จารึกที่ 237 : เป้าหมายต่อไป : แผนการสู่หุบเขาเพลิงผลาญ
ภายในห้องรับรองชั้นสูงสุดของหอสุวรรณดารา ยามที่จันทร์กระจ่างทอแสงสีเงินยวงลอดผ่านรอยแยกของหลังคาศิลาที่พังทลาย บรรยากาศที่เคยคุกรุ่นด้วยกลิ่นอายแห่งความตายและแรงกดดันของมหาภาวะซวีพลันจางหาย แทนที่ด้วยกระแสปราณบริสุทธิ์ที่ไหลเวียนอย่างสงบนิ่ง ทว่าแฝงไว้ด้วยความลึกล้ำสุดหยั่งคาด
อาเจียนั่งพิงหัวเตียงไม้หอมพันปีด้วยสภาพอิดโรยราวกับตะเกียงที่ใกล้สิ้นน้ำมัน รอยเลือดสีดำคล้ำที่หางตายังคงทิ้งคราบจางๆ เอาไว้ ชายหนุ่มพยายามหรี่ดวงตาสีดำขลับของตนอย่างระมัดระวังที่สุด เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สัญลักษณ์ 'วงแหวนแห่งวัฏจักร' ภายในตาดำนั้นหมุนวนเร็วเกินไปจนสูบกลืนปราณทิพย์ที่เหลืออยู่น้อยนิดให้เหือดแห้งไปอีก
"เพ้ย! ไอ้เด็กเวร เจ้าเลิกพยายามฝืนใช้ดวงตาประหลาดนั่นเพ่งมองข้าเสียที! ข้ารู้สึกเหมือนถูกเจ้าปอกลอกเสื้อผ้าออกจนล่อนจ้อน แย่งชิงกระทั่งเศษอีแปะที่ข้าแอบซ่อนไว้ในสาบเสื้อไปไม่มีผิด!"
นักพรตหมื่นอีแปะแหวขัดจังหวะความเงียบสงบ ชายชราตวัดแส้ปัดในมือ รีดเค้นปราณเซียนระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด สร้างเป็นปราการไร้รูปบางๆ บังหน้าตนเองไว้อย่างแม่นยำ 'ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่อีแปะเดียว' เพื่อสกัดกั้นการล่วงล้ำของเนตรที่บังอาจแอบส่องความลับของสวรรค์ (และกระเป๋าเงินของเขา) ที่อาเจียยังไม่อาจควบคุมได้ดั่งใจ
อาเจียหัวเราะแห้งๆ พลางยกมือขยี้ตาเบาๆ ด้วยความปวดร้าวลึกถึงแก่นวิญญาณ "ข้าขออภัยตาเฒ่า ข้ายังควบคุมการหยั่งรู้ของมันไม่ได้... ดวงตานี้เปิดเปลือยทุกสิ่งจนวุ่นวายไปหมด แค่ข้ากวาดตามองม่านปราณของห้องนี้ ข้าก็เห็นรอยรั่วใน 'กลวิธานฟ้า' นับสิบจุด จนสัญชาตญาณมันร่ำร้องอยากจะรื้อเอาศัสตราประกอบพวกนั้นไปชั่งตำลึงประมูลขาย เพื่อเอาทุนคืนเสียให้รู้แล้วรู้รอด"
"อาเจีย... รอดพ้นจากประตูผีมาได้ไม่ทันไร ก็คิดจะทำเรื่องกวนประสาทอีกแล้วรึ"
หลินชิงเสวี่ยก้าวเดินเข้ามาใกล้ นางไม่ได้ดุด่าด้วยท่าทีหัวหน้าหน่วยคุมกฎที่เคร่งครัดเช่นปรกติ ทว่ากลับเอื้อมมือไปลูบศีรษะคนเจ็บอย่างแผ่วเบา แววตาดอกท้อที่เคยมุ่งมั่นแข็งกร้าวบัดนี้เปี่ยมไปด้วยความโหยหาและผูกพันที่ยากจะปกปิด "เจ้าทำผ้าพันตาที่ข้าอุตส่าห์ลงอักขระพฤกษาเย็บให้พังป่นปี้... เจ้าต้องชดใช้ด้วยการรักษาสัญญา ห้ามเร้นกายหายไปไหนโดยไม่บอกกล่าวพวกเราอีก"
อาเจียยิ้มกริ่ม ใจหนึ่งก็ซาบซึ้งในมิตรภาพ อีกใจก็นึกเสียดายผ้าผืนนั้นเพราะเขารู้ดีว่าปราณพฤกษาที่แฝงอยู่นั้นมีมูลค่าไม่น้อย "ได้สิชิงเสวี่ย... แต่เรื่องชดใช้นั้น ข้าขอติดแปะไว้ก่อนนะ เพราะตอนนี้กระเป๋าข้าเบาหวิวราวกับขนนกฟีนิกซ์ แถมปราณเซียนในร่างก็แห้งขอดเป็นทะเลทรายไปเสียแล้ว"
"พี่อาเจีย... ท่านบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ ก็เพราะรักษาสิ่งนี้ไว้ใช่ไหม" เฟิงหลิงเอ๋อร์เดินเข้ามาหา ส่งถาดหยกที่บรรจุแผ่นที่หนังสัตว์โบราณและ 'ป้ายหยกเพชรสุวรรณดารา' ที่เหลือวงเงินเป็นศูนย์ คืนให้แก่เขา
อาเจียรับแผ่นที่หนังสัตว์ขึ้นมาคลี่ออก เขาฝืนดึงปราณทิพย์สายเล็กๆ ส่งไปที่ดวงตา แสงสีเงินยวงวูบวาบขึ้นเพียงเสี้ยวลมหายใจ ทว่ามันก็เพียงพอที่จะสะท้อนร่องรอยหมึกที่ถูกวาดขึ้นด้วยกลิ่นอายแห่งเพลิงกัลป์ ภาพจำลองสามมิติของเทือกเขาที่ลุกโชนด้วยอัคคีบรรพกาลปรากฏขึ้นในมโนสำนึกของเขาทันที พร้อมกับความปวดจี๊ดที่ขมับประดุจถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทง จนเขาต้องรีบกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปิดการทำงานของเนตรสวรรค์นั้นลง
"ใช่แล้วหลิงเอ๋อร์... เป้าหมายต่อไปบนวิถีบำเพ็ญเพียรของเราคือ หุบเขาเพลิงผลาญ (焚火谷)" อาเจียเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมาทันที "แม้หญ้าคืนวิญญาณจะช่วยให้ข้าดึงแสงสว่างกลับมา และสร้างฐานรากใหม่ได้สำเร็จ แต่ 'จุดตันเถียน' ของข้านั้น... มันแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่ว่างเปล่าไปแล้ว ยามนี้มันเหมือนคันนาที่แตกระแหง หากไม่มี 'ปราณผลึกปฐพี' (地晶真气) มาทำหน้าที่เป็นผืนดินคอยยึดเหนี่ยว พลังอนัตตาที่ข้าดึงมาใช้จะสะท้อนกลับมากัดกินกายเนื้อของข้าจนสูญสลายกลายเป็นเถ้าธุลีในไม่ช้า"
(เจ้าหยั่งรู้สัจธรรมข้อนี้ได้ถูกต้องแล้วอาเจีย) เสียงของปรมาจารย์มู่เฉินดังก้องในห้วงจิตอย่างสุขุมลึกล้ำ ดุจเสียงระฆังเตือนสติจากบรรพกาล (วิถีที่เจ้าก้าวเดินคือพลังแห่งจุดเริ่มต้นก็จริง ทว่าร่างของมนุษย์นั้นคือดินแดนแห่งรูปธรรม เจ้าครอบครองพลังแห่งมหาภาวะซวีทว่าไร้ซึ่งผืนดินรองรับ เจ้าจะแบกรับน้ำหนักของดวงดาวได้อย่างไร? ปราณผลึกปฐพีในหุบเขาแห่งนั้น คือสิ่งเดียวที่จะช่วยแปรเปลี่ยน 'ความไม่มี' ให้ตั้งมั่นหยั่งรากลึกลงบน 'ความมี' ได้อย่างสมบูรณ์!)
"หุบเขาเพลิงผลาญงั้นรึ..." ฉินมู่หลางที่ยืนสงบนิ่งราวกับรูปสลักอยู่มุมห้องเอ่ยขึ้น แววตาของยอดอัจฉริยะแห่งสำนักกระบี่นิรันดร์ทอประกายคมปลาบดุจกระบี่ที่หลุดออกจากฝัก "ที่นั่นคือเขตแดนต้องห้าม ปราณอัคคีที่นั่นดุร้ายและบ้าคลั่งจนสามารถหลอมละลายกระบี่ระดับปฐพีได้ในชั่วอึดใจ แต่ในเมื่อสหายกำลังเดือดร้อน... เจตจำนงกระบี่แห่งการตัดห้วงเวลาของข้า ก็พร้อมจะแหวกม่านเปลวเพลิงไปกับเจ้า"
"ฮ่าๆๆ! ข้าก็ว่าอยู่แล้วว่าแมลงสาบพันปีอย่างเจ้า ไม่มีทางอยู่นิ่งได้นานเกินสามวัน!" เฟิงอวี้หรานตบโต๊ะดังปังพลางสะบัดพัดจีบด้วยท่วงท่าเจ้าสำราญ ทว่าแววตากลับลุกโชนด้วยไฟแห่งการต่อสู้ "หุบเขาเพลิงผลาญคือแหล่งหลับใหลของขุมทรัพย์อัคคีบรรพกาล ตระกูลเฟิงของข้าเองก็อยากจะประจักษ์แก่ตานักว่า เปลวไฟแห่งสวรรค์ที่นั่น จะร้อนแรงและอหังการสู้ปราณเพลิงของข้าได้หรือไม่! สมรภูมินี้ ข้าขอร่วมวงด้วย!"
"ข้าก็จะไม่ปล่อยให้เจ้าไปเผชิญเคราะห์กรรมเพียงลำพัง" เย่ปิงอวิ๋นเอ่ยสมทบ สตรีผู้งดงามดุจเทพธิดาหิมะมองอาเจียด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่แฝงไปด้วยความเชื่อมั่นอันลึกซึ้ง "วิถีอักขระเหมันต์ของข้า อาจจะช่วยสยบความร้อนระอุ คุ้มครองเส้นชีพจรให้ทุกคนได้บ้าง"
อาเจียทอดสายตามองดูบรรดาสหายที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้าง หัวใจของเด็กหนุ่มที่เคยอยู่อย่างโดดเดี่ยว ปากกัดตีนถีบเพื่อเอาชีวิตรอดไปวันๆ พลันพองโตด้วยความอบอุ่น ทว่าสันดานความมัธยัสถ์ที่ฝังรากลึกในจิตวิญญาณ ก็ยังมิวายผุดขึ้นมาทำลายบรรยากาศอันขลังและซาบซึ้งนี้จนหมดสิ้น
"ยอดเยี่ยม! ในเมื่อทุกคนตกลงปลงใจจะร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน... ข้าก็ขอชี้แจงให้ทราบไว้ตรงนี้เลยนะว่า ค่าเสื่อมสภาพของนาวาเหินเวหา ค่าเสบียงโอสถ และค่าผ่านทางจิปาถะ... ข้าไม่มีจ่ายนะโว้ย! อวี้หราน เจ้าเป็นคุณชายผู้ร่ำรวยอันดับต้นๆ ของตระกูลเฟิง งานนี้เจ้ารับหน้าที่เป็นเจ้ามือนะ!"
"เจ้า…ไอ้สหายหน้าเงิน! เจ้าเพิ่งผลาญเครดิตของหอสุวรรณดาราไปเกือบสี่แสนศิลาปราณเพื่อกว้านซื้อสมบัติมาแจกพวกเราเพื่อทำหน้าใหญ่ ยังจะมาหน้าด้านไถเงินข้าอีกรึ!" เฟิงอวี้หรานโวยวายด้วยความระอาสุดขีด แต่สุดท้ายก็หลุดยิ้มออกมาอย่างจนใจ เพราะยอดอัจฉริยะวิถีเพลิงย่อมรู้ดีว่า ของขวัญล้ำค่าที่อาเจียมอบให้นั้น ประเมินค่าเป็นศิลาปราณมิได้
นักพรตหมื่นอีแปะกระแอมไอเบาๆ พลางทำท่าลูบเคราขาว เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ดูคล้ายจิ้งจอกเฒ่า "ในเมื่อพวกเจ้าหนุ่มสาวมีความกระตือรือร้นที่จะรนหาที่ตายเยี่ยงนี้ ข้าในฐานะอาจารย์ที่แสนประเสริฐ... จะยอมลดค่าจ้างคุ้มกันให้เหลือเพียงวันละหนึ่งร้อยศิลาปราณระดับกลางเป็นอย่างไร? ถือว่าช่วยเป็นค่าสึกหรอของอาวุธ และค่าน้ำชาชั้นเลิศของอาจารย์ก็แล้วกัน!"
"ตาเฒ่า! ท่านมันยิ่งกว่าปลิงดูดเลือดเสียอีก! คิดจะมารีดไถพวกข้าในยามถังแตกเรอะ!" อาเจียตะโกนกลับทันควัน แทบจะกระโดดกัดหูอาจารย์ผู้ทรงศีลของตนเอง
ท่ามกลางเสียงหัวเราะและการหยอกล้อด่าทออย่างไร้ซึ่งความเกรงใจ คณะเดินทางที่ดูวิปลาสทว่าทรงพลังที่สุดในยุคสมัยก็ได้ก่อตัวขึ้น พวกเขาประกอบไปด้วยยอดอัจฉริยะกระบี่ผู้ตัดห้วงเวลา ดาวนำโชคผู้อหังการในวิถีเพลิง สองธิดาเทพแห่งอักขระพฤกษาและเหมันต์ พรานสาวผู้ครอบครองเนตรดารา อาจารย์จอมงกผู้เร้นกาย และอดีตคนตาบอดผู้มีดวงตาหยั่งรู้ลิขิตฟ้าที่กำลังถังแตกสุดๆ
อาเจียค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะอ่อนล้า ทว่าเจตจำนงกลับแหลมคมดุจหอก เขารู้ดีว่าการเดินทางสู่อาณาเขตทางใต้ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การไปแสวงหาโอสถรักษาร่างกาย แต่มันคือการท้าทายโชคชะตาที่รอคอยอยู่ในหุบเขาที่ลุกโชนด้วยไฟบรรพกาล สถานที่ซึ่งเขาต้องนำ 'ความว่างเปล่า' ไปปะทะกับความเกรี้ยวกราดของ 'เปลวเพลิง' เพื่อชิงเอา 'ปราณผลึกปฐพี' มาครอบครองให้จงได้
"เอาล่ะ... ในเมื่อแผนการตั้งมั่น ผู้คนพร้อมพรั่ง" อาเจียสะบัดมือเรียกพู่กันนิรันดร์ออกมาถือไว้ แววตาสีดำขลับลึกล้ำทอประกายเด็ดเดี่ยว "ปลายยามราตรีของวันพรุ่ง เมื่อหมู่ดาวบนฟากฟ้าเริ่มเร้นกาย และสายลมหนาวพัดผ่านเป็นระลอกสุดท้าย... เราจะออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตอนใต้!"
เงาร่างของพวกเขาที่ทอดยาวทาบทับกันภายใต้แสงจันทร์ ดูยิ่งใหญ่และเปี่ยมไปด้วยสายใยแห่งมิตรภาพ เป็นสัญญาณลั่นกลองรบของการผจญภัย ที่จะสั่นสะเทือนสัจธรรมไปทั่วทั้งปฐพี