ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 317 : แผ่นดินเร้นลับอุดรทิศ

จารึกที่ 317 : แผ่นดินเร้นลับอุดรทิศ : เสียงกังวานแห่งเหรียญบรรพกาล และการทดสอบแห่งสัจธรรม


กลิ่นอายความเก่าแก่และปราณธาตุที่หนาแน่นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยาดน้ำค้าง ลอยอวลอยู่เหนือแผ่นดินขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางอากาศธาตุ ภูเขาสูงเทียมฟ้าปกคลุมด้วยหิมะหมื่นปี สะท้อนแสงสีเงินยวงจากทะเลสาบที่ทอดยาวดุจสายพานเอกภพ ที่แห่งนี้มิใช่ดินแดนที่สรรพชีวิตทั่วไปจะย่างกรายเข้ามาได้ ทว่ามันคือ 'แผ่นดินเร้นลับแห่งอุดรทิศ' ดินแดนที่หลับใหลอยู่เบื้องหลังกระแสน้ำวนมิติ ตัดขาดจากสายตาของสวรรค์และกฎเกณฑ์ที่เน่าเฟะของวิหารเทพอนันตกาล


มหานาวาปราณสูญตาที่เหลือเพียงครึ่งลำ สภาพพังยับเยินราวกับซากศพที่เพิ่งตะเกียกตะกายขึ้นมาจากขุมนรก เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าแหวกผ่านม่านหมอกสีขาวบริสุทธิ์ แกนปราณขับเคลื่อนหลักส่งเสียงครางแผ่วเบา ประหนึ่งคนป่วยที่กำลังฝืนเดินก้าวสุดท้าย ศิลาพิทักษ์สูญตา หุ่นกลขุนพลผู้ซื่อสัตย์ ยืนนิ่งอยู่หน้าหางเสือ ร่างศิลาของมันเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวลึก ทว่าดวงตาอัญมณีวิญญาณยังคงทอประกายเด็ดเดี่ยว ไม่ยอมละทิ้งหน้าที่ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของแกนพลังงาน


เมื่อตัวเรือสัมผัสกับผิวน้ำของทะเลสาบสีเงินยวง คลื่นความสงบอันประหลาดก็แผ่ซ่านเข้าปกคลุม


เย่ปิงอวิ๋น ศิษย์เอกสายในผู้งดงาม ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิ ฝ่ามือทั้งสองข้างทาบลงบนกราบเรือ ปราณวิถีพฤกษาของนางหลอมรวมเข้ากับไอวารีบริสุทธิ์ของทะเลสาบ ถ่ายทอดพลังชีวิตอันอ่อนโยนเข้าสมานรอยไหม้เกรียมบนโครงสร้างไม้หยกดำบรรพกาล เฟิงอี้หราน ดาวนำโชคแห่งสำนักพู่กันเพลิง หอบหายใจรุนแรงพลางกดข่มเพลิงอัคคีบรรพกาลในจุดตันเถียนมิให้ปะทุออกมารบกวนความสงบของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ขณะที่ฉินมู่หลาง ยืนกอดกระบี่นิรันดร์อยู่เบื้องหน้า แววตาของยอดกระบี่สาดประกายระแวดระวัง จิตสัมผัสแผ่ขยายออกไปตรวจสอบทุกอณูมิติ


อาเจียยืนตระหง่านอยู่บนหัวเรือที่เหลือเพียงซากปรักหักพัง ผ้าคลุมสีเทาเข้มขาดวิ่นสะบัดพริ้วตามสายลมบริสุทธิ์ ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์จากการฝืนบิดเบือนกฎเกณฑ์ของเซียนอมตะไป๋จื่อ ทว่าแผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงดุจหอกที่ตอกตรึงลงบนผืนปฐพี


หลินชิงเสวี่ยก้าวมายืนเคียงข้างเขา ดวงตาที่เคยเยือกเย็นทอประกายความรวดร้าวลึกซึ้งยามทอดมองโลหิตที่แห้งกรังบนแขนเสื้อของเด็กหนุ่ม นางมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ทว่าเพียงการยืนเคียงข้าง ก็เปรียบดั่งกำแพงหยกที่พร้อมจะต้านทานพายุร้ายแทนเขา


"ที่นี่..." อาเจียเอื้อนเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่ากังวานในโสตประสาทของมิตรสหายทุกคน "คือสถานที่ที่ข้า จะได้เริ่มศึกษาแก่นแท้ของอักษรสวรรค์อย่างแท้จริง มิใช่เพียงเพื่อเอาชีวิตรอด ทว่าเพื่อรื้อถอนและรังสรรค์วัฏสงสารเสียใหม่"


"เจ้าทำได้ดีมากแล้ว อาเจีย..."


เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความเมตตาดังขึ้นเบื้องหลัง ร่างโปร่งแสงของมู่เฉิน อดีตมหาปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ ค่อยๆ ปรากฏกายขึ้น นัยน์ตาที่ผ่านกาลเวลามานับพันปีทอดมองศิษย์รักด้วยความภาคภูมิใจที่ปิดไม่มิด "การเผชิญหน้ากับเซียนอมตะ และสามารถนำพาสหายรอดพ้นมาได้ด้วยปัญญาและมรรคาแห่งเต๋า... บรรพบุรุษบนสรวงสวรรค์ย่อมต้องจารึกนามของเจ้า ทว่า... บาดแผลบนรากฐานของเจ้านั้น ลึกซึ้งเกินกว่าจะเพิกเฉย การดึงดันทะลวงข้อจำกัดมิติ ทำให้จุดตันเถียนของเจ้าต้องแบกรับแรงสะท้อนกลับมหาศาล"


อาเจียหันกลับมา ประสานมือคารวะด้วยความนอบน้อมที่สุด "ท่านอาจารย์... ศิษย์ทำให้ท่านต้องเป็นกังวลอีกแล้ว ทว่าหากศิษย์ไม่กระทำการบ้าบิ่นเช่นนั้น พวกเราคงกลายเป็นเพียงเศษเถ้าธุลีภายใต้อาณาเขตสวรรค์ของมัน... บาดแผลนี้ ศิษย์ถือเป็นค่าเล่าเรียนในการทำความเข้าใจสัจธรรมของพวกมันขอรับ"


มู่เฉินทอดถอนใจแผ่วเบา รอยยิ้มที่แฝงความระอาใจผุดขึ้นบนใบหน้า "ศิษย์ดื้อรั้น... เจ้ามักจะเอาชีวิตไปแขวนอยู่บนเส้นด้ายเสมอ ทว่านั่นก็คือวิถีของเจ้า... วิถีแห่งผู้ตื่นรู้ที่ปฏิเสธการคุกเข่าให้แก่สวรรค์จอมปลอม"


ทว่า ก่อนที่บทสนทนาระหว่างศิษย์อาจารย์จะดำเนินต่อไป บรรยากาศรอบด้านพลันแปรเปลี่ยน!


ติ๋ง... ติ๋ง...


เสียงโลหะกระทบกันแผ่วเบา ดังกังวานก้องมาจากทิศทางที่ไม่อาจระบุได้ เสียงนั้นมิได้เกิดจากการกระทำทางกายภาพ ทว่ามันแฝงไว้ด้วย 'กฎเกณฑ์แห่งการแทรกแซง' อย่างสมบูรณ์แบบ!


ทันทีที่เสียงเหรียญกระทบกัน กระแสปราณในอากาศรอบมหานาวาพลันหยุดชะงัก! คลื่นน้ำในทะเลสาบสีเงินที่กำลังกระเพื่อมไหว ถูกแช่แข็งกลางอากาศธาตุ ใบไม้บนภูเขาที่กำลังร่วงหล่น หยุดชะงักราวกับเวลาถูกตัดขาด!


มันมิใช่การจู่โจมด้วยพละกำลังอันบ้าคลั่ง ทว่ามันคือการ 'จัดระเบียบ' กฎเกณฑ์ของฟ้าดินเสียใหม่!


ฉินมู่หลางเบิกตากว้าง ยอดกระบี่พยายามโคจรปราณเจตจำนงกระบี่เพื่อต้านทาน ทว่ากลับพบว่าตนเองไม่อาจขยับปลายนิ้วได้แม้แต่น้อย เย่ปิงอวิ๋นและเฟิงอี้หรานถูกตรึงร่างไว้ในท่าสมาธิ แม้แต่หลินชิงเสวี่ยที่มีโสตสวรรค์อันแหลมคม ก็ยังถูกความเงียบงันระดับเอกภพบีบคั้นจนหูอื้ออึง

