วันต่อมาในท้องพระโรง
เหล่าขุนนางมากกว่ายี่สิบคนที่ยังหลงเหลือตามหน้าที่ใหม่ที่ฮ่องเต้ทรงจัดสรรให้ตรงตามความถนัดกำลังพูดคุยถึงข่าวลือเรื่องฮ่องเต้ทรงประชวร ร่างกายอ่อนเพลียอย่างมิรู้สาเหตุ จนผ่านไปร่วมหนึ่งเค่อเสียงขันทีหน้าท้องพระโรงดังขึ้น
“พระคู่หมั้นเสด็จ!!!!”
เสียงขุนนางเงียบสงัดและมองดูสตรีใบหน้าเป็นตุ่มคลุมผ้าปิดครึ่งหน้าเดินเข้ามา…มีหว่าหวาองครักษ์สาวตามติดและพยัคฆ์สีขาวตัวสูงกว่าเอวสตรีเดินอยู่ด้านหลัง มุ่ยกงกงปิดอยู่ตรงท้ายสุด
เจ้าเฟิ่งเซียนมองทุกคนโดยรอบแล้วขึ้นไปนั่งแทนที่ฮ่องเต้เพ่ยหานหรงอย่างไม่มีท่าทีหวาดกลัว
ขุนนางฝ่ายกรมการเกษตรผู้เพิ่งได้รับตำแหน่งใหม่แทนคนเก่าที่ถูกคุมขังเอ่ยถามมาเป็นคนแรก
“องค์หญิงผู้นี้มาจากแคว้นเจ้าใช่หรือไม่พะยะค่ะ พระองค์สำคัญตนผิดไปหรือไม่มิใช่ว่าผู้รักษาการแทนควรจะเป็นกุ้ยเฟยหาใช่พระคู่หมั้นที่แต่งตั้งขึ้นมาเองเช่นนี้หากฝ่าบาททรงทราบแม้จะเป็นองค์หญิงต่างแคว้นก็สามารถถูกประหารได้เช่นกันนะพะยะค่ะ”
เจ้าเฟิ่งเซียนยกยิ้มหาได้โกรธกรุ่น “ขุนนางท่านนี้กล่าวถูกต้องแล้ว ข้ามานั่งตรงนี้หาได้มีผู้ใดแต่งตั้งไม่เพราะยามนี้ฝ่าบาททรงประชวร แต่ว่าด้วยเรื่องที่ฝ่าบาทส่งราชสาสน์ไปถึงเสด็จพ่อของข้าเรื่องการขอหมั้นหมายและมีการลงนามตอบรับเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันก่อน การที่ข้ามีตำแหน่งพระคู่หมั้นจึงเป็นเรื่องที่สองแคว้นต่างเห็นชอบแล้วหากผู้ใดมิเชื่อลองมาดูราชสาสน์ที่มุ่ยกงกงได้ทุกเวลา” ผายมือไปทางกงกงชราส่วนพระองค์ “ส่วนกุ้ยเฟยที่พวกท่านว่ายามนี้ข้าปลดไปเป็นสามัญชนคนธรรมดาเสียแล้วเพราะนางมีภรรยาหาใช่มีสามีไม่…จบทุกคำถามเราจะมาต่อกันด้วยเรื่องราชการ” เรื่องปลดกุ้ยเฟยนั้นคือความต้องการและข้อตกลงของฮ่องเต้กับพระสนมในนามว่าด้วยเรื่องที่ถ้าหากฮ่องเต้ทรงมีฮองเฮาในพระทัยเมื่อใดพี่ฟ่างยี่อวิ๋นและพี่สือหนี่อ้าวจะออกจากวังพร้อมกับเบี้ยหวัดมากมายเพื่อท่องเที่ยวไปทั่วยุทธภพโดยมิต้องเร่ขายอาวุธอีก
น่าแปลกที่ไม่มีผู้ใดกล้าขัดนางแม้แต่คนเดียวจะเป็นเพราะหวาดกลัวพยัคฆ์ขาวหรืออย่างไรก็มิรู้ได้ มุ่ยกงกงรู้สึกยินดีนักที่ฮ่องเต้เลือกคนไม่ผิด ‘ไม่ผิดแน่ๆ’
“ฎีกาทั้งหลายยื่นได้เหมือนทุกครั้ง..แต่นับจากนี้เราจะไม่ว่าราชการทุกวันแล้วเพราะพี่หานหรงมิค่อยสบายเปลี่ยนเวลาเป็นเจ็ดวันเข้ามาว่าราชการหนึ่งครั้งยกเว้นผู้ใดมีเรื่องด่วนให้เข้ามาที่ตำหนักจินเซ่อ” มองผู้อาวุโสทุกคน “มีผู้ใดไม่เข้าใจให้ถามและจบตรงนี้”
ทุกอย่างเงียบกริบและเป็นเพราะว่าฮ่องเต้ได้วางแผนงานอย่างรัดกุมอยู่แล้วปัญหาเรื่องการปกครองจึงไม่มี
“เช่นนั้นก็ดี วันพรุ่งนี้จะมีงานมงคลสมรสของข้าและพี่หานหรงผู้ใดไม่พอใจให้ก้าวออกมา..ข้าจะถามครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายเพราะถ้าหากมีขุนนางคนใดเข้าไปป่วนงานวันพรุ่งนี้ในยามซวี” หรี่ตาลงมองพยัคฆ์ของตนเองก่อนจะเงยหน้าขึ้น “ข้าจะสั่งให้อาเช่ากัดจนจมเขี้ยวเลยคอยดู”
เงียบกริบกันทั้งหมด..เด็ดขาดและเหี้ยมจริงๆ มุ่ยกงกงซับเหงื่อ
_----+++++---++++---++--+++
ตำหนักจินเซ่อ
หลังจากนางว่าราชการแทนฮ่องเต้เพ่ยหานหรงเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงรีบกลับมาดูอาการของ ‘บุรุษของนาง’ ในห้องบรรทมนั้นมีบุรุษอีกหนึ่งคนนั่งป้อนอาหารอยู่ข้างๆ ใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกันมากกว่าแปดส่วนก่อนที่ฮ่องเต้จะเรียกหานาง
“เฟิ่งเอ๋อร์มาหาพี่” ใบหน้าซีดเซียวแต่ยังคงมีเรี่ยวแรงพูดคุย
“เจ้าค่ะ” เดินเข้าไปนั่งลงบนเตียงแถวๆช่วงขา
บุรุษอ่อนแอผายมือไปทางบุรุษใบหน้าคมเข้ม “นี่คือน้องชายของพี่เพ่ยหานซีเป็นแม่ทัพอยู่ตรงหัวเมืองเพิ่งจะเดินทางมาถึงเมื่อครู่”
“ถวายบังคมเพคะ” ย่อกายลงและกลับไปนั่งที่เดิม
“นี่รึพี่สะใภ้ข้า”
“เป็นเช่นนั้น”
“อ่าาา..อัปลักษณ์ยิ่ง”
เงียบกริบกันไปทั้งห้อง เจ้าเฟิ่งเซียนรู้ถึงความรู้สึกนั้นแล้ว…ความรู้สึกมิเหมาะสมต่อฮ่องเต้ เหมือนที่พี่หว่าหวาบอกนางถ้ารับมิได้ก็มิต้องเป็นแต่นางจะถูกคำกล่าวว่านี้ไปอีกนานถ้านางยังไม่หาย ความรู้สึกเช่นนี้จะมิมีทางเกิดขึ้นถ้านางมิมีความรู้สึกรักใคร่ต่อบุรุษตรงหน้า
“เจ้าค่ะ..อัปลักษณ์เพียงรูปกายแต่จิตใจข้างดงามยิ่งนักมิเช่นนั้นพี่หานหรงคงไม่นิยมชมชอบข้า”
“55555 เช่นนั้นรึ” เพ่ยหานซีหัวเราะ
เพ่ยหานหรงอมยิ้ม “เจ้าสั่งให้จัดงานสมรสงั้นรึ”
“เจ้าค่ะ…แม่หมอเจียวจินและหลานสาวของนางบอกว่าเคราะห์ของพี่มาก่อนเวลา ดังนั้นควรสมรสและแต่งตั้งฮองเฮาให้เร็วที่สุดก่อนวันพระราชสมภพจะมาถึง” จับมือบุรุษผู้หล่อเหลา “พี่อยากจะให้ข้ายกเลิกหรือไม่เจ้าคะ เผื่อมาถึงวันนี้พี่อาจจะมิอยากสมรสกับข้า”
เพ่ยหานซีได้ฟังทั้งคู่พูดคุยด้วยเรื่องส่วนตัวจึงลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องอย่างมีมารยาท
เมื่ออยู่ร่วมกันในห้องเพียงสองคนเพ่ยหานหรงดึงรั้งแขนเล็กเข้ามาใกล้ๆ โอบกอดนางพร้อมกับสูดดมความหอมสดชื่นจากกายสาว “หากมิใช่เจ้า สตรีที่ทำให้ใจพี่เต้นแรงผู้นี้ พี่ก็จะมิยกตำแหน่งฮองเฮาให้ผู้ใดงดงามหรือไม่พี่คือผู้ตัดสิน ยามนี้พี่ร่างกายอ่อนแอ กลับกันควรจะเป็นพี่ที่ต้องถามเจ้าว่ายังต้องการสมรสกับบุรุษอ่อนแอผู้นี้ต่อหรือไม่และถ้าหากวันหน้าพี่มิหายเล่า” และถ้าเขาตายไปก่อน
เจ้าเฟิ่งเซียนน้ำตารื้น…นางรักบุรุษผู้สูงศักดิ์ผู้นี้แล้ว ‘รักมากแล้ว’ จริงๆ นางมิต่อคำแต่กอดกายบุรุษแน่นแทนคำตอบ “ยามนี้พี่มีเรี่ยวแรงหรือไม่เจ้าคะ”
“ย่อมมีแต่ยังคงอ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ หมอหลวงอันดับหนึ่งมาตรวจดูอาการก็มิทราบว่าพี่เป็นโรคใดดังนั้นสิ่งที่เชื่อได้ในยามนี้ก็คงเกี่ยวกับเรื่องคำทำนาย”
“คงเป็นเช่นนั้น” ผละออกจากอก “วันนี้พี่พักผ่อนให้เต็มที่เถิดเผื่อวันพรุ่งนี้ในงานสมรสของเราพี่จะได้มีเรี่ยวแรงอุ้มข้า” เย้าแหย่ให้บุรุษคลายกังวล
“หึ..แค่อุ้มรึ?”
หันหน้าหนีไปอีกทาง “เจ้าค่ะ” ลุกขึ้นใบหน้าแดงๆ “ข้าไปแล้วนะเจ้าคะเดี๋ยวจะเรียกลุงมุ่ยมานั่งอยู่เป็นเพื่อนแล้วเรื่องของเสด็จพ่อของข้า พี่หยางหลงส่งนกพิราบสื่อสารออกไปบอกแล้วว่ามิได้หมั้นหมายแต่ข้าสมัครใจแต่งเองพี่อย่าได้กังวล” เดินหันหลังออกไป
“นั่นควรจะเป็นคำที่ข้าพูดมิใช่รึต้าสึ” เอ่ยพูดกับองครักษ์เงาข้างกายที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่าง
“เป็นสตรีที่จัดการทุกอย่างรวดเร็วฉับไวยิ่งนักพะยะค่ะ” แล้วเรื่องเล่าในท้องพระโรงก็ถูกถ่ายทอดออกมาให้เพ่ยหานหรงหัวเราะได้ไม่หยุด ‘นี่สินะฮองเฮาคู่บัลลังก์ทอง’ ที่แท้จริง