เสียงปนสะอื้นของนางดังคลอไปกับเสียงลมพัดใบไม้แห้ง ช่างชวนให้คนฟังปวดใจยิ่งนัก ทว่าจูเกาเซวี่ยนกลับไม่เจ็บปวดแม้แต่น้อย เขามีเพียงความรู้สึกละอายและเสียดายช่วงเวลาที่สูญเปล่าเหล่านั้น
ชายหนุ่มหันไปเผชิญหน้ากับนาง กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “วาสนาที่ผิดพลาด หากฝืนรั้งไว้ก็มีแต่จะทำให้เจ็บปวดทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าเจ้าจะรู้สึกเช่นไร ระหว่างเราไม่อาจเป็นจริง สมรสระหว่างข้าและเจ้าเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรกแล้ว”
กล่าวจบเขาก็เดินลงมาจากเนินแห่งนั้นอย่างเด็ดขาด ไม่หันกลับไปมองอีกแม้สักเสี้ยวขณะ
เห็นแผ่นหลังของเขา จางลั่วหลินก็สะท้านขึ้นทั้งร่าง
“หวางเย่ ! หวางเย่ !”
นางเดินแกมวิ่งตามหลังเขาไป ทว่าแต่ละย่างก้าวราวกับเหยียบลงบนบ่อโคลน ร่างนางซวนเซเกือบทรงตัวไว้ไม่ได้ สายตาจับจ้องแผ่นหลังกว้างที่ค่อย ๆ ห่างออกไป
ใบเหมยสีน้ำตาลปลิวขึ้นเมื่อสายลมพัดมา แต่ร่างของนางเย็นเฉียบยิ่งกว่าลมหนามในยามนี้
จางลั่วหลินจ้องไปบนทางเดินตาค้าง นางไม่คาดคิดแม้แต่น้อยว่าผลมันจะเป็นเช่นนี้
นางวาดภาพเหตุการณ์ไว้มากมาย แต่ไม่ใช่เช่นนี้
เหตุใดจึงกลายเป็นว่าเขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับนางเลยเล่า
แล้วที่ผ่านมามันคืออะไร เขาอ่อนโยนกับนาง ยามได้พบปะก็สนทนากับนางมากกว่าสตรีอื่นใด มาวันนี้กลับพูดว่าเป็นความเข้าใจผิด
ท่านกลับบอกว่าข้าไม่ใช่นาง !
ข้าขัดคำสั่งบิดา มาขอพบท่าน ทิ้งศักดิ์ศรีสตรี ยอมลดตัวเป็นอนุ
ท่านกลับตัดข้าอย่างไร้เยื่อใย
ดวงตาภายใต้หมวกแพรของนางสิ้นเชื้อราวกับปลาตาย เสียงลมหายใจหอบสะท้าน ม่านแพรบนหมวกถูกลมเป่าจากด้านในเป็นจังหวะ แต่แล้ว ใบหน้าที่เคยอ่อนหวานก็ค่อย ๆ บิดเบี้ยว เสียงสะอื้นแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะแหลมต่ำ
จูเกาเซวียน ท่านปฏิเสธข้าราวกับของไร้ค่า
แต่คงไม่รู้สินะ…ว่าพระชายาของท่านก็มาที่นี่เช่นกัน
ท่านรักนางหรือไม่เล่า
หรือเห็นนางเป็นเพียงเครื่องมือเช่นเดียวกับข้า
แต่หากนางเห็นท่านอยู่กับข้า นางจะรู้สึกอย่างไร !
เสียงเหยียบใบไม้แห้งดังขึ้นจากด้านหลัง ปลุกสติที่กำลังแตกกระสานซ่านเซ็นของจางลั่วหลินให้กลับคืนมา นางสะดุ้งสุดตัวหันขวับไปมอง พลางถามเสียงตื่น
“เจ้าเป็นใคร !”
บุรุษร่างสูงในชุดบัณฑิตสีขาวผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นเหมยห่างออกไป ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขามีรอยแผลเป็นเหมือนถูกไฟไหม้ เขามองตรงมาด้วยสายตาเข้าอกเข้าใจ
“ข้าเป็นเพียงบัณฑิตอัปลักษณ์ที่บังเอิญมาอยู่ผิดที่ผิดทางเท่านั้น”
จางลั่วหลินมองเขาอย่างระแวดระวัง
“คุณหนูไม่ต้องระมัดระวังข้าเพียงนั้น” เขากล่าวด้วยเสียงสบาย ๆ
มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อของจางลั่วหลินกำแน่น แน่นจนเล็บจกลงบนฝ่ามือนางก็ยังไม่รู้ตัว
บัณฑิตยิ้มเศร้ามองนาง “จากชีวิตสูงศักดิ์ตกลงมาสู่โคลนตม...ข้าเองก็เคย”
กร็อบ !
เสียงสิ่งของหักดังขึ้นท่ามกลางป่าเขาอันเวิ้งว้าง สตรีนางหนึ่งยืนอยู่ริมหน้าผาข้างศาลาพักเท้า ณ ตำแหน่งนี้นางสามารถมองไปเห็นเนินเขาของป่าเหมยยื่นออกมาเหมือนชะง่อนผา ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่ผู้คนมักมาเยือนยามเหมยขาวผลิบาน
ยามนี้แม้ไม่มีดอกเหมย แต่ป่าไม้ที่กลายเป็นสีน้ำตาลอมทองก็มีความงามอีกแบบ
บนเนินแห่งนั้นมีหนึ่งบุรุษ หนึ่งสตรีที่เป็นเหมือนกิ่งทองใบหยกยืนเคียงข้างกันไม่ห่าง
ซูอันหนิงถอนสายตาจากร่างสองร่างบนเนินแห่งนั้น ก้มลงมองพัดในมือที่หักออกเป็นสองส่วน ดวงตาของนางไหวระริกเจือไปด้วยความสับสนงุนงง ยามที่นางยกมือที่สั่นเทาขึ้นกุมอกพัดหักในมือก็หล่นร่วงลงพื้น
เหตุใดข้าจึงได้รู้สึกเจ็บปวดที่ใจเช่นนี้...เป็นเจ้าใช่หรือไม่...ซูหวางเฟย เจ้ายังตัดใจจากเขาไม่ได้ใช่หรือไม่ ?
นางตั้งคำถามกับตัวเอง เมื่อตั้งหลักได้แล้วจึงสูดหายใจลึก หมุนตัวเดินลงจากเขา แต่นางไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าใบหน้าของตนยามนี้ดื้อรั้นไม่ยอมรับความจริงเพียงใด
เฉินหลิงและเฉินชิงชิงเดินตามอยู่ด้านหลัง ทั้งสองทำตัวราวกับไร้ตัวตน ไม่เอ่ยถาม ไม่ปลอบโยน และไม่เอ่ยวาจาใด ๆ ที่จะเป็นการสั่นคลอนจิตใจของนายหญิง
เมื่อกลับมาถึงลานจอดรถม้า ซูอันหนิงก้าวขึ้นไปโดยไม่หันหลังกลับ นางคิดว่าตนเองเยือกเย็นเช่นยามปกติ ทว่าทุกคนเห็นอยู่ในสายตา ทุกย่างก้าวของนางหนักหน่วง ส่งแรงออกไปอย่างกระแทกกระทั้น สะบัดม่านรถม้าเสียงพรึบ
เขาอยากพบใครมันเรื่องของเขา ข้าไม่รู้สึกอะไรแม้แต่น้อย !
“กลับ !”
จางเจี้ยนก็กำลังเดินวนไปวนมาราวกับมดบนกระทะร้อน ครั้นเห็นเจ้านายกลับลงมาเขาก็รีบเข้าไปรายงานทันที
“แย่แล้วขอรับ เมื่อครู่…ไม่ทราบว่าหวางเฟยเสด็จมาได้อย่างไร จู่ ๆ นางก็ปรากฏตัว แล้วเดินขึ้นไปบนเขาด้านหลัง กระหม่อม…ไม่กล้าขัดขวาง...”
จูเกาเซวียนขมวดคิ้ว ถามเสียงเข้ม “พูดให้รู้เรื่อง นางเห็นสิ่งใดบ้าง”
“เห็นหมดพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่เพราะอยู่ไกลเกินไปจึงไม่ได้ยินบทสนทนาของหวางเย่”
“นางไปนานเพียงใดแล้ว”
“ครู่ใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ขึ้นไปไม่นานนัก ยืนดูจากชะง่อนผาด้านข้าง...”
