ลมเย็นๆพัดผ่านดาดฟ้าตึกกระทบเข้ากับใบหน้าของเหล่าผู้อาวุโสที่กำลังหันมองไปยังจินม่าย เหล่าบริกรทั้งหมดล้วนถูกสั่งให้ลงจากดาดฟ้าเหลือไว้เพียงสมาชิกของทั้งสองตระกูล
กล้องวงจรปิดทั้งหมดถูกปิดไม่ให้มีการบันทึกใดๆจากดาดฟ้าแห่งนี้ จินม่ายเห็นทุกอย่างกลับไม่ใส่ใจตราบใดที่ทุกคนยอมฟังข้อเสนอของเธอ
“ ฉันเชื่อว่าทุกคนคงรู้ว่าฉันมีลูกสาวแล้ว การที่ตระกูลหานต้องการจัดงานแต่งให้ฉันก็คงจะรู้ถึงเรื่องนี้ดี ”
“ จินม่าย! ”
ผู้อาวุโส 5 กระแทกเสียงใส่ร่างกายของจินม่าย เขาไม่คิดเลยว่าเธอจะกล้าพูดถึงเรื่องนี้ต่อหน้าผู้อาวุโสของทั้งสองตระกูลที่มารวมตัวกัน
จินม่ายยืนตัวแข็งต้านทานแรงกดดันของผู้อาวุโส 5 ที่กระแทกเข้าใส่เต็มตัว แม้จะมีเลือดไหลที่มุมปากเธอกลับยืนนิ่งไม่คิดจะล้มลงไปนอน เหล่าผู้อาวุโสเห็นถึงความแข็งแกร่งของจินม่ายต่างแสดงสีหน้าตกใจเพราะเลเวล 130 ไม่น่าจะยืนต้านทานแรงกดดันจากผู้อาวุโส 5 ที่เป็นถึงเลเวล 180
“ ฉันจะไม่พูดให้อ้อมค้อมอีกต่อไป ถ้าอยากให้งานหมั้นเกิดขึ้นก็ต้องรับข้อเสนอฉันให้ได้ โดยฉันมีข้อเสนอเพียง 4 ข้อเท่านั้น ”
ไม่มีใครกล้าพูดสิ่งใดอีก ผู้อาวุโส 1 ตระกูลเจียงห้ามผู้อาวุโส 5 เอาไว้ก่อนเพราะกลัวว่าจะฆ่าจินม่ายตายในคืนนี้ พวกเขายังต้องการเธออยู่จึงรอให้เธอพูดทุกอย่างออกมา แต่หลังจากนี้พวกเขาจะทำตามหรือไม่ขึ้นอยู่กับเสียงของเหล่าผู้อาวุโสตระกูลเจียงที่จะนำไปหาลืออีกทอดหนึ่ง
“ ข้อแรก เลิกส่งมือสังหารไปจัดการกับลูกสาวและสามีฉันได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตระกูลเจียงหรือว่าตระกูลหาน ห้ามเด็ดขาด หากฉันรู้ว่ายังมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่อย่าฝันว่าฉันจะให้ความร่วมมือ ”
เหล่าผู้อาวุโสตระกูลหานมองตาขวางเพราะถูกกล่าวหาว่าจ้างมือสังหาร อย่างไรก็ตามสายตาของจินม่ายกลับมองไปยังคุณชายหาน หลายคนที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนจึงรู้ว่าคุณชายหานร่วมมือกับผู้อาวุโสบางคนจ้างมือสังหาร
“ ข้อสอง ฉันจะต้องติดต่อกับสามีและลูกสาวฉันได้ทุกครั้งที่อยากติดต่อ ” จินม่ายหันมองมาทางฝั่งตระกูลเจียง ต่อให้งานหมั้นจะเริ่มต้นขึ้นเธอต้องมีสิทธิในการเลี้ยงลูกไม่ใช่ถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิงเพราะนั่นคือลูกของเธอ
“ ข้อสาม ห้ามแตะต้องลูกสาวเธอไม่ว่ายังไงก็ตาม ห้ามให้คนจับตามอง ห้ามให้คนเข้าใกล้ ห้ามจ้างพี่เลี้ยง หากฉันรู้ว่ามีคนทำมากเกินไปกว่านี้เราจบกัน ”
จินม่ายกลืนน้ำลายต่อ เธอเห็นสีหน้าของผู้อาวุโส 5 ที่ราวกับต้องการจะกินเลือดจึงทำเป็นมองไม่เห็น
“ ข้อที่สี่ เปลี่ยนประวัติของสามีและลูกสาวของฉันให้กลับเป็นปกติ ฉันไม่ต้องการให้ใครใส่ประวัติปลอมให้แก่พวกเขา ถ้าหากภายใน 2 ปีนี้ฉันเห็นว่าทุกคนให้ความร่วมมือไว้เราค่อยมาคุยเรื่องงานหมั้นกัน ”
“ เหลวไหล เธอกำลังพูดเหลวไหลอะไรอยู่ ”
ผู้อาวุโส 5 ที่อดทนมานานร้องตะโกนอีกครั้งหนึ่ง นอกจากข้อเสนอทั้ง 4 แล้วจินม่ายยังให้พวกเขารอเป็นเวลานานถึง 2 ปีเพื่อดูว่าลูกสาวและสามีปลอดภัยหรือไม่ ระยะเวลาขนาดนี้เขารอไม่ได้จึงไม่คิดจะยอมฟังสิ่งที่จินม่ายเสนอ
“ ฉันพูดสิ่งที่ฉันต้องการแล้ว หากไม่รับฟังฉันก็พร้อมจะสร้างปัญหา แต่ถ้าหากรับฟังทุกอย่างก็จะราบเรียบ ”
“ หลานจินม่าย ”
ผู้อาวุโส 1 ของฝั่งตระกูลหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลให้เหมาะกับเป็นผู้อาวุโสที่ต้องการจะไกล่เกลี่ย
“ ปู่คิดว่าเวลา 2 ปียาวนานเกินไป หากเรารับข้อเสนอทั้ง 4 ข้อของหลานแล้ว ทำไมเราต้องรอนานขนาดนั้นกัน เรื่องที่หลานขอใช่ว่าเราจะทำไม่ได้ ”
“ หนูแค่อยากเห็นความอดทนก็เท่านั้นเองค่ะ ถ้าเวลา 2 ปีรอไม่ได้งั้นก็หมายความว่าการแต่งงานครั้งนี้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง ”
จินม่ายรู้ดีว่าประโยคเมื่อครู่นี้ตบหน้าผู้อาวุโสหลายคน การแต่งงานของเธอจะต้องมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งคนที่คะยั้นคะยออยากให้เธอแต่งงานกับตระกูลหานจนออกนอกหน้าคือผู้อาวุโส 5 และผู้อาวุโส 3 ในส่วนผู้อาวุโส 1 ที่นั่งเงียบมานานก็เป็นตัวหลักที่คอยชักจูงผู้อาวุโส 5 ให้เห็นด้วยกับเรื่องงานหมั้นนี้ แต่ก็มีผู้อาวุโสอีกหลายคนที่อยู่เฉยไม่คิดออกความเห็นใดๆทั้งสิ้น
“ ยิ่งมันเป็นงานแต่งที่มีจุดประสงค์แอบแฝงเช่นนั้นฉันยิ่งแต่งไม่ได้ค่ะ ”
ผู้อาวุโสแต่ละคนพยายามสูดลมหายใจเข้าให้ลึกที่สุดแล้วทำให้ใจเย็นๆ ผู้อาวุโส 1 ผู้อาวุโส 5 และผู้อาวุโส 3 พยายามสะกดข่มความโกรธเอาไว้เพราะจินม่ายพูดถึงผลประโยชน์จากการแต่งงานออกมาโต้งๆ จึงไม่ต่างจากตบหน้าพวกเขาทั้ง 3 คนที่พยายามทำให้งานหมั้นหมายเกิดขึ้นมา
“ เอาแบบนี้เป็นไร เวลา 2 ปียาวนานเกินไป หลานคิดว่าเราพอจะลดเหลือสัก 1 ปีได้ไหม ”
ผู้อาวุโสตระกูลหานลองใช้วิธีประนีประนอมขอลดระยะเวลาในการรับข้อเสนอ
จินม่ายรู้ดีว่าจะต้องมีคนขอลดเธอจึงใส่เวลาเอาไว้สูงถึง 2 ปี หากเธอบอกว่าให้รอ 1 ปีเหล่าผู้อาวุโสคงจะขอลดเหลือครึ่งปี ทว่าเธอไม่สามารถตอบตกลงได้ในทันทีจึงแกล้งแสดงสีหน้าครุ่นคิดเพื่อให้การตัดสินใจนี้ราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่หนักพอตัว
“ เวลา 2 ปียาวนานเกินไป ปู่กลัวว่าจะเลยวัยที่เหมาะสมของทั้งสอง อายุของหานอี้ก็ใกล้จะแตะเลข 30 แล้วปู่อยากให้ลองลดเหลือสัก 1 ปี อย่างน้อยการแต่งก็ยังคงอยู่ในช่วงอายุที่ดี ”
ผู้อาวุโสของตระกูลหานพยายามเกลี้ยกล่อม ถึงอย่างนั้นจินม่ายยังคงครุ่นคิดเช่นเดิมจนทุกคนเฝ้ารอด้วยใจที่คาดหวัง
“ ถ้าเช่นนั้นหนูคิดว่า 1 ปีก็ควรพอ ภายใน 1 ปีนี้จะต้องทำตามข้อเสนอของหนูทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นตระกูลหานหรือตระกูลเจียง ”
“ เช่นนั้นแล้วผมเห็นด้วยกับการตัดสินใจของน้องจินม่าย ผู้อาวุโสมีใครอยากจะคัดค้านไหมครับ ”
คุณชายหานพูดด้วยรอยยิ้ม เขาอยากให้เรื่องนี้จบดีที่สุด เมื่อเห็นว่าเขาบังคับให้งานหมั้นเกิดขึ้นไม่ได้ การรอจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ต่อให้เขาจะต้องรับข้อเสนอของจินม่ายมันกลับมีวิธีอีกมากมายในการบีบเธอให้ยอม
จากการประเมินสถานการณ์ภาพรวม ต่อให้เขาจะไม่ได้ลงมือจัดการเฉินห่าวด้วยตนเอง ต่อจากนี้จะมีคนมากมายเสนอหน้าเข้ามาเอาใจเขา เมื่อลองทบทวนข้อเสนอของจินม่ายแล้ว เขาไม่ได้ทำผิดข้อไหนเลยเพราะคนอื่นเป็นคนลงมือ
เวลา 1 ปีจึงไม่นานมากนัก เขาเพียงแค่ออกล่าแล้วก็เที่ยวเล่นให้สนุกก็พอ เมื่อครบกำหนดอีกฝ่ายคงต้องหมั้นกับเขาตามที่ตกลงกัน
“ ฉันก็เห็นด้วยกับหลานหานอี้ งานหมั้นจำเป็นที่ทั้งสองจะต้องเห็นตรงกัน หากมีความเห็นไม่ตรงกันแล้วอยู่ไปคงไม่มีความสุข ”
ผู้อาวุโสทางฝั่งตระกูลเจียงเห็นท่าทีของผู้อาวุโสตระกูลหานที่เหมือนจะยอมรับข้อเสนอของจินม่าย พวกเขาจึงต้องยอมเช่นเดียวกัน
“ ทางฝั่งตระกูลเจียงคงต้องขออภัยทางฝั่งตระกูลหานด้วยที่แสดงท่าทีนี้ให้ทุกคนเห็น เช่นนั้นหากทางฝั่งตระกูลหานยินดีรอ ทางเราตระกูลเจียงยินดีรอเช่นเดียวกันจนกว่าเราจะทำตามข้อเสนอของจินม่ายครบ 1 ปี ”
จินม่ายค่อยๆนั่งลงที่เดิมพร้อมกับเก็บความดีใจเอาไว้ให้มิด ดูเหมือนว่าเธอจะซื้อเวลาให้สามีและลูกสาวได้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าหลังจากวันนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้างเพราะกล้าลุกขึ้นยืนฉีกหน้าผู้อาวุโสตระกูลเจียงต่อหน้าผู้อาวุโสตระกูลหาน
หลังจากเหล่าผู้อาวุโสตกลงกันเสร็จสับต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกัน จินม่ายเห็นว่าคุณชายหานเข้ามากล่าวลาจึงรับไว้แล้วเดินลงจากตึกพร้อมกับผู้อาวุโสคนอื่นๆ อย่างไรก็ตามไม่มีใครพูดคุยกับเธอเลยสักคนเดียว
ผู้อาวูโส 1 ผู้อาวุโส 5 และผู้อาวุโส 3 ล้วนเดินทิ้งระยะห่างไม่ยอมรอทำให้รู้ว่าโกรธมาก อย่างไรก็ตามผู้อาวุโสหญิงอีก 3 ที่เดินอยู่ใกล้ๆกลับส่งสายตาเป็นห่วงมาให้เธอจึงยิ้มรับแล้วเดินตามไปเรื่อยๆจนมาถึงรถมุ่งหน้ากลับตระกูล
---------------------------------------------------------------
พรึ่บ!
ดวงตาทั้งสองเปิดอ้าในช่วงกลางดึก กลุ่มแสงสีเขียวยังคงพุ่งเข้าชนร่างของเธอเช่นเดิมไม่ไปไหน เป่าเป้ยที่ตื่นขึ้นมาจึงมองออกไปรอบกายพบว่ามีตุ๊กตามากมายนอนเรียงบนร่างกายของพวกมันมีผลึกมานากองกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆโดยก้อนมานาเหล่านี้ถูกดูดซับเข้าไปในร่างกายระหว่างหลับ
กระทั่งโปรแกรมการฝึกจบเธอจึงเริ่มขยับตัว
“ ฉะถานะ ”
หน้าจอโปร่งแสงปรากฎด้านหน้าเธอยังไม่สามารถอ่านตัวหนังสือได้เช่นเดิมอาศัยการใช้นิ้วน้อยๆจิ้มไปยังจุดต่างๆเพื่อให้ระบบอ่านออกเสียง
หลังจากตัดสินใจอัพค่าสถานะไปที่ค่าสถานะความแข็งแกร่งทั้งหมด เป่าเป้ยจึงจิ้มไปยังสกิลใหม่ที่ได้มาหลังจากอัพมายังเลเวล 60 ทันทีที่ระบบอ่านรายละเอียดของสกิลให้ฟังดวงตาของสาวน้อยก็เริ่มเบิกกว้างจนคิ้วยกตัวสูงขึ้น
“ เอาใหม่ ”
นิ้วในมืออีกข้างสลับกดสกิลใหม่ให้ระบบอ่านออกเสียงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อรู้ว่ามันทำอะไรได้เด็กสาวก็เริ่มเบิกตาโตเหมือนเดิมก่อนจะเท้าคางคิดว่าจะทำยังไงกับสกิลนี้ดี
หลังจากรู้ว่าต้องทดลองเธอจึงคิดว่าลืมอะไรเอาไว้ชั้น 1 ตุ๊กตาเก็บมาทั้งหมดแล้ว ของเล่นทุกชิ้นอยู่ภายในแหวนเก็บของ เมื่อรู้ว่าไม่มีอะไรในชั้น 1 เหลืออยู่เลยเธอจึงคิดถึงสิ่งใหม่นั่นก็คือขวดนมในห้องครัว คุณพ่อคงจะล้างเก็บเอาไว้ทันทีที่นึกถึงขวดนมเธอก็เริ่มเรียกชื่อมันเบาๆ
“ ขวดนม ขวดนมของเป่าเป้ย เป้ย เป้ย ”
เสียงกังวาลดังขึ้นภายในหัว ทันใดนั้นรูปขวดนมก็ปรากฎตัวเธอจึงกดจิ้มขวดนมที่ลอยอยู่กลางอากาศ ไม่นานด้านหน้าก็เกิดวังวนแสงวิบวับก่อนจะมีขวดนมหล่นออกมา
เด็กสาวเห็นขวดนมตื่นเต้นรีบหลับตาร้องเรียกหาตุ๊กตาที่อยู่ห้องคุณพ่อ ทันใดนั้นวังวนวิบวับก็เปิดออกพร้อมกับมีตุ๊กตาหมีที่เรียกหาหล่นออกมา
“ ป๋องแป๋ง กลองป๋องแป๋งที่อยู่กับมาม้า กลองป๋องแป๋ง ”
เด็กน้อยพยายามเพ่งจิตเรียกหากลองป๋องแป๋งที่เคยถือเอาไว้ในมือ เพียงแต่ว่ากลองไม่ยอมโผล่ออกมาเธอจึงลุกขึ้นยืนพร้อมกับชูมือขึ้นฟ้าเพื่อเรียกพลัง ทันทีที่ร้องตะโกนออกมาดังๆเธอก็พบว่าด้านหน้ามีรูปกลองป๋องแป๋งปรากฎขึ้น
“ จงมาเป่าเป้ย มาเย็ว !!! ”
“ มาเย็วๆ!!! ”
“ มาเย็วป๋องแป๋ง!!! ”
“ จงมา! ”