บทที่ 48 ทำตัวเด่นจะเป็นภัย (รีไรต์)
รุ่งเช้าวันใหม่ แม่เฒ่าฉินเตรียมของที่จะให้อาจารย์ เนื้อเสือชิ้นใหญ่ กระดูกเสือสองท่อน ไก่ป่าสองตัว และกระต่ายป่าอีกหลายตัว และพาหลานชายทั้งหกออกเดินทางเข้าอำเภอ
ฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินขับรถม้าสองคันพาไป พร้อมด้วยชาวบ้านอีกสองคนที่ร่วมเดินทางไปด้วย พวกเขาจะนำหนังเสือไปขายที่อำเภอ
ฉินเยาเยาก็ร้องขอตามไปด้วย แต่ถูกท่านย่าปฏิเสธ นางจึงต้องจำใจอยู่ที่บ้าน
แม่เฒ่าฉินย้อนนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อวาน มาถึงหน้าประตูสำนักศึกษาเติงเคอ เสียงท่องตำราเรียนที่ลอดออกมาจากด้านใน ทำให้ฉินลิ่งอวี่ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
“พวกเจ้ามาจริง ๆ ด้วยหรือ”
ยังไม่ทันได้เข้าไปข้างใน เสียงของหลี่สือก็ดังมาจากด้านหลัง อันที่จริงเขาก็แค่มาดูว่าแม่เฒ่าฉินจะพาหลานมาจริง ๆ หรือไม่ ด้วยเหตุที่ค่าเล่าเรียนของสำนักศึกษาเติงเคอนั้นสูงมาก ผู้คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะถอยหนี
เขาเองก็ไม่คาดคิดว่าครอบครัวนี้จะส่งหลานชายทั้งหมดมาเรียนที่นี่ เห็นได้ชัดว่าฐานะค่อนข้างมั่งคั่ง
แม่เฒ่าฉินทักทายลุงรองหลี่อย่างกระตือรือร้น
“มาแล้วก็ดี เข้าไปกันเถอะ ข้าจะพาพวกเจ้าไปพบอาจารย์ใหญ่”
หลี่สือเป็นศิษย์เก่าของสำนักศึกษาเติงเคอ อีกทั้งยังสนิทสนมกับอาจารย์ใหญ่ ดังนั้นผู้เฝ้าประตูจึงไม่ได้ขัดขวางพวกเขา ปล่อยให้เข้าไป
“ขอบอกพวกเจ้าให้ได้รู้ เมื่อวานข้ามาบอกอาจารย์ใหญ่แล้ว เขาตื่นเต้นมากถึงกับอยากพบพวกเจ้าโดยเร็วเลยทีเดียว” หลี่สือกล่าวเสียงเบา
แม่เฒ่าฉินรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก “ขอบคุณลุงรองหลี่ยิ่งนัก วันหน้าข้าจะไปเยี่ยมที่บ้านแน่นอนเจ้าค่ะ”
หลี่สือโบกมือพลางกล่าว “ชาตินี้ข้าคงสอบซิ่วไฉไม่ได้แล้ว แต่ข้าเชื่อมั่นหลานชายทั้งหลายของเจ้า ถ้าพวกเขาสอบซิ่วไฉได้ อย่าลืมชวนข้าไปดื่มฉลองด้วย เพื่อให้ข้าได้หน้าได้ตาบ้าง”
“แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
อาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาเติงเคอมีนามว่า เฉินเหลียง เป็นราชครูเกษียณจากราชสำนัก เมื่อวานเขาได้ยินหลี่สือเล่าว่าจะมีเด็กน้อยหลายคนมาเรียนหนังสือ แม้จะสงสัยแต่ก็ไม่ได้คาดหวังอันใด เพราะค่าเล่าเรียนของสำนักศึกษาเติงเคอ ไม่ใช่ว่าครอบครัวธรรมดาทั่วไปจะจ่ายไหว
ยิ่งหลี่สือบอกว่าครอบครัวของเด็กน้อยเหล่านั้นเป็นเพียงชาวไร่ชาวนาธรรมดา
เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินและคนอื่น ๆ เข้ามา เขาก็ประหลาดใจอยู่ไม่น้อย แม้จะเห็นว่าเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ไม่ได้หรูหรา แต่ก็สะอาดเรียบร้อย พูดจาสุภาพอ่อนน้อม มีมารยาท ทำให้เขามองครอบครัวนี้ด้วยความชื่นชมไม่น้อย
เขาได้ทำการทดสอบความรู้เบื้องต้นของฉินลิ่งอวี่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ รับของที่แม่เฒ่าฉินนำมามอบให้ และบอกว่าอีกสามวันให้หลัง ค่อยมาทำพิธีฝากตัวเป็นศิษย์และเริ่มเรียนได้
แม่เฒ่าฉินและคนอื่น ๆ จึงกล่าวขอบคุณ
อาจารย์ใหญ่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยกับแม่เฒ่าฉินว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า ข้ามีเรื่องอยากแนะนำท่าน ไม่ทราบว่าควรเอ่ยดีหรือไม่”
ใจของแม่เฒ่าฉินเต้นแรงด้วยความกังวล มองอาจารย์ใหญ่เฉินด้วยแววตาสงสัย
“ท่านอาจารย์ใหญ่ มีสิ่งใดโปรดกล่าวมาตรง ๆ ได้เลยเจ้าค่ะ”
อาจารย์ใหญ่เฉินจึงกล่าวว่า “ข้าได้ยินหลี่สือเล่าว่าครอบครัวของท่านเป็นชาวบ้านธรรมดา ข้าจึงอยากแนะนำว่าให้ส่งหลานมาเรียนที่สำนักเพียงหนึ่งคนก่อน ส่วนที่เหลือค่อยว่ากันในภายหลังจะดีกว่า”
แม่เฒ่าฉินคิดว่าอาจารย์ใหญ่เฉินกังวลว่าพวกเขาที่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาจะจ่ายค่าเล่าเรียนไม่ไหว นางจึงรีบกล่าวว่า
“ท่านอาจารย์ใหญ่ แม้พวกข้าจะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา แต่ลูกชายของข้าทุกคนขยันขันแข็งและอดทน พวกเราจะจ่ายค่าเล่าเรียนตรงเวลาแน่นอน”
เมื่ออาจารย์ใหญ่เฉินได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉิน ก็รู้ว่านางเข้าใจผิด จึงรีบอธิบายว่า
“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องค่าเล่าเรียน เด็ก ๆ ของท่านอายุยังน้อยก็สามารถเป็นถงเซิงได้แล้ว การที่พวกเขามาเรียนที่สำนักของข้า นับเป็นเกียรติของข้าแล้ว ต่อให้ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน ข้าก็ยินดีให้พวกเขาเรียนที่นี่”
อาจารย์ใหญ่เฉินหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ “เพียงแต่ครอบครัวท่านหนีภัยมาจากชายแดน คงทราบดีว่าตอนนี้เกิดภัยแล้งมาสามปีแล้ว ในหลายที่ อย่าว่าแต่เรียนหนังสือเลย แค่จะกินให้อิ่มท้องยังยาก การที่ท่านส่งหลานชายมาเรียนพร้อมกันนั้นดูจะเป็นที่สะดุดตาไปหน่อย”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลานชายคนเล็กสุด อายุแค่เจ็ดขวบก็สามารถสอบถงเซิงได้แล้ว ในขณะที่หลาย ๆ คนทุ่มเทอ่านหนังสือมาเป็นสิบ ๆ ปีก็ยังสอบไม่ผ่าน การที่เด็กน้อยได้ไปยืนอยู่ในจุดสูงที่คนอื่นทุ่มเทแค่ไหนก็ไปไม่ถึง เกรงว่าจะถูกริษยาและกลั่นแกล้งได้”
แม่เฒ่าฉินกับฉินเหล่าซื่อถึงกับเหงื่อตก
ใช่แล้ว พวกเขาเอาแต่คิดว่าอยากให้ลูกหลานได้เรียนหนังสือ กลับลืมไปว่าคนโตอายุแค่สิบเอ็ดปี คนเล็กสุดอายุแค่เจ็ดขวบเท่านั้น
คนอื่นเพิ่งเริ่มเรียน แต่พวกเขาวิ่งนำหน้าไปไกลแล้ว ย่อมต้องถูกคนอื่นอิจฉาริษยา
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ใหญ่ที่เตือนสติ ไม่เช่นนั้นข้าคงทำร้ายหลานชายตนเองโดยไม่รู้ตัว”
อาจารย์ใหญ่เฉินโบกมือ “ข้าเพียงให้คำแนะนำเท่านั้น การตัดสินใจยังคงขึ้นอยู่กับท่าน”
ท่านแม่เฒ่าฉินพยักหน้ารับ “เช่นนั้นให้หลานชายคนโตเรียนก่อน ส่วนหลานคนอื่น ๆ ให้อยู่บ้านเล่นซนไปก่อนสองปี”
หลังจากกล่าวขอบคุณ แม่เฒ่าฉินก็พาคนอื่น ๆ กลับ ระหว่างทางบังเอิญพบกับชายหนุ่มสองคนที่นำหนังเสือไปขายในอำเภอ จึงเดินทางกลับมาพร้อมกัน
ระหว่างทาง ชายหนุ่มทั้งสองเล่าอย่างตื่นเต้นว่าตอนที่พวกเขานำหนังเสือออกมา เป็นที่ฮือฮามากแค่ไหน
เมื่อกลับถึงบ้าน แม่เฒ่าฉินเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง ทุกคนในบ้านต่างก็หวาดกลัว
ยามบ้านเมืองวุ่นวาย ยิ่งในช่วงสงครามเช่นนี้ อย่าทำตัวเด่นเกินไป ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเป้านิ่งให้แก่ผู้อื่น โชคดีที่อาจารย์ใหญ่เฉินเตือนสติไว้
“เหล่าเอ้อร์ อีกสองวัน ตอนที่ลิ่งอวี่เข้าพิธีไหว้อาจารย์ เจ้าเอาผลไม้ไปขอบคุณท่านอาจารย์ด้วย”
ฉินเหล่าเอ้อร์รับคำ
ฉินเหล่าซื่อเล่าต่อว่า ชายหนุ่มสองคนในหมู่บ้านขายหนังเสือได้เงินมาตั้งยี่สิบตำลึง ทำให้ทุกคนต่างพากันอุทานด้วยความตกตะลึง
เฝิงเสี่ยวฮวาได้ยินว่าหนังเสือขายได้เงินตั้งยี่สิบตำลึง นางจึงครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ส่วนฉินเหล่าซื่อสบตากับเฉินฮั่นหลินแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านแม่ ข้าอยากไปทางใต้สักหน่อยขอรับ”
ทันใดนั้น สายตาทุกคู่ก็จับจ้องมาที่ฉินเหล่าซื่อ
สวี่ซิ่วอิงถึงกับเบิกตากว้าง มองฉินเหล่าซื่อแล้วหยิกเอวเขาอย่างแรง
“เหล่าซื่อ เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด” แม่เฒ่าฉินดุ
“ท่านแม่ ข้าไม่ได้พูดเหลวไหล ข้าตั้งใจจะไปทางใต้กับฮั่นหลิน เพื่อรวบรวมหนังสัตว์มาขายต่อที่นี่”
เฉินฮั่นหลินกล่าวเสริม “ท่านป้าขอรับ ทางใต้มีอากาศร้อน ความต้องการใช้หนังสัตว์จึงไม่สูง นายพรานหลายคนถึงกับโยนหนังทิ้ง แล้วเอาแต่เนื้อก็มี”
“แต่ที่นี่ต่างจากทางใต้ ที่นี่คือเมืองหลวง หน้าหนาวอากาศหนาวมาก หลาย ๆ บ้านใช้หนังสัตว์มาตัดเย็บทำเสื้อผ้า เพื่อป้องกันความหนาว หากข้ากับพี่สี่นำหนังสัตว์จากใต้มาขายที่นี่ ย่อมได้ราคาดีเป็นแน่ขอรับ”
แม่เฒ่าฉินยังคงไม่เห็นด้วย “ไม่ได้ ยามนี้บ้านเมืองวุ่นวาย หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับพวกเจ้า พวกข้าจะอยู่อย่างไร”
“จะให้ซิ่วอิงกับลูก ๆ อยู่อย่างไร”
“ท่านแม่ ก่อนหน้านี้ข้าเป็นผู้คุ้มกัน คุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดี ฮั่นหลินเองก็มีฝีมือไม่น้อย พวกข้าจะระวังตัวเป็นอย่างดี ท่านแม่ก็กล่าวเองไม่ใช่หรือขอรับ หากอยากตั้งรกรากที่นี่ ต้องมีหนทางทำมาหากิน”