ในระหว่างที่ทั้งสองตระกูล กำลังพูดคุยกันอยู่นั่นเอง เสียงของใครบางคนก็ได้แทรกขึ้นมา
“เป็ถึงผู้าุโ..แต่กลับก้มหัวให้ผู้เยาว์คนหนึ่ง ตระกูลลี่ตกต่ำถึงขนาดนี้แล้วหรือ?” น้ำเสียงดูแคลนดังแทรกขึ้นมาระหว่างบทสนทนาของทั้งสองกลุ่ม เมื่อคนทั้งสองกลุ่มหันไปตามเสียงที่พูด คนที่พูดคือชายวัยกลางคนสวมชุดสีฟ้า อันเป็เอกลักษณ์ของตระกูลชุน ชายคนนั้นคือ ชุนเย่หยาง ประมุขคนปัจจุบันของตระกูลชุน
“ตัวของข้า ลี่หยาง ก้มหัวเคารพให้กับคนที่ข้า เห็นสมควรเท่านั้น ต่อให้มีอายุเป็พันปี แต่ไม่ควรได้รับการเคารพจากข้า ต่อให้สังหารข้าให้ตายข้าก็ไม่ก้มหัวให้....แล้วไม่ทราบว่าการที่ข้าจะก้มหัวให้กับใคร มันไปหนักส่วนไหนของท่านหรือ ประมุขชุน” ลี่หยางกล่าวตอบโต้ แม้ทั้งสองจะมีสถานะต่างกันหนึ่งคือผู้นำตระกูล อีกหนึ่งคือผู้าุโใหญ่ แต่ทั้งคู่นั้นมีพลังฝึกตนเท่ากัน และ ตัวของลี่หยางเองก็ไม่ค่อยชื่นชอบตระกูลชุนอยู่แล้ว จึงแสดงท่าทางต่อต้านชัดเจน
“เ้า!! ยังปากดีเช่นเดิมผู้าุโใหญ่ลี่ ทั้งๆ ที่ข้าได้ข่าวว่าประมุขของเ้า กับ ประมุขตระกูลอู าเ็สาหัสอยู่ไม่ใช่หรือ หากเ้าขอร้องข้า..ไม่แน่ ข้าอาจหาหมอที่สามารถรักษาอาการาเ็จากปราณมรณะให้ก็ได้นะ” จึงจะโมโหกับการตอบกลับของลี่หยาง แต่ชุนเย่หยางกลับยังแสดงออกราวกับ้าข่มตระกูลลี่และตระกูลอู และมันยังแสดงให้เห็นถึงเส้นสายของตระกูลชุนที่สามารถเชิญหมอมากความสามารถมาได้ ในขณะที่ตระกูลลี่และตระกูลอูทำไม่ได้
“แหะ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่กล้าออกมาช่วยสู้ด้วยซ้ำ แต่ว่ากลับกล้าเอาเื่นี้มากดดันผู้าุโตระกูลข้า ตระกูลชุนช่างหน้าไม่อายเสียจริง” คราวนี้เป็ลี่เจียงที่กล่าวออกมา ก่อนที่ผู้าุโลี่หยางจะได้พูดอะไร
“ลี่เจียง เ้ากล้าว่าตระกูลข้าหรือ.!!” เสียงของเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับลี่เจียงได้ดังออกมา พร้อมกับจับไปที่ดาบข้างเอวเตรียมที่จะชักมันออกมา ชายหนุ่มคนนั้นคือ ชุนฟง บุตรชายเพียงคนเดียวของ ชุนเย่หยาง
ชุนฟง และ ลี่เจียง ทั้งสองมีอายุและระดับลมปราณที่เท่ากัน และ จากที่สองตระกูลไม่ถูกกัน ชุนฟงและลี่เจียงจึงเป็คู่แข่งที่มักจะปะทะกันทุกครั้งที่เจอหน้ากัน
“ใจเย็นก่อน ลูกฟง เราไม่จำเป็ต้องลงมือกันที่นี่” ชุนเย่หยางกล่าวห้ามบุตรของตน พร้อมกับหันไปยังลี่หยาง
