จารึกที่ 297 : ร่างเนื้อแห่งมู่เฉิน : การผสานกฎเกณฑ์โลกใบเล็ก
มวลอากาศเบื้องบนเทือกเขาสีดำทะมึน ถูกบีบอัดและกดทับจนแตกร้าวประหนึ่งกระจกเงาที่รับน้ำหนักของมหาสมุทร ท้องฟ้าสีโลหิตที่เคยหม่นหมอง บัดนี้สว่างไสวเจิดจ้าไปด้วยแสงสีทอง(จอมปลอม)ที่แผ่พุ่งมาจากกองทัพวิหารเทพนับหมื่นชีวิต!
พยนต์เทวะสีทองเหลืองอร่ามตั้งกระบวนทัพรบเรียงรายบดบังน่านฟ้า ผู้ฝึกตนในชุดเกราะที่สลักอักขระอนันตกาล เหาะเหินอยู่เบื้องหน้าขบวนทัพ รังสีวิญญาณแรกเริ่มนับ 10 สายสอดประสานกัน ก่อตัวเป็น 'วงแหวนแสงพิพากษา' ขนาดยักษ์ที่พร้อมจะบดขยี้ขุนเขาเบื้องล่างให้กลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา!
นี่คือการเคลื่อนทัพครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของ 'วิหารเทพอนันตกาล' ในรอบหลายพันปี! กลิ่นอายของการสังหารและเจตจำนงแห่งดวงตาโลหิต แผ่ซ่านกดทับจนวิญญาณของผู้ฝึกตนที่อ่อนแอกว่าต้องสั่นสะท้าน
กลุ่มสหายยืนหยัดอยู่หน้าปากปล่องเหมืองศิลาปราณที่พังทลาย ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น และเฟิงหลิงเอ๋อร์ ต่างรวบรวมปราณเฮือกสุดท้าย แม้จะเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ต่อเนื่อง ทว่าเจตจำนงการต่อสู้กลับลุกโชนยิ่งกว่าเดิม พวกเขาพร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปให้จงได้!
ทว่า บุรุษชุดดำผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าสุด กลับเพียงแค่นำมือไพล่หลัง นัยน์ตาสีดำสนิทของอาเจีย ทอดมองกองทัพเบื้องบนด้วยแววตาที่เย้ยหยันและเต็มเปี่ยมไปด้วยความเด็ดขาด
"กองทัพนับหมื่น ชุดเกราะทองคำนับหมื่นชุด... อาวุธวิเศษอีกนับไม่ถ้วน..."
อาเจียรำพึงรำพัน มุมปากของชายหนุ่มกระตุกยิ้ม "วิหารเทพช่างมีเมตตายิ่งนัก ส่งกองกำลังที่อัดแน่นไปด้วยทรัพยากรมาให้ข้าถึงหน้าบ้าน! หากข้าหลอมชุดเกราะพวกนี้ คงมีทรัพยากรมากพอจะสร้างค่ายกลคุ้มกันยอดเขาสักสิบลูก!"
คำกล่าวที่ดูเหมือนจะห่วงผลประโยชน์มากกว่าห่วงชีวิต ทำเอากลุ่มสหายถึงกับลอบถอนหายใจ แม้ในยามวิกฤตที่สุด ท่าทีซึนเดเระที่แสร้งทำเป็นหน้าเงินเพื่อกลบเกลื่อนความตึงเครียดของเขาก็ไม่เคยเปลี่ยน!
ในวินาทีที่วงแหวนพิพากษาเบื้องบนกำลังจะกดทับลงมา!
"ศิษย์เอ๋ย... จงเก็บพลังปราณของเจ้าไว้ทะลวงเป้าหมายหลักเถิด... ปล่อยให้มดปลวกพวกนี้ เป็นหน้าที่ของข้า!"
เสียงที่ดังกังวานและทรงภูมิปัญญาดังมาจาก 'พู่กันนิรันดร์' ที่อาเจียกำไว้ในมือซ้าย!
แสงสีเงินยวงที่สว่างวาบเจิดจ้า ระเบิดออกจากปลายพู่กันศิลา! มันพุ่งแหวกอากาศธาตุขึ้นสู่เวหา ไม่ได้พุ่งไปทำลายล้างกองทัพวิหารเทพ ทว่ามันพุ่งขึ้นไปวาดลวดลายถักทอโครงสร้างอักขระขนาดยักษ์กลางอากาศ!
อักขระเหล่านี้มิใช่อักขระมาร และมิใช่อักขระฟ้าดินทั่วไป... แต่มันคือ 'โครงสร้างอักขระมิติ' ที่ถูกดึงกลิ่นอายมาจากแก่นแท้ของพู่กันบรรพกาล!
"ครืนนนนนนนน!!!"
กฎเกณฑ์แห่งพื้นที่และเวลาเหนือน่านฟ้าเทือกเขาดำ พลันเกิดการ 'ทับซ้อน' อย่างรุนแรง!
ราวกับมีมิติอีกผืนหนึ่ง ถูกดึงลงมาทาบทับกับโลกความเป็นจริง! มิติเบื้องบนสั่นสะเทือน ภาพของภูเขาน้ำแข็ง ทุ่งดาราเรืองแสง และป่าพฤกษาสวรรค์ ปรากฏขึ้นซ้อนทับกับหมู่เมฆสีโลหิตและกองทัพข้าศึก!
"นั่นมัน... กฎเกณฑ์อันใดกัน! พวกมันกำลังดึงมิติเอกเทศมาทับซ้อนกับทวีปหุบเขาต้องห้าม!" ผู้ฝึกตนวิญญาณแรกเริ่มของวิหารเทพเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง! กฎเกณฑ์ที่พวกมันคุ้นเคยกำลังถูกแทรกแซงและดัดแปลง!
ท่ามกลางแสงสีเงินยวงที่อาบย้อมผืนฟ้า... ร่างของปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติ!
'มู่เฉิน'!
ทว่า บัดนี้ ร่างกายของเขามิใช่เพียงจิตวิญญาณโปร่งแสงอีกต่อไป! อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะบัดพลิ้ว เส้นผมสีดำขลับยาวสยาย ใบหน้าหล่อเหลาที่แฝงด้วยความสงบนิ่งและลึกล้ำ
สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องลืมหายใจ คือกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา! มันคือ 'ร่างเนื้ออักขระบรรพกาล' ที่ถูกหล่อหลอมขึ้นใหม่จากทรัพยากรล้ำค่าที่อาเจียปล้นมา! ร่างเนื้อนี้อัดแน่นไปด้วยโครงสร้างอักขระนับล้านตัว ก้าวล่วงขีดจำกัดของวิญญาณ เข้าสู่สภาวะ 'วิญญาณแรกเริ่มขั้นสมบูรณ์' อย่างแท้จริง!
และที่ลอยตัวอยู่เคียงข้างเขา คือดรุณีน้อยผมสีเงินยวง 'องค์หญิงน้อย' จิตวิญญาณแท้จริงของพู่กันนิรันดร์ นางประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์อักขระ สองมือกอดอก นัยน์ตาเชิดรั้นทอดมองกองทัพเบื้องหน้าด้วยความหยิ่งยโส!
"ไอ้พวกสุนัขรับใช้กฎเกณฑ์จอมปลอม! กล้าเอาค่ายกลสวะพวกนี้ มารังแกคนหน้าเงินของข้าเชียวหรือ!"
องค์หญิงน้อยประกาศลั่น เสียงใสของนางดังก้องไปทั่วฟ้า! "วันนี้ ข้าจะสั่งสอนให้พวกเจ้าได้รู้ ว่า 'กฎเกณฑ์' ที่พวกเจ้าภูมิใจนักหนา เมื่อมาเจอ 'อำนาจโลกใบเล็ก' ของข้า มันก็เป็นได้แค่ของเล่นเด็ก!"
นางสะบัดมือน้อยๆ พุ่งปราณวิญญาณเข้าผสานกับพู่กันนิรันดร์ในมือของอาเจีย!
"โครงสร้างมิติเอกเทศ... ทับซ้อนกฎเกณฑ์... ปลดแอก!"
สิ้นคำตวาดขององค์หญิงน้อย! ภาพสะท้อนของมิติโลกใบเล็กที่ลอยซ้อนทับอยู่เบื้องบน พลัน 'ทิ้งตัว' ลงมาครอบงำกองทัพวิหารเทพอนันตกาลอย่างสมบูรณ์!
"อ๊ากกกก!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วท้องฟ้า! กองทัพพยนต์เทวะนับหมื่น และผู้ฝึกตนชุดเกราะทองคำ ทันทีที่ถูกมิติโลกใบเล็กทับซ้อน กฎเกณฑ์การลอยตัว อำนาจแห่งฟ้าดิน และปราณวิญญาณที่หล่อเลี้ยงพวกมัน... ถูก 'ตัดขาด' อย่างสิ้นเชิง!
เพราะในมิติโลกใบเล็กแห่งนี้... ผู้กุมกฎเกณฑ์สูงสุด มิใช่ดวงตาโลหิต ทว่าคือ อาเจีย มู่เฉิน และองค์หญิงน้อย!
ร่างของกองทัพศัตรูนับหมื่น สูญเสียปราณคุ้มกาย ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าประหนึ่งห่าฝนดาวตกสีทอง! พยนต์เทวะกระแทกพื้นศิลาแหลกละเอียด ผู้ฝึกตนในชุดเกราะกระอักเลือดกระดูกหักระนาว การตั้งค่ายกลอันหยิ่งยโสพังทลายลงในพริบตาเพียงเพราะถูก 'เปลี่ยนสถานที่' ในการต่อสู้!
"เป็นไปได้อย่างไร... นี่มันค่ายกลมิติระดับใดกัน! มันลบล้างอำนาจของดวงตาโลหิตได้สมบูรณ์แบบ!" ขุนพลระดับวิญญาณแรกเริ่มที่พยายามฝืนประคองตัวลอยอยู่ ร้องคำรามด้วยความหวาดผวา
"วิถีเต๋าของข้า... สอนไว้ว่าการใช้อำนาจกดขี่ผู้อื่น คือวิถีของคนขลาด"
มู่เฉินก้าวเดินทะยานลงมาจากฟากฟ้า ทุกย่างก้าวของปรมาจารย์ ทำให้มิติโลกใบเล็กสั่นกระเพื่อม! "และผลลัพธ์ของคนขลาด ที่บังอาจมาทำร้ายลูกศิษย์ของข้า... คือการถูกบดขยี้!"
มู่เฉินพลิกฝ่ามือ! ไม่ได้ร่ายรำวิชา ไม่ได้ชักศัสตราวิเศษ ทว่าเขาใช้เพียง 'เจตจำนง' ควบคุมกฎเกณฑ์ของโลกใบเล็กที่ทับซ้อนอยู่!
"มหาอักขระบรรพกาล... ภูผาพินาศ!"
ยอดเขาน้ำแข็งจำลอง และทุ่งดาราในภาพทับซ้อน พลันกลายสภาพเป็น 'โครงสร้างอักขระขุนเขา' ขนาดยักษ์นับสิบลูก! แต่ละลูกอัดแน่นด้วยน้ำหนักที่มหาศาล ทิ้งตัวลงมากระแทกใส่ร่างของขุนพลวิหารเทพที่เหลือรอด!
"ตูมมมมมมมมมมมมมมมม!!!"
แรงปะทะระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นสมบูรณ์ที่ผสานอักขระมิติ บดขยี้ผู้ฝึกตนของสวรรค์จอมปลอมจนร่างแหลกละเอียด! เสียงกัมปนาทดังก้องกังวาน เลือดสีทองคำสาดกระเซ็นย้อมหุบเขาสีดำให้กลายเป็นสมรภูมิ!
การปรากฏตัวของปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ พลิกโฉมหน้าสงครามให้กลายเป็นการกวาดล้างเพียงฝ่ายเดียว!
ท่ามกลางเศษซากของกองทัพที่ร่วงหล่น... อาเจียยืนมองดูผลงานของอาจารย์ด้วยรอยยิ้มที่เด็ดขาด ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนเห็นขุมทรัพยากรกำลังตกลงมาตรงหน้า
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ยอดเยี่ยมมากท่านอาจารย์! การทุบด้วยอักขระขุนเขา มันช่วยรักษาชุดเกราะให้คงสภาพเดิมไว้ได้เยอะทีเดียว!"
อาเจียกล่าวเชียร์ ท่ามกลางสายตาของกลุ่มสหาย "เจ้าสัว! เจ้าถุงเงิน! พวกมดปลวกร่วงลงมาให้เก็บแล้ว! ไปริบทรัพยากรพวกมันให้เกลี้ยง อย่าให้เหลือแม้แต่เศษวิญญาณ!"
"รับทราบขอรับนายท่าน! งานรวบรวมทรัพย์สินศพ คืองานศิลปะของข้าน้อย!"
เจ้าสัวในร่างทองคำขาว พุ่งพรวดออกไปประหนึ่งสายฟ้า มันใช้มืออักขระงัดแงะแหวนมิติและชุดเกราะออกจากร่างศัตรูอย่างคล่องแคล่ว ส่วนเจ้าถุงเงินก็ใช้เส้นใยมิติ ล้วงกระเป๋าพวกที่ยังไม่ทันตายอย่างรวดเร็ว พยนต์ทั้ง 2 ทำงานผสานกันราวกับมืออาชีพ!
"ศิษย์พี่อาเจีย... ท่านนี่มัน... แม้แต่ในยามที่ปรมาจารย์กำลังแสดงพลัง ท่านก็ยังไม่วายคิดแต่เรื่องรวบรวมทรัพยากร..." เฟิงหลิงเอ๋อร์ส่ายหน้า ทว่านางก็อดขำไม่ได้กับวิถีทางที่เสมอต้นเสมอปลายนี้
มู่เฉินร่อนตัวลงมายืนเบื้องหน้ากลุ่มสหาย อาภรณ์สีขาวยังคงบริสุทธิ์ไร้รอยเลือด ปรมาจารย์หันมามองอาเจียด้วยรอยยิ้มบางๆ
"การผสานอักขระมิติโลกใบเล็กนี้... ผลาญปราณวิญญาณและทรัพยากรไปมหาศาล ข้าคงออกมาร่ายรำเช่นนี้ได้ไม่นานนักหรอกนะ..." มู่เฉินเอ่ยเตือน "ทวีปหุบเขาต้องห้ามนี้ มีกฎเกณฑ์ที่ต่อต้านสิ่งแปลกปลอมอย่างรุนแรง หากข้าอยู่นอกโลกใบเล็กนานเกินไป ร่างเนื้ออักขระนี้จะถูกดวงตาโลหิตเพ่งเล็งและทำลาย"
"ท่านอาจารย์ไม่ต้องกังวล!" อาเจียยืดอกอย่างภาคภูมิใจ "ทรัพยากรที่ท่านผลาญไปเมื่อครู่ ข้าจะให้พวกพยนต์ไปรวบรวมคืนมาจากซากศพพวกนี้ให้คุ้มค่า! การต่อสู้ย่อมมีความสูญเสีย แต่หลักการของข้าคือ... บังคับให้ศัตรูชดใช้ความสูญเสียนั้นแทน!"
หลินชิงเสวี่ยก้าวออกมาเบื้องหน้า สตรีน้ำแข็งประสานมือคารวะมู่เฉินอย่างนอบน้อม "ท่านปรมาจารย์... การที่ท่านมีร่างเนื้อ หมายความว่าท่านสามารถร่วมรบกับพวกเรา บุกทะลวงวิหารเทพอนันตกาลได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ?"
มู่เฉินส่ายหน้าช้าๆ แววตาของเขาลึกซึ้งและแฝงด้วยความจริงจัง
"วิหารเทพอนันตกาล... มิใช่สถานที่ที่อาศัยเพียงกำลังจะทะลวงเข้าไปได้ง่ายๆ" ปรมาจารย์ทอดสายตามองไปยังเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ไกลออกไป "มหาค่ายกลพิพากษาที่ปกป้องวิหารนั้น ถูกหล่อเลี้ยงด้วย 'ดวงตาโลหิต' โดยตรง หากเราบุกเข้าไปโดยพลการ ต่อให้มีโลกใบเล็กทับซ้อน ก็อาจถูกอำนาจของดวงตาโลหิตฉีกกระชากจนแหลกสลายพร้อมกันทั้งหมด..."
"เช่นนั้นเราจะทำเช่นไร?" ฉินมู่หลางถามด้วยความกังวล
อาเจียแสยะยิ้มที่เด็ดขาดที่สุด ชายหนุ่มล้วงเอา 'ป้ายหยกสุสานเทพ' ที่เขาช่วงชิงมาจากลานประมูล ออกมาเดาะเล่นในมือ!
"ท่านอาจารย์... ท่านลืมไปแล้วหรือ ว่าพวกเรามี 'กุญแจสำคัญ' อยู่ในมือ!"
อาเจียชูป้ายหยกสีเลือดขึ้นสูง "ในเมื่อการทำลายค่ายกลจากภายนอกมันเสี่ยงที่จะถูกแว้งกัด... เช่นนั้น วิถีเต๋าของข้าก็คือ... เราจะแทรกซึมเข้าไป แล้วทลายรากฐานของมันจากด้านในซะ!"
แผนการที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ ปลุกเร้าให้ทุกคนเบิกตากว้าง!
"เจ้าหมายความว่า..." เฟิงอี้หรานตาลุกวาว "เราจะลอบเข้าไปในมหาค่ายกล แล้วปิดการทำงานของมันจากด้านใน!"
"ถูกต้อง!" อาเจียกำป้ายหยกแน่น นัยน์ตาสีดำสนิทสาดประกายมุ่งมั่น "ป้ายหยกนี้ คือกุญแจที่จะนำเราทะลวงผ่านรากฐานของวิหารเทพ ลงสู่ 'สุสานเทพบรรพชน' ที่ซ่อนอยู่เบื้องล่าง! เมื่อเราเข้าไปถึงแกนกลางของพวกมันได้... เราจะทำลายรากฐานของวิหารเทพ และทวงคืนทรัพยากรทั้งหมดที่พวกมันกดขี่ไป!"
ชายหนุ่มหันไปมองเหมืองที่เพิ่งผ่านการกวาดล้าง นึกถึงสหายร่วมสุราที่ล่วงลับ
‘ต้วนเทียน... ข้าสัญญากับเจ้าไว้แล้ว... ว่าข้าจะทวงคืนความยุติธรรมให้แก่หยาดน้ำตาและชีวิตของพี่น้องเจ้า... ข้าจะทำให้วิหารเทพอนันตกาล ต้องชดใช้!’
มู่เฉินมองดูศิษย์รักด้วยความภาคภูมิใจ ผู้ที่สามารถผสมผสานความเด็ดขาด ความโหดเหี้ยม และมิตรภาพที่ฝืนลิขิต... นี่คือผู้แสวงมรรคที่แท้จริง!
"เอาล่ะ... ในเมื่อกุญแจอยู่ในมือ... ก็ถึงเวลาที่เราจะไปบดขยี้วิหารเทพกันอย่างเป็นทางการ!" อาเจียประกาศก้อง!
กลุ่มสหายโห่ร้องรับคำบัญชา! การเตรียมตัวบุกทะลวงศูนย์กลางอำนาจของทวีปหุบเขาต้องห้าม ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว! มหานาวาปราณแห่งสูญตา กำลังจะนำพามัจจุราชชุดดำ ไปเยือนวิหารเทพอนันตกาล เพื่อเปิดโปงความลับของดวงตาโลหิต และไขปริศนาแห่งชาติกำเนิดของตนเอง!