คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 88 ดีมาดีกลับ ร้ายมาร้ายกลับ

     

            เมื่อซูฉางอันกลับมาจากงานเลี้ยง ดวงดาวก็ส่องประกายเต็มท้องนภาแล้วแสงจากบนฟากฟ้าลากให้เงาของเขาทอดยาวอยู่เหนือพื้นดินเบื้องล่าง

            เขาผลักประตูใหญ่ของสำนักเทียนหลานให้เปิดออก และพบกับสตรีในชุดเขียวที่ยืนอยู่หลังประตูเพราะนางยืนหันหลังให้แสงดาว ซูฉางอันจึงไม่อาจเห็นใบหน้าของนางได้ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับสว่างไสวเหลือเกินมันเปล่งประกายเสียยิ่งกว่าดวงดาวบนท้องนภาเสียอีก

            ความหงุดหงิดที่ซูฉางอันมีลดลงไปอย่างน่าอัศจรรย์

            “ท่านอาจารย์อาชิงหลุน” เขากล่าวขึ้น

            หญิงสาวพยักหน้าน้อยๆ ก่อนเสียงอันเยือกเย็นราวไร้ความรู้สึกของนางจะกล่าวขึ้น

            “ท่านอวี้เหิงบอกให้เจ้าไปหาที่ห้องหลังกลับมาแล้ว”

            ซูฉางอันพยักหน้ารับ เขาไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย เพราะเขารู้สึกว่าอวี้เหิงต้องรู้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นแน่ดังนั้น หลังขานรับด้วยเสียงต่ำ ซูฉางอันมุ่งหน้าไปยังหออวี้เหิงทันที

            หญิงสาวหันมองตามแผ่นหลังของชายหนุ่ม ก่อนขมวดคิ้วมุ่น นางรับรู้ได้ว่าซูฉางอันในยามนี้แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อยเพียงแต่นางกลับอธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าส่วนใดกันแน่ที่แตกต่างออกไป

            แกรก

            ประตูเก่าๆ ของหออวี้เหิงถูกเปิดโดยซูฉางอัน

            เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าอวี้เหิง

            ชายชราหรี่ตาเล็กน้อยขณะนั่งในท่ากึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ไทชิประจำตัว

            เขามักจะเป็นเช่นนี้เสมอ แม้ความง่วงซึมที่หางตาจะมีมากจนราวว่าไม่อาจสลายลงได้แล้วแต่ยังไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะหลับตาลงอย่างแท้จริง ซูฉางอันคิดว่าสำหรับคนชราคนหนึ่งนี่เป็นเรื่องที่ไม่ดีเอาเสียเลยจึงถามออกไปครั้งแล้วครั้งเล่าว่าทำไมคนตรงหน้าถึงไม่ยอมพักผ่อนจริงๆ เสียที

            แต่อวี้เหิงก็ตอบเช่นเดิมไปเสียทุกครา

            “คนแก่น่ะ จะนอนหลับแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้หรอก เพราะหากหลับตาลงก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งได้หรือเปล่า”

            และคำตอบนี้ก็มักจะทำให้ซูฉางอันรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจเสมอดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะไม่ถามอีก

            “กลับมาแล้วรึ? ” อวี้เหิงยันตัวลุกขึ้น แม้เขาจะหรี่ตาอยู่แต่มีเพียงซูฉางอันคนเดียวเท่านั้นที่ดูออกว่าในดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่แสนจริงใจและความอบอุ่นนั้นทำให้ความรู้สึกที่ซูฉางอันต้องการเก็บงำเอาไว้ระเบิดออกมาในที่สุด

            อย่างไรเสีย เขาก็เป็นเพียงเด็กชายที่อายุยังไม่ครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์คนหนึ่งเท่านั้น

            เขามาที่เมืองฉางอันพร้อมกับความฝันแห่งเทพนิยายตามประสาเด็กในช่วงวัยนี้เขาอยากเป็นนักดาบที่เหมือนกับมั่วทิงอวี่ นักดาบที่ผดุงความยุติธรรมรักษาความสงบของบ้านเมือง และพาหญิงสาวที่งดงามเหมือนกับโม่โม่ หรืออาจสวยมากกว่าโม่โม่กลับบ้านเกิดในตอนจบของเรื่อง

            และสิ่งที่ฟูมฟักความฝันนี้แก่เขา ไม่ใช่ความรักในความถูกต้องหรือคุณธรรมอันแสนยิ่งใหญ่อะไร แต่เป็นเพียงความเพ้อฝันและความฝักใฝ่ในเกียรติยศที่ไกลห่างจากความเป็นจริงซึ่งทุกคนต่างมีไม่ต่างกันต่างหาก

            เขาเคยคิดว่าตัวเองทำตามความฝันได้บ้างแล้วและนั่นก็ทำให้เขาแอบได้ใจอยู่ไม่น้อย

            แต่ความรู้สึกทั้งหมดกลับถูกทำลายจนแหลกละเอียดในค่ำคืนนี้เพราะทุกสิ่งที่เขาเคยพบเจอ และทุกอย่างที่เขาได้รับต่างเป็นสิ่งที่ถูกขับเคลื่อนโดยมือขนาดใหญ่ที่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยสังเกตเห็นเท่านั้นและเขาก็ไม่ต่างไปจากหุ่นเชิดที่ถูกคนอื่นควบคุมอย่างลับๆ ตลอดเวลาโดยที่ตัวเองกลับไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย

            เขาเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รู้สึกเหมือนมีบางอย่างอัดอั้นอยู่กลางอกทำให้เขาหายใจไม่ออก

            แต่เมื่อได้พบหน้าอวี้เหิง ในที่สุด ความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจก็ปะทุออกมาราวเขื่อนแตก

            หัวไหล่ของเขากระตุกขึ้นอย่างรุนแรง ขณะที่หยดน้ำตาไหลผ่านแก้มที่แฝงไปด้วยความอ่อนเยาว์อย่างไม่อาจหยุดยั้งและเขาพลันตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ดีเอาเสียเลย...นักดาบที่เหมือนกับมั่วทิงอวี่จะมาร้องไห้ง่ายๆ เยี่ยงนี้ได้อย่างไรกันอย่างน้อยก็ร้องไห้ด้วยเรื่องเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด

            เขายกมือขึ้น ด้วยหวังจะเช็ดหยาดน้ำตาบนใบหน้าออกแต่ดวงตาของเขากลับเอาแต่หลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่รู้จบ ราวกับทำนบที่ขวางกั้นน้ำตาได้พังทลายลงเช่นนั้น

            มือที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นถูกยกขึ้นมาวางอยู่บนหัวของเขาและลูบจับเส้นผมบนนั้นเบาๆ

            “ร้องออกมาเถอะ” อวี้เหิงกล่าว “ระบายความเจ็บปวดทั้งหมดออกมาให้หมดเสีย”

            ซูฉางอันนิ่งไปทันที คำพูดของอวี้เหิงทำให้ป้อมปราการแห่งสุดท้ายในหัวใจหลอมละลายลงในพริบตาเขานั่งอิงกับพนักวางแขนเก้าอี้ไทชิของอวี้เหิง แล้วฟุบหน้าร้องไห้ในที่สุด เช่นเดียวกับเด็กในวัยเดียวกันคนอื่นๆครั้งนี้ เขาร้องไห้ออกมาอย่างไม่คิดจะเก็บกลั้นอีกต่อไป

            ร้องเถอะ ร้องระบายความอ่อนแอในหัวใจออกมาให้หมด จากนั้นจงแข็งแกร่งให้ได้มากที่สุดมีเพียงทางนี้ เจ้าจึงจะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองฉางอันต่อไปได้

            อวี้เหิงตบหลังเขาเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้นในใจ

            ณ ลานฝึก จู่ๆ สตรีที่ยืนนิ่งอยู่กลางลานฝึกเงยหน้าขึ้นมองดวงดาวบนท้องนภาราวกับรับรู้ได้ถึงบางสิ่งบางอย่างด้วยดวงตาที่ส่องประกายงดงามไม่ต่างไปจากดวงดารา สายลมพัดผ่าน ลูบให้ชายเสื้อของนางปลิวไสวขลุ่ยที่ทัดอยู่ข้างเอวถูกดึงออกมา แต่กลับถูกวางลงในเวลาต่อมาเช่นกัน

            วินาทีนั้น นางรับรู้ได้ว่าดาวดวงหนึ่งมอดแสงลงกะทันหัน แต่มันก็ส่งประกายแสงออกมาอีกครั้งในไม่ช้าแม้มันจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่นางมั่นใจว่าความรู้สึกของตนต้องไม่ผิดไปแน่หญิงสาวจ้องมองดวงดาวที่ส่องแสงพราวพร่างอยู่บนท้องนภาก่อนความไม่เข้าใจจะปะทุออกมาในพริบตา

            “ในเมื่อไม่อยากตาย แล้วเหตุใดจึงต้องตายให้ได้ด้วยเล่า?” นางกล่าวพึมพำด้วยเสียงที่มีเพียงตนเท่านั้นที่ได้ยิน

            ท่ามกลางราตรีที่แสนมืดมิด สิ่งที่นางได้รับกลับมามีเพียงลมหนาวที่พัดผ่านไปเท่านั้น

            ณ หออวี้เหิง ในที่สุดซูฉางอันก็หยุดร้องไห้เสียทีเขาเงยหน้าขึ้นมองอวี้เหิง เช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าออกอย่างเขินอายจากนั้นจึงรีบลุกขึ้นยืน

            “ร้องเสร็จแล้วรึ?” ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรเสียงของอวี้เหิงก็ดังขึ้นเสียก่อน

            “อืม” ซูฉางอันยังรู้สึกหมองหม่นไม่คลาย เขาตอบด้วยเสียงเศร้าหมอง

            “เจ้าไม่อยากถามอะไรข้าบ้างรึ? ”อวี้เหิงหันไปมองซูฉางอัน เขาหรี่ตา แล้วส่งประกายรอยยิ้มอันมีความหมายแอบแฝงออกมา

            ซูฉางอันคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพยักหน้าอย่างจริงจัง

            แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกกลัดกลุ้มกลับเป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าควรจะเริ่มถามอย่างไรดีอย่างเช่นคำถามที่ว่าเหตุใดเป่ยทงเสวียนถึงผิดต่อหรูเยี่ยน ทำไมศิษย์พี่ถึงโกหกเขาแล้วไยกู่เซี่ยนจวินถึงต้องพุ่งกระบี่มาที่เขา

            ดังนั้นในที่สุด เขาจึงถามเช่นนี้ออกมาแทน“ทำไมโลกใบนี้ถึงเป็นเช่นนี้กัน? ”

            ขณะถาม เขาเงยหน้าขึ้นไปมองชายชรา และดวงตาของเขาทอประกายแสงระยิบระยับออกมาอีกครั้งเขาถามด้วยท่าทางจริงจังราวใคร่จะรู้ถึงความจริงของเรื่องบางอย่างมากจนแทบจะทนรอต่อไปไม่ไหวแล้ว

            ทว่าอวี้เหิงกลับนิ่งเงียบไป เขาคิดคำถามที่ซูฉางอันอาจถามเอาไว้มากมายแต่กลับไม่เคยคิดถึงคำถามเช่นนี้เลย

            เขาใช้เวลาครุ่นคิดไม่กี่อึดใจ สำหรับเขาแล้วสถานการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น จากนั้นจึงมองไปที่ซูฉางอันแล้วถามกลับไป “แล้วเจ้าคิดว่าโลกใบนี้ควรจะเป็นยังไงเล่า? ”

            ซูฉางอันนิ่งไปทันที เขาใช้เวลาในการครุ่นคิดนานกว่าที่อวี้เหิงทำเมื่อครู่อยู่โขแต่ในที่สุดก็ได้คำตอบ แล้วตอบกลับหลังนิ่งเงียบไปนาน“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าโลกใบนี้ควรจะเป็นเช่นไร แต่ข้าคิดว่าอย่างน้อยมันก็ไม่ควรเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้”

            เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ จู่ๆ เขาก็ชะงักไปอีกคราเมื่อเห็นว่าอวี้เหิงไม่มีทีท่าจะตอบกลับมา เขาจึงพูดต่อไป

            “ข้ารู้ว่าคนดีอาจไม่ได้รับผลดีตอบแทนเสมอไปคนชั่วก็อาจไม่ได้รับผลกรรมทุกครั้ง แต่อย่างน้อยคนที่รอคอยไม่ควรถูกหักหลังคนที่เชื่อใจไม่ควรถูกทรยศเยี่ยงนี้ หากโลกใบนี้เป็นเช่นนี้ข้าคิดว่าข้าคงไม่ชอบมัน”

            หลังพูดจบ ซูฉางอันก็มองไปยังอวี้เหิงราวต้องการคำตอบบางอย่างจากริมฝีปากตรงหน้าคำตอบที่สามารถทำให้เขาเชื่อมั่นในโลกทั้งใบได้อีกครั้ง

            แต่อวี้เหิงกลับทำให้เขาผิดหวัง

            “แต่... โลกใบนี้ก็เป็นเช่นนี้”

            ดวงตาของซูฉางอันหมองแสงลงอีกครั้งเขารู้สึกราวบางอย่างที่คอยค้ำจุนความเชื่อของตัวเองแหลกสลายในพริบตาซูฉางอันก้มหน้าลง นิ่งเงียบไปอีกครั้ง

            “ผู้ที่รอคอยมักถูกหักหลัง ผู้ที่เชื่อมั่นก็มักถูกทรยศ แต่ถึงกระนั้นยังมีคนเลือกจะรอคอยและเลือกจะเชื่อมั่นในตัวผู้อื่นอยู่ดี ความดีและชั่วอยู่ฝั่งตรงข้ามกันมาโดยตลอดและพวกมันก็คงอยู่ควบคู่กันตลอดมา ทุกชีวิตในโลกใบนี้ ล้วนมีทั้งดีชั่วอยู่ในตัวด้วยกันทั้งสิ้น”

            ได้ยินดังนั้น ซูฉางอันที่เดิมก้มหน้าอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งเขารู้สึกราวจะจับใจความสำคัญของสิ่งที่อวี้เหิงพูดออกมาได้แต่ก็รู้สึกราวคำตอบนั้นยังล่องลอยอยู่

            เขารู้สึกสงสัยเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ถามอะไรออกไป อวี้เหิงก็ส่งคำถามออกมาอีกครั้ง

            “เจ้ายังอยากเป็นนักดาบแบบมั่วทิงอวี่อยู่ไหม?”

            ซูฉางอันคิดอยู่ครู่หนึ่ง และพยักหน้าอย่างมุ่งมั่นในที่สุด “อยากขอรับ!”

            “เช่นนั้นก็จงรักษาความดีในหัวใจเอาไว้กับตัวแต่ออกไปเผชิญกับความชั่วในโลกด้วยความชั่วที่ตนมีอยู่!”

            วินาทีนั้น เสียงของอวี้เหิงไม่ได้ฟังดูแก่ชราอีกต่อไปแต่มันกลับเต็มไปด้วยพลัง เฉกเช่นเสียงของพญาราชสีห์ที่เพิ่งตื่นจากนิทรารมณ์

            ทันใดนั้นแสงแห่งดวงดาวฉายประกายเจิดจ้าขึ้นมันทอดแสงลงบนใบหน้าของซูฉางอัน ส่องให้ดวงตาของเขาเจิดจรัสเหนือกว่าสิ่งใด 

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน