ย้อนเวลาไปกอบกู้ประเทศ

    ตอนที่ 41

    ที่เมืองทมิฬ ใต้ซากปรักหักพังของใต้พิภพ

    ชายชราผู้หนึ่งเดินมาที่นี่ ดวงตาสีทองที่เฉียบคมราวกับมองเห็นทุกสรรพสิ่งมองไปเบื้องหน้า พลันใดนั้น ชิ้นส่วนที่ยังมีชีวิตเหลือรอดของเทพรังสรรค์ก็ค่อยๆกลายเป็นแสงสว่างฟื้นขึ้นมา 

    ชายหญิงทั้งสามที่ทั่วตัวปกคลุมด้วยรอยไหม้และรอยช้ำ มีใบหน้าที่มืดมนก้มหัวลงต่อหน้าชายชรา "นายท่าน พวกเราทำให้ท่านผิดหวัง ขอประทานอภัย" ชิ้นส่วนที่เหลือรอดที่ 1 เป็นหญิงสาวที่ทั้งตัวปกคลุมด้วยเกล็ด มีครีปตามลำตัวเหมือนปลา แต่มีหางยาวเหมือนงู เธอคือเทพรังสรรค์แห่งมหาสมุทร 

    "พลังของผู้มาเยือนแข็งแกร่งยิ่งนัก อาศัยเพียงแค่พลังในกายหยาบไม่อาจจะเอาชนะเขาได้" ชายหนุ่มที่ทั้งตัวเป็นหินและมีล้ำสันที่ใหญ่โตบอก เขาคือเทพรังสรรค์แห่งปฐพี 

    "พี่น้องทั้ง 4 ที่เหลือของเราตายภายใต้ระเบิดเหล่านั้น เหลือเพียงแค่เรา 3 คนที่แยกตัวออกมาได้ทัน เราไม่สามารถกลับไปใช้ร่างใต้พิภพนั้นได้อีกแล้วเมื่อเรามีไม่ครบ 7 คน เราไม่สามารถโจมตีพวกมนุษย์ได้อีกเมื่อสูญเสียร่างกายภาพไป นายท่าน จะเอาอย่างไรต่อไป?" ชายหนุ่มคนสุดท้ายเป็นชายที่มีใบหน้าหล่อเหลาและบริสุทธิ์ เขาปกคลุมด้วยแสงสว่างและมีปีกของมังกรฟ้าด้านหลัง เขาคือเทพรังสรรค์แห่งนภา

    ชายชราเผยใบหน้าที่มืดมน มองไปที่ท้องฟ้าแล้วกล่าว "โลกที่สวยงามใบนี้จะถูกทำลายด้วยน้ำมือของมนุษย์ พื้นพิภพ มหาสมุทร ท้องนภาที่บริสุทธิ์เหล่านี้จะต้องมาแปดเปื้อนเพราะความชั่วร้ายของมนุษย์ พวกเจ้าเป็นเทพเจ้ามีหน้าที่ต้องปกป้องธรรมชาติเหล่านี้ ต่อให้จะใช้ร่างกายภาพของ 'อาทานาทอส' ไม่ได้อีกต่อไปก็ไม่เป็นอะไร ในคราวนี้พวกเจ้าใช้ร่างกายภาพของตนเองแล้วทำลายพวกมนุษย์ให้สิ้นซากเสีย" 

    ทันทีที่ชายชราว่าแบบนั้น ดวงตาของเทพทั้งสามก็เบิกกว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ 

    เทพนภากล่าว "นายท่าน การใช้ร่างกายภาพของเทพบนโลกมนุษย์จะก่อให้เกิดความโกลาหน โลกจะพังพินาศเพราะไม่สามารถทนต่อพลังเทพได้" 

    เทพมหาสมุทรกล่าวเสริม "เพราะเช่นนั้นพวกเรา 7 องค์จึงรวมร่างกันในร่างกายหยาบเพื่อผนึกไม่ให้พลังเทพของเราล้นทะลักมากเกินไปจนออกมาส่งผลกระทบกับโลก" 

    เทพปฐพีพยักหน้า "ถ้าหากเราใช้ร่างจริงพวกเราลงไปจัดการ พวกมนุษย์อาจจะพ่ายแพ้ในทันที แต่โลกนี้ก็จะพังทลายไปด้วย" 

    ชายชรามีดวงตาที่เย็นชา "พวกเจ้าไม่มีวิธีอื่นที่จะจัดการกับพวกมนุษย์อีกแล้วนอกจากใช้ร่างกายภาพ ความเสียหายในร่างกายภาพที่พวกเจ้าก่อยังเป็นความเสียหายที่โลกพอจะรับได้ หรือพวกเจ้าคิดว่าควรจะให้ข้าใช้ร่างกายภาพลงไปแทน?" 

