ตอนที่ 28 ขบเหลี่ยม
“ท่านหญิง เราซุ่มรอก่อนดีหรือไม่” ผางเยว่เสนอ เมื่อเขาเห็นค่ายทหารที่ตั้งเรียงรายดักทางเข้าป่าด้านใต้ของหัวซานแน่นหนานัก
“เราโดนล้อมแล้วผางเยว่ วังหลวงส่งทหารมากมายมาล้อมเราหมด เจ้าอยู่เฉยตรงนี้เจ้าคิดว่าเราหลบหูตาเขาได้กี่วันกัน ถ้าเจ้าอยากพาข้าเข้าหยวินหนาน เจ้าต้องพาข้าฝ่าเข้าไปตรงนี้และต้องทำก่อนที่มันจะตั้งกำแพงค่ายด้วย ไม่เช่นนั้นไป๋อี้ก็จะฝ่าไปไม่ได้”
“แต่ข้าน้อยเอาท่านหญิงไปเสี่ยงมิได้ หากพวกมันเอาเกาทัณฑ์รุมยิงใส่ ข้าจะปัดเกาทัณฑ์จากด้านหลังได้อย่างไร!”
“เจ้าหาเกราะทหารมาใส่ให้ข้าเสียสิ! ข้าจะใส่หมวกเหล็กใส่เกราะแบกโล่ไว้บนหลัง ก็เพียงเท่านี้เอง”
“....” ผางเยว่กลอกตาไปมาเหมือนกำลังครุ่นคิด
“ทำไม เกราะทหารเลวคนเดียวเจ้าหาให้ข้าไม่ได้หรืออย่างไร ทีฮองเฮาทั้งคนเจ้ายังลอบเข้าไปทำมิดีมีร้ายได้”
“ท่านหญิงรออยู่นี่สักพักกับไป๋อี้ก่อน รอสักครู่เดี๋ยวข้าน้อยมา”
“นานหรือไม่?” เสวียนฮวาเมื่อรู้ว่าเขาจะไปจริงๆ นางก็กลับกลัวขึ้นมา เพราะนี่จะเป็นครั้งแรกที่ชายคนรักอยู่ห่างจากนาง พอคิดว่าเขาจะไปขโมยชุดเกราะมาให้นางใส่ นางก็กลับใจสั่นไม่อยากให้เขาไปทั้งๆ ที่นางเป็นผู้บัญชาให้เขาทำเอง
ชายหนุ่มยิ้มแล้วส่ายหน้า “มิเกินสองก้านธูป” และเขาก็เดินออกไป
พอไม่เห็นเขา เสวียนฮวาก็ใจสั่น ปากนางเบะออกมาอย่างไม่รู้สึกตัวคล้ายคนจะร้องไห้ นางรู้ว่าเขาไม่ทอดทิ้งนางแน่ และนางก็รู้ว่าไม่น่ามีสิ่งไหนกล้ำกรายเขาได้หากไม่มีนางเป็นตัวถ่วงให้เขาห่วงหน้าพะวงหลัง
แต่นางไม่คุ้นชิ้นเวลากับการอยู่โดยไม่มีเขาอยู่ข้างกาย ตั้งแต่ออกจากวังหลวงมา เขาอยู่แนบกายนางอยู่ทุกลมหายใจ
ไป๋อี้ยังหมอบอยู่บนดิน ตวัดสายตาเหลือบดูนางเหมือนกับจะปลอบใจให้นางหายว้าวุ่น หญิงสาวลูบหัวไป๋อี้เบาๆ เพราะหวังว่าสัมผัสของมันจะให้ตนเองใจสงบ นั่งดูเหมยเหมยที่เอาเท้าเหยียบย่ำไป๋อี้ราวกับนวดให้กับสหายร่างยักษ์
แต่ใจหญิงสาวยังคงเต้นแรง ชั่วหนึ่งอึดใจที่ผ่านไปนั้นช่างชักช้ายิ่งนัก นางอยากจะทอดกายลงไปนอนหลับเสียเดี๋ยวนั้น และตื่นอีกทีตอนที่ผางเยว่กลับมาเป็นคนปลุกนาง
แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ใครเล่าจะหลับลง
มือบางลูบไล้เจ้าไป๋อี้อยู่ตลอด ม้าขาวนอนหลับตาพริ้มอย่างสบายอามรณ์เพราะมีทั้งแมวที่ย่ำกายมันอยู่กับสตรีงามล้ำอีกผู้หนึ่งที่ลูบมันไปมาไม่หยุด
เวลาผ่านไปช่างช้ายิ่งนัก
เสียงย่ำใบไม้แว่วขึ้นมา เสวียนฮวาหันไปที่ต้นเสียงทันที และนางก็ยิ้มกว้างอย่างโล่งอกเมื่อเห็นชายคนรักแบกของพะรุงพะรัง สิ่งที่เขานำมานั้นก็คือชุดเกราะ หมวกเหล็ก โล่ ที่นางต้องการนั่นเอง
นางขมวดคิ้ว เพราะประหลาดใจที่เห็นหมวกเหล็กสองอัน
“ชุดทหารหนึ่งชุด ชุดม้าเร็วอีกหนึ่งชุด”
“ดี งั้นเดี๋ยวเจ้าช่วยใส่ให้ข้า เสร็จแล้วเจ้าทะลวงค่ายนี้ออกไปเลย”
“แต่ตอนนี้ข้าทะลวงท่านหญิงก่อนได้หรือไม่” เขามองนางด้วยสายตากรุ้มกริ่ม
“ผาง-เยว่” เสวียนฮวามองเขาตาเขียว “เป็นอะไรของเจ้า มาพูดเล่นอะไรยามนี้”
“ข้าน้อยพูดจริงๆ ขอรับ ข้าน้อยมีแผนใหม่ เหตุไฉนพวกเรามิปลอมตัวเป็นทหารต้าเฉิง แล้วลอบเข้าค่ายยามดึกสงัดเล่า” แววตาเขาฉายแววเจ้าเล่ห์
“ทหารหายตัวไปสองนาย ทอดเวลาช้าไปเขาจะมิสงสัยเอาหรือ?”
“พลเดินสาส์นผู้หนึ่ง กว่าจะรู้ว่าไม่อยู่บนโลกนี้แล้วก็อีกหลายวัน ส่วนพลทหารผู้หนึ่งหากยังมิเห็นศพก็เข้าใจว่าหนีทัพ ซึ่งเป็นเรื่องเกิดขึ้นบ่อยๆ”
หญิงสาวรู้สึกใจหาย เกิดความเสียใจที่ชีวิตอื่นต้องมาเสียเพิ่มเพราะการต่อลมหายใจของตัวเอง แต่การดิ้นรนก็เป็นฉะนี้ เราไม่ตาย ผู้อื่นก็ต้องตาย
“ท่านหญิง ข้าไม่อยากหักด่านโดยให้ท่านหญิงเสี่ยงชีวิตโดยใช่เหตุ อย่าว่าแต่ชุดเกราะเลย แม้นว่าจะมีฝ่ามือพระยูไลคุ้มกายให้ท่านหญิง ข้าก็ไม่อาจจะเสี่ยง ข้ายอมได้มากที่สุดเท่านี้ คืนนี้กึ่งยามโฉ่วเราจะแฝงกายเข้าไปกัน”
“อย่างไรรึ”
“เดินเข้าไปเลยนี่แหละขอรับ ท่านหญิงคอยดูฝีมือข้าเถิด”
“....” หญิงสาวนิ่งแล้วก็ยิ้มขึ้นมา “เจ้า.... ทำไมข้าไม่คิดแผนนี้ออกตั้งแต่แรก ผางเยว่เจ้ามันร้ายจริงๆ”
ชายหนุ่มยิ้ม ดวงตากรุ้มกริ่มก็ยังมองนางอยู่ เขาค่อยๆ วางข้าวของที่ปล้นมาลงไป ถอดกางเกงตัวเองออก ตากลมโตของหญิงสาวก็เบิกโพลงด้วยความตกใจ
“เวลาแบบนี้เจ้ายังคิดเรื่องบัดสี! เจ้าเป็นคนประเภทใดกัน” นางละล่ำละลักเอ่ยออกไป ตางามจ้องดูเขา กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ชายหนุ่มเข้าไปคว้ากายนาง ซุกใบหน้าเข้าไปไซร้ดอมดมตรงเต้าอวบของหญิงสาว มือเลิกชุดของนางขึ้น ทำท่าจะเสือกไสข่มเหงนาง
หญิงสาวดิ้นรน กำปั้นทั้งสองกระหน่ำทุบหลังเขาสุดแรง
“มิได้หรือ” เขาเงยหน้าถามนางเสียงอ่อย
เสวียนฮวามิตอบ ทำหน้าบูดบึ้งใส่เขา สีหน้านางทำเอาชายหนุ่มผู้หื่นกระหายหน้าสลดขึ้นมา
“เจ้าเลียให้ข้าก่อน แล้วเดี๋ยวข้าจะอมให้เจ้า พอข้าหนำใจ เจ้าอยากทำอะไรกับข้าก็ทำ” เสวียนฮวาพูดอย่างขวยเขิน น้ำเสียงไม่เต็มคำ ยื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยน
ชายหนุ่มพอได้ยินก็ยิ้มแก้มปริ ฝังหน้าลงไปที่อกอวบคู่นั้นที่เขาหลงใหล ขบดูดมันอย่างมูมมาม ละเลงน้ำลายลงกับถันใหญ่จนชุ่มโชก
มือเรียวบางของหญิงสาวโอบกอดศีรษะเขา หันหน้าไปดูเหมยเหมยกับไป๋อี้ที่จ้องตาเขม็งมายังนางกับเขา ก็พาลให้เสวียนฮวารู้สึกขวยอายนัก
นางจึงจำต้องหลับตาพริ้ม และปล่อยกายปล่อยใจไปกับการดื่มด่ำของชายคนรัก ถึงอย่างไรยามนี้ก็ยังรู้สึกดีกว่าตอนที่เขาห่างกายนางเมื่อครู่มากมายหลายเท่านัก
ปลายคมหอกทิ่มเข้าไปที่ลำคอของทหารยามที่หนีไม่ทัน เสวียนฮวาเห็นหัวคนแหว่งออกมาก็นึกเวทนานัก เสียงร้องว่ามีผู้บุกรุกก็ดังไปทั้งค่าย แต่รู้ตัวตอนนี้ก็สายเกินแก้ เพราะตอนนี้เจ้าไป๋อี้ก็วิ่งพ้นค่ายของทหารที่ตั้งดักไว้แล้ว
ตอนนี้เป็นคืนพระจันทร์วันเพ็ญ แสงจันทร์สาดส่องพอให้เห็นหนทางอยู่ ฉับพลันที่เสวียนฉวาเห็นทางใหญ่อยู่ข้างหน้าก็ร้องขึ้นมา
“หักม้าเสีย! ข้างหน้ามีกับดัก!”
ชายหนุ่มชักบังเหียน ไป๋อี้หยุดในทันใด ตัวมันไถลไปข้างหน้าราวหนึ่งจั้ง ผางเยว่เพ่งตามองที่พื้น เขาก็มองเห็นเชือกขึงเอาไว้ด้านล่างจริงๆ
“ท่านหญิงมองเห็นอย่างงั้นหรือ?”
“ข้าไม่เห็น แต่หากข้าเป็นเขาข้าจะวางกับดักเอาไว้ที่ทางใหญ่ เจ้าไปทางน้อยเถิด แต่ทางข้างหน้าต้องมีกองทัพดักรอพวกเราอยู่อีกแน่นอน”
และเสียงระเบิดของพลุสัญญาณก็ดังขึ้น
“นี่เป็นกับดักหรือไม่?” ผางเยว่ถาม
“ข้างหน้าหนทางซับซ้อน มันวางกับดักเผื่อเรามาทางนี้เท่านั้น พลุที่มันจุดคือแจ้งบอกทัพใหญ่บนเขาหัวซานว่าเจอเราที่นี่ ถ้ามันวางกับดักหมายจับพวกเราตรงนี้ มันก็ต้องวางกองทัพรอเราข้างในอีก แต่ก็ยังดีกว่าเจอกองทัพบนเขาหัวซานนัก มันวางกับดักตรงนี้ไว้เผื่อเท่านั้นเอง ถ้ามันรู้ล่วงหน้าจริงๆ ว่าเรามาทางนี้ ป่านนี้ทหารนับหมื่นล้อมพวกเราแล้ว!”
ผางเยว่สั่งไป๋อี้ให้วิ่งเหยาะไปข้างหน้า พบเส้นทางเล็กอีกทางหนึ่ง แหย่ปลายทวนลงไปเพื่อตรวจดูว่ามีกับดักหรือไม่ เมื่อเห็นว่าไม่มีแล้วก็หยิบเชือกที่เตรียมไว้ขึ้นมา มัดหญิงคนรักให้แนบกายไว้ให้แน่น
“ไปเถอะ ผางเยว่ ข้าบอกเจ้าได้แต่เพียงว่าให้มุ่งสู่ทิศตะวันตก หนทางข้างหน้าจะมีคนนับพันจ้องเอาชีวิตพวกเรา และไม่ช้าจะมีกองทัพมาตามล่าเราจากข้างหลัง ข้าขอโทษนะ ข้าทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้เลย ที่เหลือขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”
“เท่านี้ถึงข้าน้อยตายวันนี้ก็ไม่เสียดาย!” เมื่อมัดแน่นเรียบร้อย เขาก็กระทืบโกลนม้ากระตุกบังเหียนสั่งให้เจ้าไป๋อี้พุ่งไปข้างหน้า