จากศาลาพักเท้าตรงนั้นสามารถมองเห็นผู้คนบนเนินป่าเหมยได้อย่างชัดเจน แต่ไม่อาจเห็นสีหน้าท่าทาง และไม่อาจล่วงรู้ได้เลย…ว่าคำพูดใดบ้างที่ถูกเอ่ยออกมา
หัวใจของจูเกาเซวียนหนักอึ้ง
เขากระโดดขึ้นม้าแล้วควบออกไปอย่างไม่ลังเล
ม้าเร็วของฮั่นอ๋องตามมาทันตอนที่รถม้าของพระชายาเข้าประตูเมืองไปพอดี เขามุ่งมั่นที่จะตามนางให้ทันเร่งรีบจะอธิบายให้นางเข้าใจจึงมุ่งหน้ากลับจวนทันที ส่วนรถม้าจวนอ๋องที่พระชายานั่งมานั้น ได้แล่นต่อไปที่ย่านการค้าที่คึกคักที่สุดของเมือง กระทั่งมาจอดอยู่หน้าร้านรุ่ยจิ่งฟาง
จูเกาเซวียนกลับมาถึงจวน ก็รีบตามไปที่เรือนหลังทันที เมื่อไปถึงเขากลับพบว่าบนลานของเรือนหลังมีบ่าวกำลังทำงานง่วนอยู่
“หวางเฟยอยู่ที่ใด”
หม่าหมัวมัวซึ่งคอบคุมงานอยู่รีบเข้ามาทำความเคารพ รายงานว่า “หวางเฟยเสด็จออกไปข้างนอก ยังไม่กลับเข้ามาเลยเพคะ”
จูเกาเซวียนมองสภาพสวนอันเละเทะ บัวบางต้นยังมีดอกชูช่อกลับถูกถอนออกมากองข้างสระจนเกลี้ยง โทสะในใจของเขาพลันลุกโหม นางถึงขั้นทำลายสิ่งที่เขาสร้างขึ้นเพื่อนาง !
นางกล้าดีอย่างไร !
ยามนี้ความไม่พอใจกลบทับความร้อนใจเรื่องที่นางอาจจะเข้าใจผิดไปจนหมดสิ้น เขาถึงขั้นคิดว่านางอาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรหลังจากเห็นเขากับจางลั่วหลินอยู่ด้วยกัน
ชื่อเหลยเจิ้นถิง พลันผุดขึ้นในหัว พอคิดว่าเดิมทีนางก็ไม่ได้พอใจกับการแต่งงานครั้งนี้ แล้วยังมีเหมยเขียวม้าไม้ไผ่อยู่ทั้งคน ในอกก็เปรี้ยวฝาดไปหมด
เขาไม่ถามสิ่งใดอีก สะบัดชายแขนเสื้อแล้วเดินกลับไปยังเรือนหน้า เห็นเกาเฉินผิงยังนอนพังพาบอยู่ตรงระเบียงศาลาจึงเปลี่ยนทิศทางเดินไปยังศาลาสุ่ยเซี่ยริมน้ำแทน
“ท่านกลับมาแล้วหรือ เหตุใดมีสีหน้าราวกับจับชู้ได้เช่นนั้น...” เกาเฉินผิงชะงักคำพูด ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองอย่างคนเพิ่งนึกได้ว่าพูดเกินเลย
จูเกาเซวียนปรายตามอง...ถ้าหากสายตาของเขาเป็นมีด เกาเฉินผิงก็คงพรุนไปทั้งตัวแล้ว
“หลี่เหวินหมิง !”
ชายหนุ่มชุดดำพลิ้วลงมาจากหลังคา ประสานมือคำนับ “หวางเย่”
“รายงานมา !”
“หลังจากหวางเย่ออกจากจวนไปเมื่อเช้า ก็มีคนส่งเทียบเชิญมาให้หวางเฟย จากนั้นนางก็ออกจากจวนไปพร้อมสาวใช้สองนางพ่ะย่ะค่ะ”
จูเกาเซวียนขมวดคิ้ว “เทียบอะไร ผู้ใดส่งมา”
“กระหม่อมไม่เห็นคนส่งเทียบ เห็นแค่ตอนที่หลีกงกงนำเทียบไปส่งหวางเฟยขอรับ”
“หลีกงกง...”
คิดว่าเป็นคนของเสด็จพ่อแล้วข้าจะไม่กล้าจัดการเจ้าหรือ !
แววตาคมหรี่ลงช้า ๆ มือที่วางบนโต๊ะกำแน่น เสียงกระดูกลั่นดังกร็อบอย่างชัดเจน เกาเฉินผิงรู้ว่ายามนี้ไม่ควรเอ่ยปาก แต่นิสัยอยากรู้อยากเห็นก็ไม่อาจแก้ไขได้เพียงชั่วข้ามคืน จึงเอ่ยถามอย่างระมักระวัง
“อย่าบอกนะว่าคนที่จับชู้ได้เป็นหวางเฟย...”
เขายังพูดไม่จบประโยคดีด้วยซ้ำ ฮั่นอ๋องก็คว้าถ้วยชาขึ้นมาจะขว้างใส่เขา เกาเฉินผิงเอะอะโวยวาย ยกมือยกไม้ปัดป้องพัลวัน แม้ถ้วยชาจะไม่ปลิวมา แต่กก็ทำให้คนอกสั่นขวัญแขวนไม่น้อย