ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 275 : มรดกบรรพกาล

จารึกที่ 275 : มรดกบรรพกาล : การสังเวยโลหิตและฟื้นฟูค่ายกลหมื่นอักขระ


เมื่อแสงสว่างเส้นสุดท้ายของดวงตะวันถูกกลืนกินหายไปหลังเหลี่ยมเขา ความมืดมิดของรัตติกาลก็เข้าปกคลุมน่านฟ้าเหนือยอดเขาพู่กันหยก ทว่าความมืดนั้นกลับไม่อาจซ่อนเร้นความวิปลาสและการนองเลือดที่กำลังอุบัติขึ้นได้


น่านฟ้าที่เคยเป็นอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ของตำหนักเทพวิถีฟ้า บัดนี้แปรสภาพเป็นลานประหารที่โหดเหี้ยมที่สุด คณะวิปลาสภายใต้การนำของศิษย์หอจารึกขยะ มิได้มีความเมตตาหรือคุณธรรมจอมปลอมแห่งวิถีเซียนหลงเหลืออยู่ในจิตใจ แม้ศัตรูจะหันหลังหนีตาย ทว่าพวกเขาคือ... 'ผู้ที่บังอาจมาพังบ้านของข้า ต้องทิ้งชีวิตและทรัพย์สินทั้งหมดไว้เป็นดอกเบี้ย!'


บนฟากฟ้าเหนือทะเลเลือด ฉินมู่หลางพุ่งทะยานดุจมัจจุราชสีเงิน รังสีกระบี่นิรันดร์ของเขาตัดผ่านมิติอากาศอย่างเงียบกริบ ทว่าผลลัพธ์ของมันกลับป่าเถื่อน ศิษย์วิถีฟ้าที่พยายามเหาะหนีถูกฟันขาดสะบั้นตั้งแต่กลางลำตัว เลือดสีสดสาดกระเซ็นย้อมหมู่เมฆ ท่อนล่างและท่อนบนร่วงหล่นลงสู่พื้นดินคนละทิศละทาง เฟิงอี้หรานปลดปล่อยพายุอัคคีบรรพกาลสีทองแดง เผาผลาญศัตรูทั้งเป็น เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องกังวานก่อนที่ร่างของพวกมันจะถูกหลอมละลายจนเหลือเพียงเถ้ากระดูกและแหวนมิติที่ร่วงหล่นลงมา


ทางด้าน เจ้าสัวร่างยักษ์กระทืบเท้ากลางอากาศ พุ่งเข้าบดขยี้เรือรบมหาหินที่ไร้ผู้บังคับบัญชา มือที่เปลี่ยนเป็นคีมเหล็กของมันฉีกกระชากโครงสร้างหินประหนึ่งฉีกกระดาษ กวาดเอาผลึกแกนกลางและศิลาปราณทั้งหมดเข้าเตาหลอมของตนอย่างตะกละตะกลาม ส่วนแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณก็ทอเส้นใยแห่งความตาย ตัดผ่านลำคอของผู้ที่พยายามซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ศีรษะนับ 100 ร่วงหล่นดุจห่าฝน


กลิ่นอายความตายคละคลุ้งเข้มข้นจนแทบจะจับตัวเป็นก้อน ทว่าอาเจียกลับยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากศพบนลานหินอย่างสงบนิ่ง นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาทอดมองสายฝนโลหิตที่ร่วงหล่นลงมาด้วยแววตาที่เยือกเย็นและไร้ก้นบึ้ง


ชายหนุ่มก้าวเดินผ่านกองซากศพและชิ้นส่วนเนื้อที่แหลกเหลว ตรงไปยังร่างของผู้อาวุโสเทียนหยวนที่นั่งทรุดอยู่เบื้องหน้าหอจารึกขยะ ชายชราหอบหายใจรวยริน บาดแผลที่แขนซ้ายซึ่งถูกฟันขาดสะบั้นยังคงมีเลือดไหลซึม ใบหน้าของท่านซีดเซียวประหนึ่งกระดาษ ปราณวิญญาณริบหรี่จวนจะดับมอด


ทว่า ก่อนที่อาเจียจะก้าวถึงตัวชายชรา เงาร่าง 2 สายก็พุ่งทะยานลงมาจากท้องฟ้าด้วยความเร็วดุจพายุ หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นทรุดเข่าลงกระแทกพื้นหินเบื้องหน้าผู้อาวุโสเทียนหยวนอย่างรุนแรงจนหัวเข่าปริแตก หลินชิงเสวี่ยผู้เป็นถึงผู้คุมกฎสำนัก ผู้ซึ่งดวงตาเคยมองสรรพสิ่งด้วยความเยือกเย็นและเด็ดขาด บัดนี้แววตาของนางกลับสั่นสะท้านไปด้วยความปวดร้าวอย่างแสนสาหัส หยาดน้ำตาใสๆ ที่ไม่เคยมีผู้ใดได้เห็น ร่วงหล่นลงมาอาบแก้มที่ขาวซีด นางเอื้อมมือที่สั่นเทาไปประคองร่างของอาจารย์ผู้เปรียบเสมือนบิดา ในขณะที่เย่ปิงอวิ๋น หญิงสาวผู้คอยจัดแจงและดูแลความเรียบร้อยของตำหนักมาตลอด บัดนี้กัดริมฝีปากจนเลือดซึม สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ความเจ็บปวดที่เห็นบ้านและอาจารย์ถูกย่ำยีแปรเปลี่ยนเป็นรังสีสังหารที่ลุกโชนอยู่ในดวงตากลมโตของนาง


"ท่านอาจารย์... ชิงเสวี่ยอกตัญญูนายยิ่งนัก... ที่ปล่อยให้ศัตรูมาหยามเกียรติท่านถึงเพียงนี้..." หลินชิงเสวี่ยสะอื้น เสียงของนางเจือด้วยความเคียดแค้นที่พร้อมจะแช่แข็งทั้งทวีป "หากข้าแข็งแกร่งกว่านี้... สำนักและท่านก็คงไม่ต้อง..."


"ศิษย์พี่หญิงกล่าวถูกแล้ว..." เย่ปิงอวิ๋นเสริมด้วยน้ำเสียงเครียดแค้น "หนี้เลือดนี้... ข้าเย่ปิงอวิ๋น จะจดบันทึกไว้ทุกลมหายใจ หากตำหนักเทพวิถีฟ้าไม่ล่มสลาย ข้าก็จะไม่ขอร่วมโลกกับพวกมัน!"


"อาเจีย... เจ้าทำสำเร็จ... เจ้าปกป้องสำนักไว้ได้... พวกเจ้าจงอย่าได้โทษตัวเองเลย" ผู้อาวุโสเทียนหยวนฝืนแย้มรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งใจ ทว่าเสียงของท่านกลับแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับสายลม "ทว่า... รากฐานของภูเขาลูกนี้ถูกทำลาย ค่ายกลถูกสลายจนหมดสิ้น... สำนักหมึกวารี... คงถึงกาลอวสานเพียงเท่านี้..."


"ใครบอกท่านว่ามันถึงกาลอวสาน?"


อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงด้วยเจตจำนงที่หนักแน่นประหนึ่งขุนเขา ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบเอาขวดหยกสีดำทมิฬออกมา ภายในขวดนั้นบรรจุ 'โอสถโลหิตมารคืนวิญญาณ' ซึ่งหล่อหลอมมาจากแก่นชีวิตของสัตว์อสูรบรรพกาลในแดนเนรเทศ มันมิใช่ยารักษาโรคแห่งวิถีเซียนที่อ่อนโยน ทว่ามันคือโอสถที่ป่าเถื่อนและฝืนกฎเกณฑ์แห่งความตาย!


ชายหนุ่มบีบกรามของชายชราให้เปิดออก ก่อนจะเทโอสถโลหิตสีดำข้นหนืดลงไปในลำคอของผู้อาวุโสเทียนหยวนโดยไม่สนว่าท่านจะสำลักหรือไม่ จากนั้น อาเจยาวางฝ่ามือที่สลักอักขระมารลงบนรอยตัดที่หัวไหล่ซ้ายของชายชรา รีดเค้นปราณที่เพิ่งกลืนกินมาจากยอดคนวิญญาณแรกเริ่ม อัดฉีดเข้าไปในเส้นชีพจรของผู้อาวุโสอย่างดุดัน!


"อ๊ากกกกกก!"


ผู้อาวุโสเทียนหยวนเบิกตากว้าง แผดเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดที่แสนสาหัสประหนึ่งวิญญาณกำลังถูกฉีกทึ้ง! โอสถโลหิตมารและปราณที่อาเจียอัดเข้าไป กำลังต่อต้านกฎเกณฑ์แห่งความเสื่อมสลาย มันบังคับให้เซลล์และเส้นชีพจรที่ตายไปแล้ว ปะทุพลังชีวิตขึ้นมาใหม่ เนื้อเยื่อ กระดูก และเส้นเลือด บริเวณแขนที่ขาดหายไป เริ่มงอกเงยและถักทอกันอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งรากไม้ที่พยายามไชทะลุผืนหิน!


มันคือการรักษาที่โหดเหี้ยมและทรมานแสนสาหัส ทว่าผลลัพธ์ของมันกลับปาฏิหาริย์! เพียงชั่วอึดใจ แขนซ้ายที่ถูกฟันขาดสะบั้นของชายชราก็งอกกลับคืนมาจนสมบูรณ์ แม้ผิวหนังจะดูซีดขาวและเต็มไปด้วยลวดลายเส้นเลือดสีดำคล้ำ ทว่ามันกลับเปี่ยมไปด้วยพลังปราณที่อัดแน่นยิ่งกว่าเดิม!

ชายชราหอบหายใจอย่างหนักหน่วง มองดูแขนซ้ายของตนเองด้วยความตื่นตะลึง "นี่มัน... วิชานอกรีตอันใดกัน... เจ้าฝืนลิขิตสวรรค์ถึงเพียงนี้..."


"สวรรค์มันหน้ามืดตาบอด หากมัวแต่รอคอยความเมตตาจากมัน มีแต่จะถูกเหยียบย่ำจนตาย" อาเจียปล่อยมือจากชายชรา ยืดแผ่นหลังขึ้นยืนตรง "ท่านพักผ่อนเถิดผู้อาวุโส สำนักหมึกวารีอาจจบสิ้นลงในวันนี้... ทว่า นับจากวินาทีนี้ไป นามที่แท้จริงของมาตุภูมิแห่งนี้... สำนักหมื่นอักขระ... จะหวนคืนสู่โลกผู้แสวงมรรคอีกครั้ง!"


วาจาของอาเจียดังก้องกังวาน ปลุกเร้าเจตจำนงที่หลับใหลของศิษย์สำนักหมึกวารีที่เหลือรอด ทุกคนต่างกำหมัดแน่น เลือดในกายเดือดพล่าน

ในขณะนั้นเอง จิตสำนึกของอาเจียพลันถูกดึงดูดเข้าสู่โลกใบเล็กที่ซ่อนอยู่ภายใน 'มิติพู่กันนิรันดร์'


ท่ามกลางความว่างเปล่าของมิติพู่กัน ปรากฏร่างโปร่งแสงของชายหนุ่มรูปงามผู้มีกลิ่นอายสูงศักดิ์และลึกล้ำประหนึ่งเทพเซียนจากยุคดึกดำบรรพ์ เขาคือ 'มู่เฉิน' จิตวิญญาณแห่งพู่กันนิรันดร์ ผู้กุมความลับแห่งสัจธรรมการผสานอักขระทั้งปวง


"การสังหารและการกลืนกินของเจ้า ป่าเถื่อนและไร้ความสุนทรีย์เช่นเคยนะเจ้าเด็กจอมเจ้าเล่ห์..." มู่เฉินเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า

"ข้าไม่มีเวลามานั่งวาดภาพดอกไม้ร่วงหล่นในยามที่บ้านข้ากำลังถูกรื้อหลังคาหรอกนะผู้อาวุโส" อาเจียตอบกลับในห้วงจิต "ค่ายกลป้องกันของยอดเขานี้แหลกละเอียดไปแล้ว ปราณฟ้าดินรั่วไหล หากไม่รีบทำสิ่งใด ขั้วอำนาจอื่นคงได้กลิ่นคาวเลือดและแห่กันมาปล้นซ้ำเป็นแน่ ข้าต้องการสถาปนารากฐานใหม่... รากฐานที่แข็งแกร่งจนวิญญาณแรกเริ่มหน้าไหนก็ไม่กล้าย่างกรายเข้ามา!"


มู่เฉินพยักหน้าช้าๆ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมและลึกล้ำ "เช่นนั้น เจ้าก็จงเปิดรับสัจธรรมที่แท้จริงของสำนักหมื่นอักขระ... ที่ผ่านมา สิ่งที่เจ้าเรียนรู้เป็นเพียงเปลือกนอก ทว่าแก่นแท้ของการรังสรรค์และทำลายล้าง อยู่ที่ 'ระบบการผสานอักขระ 10 ระดับชั้น'"


เสียงของมู่เฉินดังก้องในห้วงวิญญาณของอาเจีย ประหนึ่งคัมภีร์สวรรค์ที่กำลังเปิดออกหน้าแล้วหน้าเล่า


"การขีดเขียนอักขระ มิใช่เพียงการวาดลวดลายเพื่อกักเก็บพลังปราณ ทว่ามันคือการจำลองกฎเกณฑ์ของเอกภพ! ระดับที่ 1 ถึง 3 คือการยืมพลังฟ้าดิน ระดับที่ 4 ถึง 6 คือการบิดเบือนกฎเกณฑ์ และระดับที่ 7 ถึง 9... คือการให้กำเนิดสติปัญญาและสัจธรรมใหม่แก่อักขระ! อักขระในระดับนี้ สามารถมีชีวิตและเจตจำนงของตนเอง!"


มู่เฉินยกมือขึ้นชี้ไปที่ดวงตาของอาเจีย "ทว่า เหนือกว่าทั้ง 9 ระดับชั้น... คือระดับที่ 10... และเหนือยิ่งกว่าระดับที่ 10 คือต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง... อักขระสูญตา หรือ อักขระหลิง (零) อักขระที่ไร้รูปลักษณ์ ไร้ขอบเขต เป็นตัวแทนของความว่างเปล่าที่ให้กำเนิดความมีอยู่ และสามารถลบล้างทุกความมีอยู่ให้กลับคืนสู่ความว่างเปล่า!"


ภาพนิมิตมหาศาลไหลบ่าเข้าสู่สมองของอาเจีย โครงสร้างการผสานอักขระนับ 1,000,000 ตัวแปร เส้นทางเดินปราณที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเส้นเลือดของมังกรสวรรค์ ก่อตัวขึ้นในจิตสติปัญญาของเขา!


"จงใช้ความว่างเปล่าของอักขระสูญตา เป็นแก่นกลางในการดูดซับสัจธรรม และร้อยเรียงอักขระระดับสูงเพื่อฟื้นฟูชีพจรของยอดเขานี้ซะ! ทว่า... การจะฝืนลิขิตฟ้าสร้างค่ายกลระดับนี้ เจ้าต้องใช้พลังงานมหาศาล... มหาศาลยิ่งกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้!"


เมื่อจิตสำนึกของอาเจียกลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาเบิกกว้างสาดประกายความบ้าคลั่งและรอยยิ้มซุกซนที่แฝงความขูดรีดถึงขีดสุด! ชายหนุ่มหันขวับไปมองหุ่นรบปราณสีทองที่กำลังนั่งนับแหวนมิติอยู่บนกองซากเรือศึก


"เจ้าสัว! กลิ้งมาหาข้าเดี๋ยวนี้!" อาเจียตวาดก้อง


เจ้าสัวสะดุ้งสุดตัว รีบยัดแหวนมิตินับ 100 วงเข้าใต้ท้องของตน ก่อนจะบินถลาลงมาหมอบอยู่แทบเท้าของอาเจีย "น... นายท่าน! ข้าน้อยกำลังจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายจากการปล้นเมื่อครู่อยู่ขอรับ! ผลประกอบการงดงามยิ่งนัก! พวกเราปล้นศิลาปราณระดับสูงมาได้หลาย 1,000,000 ก้อน! โลหะวิญญาณอีกเป็นภูเขา!"


"ดีมาก..." อาเจียแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ทำให้หุ่นรบปราณถึงกับวิญญาณสั่นสะท้าน "คายมันออกมาให้หมด... ทุกก้อน ทุกชิ้น ทุกหยด! รวมถึงสมบัติทั้งหมดที่เจ้าอมไว้ตั้งแต่ตอนถล่มสำนักอัสนีบาตด้วย!"


ดวงตาสีทองของเจ้าสัวเบิกกว้างประหนึ่งถูกสายฟ้าฟาด "น... นายท่าน! ท่านพูดเล่นใช่หรือไม่! นั่นมันหยาดเหงื่อแรงงานของพวกเรานะขอรับ! ศิลาปราณระดับสูงนับ 10 ล้านก้อน! ผลึกแกนอสูรบรรพกาล โลหะวิญญาณระดับตำนาน! ท่านจะเอาไปทำสิ่งใด!"


"ข้าจะเอามาละลายทิ้งเพื่อสร้างบ้านใหม่ของข้า! หากเจ้าไม่คายออกมา บิดาจะจับเจ้าโยนลงเตาหลอม แล้วหลอมเจ้าให้กลายเป็นกระโถนฉี่ตั้งไว้หน้าหอจารึกขยะ!" อาเจียขู่กรรโชก รังสีสังหารระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์กดทับลงบนร่างของหุ่นรบโลหะ


เจ้าสัวร้องไห้โฮออกมาเป็นหยาดน้ำตาสีทองแดง มันกอดขาของอาเจียแน่น ทว่าเมื่อเห็นแววตาที่เอาจริงของนายเหนือหัว มันก็รู้ว่าสัจธรรมความงกของอาเจียในยามที่ต้องการปกป้องถิ่นฐานนั้น น่าสะพรึงกลัวเพียงใด


"ฮืออออ... ลาก่อนสมบัติของข้า... ลาก่อนความมั่งคั่ง..."


เจ้าสัวอ้าปากกว้างจนสุดขากรรไกร ก่อนจะ 'ขย้อน' ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ซุกซ่อนอยู่ออกมา!


ซูมมมมมมมมมม!!!


แสงสว่างเจิดจ้าบาดตาปะทุขึ้นท่ามกลางความมืดมิด! ศิลาปราณระดับสูงนับ 10 ล้านก้อน กองพะเนินสูงประหนึ่งภูเขาย่อมๆ เปล่งประกายแสงสีรุ้งที่อัดแน่นไปด้วยปราณบริสุทธิ์! โลหะวิญญาณหมื่นปี หยกบรรพกาล และแกนกลางอสูรที่ปล้นมาจากทั้งสำนักอัสนีบาตและตำหนักเทพวิถีฟ้า กองรวมกันจนลานกว้างเบื้องหน้าหอจารึกขยะแคบไปถนัดตา!


กลิ่นอายแห่งความมั่งคั่งนี้ รุนแรงเสียจนทำให้มิติอากาศรอบยอดเขาสั่นกระเพื่อม! หากขั้วอำนาจใดมาเห็นขุมทรัพย์นี้ คงได้เปิดฉากสงครามล้างทวีปเพื่อแย่งชิงมันเป็นแน่!


"ถอยออกไปให้หมด!" อาเจียตวาดสั่งมิตรสหายและศิษย์สำนัก ทุกคนรีบถอยร่นไปอยู่ที่ขอบลานประหารด้วยความตื่นตะลึง


ชายหนุ่มชุดดำค่อยๆ ลอยตัวขึ้นสู่กลางเวหาเหนือภูเขาสมบัติ นัยน์ตาสีเงินยวงแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทไร้ก้นบึ้ง อักขระสูญตาตื่นรู้ขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ! มือขวาของเขาตวัดขึ้นเบื้องหน้า เรียกเอา 'พู่กันนิรันดร์' ปรากฏขึ้นในกำมือ! พู่กันหินดำขลับที่สลักลวดลายดาราจักร แผ่กลิ่นอายแห่งการรังสรรค์และทำลายล้าง!


"ในนามของความว่างเปล่า... ข้าขอเบิกเนตรสัจธรรม บัญชาหมื่นอักขระ!"


อาเจียสะบัดพู่กันนิรันดร์ กรีดวาดไปบนความมืดมิดของฟากฟ้า! ปลายพู่กันมิได้ใช้น้ำหมึก ทว่ามันดึงเอาพลังปราณจากภูเขาศิลาปราณเบื้องล่างขึ้นมาเป็นสายน้ำสีรุ้ง!


การตวัดพู่กันแต่ละครั้ง หนักอึ้งประหนึ่งกำลังลากจูงขุนเขา! มวลอากาศรอบกายชายหนุ่มระเบิดออกเป็นระลอกคลื่น!


"อักขระหลิง (零)... ศูนย์สมบูรณ์... กลืนสวรรค์รังสรรค์ปฐพี!"


อักขระที่ไร้รูปลักษณ์ ทว่าแฝงด้วยเจตจำนงที่สามารถดับสูญทุกสิ่ง ปรากฏขึ้นกลางน่านฟ้า! ทันทีที่อักขระสูญตาก่อตัวสำเร็จ มันทำหน้าที่ประหลุมดำขนาดยักษ์ ดูดกลืนภูเขาศิลาปราณนับ 10 ล้านก้อน โลหะวิญญาณ และแกนกลางอสูรทั้งหมด เข้าไปในสัจธรรมของมันอย่างตะกละตะกลามและป่าเถื่อน!


"ครืนนนนนนนนนน!!!"


แผ่นดินของยอดเขาพู่กันหยกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงประหนึ่งวันโลกาวินาศ! เสียงคำรามของปฐพีดังก้องลึกทะลุลงไปถึงแกนโลก! แผ่นหินและพื้นดินฉีกขาดออกเป็นรอยแยกมหาศาล เลือดและซากศพบนลานประหารตกหล่นลงไปในรอยแยกนั้น สังเวยให้แก่พิธีกรรมการหล่อหลอมบรรพกาล!

จากรอยแยกของผืนดิน... แสงสว่างสีทองอมดำปะทุพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า! อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์ด้วยความเร็วที่เนตรมนุษย์ไม่อาจมองทัน เขาชักนำพลังงานมหาศาลที่ถูกย่อยสลายโดยอักขระสูญตา บังคับอัดฉีดมันลงไปในเส้นชีพจรของภูเขา!


"อักขระระดับที่ 7... สัจธรรมแห่งการคุ้มภัย! อักขระระดับที่ 8... วัฏจักรแห่งการกลืนกินปราณ! อักขระระดับที่ 9... จิตวิญญาณสยบมาร!"


ทุกครั้งที่อาเจียตะโกนก้อง อักขระสีทองแดงขนาดมหึมานับ 10000 ตัว ก็พุ่งทะยานจากปลายพู่กัน ฝังตัวลึกลงไปในผืนหินและหน้าผาของสำนัก! ภูเขาทั้งลูกประหนึ่งมีชีวิต มันกำลังถูก 'เขียนทับ' สัจธรรมใหม่!


รากฐานเดิมที่อ่อนแอของสำนักหมึกวารี ถูกบดขยี้และแทนที่ด้วยโครงสร้างของ 'มหาค่ายกลหมื่นอักขระบรรพกาล'!


เลือดของศัตรูที่ซึมซาบอยู่ในผืนดิน ถูกอักขระสูบกลืนขึ้นมาหลอมรวมเป็นเส้นสายสีแดงฉาน ถักทอเป็นตาข่ายอักขระครอบคลุมทั้งยอดเขา มิติอากาศรอบสำนักเกิดการบิดเบือน กฎเกณฑ์แห่งเวลาและพื้นที่ถูกจัดระเบียบใหม่ภายใต้เจตจำนงของความว่างเปล่า!


เสาหินขนาดยักษ์ 12 ต้น พุ่งทะลวงขึ้นมาจากใต้ดิน ล้อมรอบหอจารึกขยะเอาไว้ แต่ละต้นสลักลวดลายของเทพอสูรและอักขระที่กำลังมีชีวิต มันแผ่กลิ่นอายที่ดุดัน โหดเหี้ยม และเก่าแก่ยิ่งกว่าสัจธรรมของวิถีฟ้าใดๆ ที่ตำหนักเทพเคยอวดอ้าง!


กระบวนการนี้ผลาญพลังงานไปมหาศาล เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มใบหน้าของอาเจีย ทว่านัยน์ตาของเขากลับสาดประกายความบ้าคลั่งแห่งความสำเร็จ!


"จงตื่นขึ้น... อาณาเขตแห่งความมืดมิด... ค่ายกลหมื่นอักขระสูญตา!"


สิ้นคำบัญชาสุดท้าย! แสงสว่างทั้งหมดถูกดึงดูดเข้าสู่แกนกลางของภูเขา ก่อนจะระเบิดออกเป็นม่านพลังสีดำประกายเงินยวง ครอบคลุมยอดเขาทั้งลูกเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ! ม่านพลังนี้มิใช่กำแพงที่หยุดยั้งการโจมตี ทว่ามันคือ 'อาณาเขต' ที่พร้อมจะลบล้างและกลืนกินทุกสัจธรรมที่บังอาจล่วงล้ำเข้ามา!


ความแข็งแกร่งของมัน ก้าวล่วงขีดจำกัดของโลกผู้แสวงมรรคระดับกลาง ต่อให้มียอดคนวิญญาณแรกเริ่มขั้นสมบูรณ์นับ 10 คนมารุมโจมตี ก็ไม่อาจสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนให้แก่ม่านพลังนี้ได้!


อาเจียร่อนตัวลงมายืนบนลานหินที่ถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่ มันกลายเป็นหินหยกดำที่แผ่ไอเย็นเยียบ ชายหนุ่มหอบหายใจหนักหน่วง ท่อนแขนขวาสั่นเทาจากการฝืนลิขิตฟ้า ทว่ารอยยิ้มอหังการกลับประดับอยู่บนใบหน้า


"ต่อไปนี้... จะไม่มีขยะหน้าไหนกล้ามาเหยียบย่ำบ้านของข้าได้อีก!"


ศิษย์สำนักหมื่นอักขระ (ที่เปลี่ยนชื่อกลับคืน) และมิตรสหายคณะวิปลาส ต่างยืนนิ่งงันด้วยความตกตะลึงจนลืมหายใจ พวกเขาเพิ่งได้เป็นพยานในการกำเนิดใหม่ของขั้วอำนาจ ที่จะเขย่าโครงสร้างของโลกเซียนให้สั่นคลอนไปตลอดกาล! มรดกบรรพกาลได้ถูกปลุกขึ้นจากการหลับใหลแล้ว ด้วยมือของบุรุษจอมเจ้าเล่ห์ผู้หลงใหลในทรัพย์สินผู้นี้!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน