปรากฏในจินตภาพของอาเจีย คือซากปรักหักพังของวิหารขนาดใหญ่ รอบด้านเต็มไปด้วยซากของ 'ศัสตราประกอบ' และเศษซากกลไกฟ้าที่แหลกละเอียดนับร้อยนับพันชิ้น กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นราวกับสุสานอาวุธ


ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด คือโครงกระดูกมนุษย์หลายสิบโครงที่กระจัดกระจายอยู่ตามแท่นบูชา... โครงกระดูกเหล่านั้นถูกฝัง หลอมรวม และเชื่อมต่อเข้ากับชิ้นส่วนโลหะ ฟันเฟืองฟ้า และวงจรปราณอย่างวิปริตพิสดาร! กะโหลกศีรษะบางหัวมีผลึกกลไกฝังอยู่แทนดวงตา ขณะที่กระดูกสันหลังถูกแทนที่ด้วยเสาโลหะจารึกอักขระต้องห้าม มันคือภาพลักษณ์แห่งการฝืนกฎสวรรค์อย่างชัดเจน


"กลไกฟ้าที่ถูกหลอมรวมเข้ากับกระดูกมนุษย์... การพยายามใช้ศาสตร์นอกรีตมาชนะกฎแห่งสัจธรรมโดยไร้ความเมตตา" นักพรตเฒ่าพึมพำ น้ำเสียงเคร่งขรึมขึ้น "นี่มัน... 'ศาสตร์กลไกต้องห้าม' ของ สำนักหัตถ์กล (偃机宗) ที่ล่มสลายไปเมื่อพันปีก่อน! ข้าเคยอ่านพบในคัมภีร์ลับ กล่าวไว้ว่าพวกมันล่มสลายเพราะพยายามสร้างสิ่งมีชีวิตกึ่งเทพกึ่งพยนต์ที่อัปลักษณ์เช่นนี้!"


(นายท่าน...) เสียงทุ้มต่ำและสั่นสะท้านอย่างผิดปกติของพยนต์เทวะ 'เจ้าสัว' ดังก้องขึ้นในห้วงจิตของอาเจีย (กลิ่นอายของที่นี่... ชิ้นส่วนศัสตราประกอบที่กระจัดกระจายอยู่พวกนั้น... มันกระตุ้นแกนกลางธาตุทองของข้า ข้าสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคย ข้ารู้สึกเหมือนเคยรู้จักวิธีการประกอบพวกมันมาก่อน... และข้าสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอันขมขื่นที่แฝงอยู่ในจารึกเหล่านั้น)


"เจ้าสัว? เจ้าสัมผัสอะไรได้?" อาเจียถามกลับในใจด้วยความเคร่งเครียด


(นายท่านจงใช้เนตรจิตสัมผัสจารึกโบราณที่สลักอยู่บนกำแพงศิลาตรงหน้า... อักขระพวกนั้นกล่าวถึงกระบวนการดัดแปลงร่างกายมนุษย์ ตัดเส้นชีพจรเพื่อสร้างนักรบที่ไร้ความเจ็บปวด และเชื่อมต่อจิตวิญญาณเข้ากับ 'พยนต์เทวะสังหาร' เพื่อทำสงครามแทนผู้บำเพ็ญเพียร...)


อาเจียใจหายวาบ ข้อมูลนี้ไปตรงกับตำนานเร้นลับเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์นองเลือดนอกเขตแดนที่เขาเคยอ่านพบในหอคัมภีร์สำนักหมึกวารี


"เผ่ากลทมิฬ (黯械族 - อ้านเซี่ยจู๋)..." อาเจียเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่ากลับดังก้องในความเงียบงัน "ตาเฒ่า... ที่นี่ไม่ใช่แค่สุสานของมหาอำนาจทั่วไป แต่มันคือสถานที่ให้กำเนิด 'เผ่ากลทมิฬ' ที่ชั่วร้ายนั่น! พวกสำนักหัตถ์กลใช้สถานที่แห่งนี้ทดลองสร้างกองทัพพยนต์มนุษย์!"


"เผ่ากลทมิฬรึ!" นักพรตหมื่นอีแปะหูผึ่ง "เผ่านอกด่านที่นำโดย ราชาโม่เทียน ผู้มีร่างกายครึ่งคนครึ่งกลศิลานั่นน่ะรึ? มิน่าเล่า! กลิ่นอายปราณหยินถึงได้วิปริตคละคลุ้งไปทั่วเช่นนี้! แต่เดี๋ยวก่อน..."


สัญชาตญาณพ่อค้าหน้าเลือดของตาเฒ่าทำงานทันที "หากที่นี่คือต้นกำเนิดของพวกมัน ย่อมต้องมี 'ศิลาปราณแกนกลาง'ระดับสูงส่งที่ใช้หล่อเลี้ยงค่ายกลทดลองขนาดมหึมานี่อยู่เป็นแน่! ไอ้หนู! รีบใช้อักขระสูญตาของเจ้าค้นหาเดี๋ยวนี้! หากเจอสมบัติ ข้าจะพิจารณาลดหนี้ให้เจ้า... สักครึ่งอีแปะ!"


ยังไม่ทันที่อาเจียจะได้อ้าปากด่าความงกขั้นเทพ สัมผัสวิญญาณที่เฉียบแหลมจาก 'เนตรสูญตา' ของเขาก็สัมผัสได้ถึงความผันผวนของมิติเงาที่มุมอับของห้องโถง


กึก... กึก...

เสียงของแข็งกระแทกกันเบาๆ ดังมาจากหลังแท่นบูชาที่แหลกเหลว พร้อมกับคลื่นวิญญาณสั่นสะเทือนที่ส่งตรงถึงจิตของอาเจีย มันคือเสียงร้องขออาหารอย่างตะกละตะกลาม


"เจ้าถุงเงิน! แกหลุดออกจากมิติเงาไปกินอะไรเข้าอีกล่ะนั่น!" อาเจียตวาดลั่น พลางใช้ไม้เท้าเคาะพื้นเพื่อระบุตำแหน่งของคู่หูตะกละ


เมื่อนักพรตเฒ่าหันไปมองตามเสียง ก็พบว่าในเงามืดนั้น ร่างของ ราชันแมงมุมเงาจันทรา ที่มีกระดองผลึกใสสีรัตติกาล กำลังอ้าเขี้ยวพิษของมันออกกว้างอย่างผิดปกติ สวาปามก้อนศิลาปราณสีดำขลับที่แฝงไปด้วยพลังวิญญาณธาตุหยินอันบริสุทธิ์เข้าไปเต็มท้อง! ศิลาปราณก้อนนั้นส่งกลิ่นอายที่ล้ำค่าและหายากยิ่งกว่าศิลาปราณระดับสูงทั่วไปนับหมื่นเท่า


"อ๊ากกก! นั่นมัน 'ศิลาปราณบรรพกาลธาตุหยิน' ระดับชั้นที่ 4! ราคาประเมินไม่ได้และสูญหายไปนับพันปีแล้ว! คายออกมาเดี๋ยวนี้นะไอ้แมงมุมผี! เอามาให้ข้าขายเดี๋ยวนี้!"


นักพรตหมื่นอีแปะแผดเสียงร้องลั่นราวกับถูกเชือด กระโจนตัวพุ่งเข้าใส่เจ้าถุงเงินด้วยความไวของระดับวิญญาณแรกเริ่มที่แฝงกลิ่นอายความว่างเปล่า หมายจะล้วงคอเอาศิลาปราณบรรพกาลคืนมา


ทว่าในเสี้ยววินาทีที่นักพรตเฒ่าพุ่งตัวออกไป ซากกระดูกมนุษย์กึ่งกลศิลาที่กองเรี่ยราดอยู่บนพื้นทั่วห้องโถง ซึ่งดูเหมือนจะหยุดทำงานไปนับพันปี ก็พลันส่องแสงสีแดงฉานขึ้นที่เบ้าตาที่ถูกแทนที่ด้วยผลึกกลไกฟ้า!


เสียงกลไกฟ้าและเฟืองสนิมเขรอะเริ่มหมุนทำงาน ทั่วห้องโถงเกิดเสียงโครมครามของการเคลื่อนไหว กลิ่นอายความตายรุนแรงขึ้นทันที หุ่นมนุษย์กึ่งกลศิลาบรรพกาลเหล่านั้น... กำลังถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลเพื่อทำลายผู้บุกรุก!


ความมืดมิดเบื้องหลังประตูสัมฤทธิ์... บัดนี้ได้เผยคมเขี้ยวอันวิปริตที่แท้จริงออกมาแล้ว!