    ใบหน้าของเทพรังสรรค์ทั้ง 3 มืดมนทันที ไม่มีใครพูดอะไรเมื่อชายชราว่าแบบนั้น 

    สุดท้ายแล้ว ทุกคนก็ไม่มีทางเลือก


    *****


    ที่สะพานชามิวลอส

    หลังจากได้คุยกับชายชราปริศนา หัวของพาเน่ก็ปกคลุมด้วยความยุ่งเหยิงวุ่นวายมาตลอด เธอเข้ามาในเมืองแล้วแอบตามพวกเลวี่ที่มาทำงานด้วยกัน 

    สีหน้าของเลวี่ที่ยิ้มแย้มอย่างมีความสุขเวลาอยู่กับฝ่าบาททำให้หัวใจของเธอคัน แต่เวลาที่เห็นฝ่าบาทยิ้มกลับก็ยิ่งทำให้หัวใจเธอร้อนรุ่มด้วยไฟแห่งความโกรธ 

    เด็กสาวที่ทั่วตัวแปดเปื้อนด้วยความริษยาเฝ้ามองชายหญิงคู่นั้นใกล้ชิดกันตลอดทั้งวัน ยิ่งเวลาผ่านไปหัวใจของเด็กสาวก็ยิ่งเจ็บช้ำ เพราะยิ่งมองชายหญิงสองคนนั้นมันก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าสองคนนั้นเหมาะสมกันดี แล้วมันยิ่งทำให้เธอที่เป็นคนรับใช้และยังเกือบจะทำให้เขาตายรู้สึกไม่คู่ควรกับเขาอย่างยิ่ง หัวใจของเด็กสาวบีบคั้นเวลาที่นึกแบบนั้น 

    ดวงตาของเด็กสาวจึงค่อยๆเปลี่ยนจากความริษยาเป็นความโศกเศร้า ขณะที่อีกด้านหนึ่งเป็นกุลสตรีผู้ดีจากตระกูลสูงศักดิ์ เธอที่เป็นแค่ไพร่และเกือบทำให้เขาถึงฆาตมีค่าอะไรจะเทียบกับเลวี่ พาเน่แอบมองดูอาโนอิทอสและเลวี่มีความสุขด้วยกันตลอดทั้งวันอย่างเสียใจ ยิ่งเวลาผ่านไปที่ได้มองกิ่งทองใบหยกนั้นคุยกันอย่างมีความสุข ดวงตาที่อยากจะเอาชนะก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นท้อแท้ จนกระทั้ง พระอาทิตย์ตกดิน สองคนนั้นมานั่งพักที่ร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง อาโนอิทอสคุยบางอย่างกับเลวี่ก่อนจะเตรียมขอตัวจากไป 

    พาเน่ที่เห็นเลวี่อยู่ตามลำพังแล้วก็ได้โอกาสทำตามแผน 

    "ข้าพเจ้าขอบคุณวันนี้มาก เป็นเพราะแม่นางทำให้งานของข้าพเจ้าเสร็จเร็วขึ้น วันหลังถ้าหากแม่นางมีเรื่องร้อนทุกข์อะไรก็บอกข้าพเจ้าได้เลย ข้าพเจ้าจะตอบแทนให้" 

    "สิ่งที่หม่อมฉันต้องการก็คือให้ชาวเมืองมีความสุข ที่ทำลงไปในวันนี้ไม่ได้ทำเพื่อฝ่าบาทอย่างเดียว แต่ทำเพื่อหม่อมฉันเองด้วย ฝ่าบาทไม่ต้องตอบแทนอะไรหรอกเพคะ" เลวี่ยิ้ม ส่วนอาโนอิทอสก็แสดงความขอบคุณอีกครั้งก่อนจะขอตัวลา เลวี่มองแผ่นหลังที่กำลังเดินจากไปของอาโนอิทอสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหลเหมือนตกอยู่ในมนต์เสน่ห์ เธอไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้ชายคนไหนมาก่อน 

    เลวี่มองแบบนั้นจนกระทั้งร่างของเขาหายไปจากครรลองสายตา จากนั้นเธอก็หันกลับมาแล้วเห็นเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังเธอ 

    เลวี่ตกใจเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเด็กสาวมายืนอยู่ด้านหลังเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ "เจ้าคือ?" เลวี่เหมือนกับจดจำได้ว่าเธอคือข้ารับใช้ที่อยู่กับอาโนอิทอสตลอดเวลา ชื่อว่าพาเน่

    พาเน่มองเลวี่ด้วยแววตาที่มืดมน เธอถาม "ท่านหญิงเจ้าค่ะ มีสารจากท่านพ่อของท่านหญิงเกี่ยวกับปัญหาในเมืองส่งมาให้เจ้าค่ะ" 

    "นี่เจ้ารู้จักบิดาข้าด้วยหรือ?" 

    พาเน่พยักหน้า "เจ้าค่ะ ข้าได้รับมอบหมายให้นำสารจากดยุคอิสคลีโรสมาส่งให้ท่านโดยตรง เขาอยากให้ท่านรีบกลับไปที่เมือง"

    เลวี่รับสารนั้นมาอ่านแล้วพยักหน้า "ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจเจ้ามากที่นำสารมาส่ง ข้าจะรีบไปจัดการทันที" 

    เลวี่ว่าแบบนั้นแล้วก็หันหลังก่อนจะค่อยๆจากไป 

    แผ่นหลังของเลวี่ในตอนนี้เปิดโล่งและรอบๆก็ไม่มีใครอยู่ ถ้าหากเป็นช่วงเวลานี้พาเน่ก็สามารถแทงเธอได้ง่ายๆ พาเน่จ้องมองแผ่นหลังนั้นของอีกฝ่าย เธอกัดฟันและกำมีดในมือแน่น 

    แต่ว่าสุดท้ายเธอก็ยังตัดสินใจไม่แทงลงไปเหมือนกับตอนที่มีโอกาสเมื่อครู่นี้ 

    หัวใจของเธอร้อนผ่าวเวลาที่นึกไปถึงช่วงเวลาที่อาโนอิทอสใช้เวลาทั้งวันนี้กับเลวี่อย่างมีสุข จากนั้นก็รู้สึกเจ็บยิ่งกว่าตอนที่คิดว่าจะพรากคนที่ทำให้เขามีความสุขไป 

    หัวใจของพาเน่เต็มไปด้วยความโกรธ ในใจเธอสับสนวุ่นวายไปหมดและตอนนี้เธอก็รู้สึกโกรธเลวี่ที่ครอบครองอาโนอิทอสไว้เพียงคนเดียว "ที่เมืองของท่าน! ที่เมืองของท่านก็มีชาวเมืองมาร้องทุกข์อีกมากมาย ท่านก็มีคนที่ต้องดูแล! ทำไมถึงจะต้องมาหาฝ่าบาท! ทำไมถึงจะต้องมากุเรื่องเพื่อช่วยฝ่าบาทจัดการงานของเขา!" 

    เลวี่ที่กำลังจะไป เมื่อได้ยินพาเน่พูดแบบนั้นเธอก็รีบหันหน้ากลับมาด้วยความเขิลอาย "จะ เจ้า" 

    พาเน่มองเลวี่ด้วยความเกลียดชัง "ข้าได้ยินที่ท่านคุยกับฝ่าบาทแล้ว ท่านบอกว่าห่วงใยประชาชนของตัวเองที่สุดและที่ทำนี้ก็เพื่อชาวเมือง แต่ว่าถ้าหากท่านเป็นห่วงชาวเมืองจริงๆ งั้นก็ควรจะดูแลประชาชนของตัวเองในเขตอิสคลีโรสนั่นแล้วไม่มายุ่งกับงานของฝ่าบาท! ทำไมถึงโกหกฝ่าบาทแล้วกุเรื่องขึ้นมาด้วยเจ้าคะ!?"

    เลวี่เงียบไปเมื่อพาเน่ถามแบบนั้น ใบหน้าเธอแดงก่ำ 

    "ทำไมถึงต้องหาข้ออ้างมาที่นี่กับฝ่าบาท" พาเน่ถามด้วยความเกลียด

    เลวี่ไม่ตอบอะไร เธอนิ่งเงียบอยู่แบบนั้นนานจนกระทั้งเงยหน้าขึ้นมามองพาเน่ แล้วเธอก็ยิ้มออกมา "ข้าแค่อยากมาหาเขา" 

    เพียงแค่ประโยคเดียวเท่านั้นก็ทำให้หัวใจของเด็กสาวแตกเป็นเสี่ยงๆ เธอฟังคำพูดนั้นแล้วมองใบหน้าที่ราวกับตกอยู่ในวังวนแห่งความรักของหญิงสาวตรงหน้า จากนั้นมันก็ยิ่งทำให้ใจเธอรู้สึกอยากกรีดร้องออกมา 

    "ทะ ท่านทอดทิ้งเขาไปแล้วครั้งหนึ่ง ท่านถอนหมั้น ท่านถอดแหวนวงนั้นไปด้วยตัวเอง ทำไมท่านจึงได้มีหน้าพูดเช่นนั้นอยู่อีก" พาเน่กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บปวด

    เลวี่ยิ้ม "นั่นอาจจะเป็นความจริง ตัวข้าในตอนนั้นถอดแหวนหมั้นไปแล้วเพราะคิดว่าเขาไม่คู่ควร แต่ข้าคิดผิด เขานั้นเหมาะสมจะเป็นราชาที่สุดและข้าก็ตกหลุมรักเขาที่เป็นเช่นนั้น ผู้หญิงอย่างเราน่ะเพื่อให้ได้คนที่รักก็ยอมทำทุกอย่างนั่นล่ะ" 

    พาเน่รู้สึกเหมือนถูกมีดปักเขาที่กลางอก ทะลุไปถึงหัวใจ ประโยคนั้นของเลวี่และการแสดงความรู้สึกของเธอได้ทำให้พาเน่รู้ว่าอีกฝ่ายจริงจังกับฝ่าบาทแค่ไหน เธอไม่มีทางสู้ได้เลย ด้วยความยอมรับไม่ได้ พาเน่วิ่งหนีไปจากตรงนั้นหัวใจเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เธอกรีดร้องออกมาในใจ น้ำตาของเธอไหลออกมา 


    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลาไปกอบกู้ประเทศ ที่คุณอ่าน