“ปากกล้ากันทั้งตระกูลจริงๆ ข้าจะรอดูในงานประลองว่าตระกูลลี่ของเ้าจะมีความสามารถเหมือนปากหรือไม่… พวกเราไป” ชุนเย่หยางหลังจากกล่าวจบก็ได้นำคนของตระกูลชุนขึ้นไปยังเรือเหาะก่อน
“ต้องขออภัยพวกท่านด้วยที่ต้องมาเห็นอะไรเช่นนี้” ลี่หยางได้กล่าวขอโทษจากตระกูลอู
“ไม่เป็ไรน้องลี่หยาง ไม่จำเป็ต้องเกรงใจขนาดนั้น เช่นนั้นพวกเราก็ขึ้นไปบนเรือเหาะกันเถอะ” อูเทียนเหวินกล่าวรับ จากนั้นก็ได้เดินนำคนทั้งหมดขึ้นเรือเหาะตามไป เนื่องจากระยะเวลาเดินทางยาวนานเรือเหาะครั้งนี้จึงมีขนาดใหญ่โตกว่าเรือเหาะครั้งนี้แล้วมากนัก ตระกูลชุนกับตระกูลลี่จึงได้พักอยู่คนละโซนโดยที่ไม่จำเป็ต้องมาเจอกัน
‘อูหลินเฟิง ข้ามีเื่อยากถาม’ จงิ่ถามอูหลินเฟิงผ่านยันต์ที่อูหลินเฟิงได้ให้ไว้ โดยที่คนอื่นไม่สามารถได้ยินสิ่งที่ทั้งสองคุยกัน
‘เื่อะไรงั้นหรือ’
‘เท่าที่ดู...ตระกูลชุนมีปัญหากับตระกูลลี่มากกว่าตระกูลอู เหตุใดตระกูลที่ถูกฆ่าล้างในนิยาย ไม่มีตระกูลลี่ด้วย??’ เพราะจากที่จงิ่สังเกตเหตุการณ์เมื่อครู่ ตระกูลชุนจงใจหาเื่ตระกูลลี่ชัดๆ แต่ว่าพวกมันกลับไม่ยุ่งกับตระกูลอูเลยแม้แต่น้อย การที่ตระกูลทั้งสองไม่ถูกกันมากขนาดนี้แต่ว่ากลับไม่ล้มตระกูลลี่ไปพร้อมๆ กับตระกูลอูถือเป็เื่ที่แปลกมากสำหรับเขา
‘ก็เพราะไม่ถูกกันนั่นแหละ...จึงไม่อาจทำให้หายไปพร้อมกับตระกูลอูได้’ อูหลินเฟิงบอกใบ้ให้กับจงิ่ เพราะอูหลินเฟิงคิดว่าไม่จำเป็ต้องอธิบายมากมายสหายของตนก็สามารถเข้าใจได้ด้วยตนเอง เมื่อได้ยินเช่นนั้นจงิ่จึงได้คิดอะไรบางอย่างสักครู่หนึ่ง
‘เข้าใจแล้ว เพราะว่าหากตระกูลลี่ กับ ตระกูลอูถูกฆ่าล้างพร้อมกัน โดยที่ตระกูลชุนไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ความสงสัยทั้งหมดจะตกไปอยู่ที่ตระกูลชุน แต่ว่าหากตระกูลอูที่ไม่ค่อยมีเื่กับตระกูลชุนถูกฆ่าล้างตระกูล ความสงสัยก็จะไม่ตกไปอยู่ที่ตระกูลชุนเพียงตระกูลเดียว’ จงิ่อธิบายสิ่งที่ตนคิดได้
‘ถูกต้อง ไม่ใช่แค่นั้น หากตระกูลอูหายไป เหมืองแร่ที่ตระกูลอูก็จะว่างลง หากเื้ัของตระกูลชุนสามารถทำให้ตระกูลชุนเหมืองแร่ของตระกูลอูได้ เหมือนที่ตระกูลซีเหมืองแร่ของตระกูลจง ขอเวลาเพียงไม่นานตระกูลชุนก็จะสามารถมีพลังเทียบเท่ากับตระกูลลี่ บวกกับเื้ัที่คอยช่วยเหลือตระกูลชุน ตระกูลลี่ที่ไม่ได้เป็ตระกูลใต้อาณัติตระกูลระดับสูงใดเลยก็เป็เพียงชิ้นเนื้อที่รอวันถูกกินเท่านั้น’ อูหลินเฟิงคิดว่านี้คงเป็แผนของตระกูลที่อยู่เื้ัของตระกูลชุนมากกว่าที่ตระกูลชุนจะคิดเอง
‘เื่อื่นเอาไว้ก่อนเถอะ แล้วการฝึกพลังจิตของเ้าไปถึงไหนแล้ว’ อูหลินเฟิงตัดบทของจงิ่จากนั้นก็ถามถึงการฝึกพลังจิตของจงิ่
‘ดีขึ้นมาก ตอนนี้การประสานธาตุสามารถทำได้นานขึ้นกว่าเดิมมากนัก และ ข้ายังสามารถฝึกเพลงดาบได้เกือบถึงขั้นจิตแห่งดาบแล้ว’ การประสานธาตุนอกจากจะต้องใช้พลังลมปราณปริมาณมากแล้วต้องใช้สมาธิมากเช่นกัน การฝึกพลังจิตจึงจำเป็สำหรับจงิ่อย่างมาก และ เมื่อทำได้ความสามารถของจงิ่ในตอนนี้ก็เรียกได้ว่าแข็งแกร่งกว่าระดับลมปราณของตนเอง เป็อัจริยะที่สามารถสู่ข้ามระดับได้หลายขั้น
“ทุกท่าน ข้ามีเื่บางอย่างที่อยากจะเสนอ…ไม่ทราบว่าพวกท่านสนใจจะลองฟังดูหรือไม่” หลังจากเข้ามาเขตที่พักก่อนที่จะแยกกันอูหลินเฟิงกลับกล่าวบางอย่างขึ้นก่อน
“คุณชายใหญ่อู ท่านมีเื่อะไรงั้นหรือ” ลี่หยางเป็ตัวแทนตระกูลลี่ถาม
“พวกเราไปนั่งคุยกันเถอะ เชิญทางนี้ขอรับ” อูหลินเฟิงเดินนำไปยังสถานที่ ที่คนทั้งหมดสามารถนั่งคุยกันได้อย่างสบาย เมื่อถึงแล้วเข้าได้กางยันต์เพื่อนป้องกันเสียง เมื่ออูเทียนเหวินเห็นการกระทำของอูหลินเฟิงเขาจึงได้ส่งปราณของตนไปเสริมเพื่อให้สามารถป้องกันการแอบฟังได้ดีขึ้น เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว อูหลินเฟิงจึงได้เริ่มบอกความคิดของตน
“ข้อเสนอของข้า ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร เพียงแค่ข้านั้นอยากเสนอให้ทุกคนในที่แห่งนี้ได้ลองฝึกฝนพลังจิต” อูหลินเฟิงได้บอกความ้าของตน จากสิ่งที่อูหลินเฟิงได้รับรู้สิ่งต่างๆ ทำให้อูหลินเฟิง้าพันธมิตรที่แข็งแกร่ง แม้ตระกูลลี่จะเป็ตระกูลระดับกลางเหมือนกัน แต่ว่าก็ไม่ได้แข็งแกร่งมากนักเมื่อเทียบกับศัตรูที่จะได้เจอในอนาคต หากเขาสามารถเสริมให้ตระกูลลี่แข็งแกร่งขึ้นได้ ทางตระกูลอูก็จะได้พันธมิตรที่เชื่อใจได้เพิ่มขึ้น
“พลังจิต??? ท่านว่าจะให้พวกเราฝึกฝนพลังจิตเช่นนั้นหรือ……คุณชายใหญ่อู สิ่งที่ท่านพูด พูดได้ง่ายแต่เกรงว่าจะทำได้ยากนัก” ลี่หยางกล่าว เพราะว่าเขาเป็ถึงชนชั้นจอมยุทธ์แล้ว จึงสามารถฝึกฝนเพลงหมัดได้ถึงขั้นจิตแห่งหมัดทำให้รับรู้ได้ว่าต่อให้ไม่ได้เกิดมาพร้อมพลังจิต แต่ว่าก็สามารถรับรู้ถึงพลังจิตได้เช่นกัน แต่ว่าการรับรู้ถึงพลังจิตกับการจะฝึกฝนพลังจิตให้เก่งนั้นต่างกัน สิ่งที่อูหลินเฟิงเสนอมานั้นพูดง่ายแต่การจะฝึกนั้นยาก
“ที่พวกท่านว่ามันยากก็เพราะ ผู้มีพลังจิตส่วนมากจะเน้นไปที่จากฝึกสัตว์อสูร ไม่มีผู้ที่ฝึกฝนพลังจิตสายอื่น ทำให้ผู้คนมักไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วควรเริ่มฝึกจากตรงไหน แต่ว่าตัวข้านอกจากการฝึกสัตว์อสูรแล้ว ข้ายังมีความรู้เื่พลังจิตอีกมากนัก ข้าสามารถบอกวิธีสำหรับการฝึกพลังจิตที่ถูกต้องให้กับพวกท่านได้” อูหลินเฟิงอธิบาย เมื่อได้ยินว่าตัวของอูหลินเฟิง มีวิธีที่สามารถฝึกพลังจิตได้ง่าย หากเป็คนอื่นอาจไม่เชื่อ แต่ว่าเมื่อได้รับรู้เื่ราวจากลิ่อิงที่ได้เคล็ดวิชามาจากอูหลินเฟิงแล้ว ทางตระกูลลี่ทั้งสี่คนจึงเชื่อได้ไม่ยาก
“ต้องยอมรับว่าพวกข้าสนใจอย่างมาก แต่ว่า เพียงแต่เคล็ดการควบคุมโกเลมศิลา ก็มีค่ากับพวกเราตระกูลลี่มากแล้ว หากท่านจะสอนพลังจิตให้พวกเราอีก เกรงว่าน้ำใจนี้ของท่าน พวกข้าไม่อาจรับไว้” แม้ภายในใจ จะ้าอย่างมากแต่ว่าพวกคนตระกูลลี่นั้นเป็พวกซื่อตรงไม่ชอบการติดค้างใคร เคล็ดวิชาจิตแบ่งห้วงคํานึง อูหลินเฟิงบอกว่าเป็ของขวัญสำหรับสะใภ้จึงสามารถยอมรับได้ แค่ครั้งนี้มันมากเกินไป
“ข้าจะขอพูดตรงๆ กับท่านผู้าุโใหญ่ลี่ ข้าไม่อาจบอกว่าข้ารู้มาจากไหนหรือรู้ได้อย่างไร แต่ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ตระกูลอูของข้าจะเจอปัญหาร้ายแรง สิ่งที่ข้ามอบให้วันนี้ ข้าหวังเพียงว่าตระกูลลี่จะคอยช่วยเราได้ในวันที่ตระกูลอูลำบาก นอกจากท่านจะได้วิชาไปเสริมพลังให้ตระกูล ตระกูลอูข้าเองก็้าพันธมิตรที่แข็งแกร่ง และต้องสามารถเชื่อใจได้” อูหลินเฟิงรับรู้นิสัยนี้ของคนตระกูลลี่ จึงได้เลือกที่จะบอกตระกูลลี่ไปตามตรง
“ขอขอบคุณความจริงใจของท่าน เช่นนั้นหากพวกเรา้าฝึกพลังจิตควรเริ่มจากสิ่งใด” ลี่หยางชื่นชมความจริงใจของอูหลินเฟิงจึงตอบตกลงอย่างง่ายได้โดยไม่มีใครในตระกูลที่ตามมาด้วยคัดค้าน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นอูหลินเฟิงได้สร้างพลังก้อนพลังจิตเล็กเท่าเม็ดถั่วออกมาทั้งหมดแปดก้อน
“ขอให้พวกท่านทำจิตให้ว่างไม่ต้องต่อต้าน…ทำเพียงแต่รับรู้ถึงพลังของมันให้ได้ก็พอ” อูหลินเฟิงได้มอบก้อนพลังจิตแปดก้อนให้กับคนแปดคน คืออูหมินจิง อูไต้หรง อูจิง อูจาง ลี่หยาง ลี่เจียงและสององครักษ์ตระกูลลี่ ก้อนพลังจิตได้ตรงเข้าสู้ระหว่างคิ้วของคนทั้งแปด