สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 88 ข้าสามารถนวดให้ท่านได้นะเจ้าคะ

    ยูรันยกนิ้วขึ้น ก่อนอธิบายอย่างใจเย็น


    “ตอนนี้เมืองหลอมศิลามีสี่ตระกูลใหญ่ ได้แก่ ตระกูลเสิ่น ตระกูลจง ตระกูลไป๋ และตระกูลลู่ของเจ้า”


    “จากสถานการณ์ในเวลานี้ ตระกูลเสิ่นกับตระกูลจงน่าจะร่วมมือกันแล้ว มิฉะนั้นคงไม่กล้าส่งคนมาชิงป้ายหยกกระจอก ๆ นั่นจากเจ้า”


    องครักษ์จางหันกลับมาทันที


    “เป็นไปไม่ได้ขอรับ! ตระกูลเสิ่นกับตระกูลจงขัดแย้งกันมาหลายสิบปี ทั้งสองฝ่ายไม่มีทางร่วมมือกันได้”


    ยูรันเอนหลังพิงเบาะ


    “สิ่งที่พวกท่านมองเห็น คือสิ่งที่พวกมันอยากให้เห็นต่างหาก”


    เขาชี้ไปทางด้านหลังรถม้าซึ่งมีโจรทั้งห้าถูกลากตามมา


    “โจรขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายห้าคนไม่สนใจเงินทอง แต่เจาะจงเอาเพียงป้ายหยก หากไม่มีตระกูลใหญ่หนุนหลัง พวกมันจะกล้าลงมือใกล้ประตูเมืองเช่นนี้หรือ?”


    องครักษ์จางเงียบลงทันที


    ลู่ชิงถานขมวดคิ้ว


    “แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตระกูลไป๋อย่างไรเจ้าคะ?”


    “หากสองตระกูลนั้นร่วมมือกัน พวกมันย่อมไม่หยุดเพียงแค่ตระกูลลู่”


    ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


    “พวกมันจะลากตระกูลไป๋เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ศิษย์พี่รองของข้าจะถูกจับไปทำเป็นเตาหลอม ส่วนเจ้าก็จะมีจุดจบไม่ต่างจากนาง”


    ลู่ชิงถานชี้เข้าหาตนเองด้วยความตกใจ


    “ข้าด้วยหรือเจ้าคะ?”


    “ใช่”


    ยูรันพยักหน้า


    “ร่างกายของเจ้ามีความพิเศษ สำหรับผู้บำเพ็ญแล้ว เจ้าเป็นเตาหลอมชั้นยอดที่มีค่ายิ่งกว่าผู้ครอบครองกายาหยินบริสุทธิ์เสียอีก ส่วนในสายตาของคนธรรมดา ร่างกายของนางก็ไม่ต่างจากยาอายุวัฒนะ หากนำไปใช้ด้วยวิธีที่ถูกต้อง สามารถยืดอายุขัยของคนผู้หนึ่งได้หลายร้อยปี”


    ใบหน้าของลู่ชิงถานค่อย ๆ ซีดลง


    องครักษ์จางกำบังเหียนแน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดขึ้น


    “หรือว่าเหตุผลที่พวกมันต้องการป้ายหยก เป็นเพราะต้องการเปิดทางเข้าสู่พื้นที่ต้องห้ามของตระกูล...”


    เขาหยุดพูดกลางคัน ราวกับเพิ่งนึกถึงบางอย่างที่น่ากลัวขึ้นมาได้


    ยูรันไม่ได้ซักถาม เพียงกล่าวต่ออย่างสบายอารมณ์


    “ลองคิดดู หากตระกูลไป๋ล่มสลาย ทรัพย์สินและอำนาจส่วนใหญ่ย่อมตกไปอยู่ในมือตระกูลเสิ่นกับตระกูลจง”


    “เมื่อถึงตอนนั้นจะเหลือตระกูลลู่เพียงลำพัง พวกท่านคิดว่าจะต้านทานสองตระกูลซึ่งร่วมมือกันได้หรือ?”


    องครักษ์จางกัดฟัน ก่อนส่ายหน้าอย่างไม่เต็มใจ


    “ไม่ได้ขอรับ หากทั้งสองตระกูลร่วมมือกันจริง ต่อให้ตระกูลลู่ทุ่มกำลังทั้งหมดก็คงต้านไว้ได้ไม่นาน”


    “ถูกต้อง”


    ยูรันพยักหน้า


    “สุดท้าย สี่ตระกูลใหญ่จะเหลือเพียงตระกูลเสิ่นกับตระกูลจง”


    “ส่วนลู่ชิงถานกับศิษย์พี่รองของข้า จะถูกพวกมันนำไปทำเป็นเตาหลอมอย่างแน่นอน”


    ยูรันกลับไปเอนหลังพิงเบาะ ก่อนกล่าวสรุปอย่างไม่ใส่ใจ


    “ข้าเดินทางมาเพื่อช่วยศิษย์พี่รอง ส่วนเจ้าก็บังเอิญพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วยเท่านั้นแหละ”


    องครักษ์จางหน้าเปลี่ยนสี ก่อนรีบเอ่ยขึ้น


    “ช้าก่อนขอรับ! ข้ายังมีเรื่องสงสัย คุณชายทราบเรื่องร่างกายของคุณหนูได้อย่างไร?”


    เขาหันไปมองลู่ชิงถานด้วยความกังวล


    “คุณหนูได้รับการตรวจร่างกายมาตั้งแต่เด็ก แม้สุขภาพจะอ่อนแอกว่าคนทั่วไปอยู่บ้าง แต่ไม่เคยมีผู้ใดตรวจพบกายาพิเศษเลยนะขอรับ”


    “นั่นคือเหตุผลที่จุดประสงค์ของข้าเพิ่มจากสองข้อเป็นสามข้อ”


    ยูรันยกนิ้วขึ้น


    “ข้อแรกคือช่วยศิษย์พี่รอง ข้อที่สองเป็นธุระส่วนตัวของข้า ส่วนข้อที่สามซึ่งเพิ่งเพิ่มเข้ามา...”


    เขาชี้ไปทางลู่ชิงถาน


    “คือรักษาเจ้า”


    ลู่ชิงถานยกมือปิดปาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ


    องครักษ์จางเองก็แทบทำบังเหียนหลุดมือ


    “คุณหนูของข้ามีทางรักษาด้วยหรือขอรับ?”


    “มีอยู่สองวิธี”


    ยูรันยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว


    “วิธีแรกคือให้นางกลายเป็นเตาหลอม ระบายพลังส่วนเกินและสิ่งที่สะสมอยู่ภายในร่างออกไป แบบนั้นนางจะยังมีชีวิตอยู่ต่อได้”


    องครักษ์จางรีบถามขึ้นทันที


    “เดี๋ยวก่อนนะขอรับคุณชาย! วิธีที่สองคงไม่ใช่ให้คุณหนูของข้าไปเป็นเตาหลอมของท่านหรอกนะ?”


    ลู่ชิงถานกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก


    เส้นเลือดตรงขมับของยูรันปูดขึ้นทันที


    [ไอ้แก่นี่มันโง่ หรือมันโง่มากกันแน่?]


    เพียะ!


    เสียงตบดังสนั่นไปทั่วรถม้า


    ก่อนองครักษ์จางจะทันตั้งตัว ฝ่ามือของยูรันก็ตามมาอีกหลายครั้ง


    เพียะ! เพียะ! เพียะ!


    “ตาแก่ สมองหมาหรือไง!”


    ยูรันคว้าคอเสื้อองครักษ์จาง ก่อนตบจนใบหน้าของอีกฝ่ายบวมปูด


    “หากวิธีที่สองยังเป็นการจับนางไปทำเตาหลอม แล้วมันจะแตกต่างจากวิธีแรกตรงไหน?”


    เพียะ!


    “ถ้ามันเหมือนกัน ข้าจะบอกว่ามีสองวิธีทำไม?”


    เพียะ!


    “ในหัวของแกมีแต่เรื่องเตาหลอมหรือไง ไอ้โง่เอ๊ย!”


    หลังกล่าวจบ องครักษ์จางยังถูกทุบซ้ำอีกหลายครั้ง จนใบหน้าบวมเป่งและพูดแทบไม่รู้เรื่อง


    ยูรันจึงยอมปล่อยมือ ก่อนกลับไปนั่งตามเดิมราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น


    “ส่วนวิธีที่สองคือให้ข้ารักษานาง ไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นเตาหลอมให้ผู้ใดทั้งนั้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวล”


    ลู่ชิงถานถอนหายใจด้วยความโล่งอก


    ทว่าในขณะเดียวกัน ภายในใจของนางกลับรู้สึกผิดหวังอย่างแปลกประหลาด


    [เหตุใดข้าจึงรู้สึกแย่ เมื่อได้ยินว่าตนเองไม่ต้องเป็นเตาหลอมของเขากัน?]


    ลู่ชิงถานนึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ ก่อนถามต่อด้วยความสงสัย


    “แล้วจุดประสงค์อีกข้อที่เหลือคืออะไรหรือเจ้าคะ?”


    “อ๋อ เรื่องนั้น...”


    ยูรันขยับตัวนั่งตรงขึ้นเล็กน้อย


    “ข้อตกลงเมื่อครู่ยังมีผลอยู่ใช่ไหม ที่เจ้าบอกว่าจะมอบร่างกายให้ข้าน่ะ?”


    ใบหน้าของลู่ชิงถานแดงขึ้นทันที


    “ยังมีผลอยู่เจ้าค่ะ”


    “ดี”


    ยูรันพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนถามขึ้น


    “ว่าแต่งานประมูลยังไม่เริ่มใช่หรือไม่?”


    “ยังไม่เริ่มเจ้าค่ะ จะเริ่มในอีกสองวัน”


    “นั่นแหละ จุดประสงค์ข้อที่สองของข้า”


    ยูรันยกยิ้มมุมปาก


    “ข้าได้ยินว่าศิษย์พี่เย่อ้าวเทียนกำลังจะเข้าร่วมงานประมูล ข้าจึงตั้งใจไปประมูลตัดหน้า แย่งของที่เขาต้องการมาสักสองสามชิ้น”


    “แล้วระหว่างนั้น ข้าอยากให้เจ้าช่วยแสดงละครเป็นคนรักของข้าด้วย”


    ลู่ชิงถานเบิกตากว้าง


    “คะ... คะ... คนรักหรือเจ้าคะ?”


    “ใช่”


    ยูรันพยักหน้าราวกับเป็นเรื่องธรรมดา


    “ศิษย์พี่ของข้าเป็นพวกคลั่งไคล้สตรีงดงาม หากเขาเห็นหญิงงามอย่างเจ้าอยู่ข้างกายข้า แถมยังแสดงตัวว่าเป็นคนรักของข้า เขาต้องโกรธจนกระอักเลือดออกมาแน่”


    น้ำเสียงของยูรันเต็มไปด้วยความคาดหวัง


    “ข้าเลยอยากแกล้งเขาเล่นสักหน่อย”


    ลู่ชิงถานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา


    “ถ้าอย่างนั้น ร่างกายที่คุณชายต้องการจากข้า... หมายถึงให้ข้าช่วยแสดงละครเป็นคนรักของท่านเท่านั้นหรือเจ้าคะ?”


    “ใช่สิ ข้าต้องการเพียงเท่านั้น”


    ยูรันเอียงคออย่างไม่เข้าใจ


    “แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะต้องการอะไรอีก?”


    “...”


    ลู่ชิงถานเม้มริมฝีปาก ก่อนหลุบตาลงเพื่อซ่อนความผิดหวังที่ปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว


    [ชายผู้นี้ไม่ได้คิดอะไรกับข้าเลยสินะ...]


    [มีเพียงข้าที่คิดไปไกลอยู่ฝ่ายเดียว]


    ยูรันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงดีดนิ้วเบา ๆ


    “โอ้ ยังมีอีกเรื่อง ข้าเกือบลืมไปเลย”


    “เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”


    “งานประมูลต้องมีหนังสือเชิญหรือลงชื่อในนามขุมกำลังใดสักแห่งไม่ใช่หรือ?”


    ยูรันเอียงคอ


    “ข้าเพิ่งมาถึงเมืองนี้ ไม่มีทั้งหนังสือเชิญและผู้รับรอง ข้าขอเข้าร่วมในนามตระกูลลู่ได้หรือเปล่า? ช่วยลงชื่อให้ข้าหน่อยได้ไหม?”


    ลู่ชิงถานตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด


    “หากคุณชายต้องการ ย่อมได้เจ้าค่ะ ข้าจะจัดการเรื่องหนังสือรับรองและที่นั่งในงานประมูลให้เอง”


    “ขอบใจมาก”


    “คุณชายช่วยชีวิตพวกเราทั้งหมด เรื่องเพียงเท่านี้ไม่ถือว่าเป็นสิ่งใดเลยเจ้าค่ะ”


    ลู่ชิงถานกล่าวต่อ


    “งานประมูลจะเริ่มขึ้นในอีกสองวัน หากคุณชายยังไม่มีที่พัก เชิญไปพักที่คฤหาสน์ของข้าดีหรือไม่เจ้าคะ?”


    ยูรันส่ายหน้าทันที


    “ไม่เอา คืนนี้ข้าจะไปนอนที่หอนางโลม”


    “หอนางโลม?”


    ลู่ชิงถานชะงักไปเล็กน้อย


    “อืม เดี๋ยวค่อยให้พวกนางช่วยนวดคอให้สักหน่อย เดินทางมาตั้งนาน รู้สึกเมื่อยอยู่เหมือนกัน”


    ยูรันกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง


    “โรงเตี๊ยมทั่วไปไม่น่ามีบริการนวดคอให้ด้วย”


    ลู่ชิงถานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบกล่าวขึ้น


    “เอ่อ... ข้าเองก็พอรู้วิธีนวดอยู่บ้าง หากคุณชายไม่รังเกียจ ข้าสามารถนวดให้ท่านได้นะเจ้าคะ”


    “จริงหรือ?”


    ยูรันมีสีหน้าสนใจขึ้นมาทันที


    “ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะได้ ข้าไปพักที่คฤหาสน์ของเจ้าก็แล้วกัน”


    ดวงตาของลู่ชิงถานเป็นประกายขึ้น


    “เจ้าค่ะ!”


    นางรีบสั่งให้องครักษ์จางมุ่งหน้ากลับคฤหาสน์ตระกูลลู่ทันที


    ระหว่างทาง ลู่ชิงถานกับยูรันพูดคุยเรื่องต่าง ๆ ไปเรื่อยเปื่อย บรรยากาศภายในรถม้าผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด


    ส่วนโจรทั้งห้าซึ่งถูกมัดและลากอยู่ด้านหลัง กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนตลอดเส้นทาง


    “คนพวกนั้นไปทำอะไรมา?”


    “ได้ยินว่าเป็นโจรดักปล้นคุณหนูลู่ใกล้ประตูเมือง”


    “สมควรแล้ว!”


    “ลากให้หน้าครูดพื้นหนักกว่าเดิมเลย!”


    เมื่อรู้ว่าคนเหล่านั้นเป็นโจร ผู้คนริมถนนไม่เพียงไม่สงสาร ยังพากันชี้หน้าสมน้ำหน้าตลอดทางจนถึงคฤหาสน์ตระกูลลู่

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน