ณ เรือนพักของเหล่าบ่าวไพร่ ร่างกายที่อ่อนล้าจากการทำงานมาทั้งวันของชิงหลันกำลังจะทิ้งตัวลงบนที่นอนแข็ง ๆ แต่ยังไม่ทันที่หลังจะได้แตะพื้น เสียงเคาะประตูเบา ๆ ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ก่อนที่บ่าวรับใช้ของคุณชายจะส่งเสียงเรียกจากข้างนอก
“ชิงหลัน คุณชายให้ตามเ้าไปพบที่ห้องหนังสือ” คนนำสารเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามหน้าที่
หัวใจของสาวใช้กระตุกวูบ ‘เรียกหาข้า… ตอนนี้เนี่ยนะ’
“ตอนนี้หรือเ้าคะ” หญิงสาวถามกลับไปอย่างงงงวย “ดึกมากแล้ว ไม่ทราบว่ามีเื่ด่วนอันใดหรือ” ‘หวังว่าจะเป็แค่เื่งานธรรมดานะ’
“ข้าเองก็ไม่รู้” คนนำสารตอบสั้น ๆ “เ้ารีบไปเถอะ อย่าให้คุณชายต้องรอนาน มิเช่นนั้นอาจจะโดนดุเอาได้”
‘นั่นไง…ไม่มีข้อมูลอะไรเลย’ ชิงหลันกำมือแน่น “เ้าค่ะ ขอบคุณพี่ชายมากที่มาส่งข่าว เดี๋ยวข้าจะรีบไป” หญิงสาวรีบตอบรับทันที เพราะรู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธหรือชักช้า
ทุกย่างก้าวที่เดินไปตามทางเดินมืด ๆ มีเพียงแสงจากโคมไฟในมือของบ่าวคนนำทางที่สั่นไหวไปมา ทำให้เงาของคนทั้งสองทอดยาวน่ากลัวอยู่บนผนัง ‘หรือว่าเขารู้เื่อะไรแล้ว…เื่ที่เราไปแอบเห็น…ไม่สิ ถ้าเขารู้จริงคงไม่ใช่แค่เรียกไปพบแน่ ๆ …หรือเขาคิดจะทำอะไรกับข้า…ไม่ได้นะ ถึงข้าจะงดงามหยาดเยิ้มก็ตาม…ไม่ค่อยหลงตัวเองเลยเรา’
‘มิน่าล่ะ ถึงรู้สึกว่าถูกจับตามองมาตลอดหลายวันก่อนหน้านี้…ที่แท้คนที่เฝ้ามองก็กำลังรอนางอยู่ในห้องหนังสือเบื้องหน้านี่เอง’
บ่าวคนนำทางหยุดเดินแล้วผายมือไปทางประตู ก่อนจะค้อมตัวแล้วเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้ชิงหลันยืนเผชิญหน้ากับประตูบานใหญ่นั้นเพียงลำพัง
สิ่งที่ปะทะจมูกของนางเป็อย่างแรก คือกลิ่นสุราที่อบอวลไปทั่วห้องปนกับกลิ่นกระดาษและน้ำหมึกจาง ๆ
‘โอ้โห...กลิ่นเหล้าแรงขนาดนี้ นี่มันห้องหนังสือหรือบาร์ลับกันแน่’ ความคิดผุดขึ้นมาในหัวของชิงหลันแวบหนึ่ง ก่อนที่จะรีบสลัดมันทิ้งไปเมื่อเห็นร่างสูงที่นั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่
ท่ามกลางความเงียบและแสงสลัวนั้น ชิงหลันรู้สึกว่าผู้เป็นายดูโดดเดี่ยวและเปราะบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
หญิงสาวรีบค้อมกายลงทำความเคารพด้วยท่าทีนอบน้อม “คารวะคุณชายเ้าค่ะ ท่านมีสิ่งใดให้บ่าวรับใช้หรือเ้าคะ” หญิงสาวต้องพยายามควบคุมลมหายใจเพื่อไม่ให้เสียงสั่น ขณะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ
‘อย่าให้เป็เื่แมวั์เลย… ถ้าโดนซักอีกรอบ คราวนี้จะให้โกหกว่าเจออะไรดีล่ะ เอาเป็ัเลยดีไหม’ หญิงสาวคิดในใจ ‘จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้รู้ดีว่าเดาใจเ้านายคนนี้ไม่ถูกเลยจริง ๆ’
เฟิงเหยียนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แววตาที่เคยคมกล้าในยามนี้กลับดูหม่นแสงลง และเต็มไปด้วยความเศร้าที่เ้าตัวไม่ได้คิดจะปิดบัง
‘หากมีเสียงประกอบตอนนี้ คงเป็เพลงประกอบซีรีส์เกาหลีฉากพระเอกอกหักไม่มีผิด’ ความคิดแวบแรกของชิงหลันคือสิ่งนี้
“เ้า…มานั่งเป็เพื่อนข้าหน่อย” น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงแววเว้าวอน
‘ห๊ะ!!!’
ชิงหลันใจนนิ่งค้างไปหลายวินาที
‘เดี๋ยวนะ… เมื่อวันนั้นยังเป็ตำรวจสอบสวนผู้ต้องสงสัยอยู่เลย ไหงตอนนี้ตัดภาพมาเป็พระเอกซีรีส์แนวดราม่าซะงั้น! บทละครเปลี่ยนไวจนคนดูตามไม่ทันแล้วนะ!’
แม้จะงงกับสถานการณ์แค่ไหน แต่ชิงหลันก็ไม่กล้าปฏิเสธเ้านายผู้กำลังอยู่ในโหมด "ดราม่า" คนนี้ นางจึงค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกตัวที่อยู่ไม่ไกล พลางลอบมองท่าทีของเ้านายหนุ่มที่ยกสุราขึ้นดื่มอีกครั้ง แผ่นหลังที่เคยดูสง่างามตลอดเวลา ตอนนี้กลับดูโค้งงอลงเล็กน้อยเหมือนกำลังแบกรับเื่หนักใจไว้
ชิงหลันทำได้เพียงนั่งเงียบ ๆ เป็เพื่อน บรรยากาศรอบตัวเ้านายหนุ่มเต็มไปด้วยความเศร้าจนหญิงสาวรู้สึกอึดอัดไปด้วย ถึงนางจะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แต่ก็อดรู้สึกสงสารขึ้นมาไม่ได้
‘ทรงนี้… อกหักมาแหง ๆ ’ นางวินิจฉัยในใจ ‘หล่อ รวย ชาติตระกูลดีขนาดนี้ ใครมันช่างใจร้ายทำลงได้นะ เสียดายของเกรดพรีเมียมชะมัด ถ้าเขาไม่เอา มาทางนี้เลย พร้อมดูแลต่อ 24 ชั่วโมง’
ขณะที่ชิงหลันกำลังคิดเพลิน ๆ อยู่ ๆ เฟิงเหยียนก็ทำลายความเงียบด้วยคำถามที่ทำให้นางถึงกับไปไม่เป็
"นี่...ชิงหลัน...เ้ารู้จัก 'ความรัก' หรือไม่"
‘แล้วจะให้ตอบยังไงล่ะทีนี้ ตอบแบบนางเอกที่ผ่านประสบการณ์มาโชกโชน หรือตอบแบบสาวใช้ที่เจียมเนื้อเจียมตัว หรือจะให้ตอบตามจริงแบบยัยน้ำตาล...ที่ประสบการณ์ความรักในชีวิตจริงเท่ากับศูนย์’
หญิงสาวทำได้เพียงนั่งตัวตรง มือประสานกันไว้บนตัก ทำตัวเป็ผู้ฟังที่ดี พลางรอว่า "บท" ต่อไปที่เ้านายจะยื่นมาให้… คือบทอะไร
ในหัวของน้ำตาล ความคิดต่าง ๆ วิ่งวนด้วยความเร็วสูง
‘ความรักงั้นเหรอ คุณชายอยากรู้แบบไหนล่ะ มีทั้งรักหวาน ๆ แบบซีรีส์ รักดราม่าตบจูบแบบละครไทย รักแบบแอบแซ่บชวนให้ต่อมเผือกทำงาน หรือรักตามหน้าที่ที่พ่อแม่จับแต่งงาน’
นางเกือบจะสาธยายประเภทของความรักที่ในหัวมีทั้งหมดออกมาอยู่แล้ว แต่ดีที่ดึงสติกลับมาได้ทันพร้อมกับเสียงเตือนในใจว่า ‘หยุดเลยยัยน้ำตาล นี่เ้านายกำลังอยู่ในโหมดดราม่านะ’
ก่อนนางปรับสีหน้าให้ดูใสซื่อที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วตอบกลับไปด้วยเสียงแ่เบาเหมือนไม่ค่อยสันทัดเื่นี้
"เอ่อ...บ่าว...ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันเ้าค่ะ" นางตอบเสียงอ้อมแอ้ม "เื่พวกนี้มัน...ซับซ้อน"
นางพยายามทำหน้าจริงจังเพื่อแสดงว่ากำลังครุ่นคิด แต่ในใจกลับคิดไปอีกทาง...จนเผลอพึมพำความคิดเห็นส่วนตัวออกมาเบา ๆ
"แต่ว่า… เอ่อ … เอาจริง ๆ แล้ว การใช้ชีวิตตัวคนเดียว...มันก็สบายใจดีนะเ้าคะ ไม่ต้องมาปวดหัวเื่อะไรพวกนี้"
พูดจบก็เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอแสดงความเห็นส่วนตัวออกไป นางจึงรีบส่งยิ้มแหย ๆ ที่ดูไม่เป็ธรรมชาติไปให้เ้านายเพื่อแก้เก้อ ‘เฮ้ย!...เมื่อกี้ฉันพูดอะไรออกไป...คุณชายไม่ได้ยินใช่เปล่า’
เฟิงเหยียนที่ได้ยินดังนั้นก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบา ๆ
"หึ"
มันเป็เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและขมขื่นอย่างบอกไม่ถูก ฟังดูเหมือนเป็การเยาะเย้ยโชคชะตาตัวเองมากกว่าความขบขัน
“ไม่แน่ใจอย่างนั้นรึ” ชายหนุ่มทวนคำ พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาใสซื่อของสาวใช้ตรงหน้า แววตาที่หม่นเศร้า บัดนี้กลับดูว่างเปล่ายิ่งกว่าเดิม “ข้าเอง…ก็ไม่เคยรู้จักมันเช่นกัน”
ชิงหลันมองคนตรงหน้าตาปริบ ๆ อ้าปากค้างเล็กน้อยกับคำตอบที่เพิ่งได้ยิน ‘อะไรกันเนี่ย หรือว่าคุณชายจะรู้เื่ว่าฮูหยินนั้น… โอ้!… พ่อพระ’
“คุณชาย” ชิงหลันเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่ยังเจือความงุนงง ‘แต่ในเมื่อความอยากเผือกมันชนะทุกสิ่ง…ต้องลองหยั่งเชิงดูหน่อย’ “เอ่อ… ท่านดูมีเื่ไม่สบายใจ… มีอะไรในใจหรือเปล่าเ้าคะ หรือว่า… จะให้บ่าวไปเอาสุราเพิ่มไหม… เอ๊ย”
หญิงสาวรีบยกมือปิดปากตนเอง ‘เกือบไปแล้วไหมล่ะยัยตาล นึกว่านั่งคุยกับเพื่อนอยู่หรือไง’ “หมายถึง…มีอะไรอยากจะเล่าให้บ่าวฟังเพื่อระบายความทุกข์หรือไม่เ้าคะ” หญิงสาวรีบแก้ตัว
โชคดีที่เฟิงเหยียนไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดที่หลุดออกมานัก ชายหนุ่มกำลังจมอยู่กับความคิดของตน พลางถอนหายใจอย่างยืดยาวจนไหล่ที่เคยตั้งตรงดูทรุดลงไปทันตา
แววตาที่มองมายังคงเต็มไปด้วยความเศร้า เป็ความเศร้าที่ยากจะคาดเดา
ชายหนุ่มเอ่ยด้วยเสียงที่แ่เบาจนแทบจะเป็เพียงเสียงกระซิบ “เ้าคงสงสัยสินะ…ว่าทำไมข้าถึงมานั่งดื่มสุราอยู่คนเดียวเช่นนี้…ทั้ง ๆ ที่ข้าก็มีฮูหยินผู้ควรจะอยู่เคียงข้างกาย”
‘นั่นสิ ทำไม’ ชิงหลันได้แต่โวยวายอยู่ในใจ ‘ไปหาเมียเ้าค่ะ อย่าปล่อยให้คนอื่นไปทำหน้าที่แทนท่าน แล้วอีกอย่าง บ่าวเป็แค่สาวใช้ตัวน้อย ๆ น่ารัก ๆ ทำหน้าที่แทนฮูหยินบนเตียง…เอ๊ย! ทำหน้าที่แทนฮูหยินทุกเื่ไม่ได้ด้วย’
เฟิงเหยียนไม่ได้ยินเสียงความคิดในหัวของชิงหลัน ชายหนุ่มกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง “มีฮูหยินอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่กลับทำอะไรให้ไม่ได้เลย มันทรมานเหลือเกิน”
‘ใช่สิคะ นั่นแหละคือเหตุผลที่คนอื่นเขาถึงต้องทำหน้าที่แทนไง แถมดูท่าจะทำได้ดีซะด้วย…อุ๊ย! ยัยน้ำตาลบ้า คิดอะไรเนี่ย หยุดเลย’ ชิงหลันเผลอกัดริมฝีปากของตนเบา ๆ เพื่อหยุดความคิดที่กำลังเตลิด
เฟิงเหยียนเลื่อนสายตาที่สับสนและเว้าวอนมามองหญิงสาวอีกครั้ง “เ้า…เ้าคิดว่าข้าควรทำอย่างไรดี”
"เอ่อ...บ่าว...บ่าวไม่ทราบเหมือนกันเ้าค่ะคุณชาย" ชิงหลันตอบด้วยท่าทีเก้ ๆ กัง ๆ ก่อนจะลองให้คำแนะนำที่ดูปลอดภัยที่สุด "งั้น...ท่านลองไปหาฮูหยินดูไหมเ้าคะ บางทีการพูดคุยกันตรง ๆ อาจจะช่วยได้"
เฟิงเหยียนส่ายหน้าช้า ๆ รอยยิ้มขมขื่นปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา...ในเมื่อต่อให้นั่งอยู่ข้าง ๆ ข้าก็เหมือนไม่มีตัวตนสำหรับนางอยู่ดี"
‘อ้าว...งั้นจะให้ทำไงล่ะทีนี้’ ชิงหลันคิดอย่างจนปัญญา แต่พอเห็นแววตาที่สิ้นหวังของผู้เป็นาย ความสงสารก็แล่นขึ้นมาในใจจนลบความกลัวไปจนลืมสถานะของตัวเอง นางจึงตัดสินใจเสนอทางออกที่ดูบ้าบิ่นที่สุด
"เอ่อ...งั้น...คุณชายอยากจะระบายอะไรให้บ่าวฟังไหมเ้าคะ" นางพูดเสียงเบาแต่ชัดถ้อยชัดคำ "ระบายมันออกมาให้หมดเลยเ้าค่ะ บ่าวสัญญาว่าจะเป็ผู้ฟังที่ดีให้ท่านเอง"