มีเพียงอาเจีย และร่างวิญญาณของมู่เฉินเท่านั้น ที่ยังคงรักษาสติสัมปชัญญะไว้ได้


อาเจียหรี่ดวงตาแห่งความว่างเปล่าลง เขามิได้ดิ้นรนหรือพยายามใช้ปราณแท้เข้าปะทะ เขาตระหนักดีว่า การกระทำเช่นนั้นต่อหน้าผู้ที่ควบคุมมิติได้อย่างสมบูรณ์ ย่อมไม่ต่างจากการเอาไข่ไก่ไปกระทบหิน เขาเข้าสู่สภาวะมหาภาวะซวี เปิดรับแรงกดดันนั้นเพื่อ 'วิเคราะห์' แก่นพลังของมัน


'คลื่นความถี่นี้... มิใช่การทำลายล้าง ทว่าเป็นการชั่งน้ำหนัก...' อาเจียคำนวณในห้วงจิตสำนึก 'มันกำลังตรวจสอบต้นทุนและเจตจำนงของข้า ราวกับตาชั่งของสวรรค์ที่แท้จริง!'


ม่านหมอกสีขาวเบื้องหน้ามหานาวาค่อยๆ แหวกออก เผยให้เห็นยอดเขาหิมะที่สูงชันที่สุดบนแผ่นดินเร้นลับ บนยอดเขานั้น ปรากฏร่างของชายชราในชุดนักพรตสีมอๆ นั่งขัดสมาธิอยู่บนโขดหิน หมวกฟางปีกกว้างบดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง มือซ้ายถือแส้ปัดที่ดูธรรมดาสามัญ ทว่ามือขวากลับกำลังโยน 'เหรียญทองแดง' เก่าคร่ำครึขึ้นและรับอย่างเป็นจังหวะ


"นักพรตหมื่นอีแปะ..." อาเจียกระซิบเสียงแผ่ว


ชายชราหยุดโยนเหรียญ นัยน์ตาที่ฝ้าฟางภายใต้ปีกหมวกฟางช้อนขึ้นมองมหานาวาปราณสูญตาที่พังยับเยิน สายตาของเขาทะลุปรุโปร่ง ราวกับมองเห็นความบอบช้ำในจุดตันเถียนของทุกคนบนเรือ


"หนีตายเยี่ยงสุนัขจนตรอก... แล้วยังกล้านำกลิ่นอายแห่งความวิบัติมาสู่แผ่นดินของข้า" เสียงแหบพร่าของนักพรตหมื่นอีแปะดังกังวานก้อง แม้จะอยู่ห่างไกลนับพันลี้ ทว่าทุกถ้อยคำกลับชัดเจนดุจกระซิบอยู่ข้างหู "เด็กน้อยเอ๋ย... เจ้าคิดว่าแผ่นดินเร้นลับของข้า เป็นโรงเตี๊ยมรับฝากผู้อ่อนแอที่พ่ายแพ้ต่อสวรรค์งั้นหรือ?"


วาจานั้นคมกริบและปราศจากความปรานี มันคือการข่มขู่ด้วยสถานะและตบะที่เหนือกว่าอย่างสิ้นเชิง


ทว่า อาเจียมิได้แสดงความหวาดกลัว เขาค่อยๆ ก้าวออกมายืนที่กราบเรือ ประสานมือคารวะด้วยท่วงท่าที่สง่างามและเปี่ยมด้วยความชอบธรรม


"ผู้น้อยอาเจีย คารวะท่านนักพรตหมื่นอีแปะ..." อาเจียกดเสียงให้ต่ำลง แฝงความโศกเศร้าและความเด็ดเดี่ยว "ผู้น้อยไร้ความสามารถ ไม่อาจต้านทานอำนาจของเซียนอมตะผู้กุมสัจธรรมจอมปลอมได้... ทว่า การที่ผู้น้อยมาเยือน ณ ที่แห่งนี้ มิใช่เพื่อร้องขอที่หลบซ่อน หรืออ้อนวอนขอเศษเสี้ยวความเมตตาเพื่อต่อลมหายใจ"


อาเจียเงยหน้าขึ้น ดวงตาสาดประกายความอหังการ "ผู้น้อยไม่อาจทนเห็นสวรรค์ปักหลอดเลือด สูบกินแผ่นดินแม่และวัฏสงสารเพื่อหล่อเลี้ยงความจองหองของพวกมันได้! หากการลุกขึ้นมาตัดสายโซ่โลหิตเหล่านั้น คือความพ่ายแพ้... เช่นนั้น ผู้น้อยก็ขอยอมรับ ทว่ามันเป็นความพ่ายแพ้ที่มีเกียรติ ยิ่งกว่าการคุกเข่าก้มหัวให้แก่กฎเกณฑ์ที่เน่าเฟะ!"


คำกล่าวของอาเจีย คือการตีหน้าเศร้า ทว่าเล่าความชอบธรรมอย่างถึงที่สุด! เขาไม่ได้ยกเอาความอยู่รอดของตนเองมาเป็นข้ออ้าง ทว่าเขายกเอา 'ความอยู่รอดของวัฏสงสาร' มาเป็นเกราะกำบัง และย้อนศรชี้ให้เห็นว่า หากนักพรตหมื่นอีแปะขับไล่พวกเขา ก็เท่ากับเป็นการเพิกเฉยต่อสวรรค์ที่กำลังกลืนกินโลก!


มู่เฉินที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ลอบยิ้มในใจ 'เจ้าเด็กคนนี้... ฝีปากในการพลิกแพลงสถานการณ์ของเขา ช่างร้ายกาจยิ่งกว่าค่ายกลใดๆ เสียอีก'

นักพรตหมื่นอีแปะนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะแหบแห้งออกมา


"ฮ่าฮ่าฮ่า! เจ้าเล่ห์นัก! ใช้คุณธรรมมาอุดปากข้า ใช้ความชอบธรรมมาย้อนศรความสงบสุขของแผ่นดินนี้..." นักพรตเฒ่าตวัดแส้ปัดเบาๆ แรงกดดันที่แช่แข็งมิติพลันสลายตัวไป ทุกคนบนเรือทรุดตัวลงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง "วาจาของเจ้าช่างสละสลวย ทว่ามรรคาแห่งเต๋า ไม่อาจบรรลุได้ด้วยเพียงฝีปาก... เจ้ากล่าวว่าต้องการศึกษาเพื่อรื้อถอนสวรรค์ เช่นนั้น ข้าก็จะขอดู 'ความเข้าใจ' ของเจ้า"


ชายชราชี้แส้ปัดไปยังหุบเขาน้ำแข็งที่อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตก


"ณ หุบเขาเขี้ยวเหมันต์ มี 'รอยแยกมิติบรรพกาล' ซ่อนอยู่ มันคือบาดแผลของแผ่นดินที่เกิดจากการปะทะกันของเทพเซียนในอดีตกาล รอยแยกนั้นกำลังขยายตัวและดูดกลืนปราณธาตุของแผ่นดินเร้นลับแห่งนี้ทีละน้อย..." นักพรตหมื่นอีแปะมองตรงมาที่อาเจีย "หากเจ้าเข้าใจใน 'วิถีแห่งหมื่นอักขระ' อย่างที่เจ้าโอ้อวด จงไปที่นั่น และใช้พู่กันของเจ้า 'รักษา' บาดแผลของแผ่นดินนี้เสีย... หากทำไม่สำเร็จ ก็จงไสหัวกลับไปตายในทะเลแห่งความว่างเปล่า!"


นี่คือการทดสอบที่แท้จริง! ไม่ใช่การต่อสู้ด้วยกำลัง ทว่าคือการทดสอบ 'ความเข้าใจ' และการประยุกต์ใช้อักขระในการแก้ไขปัญหาระดับมิติ!

"ศิษย์รับคำท้าขอรับ" อาเจียตอบรับอย่างหนักแน่น


เขาหันไปหามิตรสหาย "ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น มู่หลาง อี้หราน... พวกเจ้าพักฟื้นอยู่ที่นี่ ใช้ปราณอันบริสุทธิ์ของทะเลสาบรักษาเส้นชีพจรของพวกเจ้า ท่านอาจารย์มู่เฉิน โปรดช่วยดูแลความปลอดภัยของพวกเขาด้วย ข้าจะไปเผชิญหน้ากับรอยแยกมิตินั่นเพียงลำพัง"


"ระวังตัวด้วย อาเจีย" ฉินมู่หลางพยักหน้า ยอดกระบี่เข้าใจดีว่า การบ่มเพาะบางอย่าง ต้องก้าวเดินเพียงลำพัง


อาเจียทะยานร่างลงจากมหานาวาปราณสูญตา พุ่งตรงไปยังหุบเขาเขี้ยวเหมันต์ตามทิศทางที่นักพรตหมื่นอีแปะชี้แนะ


เมื่อมาถึงหุบเขา อากาศรอบด้านหนาวเย็นจนสามารถแช่แข็งปราณแท้ในจุดตันเถียน เบื้องหน้าของอาเจีย คือรอยแยกสีดำสนิทที่ลอยอยู่กลางอากาศ มันมีความยาวกว่าร้อยจั้ง รอยแยกนั้นเต้นตุบๆ คล้ายกับบาดแผลที่มีชีวิต มันกำลังดูดกลืนละอองหิมะและปราณวิญญาณรอบๆ เข้าไปอย่างหิวกระหาย


อาเจียนั่งขัดสมาธิลงเบื้องหน้ารอยแยกมิติ เขาหลับตาลง ไม่ได้รีบร้อนหยิบพู่กันออกมา ทว่าเขาแผ่จิตสัมผัสเข้าสู่มหาภาวะซวี เพื่อ 'วิเคราะห์' โครงสร้างของมันก่อน


'รอยแยกนี้... เต็มไปด้วยความขัดแย้งของสองเจตจำนงที่หลงเหลืออยู่จากการต่อสู้เมื่อหมื่นปีก่อน...' อาเจียลืมตาขึ้น คิ้วขมวดเข้าหากัน 'เจตจำนงหนึ่งคือความแข็งกร้าวที่จะทำลาย อีกเจตจำนงหนึ่งคือความเหนียวรั้งที่จะปกป้อง... เพราะพวกมันขัดแย้งกันอย่างรุนแรง มิติบริเวณนี้จึงไม่อาจสมานตัวได้'


เขาเรียกพู่กันนิรันดร์ออกมา ตวัดวาดอักขระหลิง (零) สีดำทมิฬ พุ่งเข้าไปหมายจะ 'ลบล้าง' เจตจำนงทั้งสองนั้นทิ้งไป


ทว่า ทันทีที่อักขระหลิงสัมผัสกับรอยแยก...


เปรี๊ยะ!


รอยแยกมิติเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง! มันคลายตัวออกและตวัดฟาดฟันดุจแส้ พลังงานมิติที่แหลกสลายกระแทกเข้าที่แขนขวาของอาเจียอย่างจัง!


"อึก!" อาเจียกระอักเลือด เลือดสีสดสาดกระเซ็นย้อมหิมะสีขาวให้กลายเป็นสีแดง แขนเสื้อของเขาฉีกขาด เผยให้เห็นรอยบาดลึกถึงกระดูก


'ล้มเหลว...' อาเจียถอยร่นออกมา หอบหายใจรุนแรง 'การพยายามลบล้างอดีต คือการปฏิเสธการมีอยู่ของมัน... บาดแผลนี้คือประวัติศาสตร์ของแผ่นดิน การใช้ความว่างเปล่าไปลบมันทิ้ง ย่อมกระตุ้นให้มันปกป้องตนเองอย่างบ้าคลั่ง'


เขาหลับตาลงอีกครั้ง ทบทวนบทเรียนที่เคยได้รับจากมู่เฉินและหุบเหวแห่งกาลเวลา


'มรรคาแห่งเต๋า... มิใช่การบังคับฝืนกฎ... หากบาดแผลไม่อาจลบเลือน เช่นนั้น ข้าก็ต้องถักทอมันให้เป็นส่วนหนึ่งของความงดงาม!'


อาเจียลุกขึ้นยืน ดวงตาแห่งความว่างเปล่าสาดประกายแห่งสติปัญญาที่ทะลุปรุโปร่ง คราวนี้เขาไม่ได้วาดสัญลักษณ์แห่งการลบล้าง ทว่าเขาเปลี่ยนวิถีการเดินพู่กันอย่างสิ้นเชิง!


"อักขระบรรพกาล... สะพานแห่งกาลเวลาและมิติ!"


อาเจียวาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขึ้นกลางอากาศธาตุ ทว่าภายในนั้น เขาใช้อักขระหลิง (零) ทำหน้าที่เป็น 'ด้าย' ผสานเข้ากับเจตจำนงแห่ง 'พฤกษา' (การเติบโต) และ 'กาลเวลา' (การยอมรับ)


เขาไม่ได้พุ่งอักขระเข้าไปปะทะ ทว่าเขาตวัดพู่กันอย่างอ่อนช้อย นำเส้นด้ายปราณสีเงินยวงที่สลักด้วยอักขระ เข้าไป 'เย็บ' รอยแยกมิตินั้นอย่างประณีตบรรจง!


ทุกครั้งที่เส้นด้ายปราณร้อยผ่านรอยแยก อาเจียได้ถ่ายทอดความเข้าใจและการโอบอุ้มลงไป เขาอนุญาตให้เจตจำนงที่ขัดแย้งกันทั้งสองสาย ได้มี 'พื้นที่ว่าง' (มหาภาวะซวี) ในการดำรงอยู่ร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องปะทะกันอีกต่อไป


เส้นด้ายสีเงินยวงค่อยๆ สานตัวกันเป็นตาข่ายที่งดงาม รอยแยกมิติที่เคยดุร้ายและบ้าคลั่ง ค่อยๆ สงบลง เสียงดูดกลืนปราณหายไป แทนที่ด้วยความสงบงัน รอยแยกนั้นมิได้หายไป ทว่ามันถูกถักทอจนกลายเป็นลวดลายมิติที่งดงามบนแผ่นฟ้า ประหนึ่งรอยสักของขุนเขาที่ผ่านกาลเวลา


"การยอมรับความบกพร่อง... และผสานมันเข้ากับสมดุล..." อาเจียลดพู่กันลง รอยยิ้มแห่งความปีติปรากฏบนใบหน้าที่ซีดเซียว "นี่แหละ คือวิถีแห่งการรักษาที่แท้จริง"


แปะ... แปะ... แปะ...


เสียงตบมือแผ่วเบาดังขึ้นเบื้องหลัง นักพรตหมื่นอีแปะปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบได้ ชายชรามมองดูรอยแยกมิติที่ถูกเย็บประสานด้วยความทึ่งที่ซ่อนเร้นไว้ลึกๆ


"เปลี่ยนการทำลายล้าง เป็นการเยียวยา... เปลี่ยนความว่างเปล่า เป็นสะพานเชื่อมสัจธรรม..." นักพรตเฒ่าพยักหน้าช้าๆ "อาเจีย... เจ้าผ่านการทดสอบ ข้าประเมินสติปัญญาและมรรคาของเจ้าต่ำไปจริงๆ"


อาเจียหันกลับมา ประสานมือคารวะ "เป็นเพราะคำชี้แนะของผู้อาวุโส ที่ทำให้ผู้น้อยได้กระจ่างในวิถีแห่งเต๋าขอรับ"


นักพรตหมื่นอีแปะเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ห่างไกลออกไป แววตาของเขาเคร่งเครียดขึ้น "เจ้าจงเร่งรักษาบาดแผลและซึมซับความรู้จากการถักทอมิติเมื่อครู่เถิด... เพราะในขณะที่เจ้ากำลังเรียนรู้ สวรรค์เบื้องบน ก็กำลังเคลื่อนไหวเช่นกัน"


ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ ใจกลางของทะเลแห่งความว่างเปล่า ที่ซึ่งวิหารเทพอนันตกาลเคยตั้งอยู่


เซียนอมตะไป๋จื่อ ลอยตัวอยู่เหนือซากปรักหักพังของเกาะศิลาลอยฟ้า ในมือของเขาถือ 'ตาข่ายกักวิญญาณ' สีขาวบริสุทธิ์ขนาดมหึมา ที่กำลังขยายตัวครอบคลุมอาณาเขตนับแสนลี้!


"ราชันหมื่นอักขระ... เจ้าคิดว่าการหนีเข้าไปในแผ่นดินเร้นลับ จะทำให้เจ้ารอดพ้นจากสายตาของสวรรค์ได้งั้นหรือ?" ไป๋จื่อแสยะยิ้มอำมหิต "ข้าจะใช้ดวงวิญญาณของผู้ฝึกตนในดินแดนเบื้องล่างนับล้านดวง เป็นสื่อนำในการถักทอ 'ค่ายกลมหาประหารครอบเอกภพ' ต่อให้เจ้าหลบซ่อนอยู่ที่ใด ข้าก็จะลากคอเจ้าออกมาสับเป็นหมื่นชิ้น!"


วิกฤติการณ์ระดับกวาดล้างวัฏสงสารกำลังก่อตัวขึ้น! การต่อสู้ครั้งต่อไป จะมิใช่เพียงการเอาชีวิตรอด ทว่ามันคือสงครามระหว่าง 'มรรคาแห่งการรังสรรค์อักขระ' และ 'กฎเกณฑ์แห่งการกดขี่ของสวรรค์' อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน