หยางเถาอวี้ เทพเซียนต่างโลก

    ตอนที่ 56 กำจัดจุดอ่อน

            ชีวิตเกือบเดือนผ่านพ้นไปเช่นเดิมซ้ำๆเพิ่มเติมคือพุงกลมๆของซือคงจ่วนอี๋สามพ่อแม่ลูกที่รวมตัวพร้อมหน้าครอบครัวกันทุกเย็นเพื่อทานอาหารฝีมือของหยางเถาอวี้

            พอถึงย่ำรุ่งในแต่ละวันแม่จุ้ยเหม่ยก็จะตอบแทนมื้ออาหารด้วยการปลุกหยางเถาอวี้ตั้งแต่ไก่ยังไม่ขันพานางกับกงซุนชื่อเหยียนออกไปสำรวจป่า ทำความรู้จักกับสัตว์อสูรทุกสายพันธุ์ฝึกทักษะการต่อสู้กับเหล่าสัตว์อสูรตั้งแต่ขั้นกำเนิดเซียนขึ้นไป

            แรกๆหยางเถาอวี้ตื่นเต้นไม่ต่างกับวันแรกที่ได้รู้จักหู่ เสอ สยฺง หลางสี่สัตว์อสูรเซียนผู้พิทักษ์ป่าชั้นในนางรู้สึกเหมือนตัวเองได้หลุดเข้าไปในหนังสัตว์โลกล้านปีชื่อดังที่เคยดูกับยายเอียดและพี่จ่อยได้ผจญภัยท่ามกลางสัตว์อสูรสายพันธุ์ต่างๆแต่ที่ดีกว่าคือไม่ต้องหวาดกลัวกับการเสี่ยงชีวิตเหมือนในหนังเหล่านั้น

            จุ้ยเหม่ยเคี่ยวเข็ญนางกับกงซุนชื่อเหยียนให้ทำความรู้จักกับทักษะความสามารถของสัตว์อสูรทุกชนิดที่พบตั้งแต่ตัวเล็กทว่ามากพิษสงเช่นเว่ย สัตว์อสูรเม่นตัวเล็กจิ๋วธาตุลมขี้ระแวงทว่ายามโกรธมันจะกลายร่างโดยการเบ่งพองร่างกายให้ตัวใหญ่ขึ้นได้นับร้อยๆ เท่าอาวุธร้ายกาจของมันก็คือขนแหลมทั่วตัวซึ่งเคลือบด้วยพิษเหน็บชาร้ายกาจปากของมันยังสามารถพ่นกระสุนลมออกมาได้ไม่หมดไม่สิ้นกระทั่งถึงสัตว์อสูรร่างมหึมาเช่นกุ่ยเซี่ยงสัตว์อสูรดึกดำบรรพ์ธาตุดินร่างสูงกว่าสิบหมี่ (เมตร)เขี้ยวยาวร่วมหมี่ของมันโผล่พ้นออกมาจากปาก ย่างแต่ละก้าวแผ่นดินสะเทือนหากเจอกันตัวต่อตัวในป่า ผู้คนคงต้องถูกมันเหยียบแบนไส้ทะลักในเท้าเดียวโชคดีที่มันเป็นสัตว์อสูรรักสงบและกินพืช

            “โจทย์ของพวกเจ้าคือการเอาตัวรอดจากผู้ที่มีความแข็งแกร่งกว่าเร็วเข้า อย่าชักช้า” จุ้ยเหม่ยกระตุ้นเตือน

            สิบวันแรกทั้งหยางเถาอวี้กับกงซุนชื่อเหยียนถูกเคี่ยวกรำตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างกระทั่งเย็นถูกบรรดาอสูรน้อยอสูรใหญ่กลั่นแกล้งอย่างสนุกสนานทุกวันเนื้อตัวสะบักสะบอมมีแผลเล็กแผลน้อยเต็มไปหมดพอถึงช่วงค่ำยังต้องทำอาหารปริมาณราวสิบคนกินนับว่าเหน็ดเหนื่อยสาหัสสากรรจ์ไม่น้อยตกเย็นพวกนางเลือกเข้าไปนอนในมิติของรุ่ยเอ๋อ จึงพอมีเวลาพักหายใจและบ่มเพาะพลังปราณเสริมเขี้ยวเล็บให้แก่ตน

            เวลานี้ร่างกายกงซุนชื่อเหยียนฟื้นฟูกลับมาเต็มที่ทั้งยังถูกเคี่ยวกรำมาเป็นเวลาไม่น้อยยิ่งเมื่อนับรวมเวลาที่อยู่ในมิติของรุ่ยเอ๋อด้วยสุดท้ายจึงสามารถทะลวงกลับสู่ขั้นกำเนิดเซียนได้สำเร็จแม้เป็นเพียงขั้นกำเนิดเซียนตอนต้น ยังไม่อาจคืนกลับสู่ขั้นปลายดังเดิมแต่เพียงเท่านั้นก็นำความปิติยินดีให้แก่เขาเป็นที่สุดแล้ว

            ‘เดิมทีคิดว่าคงต้องใช้เวลานับปีคิดไม่ถึงว่าแค่สิบกว่าวันข้าก็ทำสำเร็จได้นับว่าการแก้แค้นใกล้เข้ามาอีกหนึ่งก้าวแล้ว’กงซุนชื่อเหยียนครุ่นคิดขณะบ่มเพาะพลังปราณต่อไป

            ส่วนหยางเถาอวี้นางกำลังกลัดกลุ้มใจตนเองค้างเติ่งอยู่ที่ขั้นปัจฉิมตอนปลายมาพักใหญ่ไร้ความก้าวหน้า

            “นังหนูเจ้าทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเช่นนี้กำลังน้อยใจอะไรอยู่”จุ้ยเหม่ยเห็นนางมีอาการเหม่อลอยตั้งแต่ผู้ติดตามเช่นกงซุนชื่อเหยียนสามารถทะลวงด่านยุทธ์ได้จึงพอจะเดาออก

            “ไม่ได้น้อยใจหรอกเจ้าค่ะท่านแม่จุ้ยเหม่ยข้าแค่กังวลใจ หากข้าไม่ได้กุญแจหยกชิ้นที่สองเสียทีมิต้องติดแหง่กอยู่ที่ขั้นปัจฉิมตอนปลายเช่นนี้ไปตลอดกาลหรือเจ้าคะ”หยางเถาอวี้บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดของตนให้ครอบครัวซือคงจ่วนอี๋ทั้งสามรวมถึงกงซุนชื่อเหยียนได้รับรู้ตัวตนที่แท้จริงของนางมาหลายวันแล้ว

            “โฮ่คิดว่าเรื่องอะไร ไม่เห็นจะมีปัญหาเจ้าฝึกธาตุแสงต่อยังไม่ได้ก็ฝึกปราณธาตุอื่นก่อนสิ เรื่องกล้วยๆเช่นนี้ใยคิดไม่ออก”

            “หาฝึกธาตุอื่นต่อหรือเจ้าคะ”

            “ใช่ปกติผู้ฝึกพลังปราณนิยมฝึกฝนปราณธาตุเดียวก็เพราะจะได้ทุ่มเทให้กับสิ่งๆเดียวได้อย่างเต็มที่ เหตุผลมีเท่านี้ ไม่มีข้อห้ามอื่นใดอีก”

            “เท่าที่ข้าฟังเรื่องราวของเจ้ามาเจ้ามีข้อได้เปรียบผู้อื่นมากมายทั้งด้านอายุขัยที่ยาวนานกว่ามนุษย์บนโลกบำเพ็ญเซียน ทั้งของวิเศษที่มีติดตัวแล้วยังจะต้องกังวลสิ่งใดหากต้องฝึกปราณธาตุอื่นเพิ่ม” จุ้ยเหม่ยชี้แนะ

            “ส่วนว่าควรฝึกธาตุอะไรบ้างอันที่จริงโลกบำเพ็ญเซียนของเรามีหินตรวจสอบปราณธาตุอยู่ซึ่งมันก็แค่ช่วยอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบว่ามีปราณธาตุใดเข้มข้นที่สุดในร่างกายแต่จงอย่าลืมว่าสรรพสิ่งล้วนต้องประกอบด้วยธาตุพื้นฐานทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลมไฟอยู่แล้วไม่มีมนุษย์หรือสัตว์อสูรตนไหนหรอกที่สามารถดำรงตนอยู่ได้ด้วยธาตุเพียงธาตุเดียวสำหรับเจ้าข้าเชื่อว่าเวลานี้ตัวเจ้าเองคือผู้ที่จะสามารถค้นหาคำตอบที่ดีที่สุดออกมาได้”

            “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะข้าคิดว่าธาตุแสงมีความสัมพันธ์กับธาตุไฟมากที่สุดปกติเวลาปรุงยาข้าสามารถใช้ธาตุไฟพื้นฐานได้ ข้าตัดสินใจแล้วจะฝึกธาตุไฟเป็นธาตุที่สองเจ้าค่ะ”

            “ดีมากงั้นจะมัวชักช้าอยู่ใย มาเริ่มกันเลยเถอะ”จุ้ยเหม่ยกล่าวจบก็พาพวกนางไปหาสัตว์อสูรธาตุไฟเช่นหู่ทันที

            ดังนั้นช่วงเวลาอีกสิบวันต่อมาหยางเถาอวี้กับกงซุนชื่อเหยียนจึงไปเป็นแขกประจำที่เขตสัตว์อสูรของหู่มีสัตว์อสูรธาตุไฟขั้นกำเนิดเซียนคอยให้คำชี้แนะบางครั้งบางคราวหู่ก็ลงมาให้คำแนะนำคนทั้งสองด้วยตนเองใช้เวลาเพียงสามวันหยางเถาอวี้ก็สามารถก่อรูปบ่อลมปราณธาตุไฟขึ้นมาได้สำเร็จก้าวเข้าสู่ขั้นปฐมธาตุไฟ เวลานี้อาณาเขตภายในจุดตันเถียนขยายใหญ่ขึ้นอีกเท่าตัวปรากฏบ่อลมพลังปราณธาตุไฟขึ้นมาเคียงคู่บ่อผลึกธาตุแสง

            หยางเถาอวี้ดีใจยิ่งนางนำผลปราณอัคคีมาปรุงยาระดับสูงเพื่อดูดซับพลังปราณธาตุไฟอีกหลายเม็ด ส่งผลให้การบ่มเพาะพลังก้าวหน้าได้รวดเร็วขึ้นหลังล่วงเข้าสู่วันที่ยี่สิบนับตั้งแต่ที่ข่าเอ๋อเริ่มฝึกการเปิดปิดหลุมดำจึงเลื่อนระดับขึ้นไปจนถึงขั้นปฐมตอนปลาย

            “ไม่เลวเลยนี่นังหนูลูกมนุษย์ความเร็วในการพัฒนาขั้นลมปราณของเจ้า หากไม่เรียกว่าสัตว์ประหลาดคงไม่ได้แล้ว แม้แต่สัตว์อสูรยังไม่สามารถพัฒนาได้รวดเร็วเท่าเจ้าเลยสักตน”หู่เอ่ยขึ้น

            “เพราะได้พวกท่านคอยสั่งสอนข้าจึงทำได้เจ้าค่ะ”

            “หึงั้นมาลองกันดูว่าเจ้าจะบรรลุเคล็ดวิชายุทธ์ไปถึงระดับใดแล้ว”หู่เริ่มกางอาณาเขตพลังเพื่อมิให้การฝึกทักษะต่อสู้ทำลายสิ่งแวดล้อมโดยรอบ

            “รับทราบเจ้าค่ะ”หยางเถาอวี้เริ่มตั้งสมาธิ

            ‘ไฟกำเนิดแสงแสงกำเนิดไฟ นี่เป็นพื้นฐานการปฏิพัทธ์ที่ง่ายที่สุดระหว่างธาตุ’นางพึมพำทบทวนความรู้ในใจก่อนจะวาดมือออกไปคราหนึ่งพลันปรากฏกลุ่มไฟสีเหลืองเข้มพวยพุ่งขึ้นมาบนฝ่ามือบ่งบอกถึงพลังปราณธาตุไฟในขอบเขตขั้นปฐมตอนปลาย หยางเถาอวี้ไม่รอช้าฟาดฝ่ามือเข้าใส่กงซุนชื่อเหยียนที่เป็นคู่ฝึกซ้อมทันที

            กงซุนชื่อเหยียนใช้พลังเพียงสองส่วนสร้างพลังธาตุทองของตนขึ้นห่อหุ้มสองมือเอาไว้ก่อนจะยกขึ้นต้านรับฝ่ามือของเด็กสาวทั้งสองประมือกันอย่างต่อเนื่องไปนับพันกระบวนท่า กระทั่งหู่สั่งให้หยุด

            “เจ้ามนุษย์เฒ่าข้าเฝ้ามองเจ้ามานับสิบวัน รู้หรือไม่ว่าจุดอ่อนของเจ้าคือสิ่งใด”หู่เอ่ยเตือนอย่างรำคาญใจ ตลอดการฝึกฝนสิบวันที่เขาเฝ้าจับตามองมนุษย์สองคนนี้ไม่รับรู้ถึงจุดบกพร่องของตนเสียที

            “ท่านหู่โปรดชี้แนะเถิดขอรับ”

            “กระบวนท่าของเจ้าเต็มไปด้วยความร้อนแรงมุ่งร้ายมิใช่ความเร่าร้อนด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ หากเจ้ายังตัดบ่วงในใจไม่ขาดย่อมไม่มีทางที่จะก้าวหน้าไปได้ สุดท้ายยังอาจทำให้วิถียุทธ์ของเจ้าเข้าสู่ทางมารเจ้าเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่”

            กงซุนชื่อเหยียนครุ่นคิดตามคำพูดของหู่ในที่สุดจึงคิดได้ ตลอดเวลาที่เขาฝึกยุทธ์และลงมือต่อสู้ในห้วงความคิดมักนึกถึงแต่เหล่ยอ้าวฉี จึงเปี่ยมด้วยความคั่งแค้นในจิตทำให้ทุกกระบวนท่าแฝงแรงอาฆาตไปโดยไม่รู้ตัวหากตัดความรู้สึกนึกคิดเช่นนี้ไม่ขาดจากใจ สุดท้ายคงเป็นดังที่หู่กล่าวเตือน

            “ขอบคุณท่านหู่ข้ารู้สำนึกแล้ว และจะทบทวนตนเองใหม่ขอรับ”กงซุนชื่อเหยียนประสานสองมือขึ้นคำนับแก่สัตว์อสูรเซียนผู้แนะนำเขาให้พ้นจากเส้นทางที่อาจนำพาหายนะสู่ตน

            “หึส่วนเจ้า นังหนู เจ้าใช้สมองมากเกินไป กว่าเจ้าจะออกหมัดออกกระบวนท่าแต่ละรอบหากเจอเข้ากับผู้เยี่ยมยุทธ์ที่มากประสบการณ์ เกรงว่าเจ้าคงตายตั้งแต่ยังไม่ทันตั้งท่าได้เสร็จกระมังต้องรู้ว่าในสมรภูมิรบเวลาแม้เพียงเสี้ยววินาทีก็มีผลต่อการต่อสู้และการปกป้องชีวิตของเจ้าได้แล้ว”

            หยางเถาอวี้ได้ยินดังนั้นจึงอึ้งงันไปชั่วขณะเมื่อนึกย้อนทบทวนตัวเองดูก็เป็นดังที่หู่ว่าจริงๆ ระหว่างการปะทะ นางมักคิดคำนวณก่อนเสมอว่าจะออกกระบวนท่าไหนจึงดีที่สุดสำหรับการตอบโต้

            “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะข้าจะฝึกให้หนักยิ่งๆ ขึ้นเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของตนให้ได้เจ้าค่ะ”นางคิดว่ามีแต่การฝึกกระทั่งเพลงยุทธ์ซึมเข้าสู่สายเลือดลึกถึงกระดูกให้ร่างกายจดจำเพลงยุทธ์ สู้ออกมาด้วยสัญชาติญาณ ใช้ใจนำความคิดเช่นนี้จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาข้อนี้ได้

            “อืมดีมากทั้งสองคน งั้นวันนี้ก็หยุดซ้อมเพียงเท่านี้ก่อนเถอะ”

            “รับทราบขอรับ/รับทราบเจ้าค่ะ”ลูกศิษย์จำเป็นทั้งสองต่างยกมือขึ้นคำนับหู่และตั้งท่าจะเดินจากไป

            “เดี๋ยวก่อน”หู่เรียกรั้งไว้จนทำให้คนทั้งสองต้องหันกลับมารอฟัง

            “ท่านหู่ประสงค์สิ่งใดเพิ่มหรือเจ้าคะ”หยางเถาอวี้เอ่ยถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นหู่ยกมือขึ้นเกาหน้าสองแก้มราวกับมีสีแดงระเรื่อ ท่าทางกระอักกระอ่วนชอบกลคล้ายอยากพูดอะไรแต่ก็ยับยั้งไว้

            “อ่าข้าได้ยินท่านจุ้ยเหม่ยเล่าทุกวันว่าอาหารของเจ้าเลิศรสนักหากข้าจะขอร่วมวงด้วยค่ำนี้ เจ้าจะขัดข้องหรือไม่” หลังจากอ้ำๆ อึ้งๆไปสองสามอึดใจ ในที่สุดหู่จึงเอ่ยปากออกมาได้

            ได้ยินดังนั้นกงซุนชื่อเหยียนแทบกลั้นขำไว้ไม่ได้ท่านหู่ผู้มีมาดจะรู้ตัวหรือไม่ว่าขณะนี้ท่าทางของตนเป็นเยี่ยงไรส่วนเด็กสาวรีบยิ้มแย้มและเอ่ยตอบ

            “เป็นเกียรติของข้ายิ่งเจ้าค่ะหากท่านหู่จะยินดีชิมอาหารฝีมือของข้าเช่นนั้นพวกเรากลับไปพบพวกท่านพ่อจุ้ยเฉียงด้วยกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ”

            “อืม”ด้วยความเขินอาย หู่จึงตอบเพียงสั้นๆ และออกเดินนำหน้าไป

            ระหว่างทางที่เดินกลับกันเด็กสาวเฝ้าคิดว่ามีสมาชิกสายนิยมเนื้อมาร่วมโต๊ะเพิ่มเช่นนี้เย็นนี้ควรทำอาหารเท่าไหร่ดี ช่างคำนวณไม่ถูกจริงๆ ขนาดพุงเล็กๆของสามซือคงจ่วนอี๋ นางทำอาหารเพิ่มเท่าไหร่ก็หมดจากเดิมทำอาหารสำหรับห้าที่ตามปกติ สุดท้ายต้องทำอาหารถึงระดับสำหรับสิบคนกินพวกซือคงจ่วนอี๋น้อยใหญ่จึงอิ่ม สงสัยค่ำนี้คงต้องทำอาหารสำหรับสิบห้าคนกินเสียแล้วกระมัง

            “คุณหนูคิดอะไรอยู่หรือขอรับ เงียบเชียว” กงซุนชื่อเหยียนเห็นนายหญิงน้อยของตนทำหน้าย่นประเดี๋ยวก็ขมวดคิ้วถอนหายใจ ประเดี๋ยวก็อมยิ้มขำ ไม่พูดไม่จาทั้งๆที่ปกติช่างเจรจานัก จึงอดเอ่ยถามขึ้นมาไม่ได้

            “อ้อข้ากำลังคิดว่าจะทำอะไรกินเป็นอาหารมื้อเย็นนี้กันดีน่ะ” พูดจบก็หันไปทางหู่“ท่านหู่อยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมเจ้าคะ”

            “ข้าหรือ”หู่ทำท่าครุ่นคิดก่อนจะวาดมือออกมาคราหนึ่งพลันปรากฏร่างสัตว์อสูรวัวขนาดใหญ่กว่าวัวทั่วไปสามสี่เท่าหล่นตุบลงมาบนพื้นเบื้องหน้าคนทั้งสาม

            “ไอ้ตัวนี้ทำอะไรกินได้บ้างหรือไม่พอดีเพิ่งเก็บมาได้เมื่อวาน เผื่อพวกเจ้าจะใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารได้” พอโชว์วัตถุดิบให้ดูเสร็จหู่จึงเก็บกลับเข้าสู่มิติช่องว่างของตนดังเดิมเพราะยังไม่ถึงที่หมายปลายทางเขารู้สึกเกรงใจเด็กสาวที่ขอกินข้าวเย็นด้วยดังนั้นจึงคิดเพียงว่าจะช่วยหาวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารหารู้ไม่ว่าความหวังดีนี้กลับยิ่งสร้างความลำบากให้แม่ครัวพ่อครัวทั้งสอง

            “ง่าข้ายังไม่เคยปรุงเนื้อสัตว์อสูรมาก่อนเลยไม่ทราบเช่นกันว่าจะปรุงให้อร่อยได้หรือไม่แต่ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถเจ้าค่ะ”กล่าวจบก็หันไปทางผู้ช่วยหมายเลขหนึ่งพร้อมส่งสายตาคาดหวังปริบๆ

            กงซุนชื่อเหยียนเหงื่อตกไม่แพ้กันเขารู้ดีว่าตนต้องเป็นมือเตรียมเนื้อตัวใหญ่ขนาดนี้จะเฉือนจะหั่นเสร็จกี่โมงกี่ยามเล่านี่

            สรุปว่าเย็นวันนี้หยางเถาอวี้กับกงซุนชื่อเหยียนต้องนำเจ้าสัตว์อสูรวัวยักษ์เข้าไปปรุงในมิติของรุ่ยเอ๋อเพื่อที่นางกับกงซุนชื่อเหยียนจะได้มีเวลาเตรียมเนื้อทดสอบรสชาติของวัตถุดิบก่อนที่จะรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูอาหารอันหลากหลาย‘เนื้อจัดเต็มมาซะขนาดนี้ ค่ำนี้กินอาหารฝรั่งกันเถอะ อืม สเต๊กต้องไม่ขาดเนื้อส่วนท้องตุ๋นเหล้าแดง ส่วนขารมควันแล้วย่างไฟเศษเนื้อเอาไปยัดไส้ทำไส้กรอกทอด เคียงด้วยมันฝรั่งบดกับมันฝรั่งทอดโรยเกลือออมเลท แล้วก็บาร์บีคิวเนื้อส่วนที่เหลือ แครอทมีแล้ว มะเขือลูกเล็กมีแล้วพริกหยวกก็มี สัปปะรดก็มา ทำน้ำสลัด น้ำซอสมะเขือเทศกับน้ำจิ้มแจ่วรสเผ็ดไว้ด้วยขาดอะไรอีกหรือไม่ อ้อ แถมนักเก็ตไก่ให้ด้วยละกัน...  ’


             

    คล้ายกับเรื่องหยางเถาอวี้ เทพเซียนต่างโลก ที่คุณอ่าน