ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 339 : ทรรศนะผกผันสยบฟ้า

จารึกที่ 339 : ทรรศนะผกผันสยบฟ้า : หมึกโลหิตปฐมกาลสะบั้นโองการเทวะ


ตูมมมมม!


ผืนน้ำสีเขียวมรกตอันกว้างใหญ่ไพศาลของทะเลสาบหมึกวารีที่ตั้งอยู่ใจกลางสำนักหมื่นอักขระ พลันระเบิดพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าประดุจเสามังกรวารีสีเงินยวงขนาดยักษ์พุ่งทะยานเสียดชั้นเมฆ มหานาวาปราณสูญตาที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งการแผดเผาและเศษซากความบอบช้ำจากการศึกหนักในคุกมืดใต้พิภพ พุ่งแหวกม่านน้ำมหาศาลขึ้นสู่โลกภายนอกอย่างอหังการ โครงสร้างไม้หยกดำของตัวเรือสั่นสะท้านส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะท้าทายแรงกดดัน ทว่ากลกลไกฟ้าอันลี้ลับที่ถูกห่อหุ้มด้วยโดมความว่างเปล่าสัมบูรณ์ยังคงทำหน้าที่พยุงลำเรือให้ลอยเด่นอยู่เหนือยอดเขาอย่างมั่นคง ทิ้งระลอกคลื่นใต้น้ำที่ม้วนตลบไว้เบื้องหลัง


ทว่า ทันทีที่ตัวเรือเหาะหลุดพ้นจากห้วงน้ำอันเยือกเย็น ทัศนียภาพของโลกเซียนภายนอกที่ปรากฏสู่สายตาของทุกคน กลับมิใช่ความสงบสงัดแห่งผืนฟ้าที่ประดับด้วยหมู่ดาวดั่งเช่นยามปกติ


ท้องฟ้าเหนือขอบเขตขุนเขานับพันลี้ของสำนักหมื่นอักขระ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีทองคำม่วงอันน่าสะพรึงกลัว ชั้นเมฆมงคลที่เคยไหลเวียนอย่างอ่อนโยนถูกฉีกกระชากออกเป็นรอยแยกมิติขนาดมหึมาทอดตัวยาวประดุจบาดแผลฉกรรจ์บนผืนนภา และ ณ ใจกลางของรอยแยกมิตินั้น **"ดวงเนตรแห่งทัณฑ์สวรรค์"** ขนาดยักษ์ประดุจดวงอาทิตย์สีโลหิตแฝงประกายม่วง ได้เบิกเนตรเปิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ รูม่านตาอันเยือกเย็นและไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกจับจ้องตรงลงมายังเบื้องล่าง รังสีแห่งการลบเลือนและแรงกดดันระดับเซียนอมตะขั้นสูงสุดแผ่ซ่านลงมากดทับสรรพสิ่งจนพื้นที่อากาศธาตุรอบด้านปริแตกร้าวประดุจกระจกเงาที่กำลังจะแหลกสลาย


ม้วนราชโองการสวรรค์สีทองคำขนาดยักษ์ที่ถักทอขึ้นจากสายฟ้าแห่งสัจธรรมค่อยๆ คลี่คลายตัวลงมาจากดวงเนตรยักษ์ อักษรแต่ละตัวบนม้วนโองการเรืองรองด้วยจิตเจตจำนงสังหารอันลึกล้ำ บ่งบอกถึงบัญชาสูงสุดจากวิหารเทพอนันตกาลที่มุ่งหมายจะลบเลือนตัวตนของสำนักหมื่นอักขระให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์และวัฏสงสารอย่างถาวร


บนยอดเขาและตำหนักน้อยใหญ่ของสำนัก บรรดาศิษย์รุ่นเยาว์และผู้อาวุโสนับหมื่นคนต่างพากันทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นศิลาขาว ร่างกายของพวกเขาสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม พลังปราณปฐมกาลอันมหาศาลที่เพิ่งจะปะทุขึ้นมาจากแก่นภพใต้ดินจนทำให้ตบะของพวกเขาเพิ่มพูนขึ้นเมื่อครู่ บัดนี้กลับถูกแรงกดดันจากสรวงสวรรค์สะกดข่มจนเส้นชีพจรแทบหยุดหมุน เสียงระฆังเต๋าของสำนักดังกังวานก้องอย่างถี่รัวประดุจเสียงร้องเตือนถึงวันสิ้นโลก


บนดาดฟ้าเรือหยกดำ อาเจียหยัดยืนตรงอยู่บนหัวเรืออย่างสง่างามและเยือกเย็น ผ้าคลุมสีเทาที่ขาดวิ่นและชโลมไปด้วยหยาดโลหิตสะบัดพลิ้วตามกระแสลมพายุอสนีบาต ใบหน้าของเด็กหนุ่มซูบซีดจากการฝืนรับภาะส่งผ่านพลังงานแก่นภพใต้ดิน ทว่าดวงตาแห่งความว่างเปล่าของเขากลับไม่มีความหวาดกลัวหรือหวั่นไหวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มันลึกล้ำและเยือกเย็นประดุจห้วงสุญญากาศที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ในมือขวาของเขา พู่กันนิรันดร์เปล่งรัศมีแสงสีเทาลึกล้ำของ **"สมอแห่งเต๋า"** ออกมาจางๆ สอดประสานกับลวดลายอักขระสวรรค์นับหมื่นตัวที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนังของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ


มู่เฉิน ก้าวเดินออกมายืนเคียงข้างศิษย์รัก แผ่นหลังของปรมาจารย์ผู้เฒ่าเหยียดตรงประดุจต้นสนเหล็กกล้า ร่างเนื้ออักขระบรรพกาลอันสมบูรณ์แบบของท่านแผ่ปราณเซียนแท้ออกไปประสานเข้ากับค่ายกลป้องกันของสำนักเบื้องล่างเพื่อช่วยบรรเทารอยร้าว แววตาของผู้อาวุโสลุกโชนด้วยเพลิงโทสะที่หักหาญสวรรค์


"พวกมันลงมือรวดเร็วนัก..." มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี "ดวงเนตรแห่งทัณฑ์สวรรค์ดวงนี้ แฝงไว้ด้วยจิตเจตจำนงของราชันย์เซียนผู้ควบคุมกฎเกณฑ์เบื้องบน การที่รากฐานใต้ดินของพวกเราฟื้นคืนชีพ ทำให้พวกมันตื่นตระหนกจนต้องเร่งส่งราชโองการกวาดล้างลงมาทันที"


วูบ!


ละอองแสงสีเงินสว่างวาบขึ้นเหนือลำเรือ องค์หญิงน้อย จิตวิญญาณแห่งพู่กันนิรันดร์ ปรากฏกายขึ้นลอยอยู่กลางอากาศ ใบหน้าเล็กๆ ของนางชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อวิญญาณ แววตาขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังและเด็ดขาด "อาเจีย! ม้วนราชโองการสวรรค์นั่นอัดแน่นไปด้วยกฎเกณฑ์ 'ลบเลือนพิกัด' หากมันร่วงหล่นลงมากระทบผืนดิน สำนักหมื่นอักขระทั้งหมดจะถูกลบหายไปจากมิติปัจจุบันทันที! ข้าจะใช้พลังวิญญาณทั้งหมดประคองแกนอักขระในตัวพู่กันไว้ เจ้าต้องหาวิธีรื้อถอนสมการสายฟ้านั่นให้ได้ ห้ามพลาดเด็ดขาดนะ!"


คำเตือนขององค์หญิงน้อยทำให้ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย และเย่ปิงอวิ๋น ที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบก้าวเข้ามาตั้งหลัก ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด เจตจำนงกระบี่และเพลิงอัคคีในร่างของพวกเขาถูกรีดเค้นออกมารวมกันจนก่อเกิดเป็นม่านพลังปกป้องดาดฟ้าเรือ


"อาเจีย... ศึกครานี้ใหญ่หลวงนัก" ฉินมู่หลางเอ่ย เสียงของยอดกระบี่หนุ่มหนักแน่น "พลังของดวงเนตรนั่นก้าวข้ามขีดจำกัดของขอบเขตวิญญาณแรกเริ่มไปไกลลิบ พวกเราจะร่วมมือกับเจ้าต้านทานมันเอง"


อาเจียไม่ได้ตอบรับด้วยความหุนหันพลันแล่น เขาหันไปมองสหายทุกคนและอาจารย์ผู้มีพระคุณ ก่อนจะเบนสายตากลับไปจับจ้องดวงเนตรยักษ์บนท้องฟ้า เด็กหนุ่มพลันตีหน้าเศร้า แววตาแฝงความโศกเศร้า รันทดใจ และเมตตาต่อสรรพชีวิตเบื้องล่างอย่างถึงที่สุด น้ำเสียงของเขาเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแหบพร่าทว่าดังกังวานแทรกซึมทะลุผ่านเสียงอสนีบาต ดังก้องเข้าไปในโสตประสาทของศิษย์หมื่นอักขระทุกคนและเจตจำนงสวรรค์เบื้องบน


"สรวงสวรรค์ชั้นฟ้าอ้างตนเป็นผู้ถือครองลิขิตเต๋าอันเที่ยงตรง ประกาศราชโองการพิพากษาลงทัณฑ์ผู้ล่วงละเมิดกฎสวรรค์ประหนึ่งผู้ทรงธรรม..." อาเจียส่ายหน้าช้าๆ ทอดถอนใจยาวด้วยความอนาถใจ "ทว่าเบื้องหลังความสูงส่งอันงดงาม พวกท่านกลับซ่อนคุกมืดล่ามโซ่ทรมานวิญญาณบรรพชนของพวกข้าไว้ใต้ผืนดินมานานนับพันปี สูบกลืนสายแร่ปราณเพื่อบำเรออำนาจอันจองหองของวิหารเทพอนันตกาล... ทันทีที่ความจริงถูกเปิดเผย ทันทีที่คนตายได้รับการปลดปล่อย พวกท่านกลับตื่นตระหนกจนต้องส่งดวงเนตรทัณฑ์สวรรค์ลงมาเพื่อปิดปากและทำลายล้างผู้บริสุทธิ์... การใช้อำนาจบาตรใหญ่เพื่อปกปิดความผิดและคำลวงของตนเอง ช่างเป็นสัจธรรมที่น่าสมเพชและขลาดเขลายิ่งนัก!"


วาจาที่เปี่ยมด้วยความชอบธรรมและอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของอาเจีย ดังก้องสะท้อนฟ้าดิน! มันมิใช่การท้าทายด้วยความโอหัง ทว่ามันคือการดึงเอาเจตจำนงแห่งความจริงที่เขาได้รับสืบทอดมาจากดวงวิญญาณอักษรบรรพชนนับหมื่นดวงใต้ดินออกมาประกาศให้โลกเซียนได้รับรู้


เมื่อถ้อยคำอันชอบธรรมนี้แผ่ซ่านออกไป คลื่นพลังงานความก้าวร้าวของม้วนราชโองการสวรรค์ที่กำลังมุ่งหมายจะลบเลือนสำนัก พลันเกิดสภาวะขัดแย้งกับหลักเกณฑ์เต๋าปฐมกาลของผืนดินควบคุมเบื้องล่าง สมการทำลายล้างของศาลสวรรค์เกิดรอยร้าวและสะดุดหยุดชะงักลงชั่วสามลมหายใจ!


"ข้าเห็นรอยต่อของรหัสลับแล้ว! องค์หญิงน้อย จัดวางตำแหน่งมหาภาวะซวี!" อาเจียส่งกระแสจิตสั่งการอย่างเฉียบขาด แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความสุขุมและเจ้าเล่ห์ลึกล้ำในทันที


"รับบัญชา! ข้ากางผืนกระดาษวิญญาณรอรับอยู่แล้ว!" องค์หญิงน้อยตอบรับเสียงหนักแน่น นางแผ่พุ่งพลังวิญญาณระดับตำนานเข้าห่อหุ้มแกนกลางพู่กันนิรันดร์จนขนพู่กันทอประกายเรืองรอง


อาเจียไม่ได้ทะยานร่างพุ่งเข้าไปปะทะกับสายฟ้าสัมบูรณ์อย่างโง่เขลา เพราะเขารู้ดีว่าตบะในปัจจุบันของเขามิอาจหักหาญกับเซียนอมตะตรงๆ ได้ เขาต้องใช้สถานะผู้กำหนดอักขระในการรื้อถอนและเขียนข้อกำหนดใหม่ทับลงไปบนพลังโจมตีของศัตรู!


เด็กหนุ่มชูพู่กันนิรันดร์ขึ้น จรดปลายพู่กันวาดสัญลักษณ์วงกลมมหาภาวะซวี ( ⦾ ) ขนาดมหึมาขึ้นกลางอากาศธาตุเหนือสำนักหมื่นอักขระ วงกลมความว่างเปล่านั้นแผ่ขยายรัศมีออกไปกว้างไกลนับร้อยลี้ ครอบคลุมพื้นที่ขุนเขาทั้งหมดเอาไว้ จากนั้นเขาใช้น้ำหมึกโลหิตปฐมกาลในร่าง จารึกอักขระหลิง 零 (หลิง) ลงตรงกึ่งกลางรอยต่อของค่ายกลสวรรค์ที่สะดุดเมื่อครู่ เขาผสานสมการ 'สมอแห่งเต๋า' ในแก่นวิญญาณเพื่อตรึงพิกัดของสำนักไว้กับแก่นภพใต้ดิน ไม่ให้กฎเกณฑ์ลบเลือนของศัตรูสามารถขยับเขยื้อนพิกัดมิติได้


"มหาเวทสูญตา... สมอแห่งเต๋าสะบั้นลิขิตฟ้า พลิกผันรอยหมึกกลืนนภา!"


ครืนนนนนน!


เมื่อม้วนราชโองการสวรรค์ร่วงหล่นลงมากระทบกับม่านพลังความว่างเปล่าของอาเจีย พลังทำลายล้างระดับราชันย์เซียนพลันระเบิดปะทุออกเป็นสายฟ้าสัจธรรมสีทองคำม่วงนับหมื่นสาย หมายจะบดขยี้มหาภาวะซวีให้แหลกสลาย ทว่าอักขระหลิงของอาเจียไม่ได้ทำหน้าที่ต่อต้าน ทว่ามันทำหน้าที่เป็น 'ตัวแปรผกผัน' รื้อถอนโครงสร้างความก้าวร้าวของสายฟ้าเหล่านั้น แล้วชี้นำให้พวกมันไหลเวียนตามวงกลม ( ⦾ ) แปรสภาพจากพลังทำลายล้าง กลายเป็นพลังงานดิบที่ไร้รูปประดุจน้ำหมึกที่ยังมิได้คัดลายมือ!


เปรี๊ยะ! แกร็ก! ตูมมมมม!


พลังงานย้อนศรอันมหาศาลจากการพลิกผันสัจธรรมกระแทกกลับเข้าสู่ร่างกายของอาเจียอย่างรุนแรง เส้นชีพจรทั่วร่างของเด็กหนุ่มปริแตกออกอีกครา โลหิตสีแดงสดพุ่งกระฉอกออกจากทวารทั้งเจ็ด ร่างของเขาทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นกระดานเรือหยกดำ ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนสั่นสะเทือนปั่นป่วนจนเกือบจะระเบิดแตกดับ บาดแผลและภาระจากการเผชิญหน้ากับกฎเกณฑ์เซียนอมตะขั้นสูงสุดนั้นหนักหน่วงเกินกว่าร่างเนื้อของปุถุชนจะรับไหว


"อาเจีย!" มู่เฉินและสหายทุกคนร้องเตือนด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อเห็นร่างกายของเขาเริ่มมีรอยร้าวเรืองแสงสีทองคำม่วงแผ่ซ่านออกมา


"อย่าเพิ่งเข้ามาขอรับ..." อาเจียกัดฟันกรอด ฝืนระงับความเจ็บปวดลึกล้ำถึงแก่นวิญญาณ แววตาของเขาไม่ได้ท้อแท้ ทว่ากลับลุกโชนด้วยประกายแห่งการตระหนักรู้อันยิ่งใหญ่ "ล้มเหลว... ข้าเข้าใจข้อบกพร่องของสมการแล้ว เจตจำนงของราชันย์เซียนบนฟากฟ้านั้นหนาหนักเกินไป ข้าพยายามจะแปรสภาพมันภายนอก ทว่าแก่นแท้ของมันยังคงปฏิเสธความว่างเปล่า... ข้าต้องใช้ 'ชีวิตและสายใยภักดี' ของแผ่นดินนี้ เป็นน้ำหมึกประสานโครงสร้าง!"


เด็กหนุ่มฝืนกายหยัดยืนขึ้นอีกครั้ง ร่างกายของเขาอาบชุ่มไปด้วยหยาดโลหิตท่วมกาย ทว่าแผ่นหลังกลับตั้งตรงประดุจทวนเหล็กกล้าที่พร้อมจะทะลวงผ่านทุกมรรคาฟ้า ความกดดันแสนสาหัสและบาดแผลฉกรรจ์เบื้องหน้านี้ มิได้ทำให้จิตวิญญาณเต๋าของเขาหดฝ่อ ทว่ามันคือตัวกระตุ้นขั้นสุดท้ายที่จะขัดเกลาให้รากฐานของเขาบรรลุถึงขีดสุดของการเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์!


"บรรพชนทุกท่าน! ศิษย์สำนักหมื่นอักขระทุกคน! จงมอบจิตเจตจำนงแห่งการอยู่รอดของพวกท่านให้แก่พู่กันของข้า!" อาเจียแผดเสียงคำรามลั่น


วูบ! วูบ! วูบ!


ดวงวิญญาณอักษรบรรพกาลนับหมื่นดวงที่เพิ่งลอยขึ้นมาจากใต้ดิน พร้อมด้วยเสียงสวดท่องเต๋าของศิษย์นับหมื่นบนผืนดิน พลันแปรสภาพเป็นสายใยพลังงานสีทองคำบริสุทธิ์ พุ่งทะยานเข้าหลอมรวมกับพู่กันนิรันดร์ในมือของเขา องค์หญิงน้อยแผดเสียงใสแจ๋ว ควบแน่นพลังวิญญาณระดับตำนานทั้งหมดเข้าประสานรอยร้าวในแกนอักขระอย่างสุดกำลัง!


อาเจียกรีดโลหิตจากหัวใจตนเองพ่นใส่ปลายพู่กัน ตวัดวาดจารึกอักขระสูญตาบทใหม่ที่ผสาน 'สมอแห่งเต๋า' และ 'เจตจำนงแห่งชีวิต' ครอบทับดวงเนตรแห่งทัณฑ์สวรรค์บนท้องฟ้าโดยตรง!


"มหาค่ายกลสูญตา... รอยหมึกปฐมกาลกลับตาลปัตร กลืนเนตรสยบสวรรค์!"


เปี้ยงงงงงงงง!


เสาแสงสีเทาเงินอัดแน่นด้วยน้ำหนักของเอกภพปฐมกาลพุ่งทะยานออกจากปลายพู่กันนิรันดร์ ทะลวงฝ่าชั้นเมฆสีทองคำม่วงเข้าประทับลงบนดวงเนตรแห่งทัณฑ์สวรรค์ขนาดยักษ์โดยตรง! มันมิใช่การปะทะด้วยกำลังทำลายล้าง ทว่าเป็นการที่อาเจียใช้สถานะผู้กำหนดกฎเกณฑ์ บังคับให้กฎเกณฑ์การลบเลือนของศัตรูต้อง 'กลืนกินตนเอง' ตามตรรกะผกผัน!


เมื่อสมอแห่งเต๋าปักตรึงดวงเนตรยักษ์ ม้วนราชโองการสวรรค์สีทองคำพลันบิดเบี้ยวและฉีกขาดออกจากกัน ตัวอักษรสัจธรรมสวรรค์นับแสนตัวถูกรื้อถอนโครงสร้างและแปรสภาพกลายเป็น **"น้ำหมึกปราณปฐมกาล"** สีทองเงินอันบริสุทธิ์ ทะลักทลายร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าประดุจสายฝนมลคลไหลเวียนเข้าสู่ทะเลสาบหมึกวารีและค่ายกลป้องกันของสำนักหมื่นอักขระจนเสถียรภาพและแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมนับร้อยเท่า!


ดวงเนตรแห่งทัณฑ์สวรรค์ยักษ์ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความอัปยศ รูม่านตาสีโลหิตแตกร้าวเสียหายจากการถูกความว่างเปล่าย้อนศรกลับไปทำลายโครงสร้างจากภายใน มันไม่อาจทนรับสมการผกผันของอาเจียได้อีกต่อไป จึงจำต้องปิดเนตรลงอย่างเร่งด่วนและหดเลิกถอยร่นกลับคืนสู่วิหารเทพอนันตกาลผ่านรอยแยกมิติที่ปิดตัวลงราวกับสุนัขขี้แพ้ ทิ้งไว้เพียงท้องฟ้าของทวีปเซียนที่กลับคืนสู่ความมืดมิดอันเงียบสงบและบริสุทธิ์ดั่งเดิม


วิกฤตการณ์ระดับกวาดล้างสำนักถูกสยบลงด้วยสติปัญญาและอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่!


บนดาดฟ้าเรือ อาเจียทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิ เลือดไหลออกทางทวารทั้งเจ็ด ร่างกายบอบช้ำจนถึงขีดสุด ทว่าดวงตาแห่งความว่างเปล่าของเขากลับสาดประกายลึกล้ำประดุจมหาสมุทร ละอองอักขระสวรรค์และเจตจำนงระดับเซียนอมตะที่หลุดพ้นจากค่ายกลเมื่อครู่ ถูกสมอแห่งเต๋าในร่างดึงดูดเข้ามาบีบอัดจัดเรียงเข้าสู่ 'ชั้นหนังสือวิญญาณ' ในจุดตันเถียนอย่างสมบูรณ์แบบ รากฐานเต๋าของเขาถูกขยายขนาดกว้างใหญ่ไพศาลจนกลั่นตัวเป็นหยดน้ำแห่งสัจธรรมจารึกลงในแก่นวิญญาณ บ่งบอกถึงความพร้อมขั้นสูงสุดสำหรับการก้าวข้ามขีดจำกัดมนุษย์ สู่ขอบเขตเซียนมนุษย์ในอนาคตอันใกล้


มู่เฉินรีบก้าวเข้ามาประคองร่างศิษย์รัก แววตาของปรมาจารย์ผู้เฒ่าเต็มไปด้วยความศรัทธาและตื้นตันใจอย่างที่สุด "เจ้าทำได้... เจ้าก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้กำหนดกฎแห่งอักขระที่แท้จริงแล้ว อาเจีย เจ้าใช้ปัญญาและความเมตตาปกป้องสำนักและปลดปล่อยบรรพชนได้สำเร็จ"


องค์หญิงน้อยลอยตัวออกมาจากพู่กันนิรันดร์ นางเอื้อมมือเล็กๆ ที่สั่นเทาไปแตะหน้าผากของเขาเบาๆ เพื่อช่วยจัดระเบียบพลังงานวิญญาณ แววตาขี้เล่นหายไปหลงเหลือเพียงความเชื่อฟังและภาคภูมิใจ "เจ้ามนุษย์ดื้อรั้น... สมการครานี้ของเจ้าช่างไร้ที่ติยิ่งนัก ข้า... ข้าเต็มใจจะแบกรับมรรคานี้ไปพร้อมกับเจ้า"


อาเจียแย้มยิ้มบางเบาอย่างสง่างาม แม้ใบหน้าจะซีดเซียว ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างกลับหนักอึ้งและน่าเกรงขามประดุจขุนเขา เขากระชับพู่กันนิรันดร์ในมือแน่น ทอดสายตาจับจ้องไปยังขอบฟ้าอันไกลโพ้น ที่ซึ่งพายุลูกใหม่ระดับโลกเซียนกำลังก่อตัวขึ้นจากการที่วิหารเทพอนันตกาลสูญเสียหน้าตาและศัสตราควบคุม


"นี่เป็นเพียงการก้าวผ่านด่านแรกเท่านั้นขอรับ ท่านอาจารย์..." อาเจียเอ่ยกระซิบ แววตาสาดประกายความอหังการท้าทายลิขิตฟ้า "สวรรค์จอมปลอมสูญเสียดวงเนตรทัณฑ์สวรรค์ไป ย่อมต้องส่งตัวตนที่น่ากลัวกว่าเดิมลงมา ทว่า ตราบใดที่สมอแห่งเต๋าของข้ายังปักแน่น ข้าจะขัดเกลาวิถีแห่งหมื่นอักขระของพวกเราให้คมกริบ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่จะกระชากพวกมันลงจากบัลลังก์ฟ้าให้จงได้!"


กงล้อแห่งลิขิตฟ้าเหนือสำนักถูกกระเทาะจนแตกร้าว บัดนี้ การเดินทางของผู้กำหนดกฎแห่งอักขระ พร้อมด้วยอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่และจิตวิญญาณระดับตำนาน ได้ก้าวข้ามการหลบหนี และเปลี่ยนเป็นการเดินหน้าเข้าท้าทายสัจธรรมที่แท้จริงของเอกภพอย่างสง่างามและทรงศักดิ์ศรี!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน