ค้อนขนาดใหญ่ของราชาคนเถื่อนทุบมาที่ผม ครั้งนี้มันไม่เหมือนกับการใช้ในครั้งก่อนๆหรือตอนที่ใช้กับชาร์ลอตต์เลยเพราะพลังของมันเพิ่มขึ้นตามร่างที่แท้จริงของราชาคนเถื่อน พลังของค้อนเต็มไปด้วยรัศมีพลังสีเหลืองทองที่รายล้อมรอบตัวค้อนที่ทุบเข้ามา
ส่วนคนเถื่อนเองก็ระเบิดพลังออกมาและมันก็ใช้ไพ่ตายของมันเสริมมาด้วย แน่นอนว่ามันต้องไม่ธรรมดาก็เพราะมันเป็นถึงไพ่ตาย ค้อนที่ควรทุบเข้ามาแค่หนึ่งอันแยกตัวออกไปจากค้อนอันแรกออกไปอีกสองอันก่อนที่ค้อนทั้งสามจะแผ่พลังงานออกมาเชื่อมต่อกันเพิ่มพูนพลังขึ้นไปอีก
ไม่ว่าจะเป็นใครที่มาอยู่ในสถานการณ์ตรงนี้ก็พูดได้คำเดียวว่านี่มันเป็นหายนะครั้งใหญ่ ถ้าเจ้านี่มันไปอยู่ในโลกหลักแน่นอนว่าต้องเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่แน่ๆ กลุ่มอื่นๆนอกจากกลุ่มของผมกับกลุ่มของลูเชียโน่ก็ถอยร่นออกไปไกล กลุ่มอำนาจก็เช่นกันเพราะถ้าพวกผมตายไปเป้าหมายต่อไปก็ต้องเป็นพวกเขาแล้ว
ต้องเอาชีวิตให้รอดก่อนอย่างน้อยก็สามารถยื้อชีวิตไปได้อีกสักพักก่อนที่ความช่วยเหลือจากด้านนอกจะมาถึงเพราะถ้ากลุ่มต่างๆเข้าไปนานเกินไปและผิดสังเกตกองกำลังจากหลายกลุ่มที่มีแรงค์ SS มากกว่าห้าสิบคนก็จะเข้ามาในทันที
กลืนโลหิตของผมที่ใช้ออกไปมันก็กระจายพลังงานสีแดงอันเข้มข้นออกไปรอบด้านพลังความกดดันอันแปลกประหลาดและน่ากลัวมันทำให้คนที่ยังอยู่ตรงนั้นนอกจากวงศ์วานของผมตัวสั่นเทาอิซาเบลล่ากับลูเชียโน่ก็ไม่เว้นพวกเขาสองคนมองมาที่ผมราวกับเป็นเทพสงครามของสนามรบแห่งนี้
พลังงานสีแดงครั้งนี้ก็ต่างออกไปมากไม่เพียงแต่เข้มข้นขึ้นแต่มันมีพลังที่สามารถกดดันลึกลงไปถึงจิตวิญญาณส่วนที่ลึกที่สุดอีกด้วยไม่เพียงแต่สร้างความน่าเกรงขามแต่มันสร้างกำแพงแห่งความสิ้นหวังเอาไว้ด้วย มนุษย์คนใดที่เห็นมันย่อมตัวสั่นเทาหวาดกลัวบางคนถึงกับหมดสติไปในทันที
ส่วนไอรีน เซล่า และชาร์ลอตต์ก็เดินเข้ามายืนข้างผมพวกเธอเองก็สามารถใช้กลืนโลหิตได้เหมือนกันแต่ต้องใช้ผ่านวงศ์วานเท่านั้นนั่นหมายความว่ากลืนโลหิตของผมจะแข็งแกร่งขึ้นไปอีกถ้ามีพวกเธอสามคนอยู่ข้างๆ แบบนี้ก็ดีสิ ผมคงมองแวมไพร์เป็นเผ่าที่คิดแค่เรื่องแบบนั้นเป็นกิจวัตรต่อไปไม่ได้แล้ว
พลังงานสีแดงอันเข้มข้นก็พุ่งเข้าไปปะทะกับค้อนของราชาคนเถื่อนที่โจมตีเข้ามา
ตูม!
ราชาคนเถื่อนที่ควรรอดูการตายกลุ่มของผมกับกลุ่มของลูเชียโน่และได้กำจัดผู้สืบทอดของเทพธิดาแห่งความดับสูญทิ้งไปด้วยแต่ว่าตอนนี้ค้อนของเขากลับไม่สามารถทะลุผ่านพลังงานสีแดงหรือขับสลายมันไปได้ นี่มันเป็นพลังบ้าบออะไรกัน? ถึงในหัวของเขาจะคิดร้อยแปดประการก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าพลังงานสีแดงตรงหน้ามันคือทักษะอะไร
“แกใช้ทักษะบ้าอะไร คิดจะยื้อชีวิตของแกรึยังไง ต่อให้ทำแบบนั้นไปก็แค่ช่วยให้แกหายใจไปได้อีกสักพักเท่านั้น”
“เดี๋ยวแกก็รู้เองว่ามันคืออะไร”
ราชาคนเถื่อนเริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกตินั่นก็ค้อนของเขาเองเริ่มปรากฎรอยแตกร้าวเล็กๆหนึ่งรอยก่อนที่มันจะเกิดขึ้นอีกหนึ่งรอยลุกลามไปเรื่อยๆไปจนทั่วทั้งตัวของค้อนจนกระทั่งค้อนเกิดอาการสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะแตกสลายไปในทันที
ราชาคนเถื่อนแม้จะตกตะลึงแต่ก็ต้องคงสติเอาไว้ นั่นมันค้อนระดับสุดยอดเลยนะ! มันถูกทำลายไปในเวลาไม่กี่วินาทีหลังจากที่ปะทะพลังเข้าหากันกับพลังงานสีแดงที่เข้มข้นอันนั้น
"นั่นมันพลังบ้าอะไรกันแน่ ทำไมถึงได้มีคุณสมบัติทำลายสูงถึงขนาดนั้น"
ราชาคนเถื่อนปลุกพลังสุดท้ายขึ้นมานั่นก็คือท่าไม้ตายที่เขามีมันอยู่มันคือพลังต้องห้ามของเผ่าคนเถื่อนถ้าใช้ไปแล้วจะเสียเส้นพลังเวทมนตร์ต้นกำเนิดทั้งหมดไปในทันทีหลังจากหมดผลของมันแล้วในชีวิตนี้ของราชาคนเถื่อนก็จะไม่สามารถใช้พลังเวทมนตร์ได้อีกต่อไป พลังต้องห้ามนี้ต่อให้เป็นราชาผู้ปกครองโลกที่สูงไปมากกว่าโลกหลักของผมนั่นก็คือโลกหลักของตัวราชาคนเถื่อนเอง ก็ไม่สามารถรับพลังที่ว่าได้แบบตรงๆโดยที่ไม่ได้บาดเจ็บอะไรเลย
"ฮ่า ฮ่า ถึงเวลาที่จะมอบความสิ้นหวังให้กับพวกแกทั้งหมดแล้ว"
บรรยากาศโดยรอบเริ่มกลายเป็นเกรี้ยวกราดอย่างหนักหน่วง เมฆสีดำเริ่มมารวมตัวกันและแผ่ขยายออกไปนับห้าสิบกิโลเมตร
สายฟ้าที่ถูกปลุกในตื่นขึ้นมานั้นก็ร้องคำรามออกมาไม่ต่างไปจากสวรรค์ได้นำความพิโรธลงมาสู่พื้นดินเพื่อทำลายมวลมนุษย์ทุกคนที่อยู่ภายใต้พลังอำนาจแห่งการทำลาย
พลังความกดดันของราชาคนเถื่อนก็แผ่ขยายออกไปกดดันสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่รัศมีพลังตลอดสิบห้ากิโลเมตรให้หมอบลงกับพื้นและไม่สามารถควบคุมร่างกายของตนเองได้
ราชาคนเถื่อนเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาก่อนที่หัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจแต่ว่าก็มีคนที่ยังยืนได้อยู่นั่นก็คือตัวผม ไอรีน เซล่า และชาร์ลอตต์
เขาก็ไม่ตกใจอะไรมากนัก เพราะเขาคิดว่าตัวผมอาจมีสมบัติอะไรบางอย่างติดตัวอยู่ก็ได้ทำให้สามารถต้านทานพลังความกดดันที่รุนแรงขนาดนี้ไปได้ แต่ความเป็นจริงแล้วผม ไอรีน เซล่า และชาร์ลอตต์ไม่ได้รู้สึกถึงแรงกดดันอะไรและไม่ได้ดูเหมือนกับว่าจะไม่สบายอะไรด้วย
ราชาคนเถื่อนแสดงท่วงท่าที่มีความเป็นเอกลักษณ์ก่อนที่จะใช้หมัดของเขาชกไปที่อากาศธาตุตรงหน้ากลายเป็นกระแสคลื่นพลังงานขนาดใหญ่พุ่งตรงไปยังผมกับสามสาว
แต่ว่าพลังงานสีแดงของผมตั้งแต่แรกมันก็ไม่ได้ไปไหนแต่ในทันทีที่มันเห็นคลื่นพลังงานของราชาคนเถื่อนที่โจมตีมาก็ราวกับว่ามันได้มองเห็นอาหารจานโปรดของตนเองมันรีบพุ่งเข้าไปปะทะกับคลื่นพลังงานพวกนั้นทันที
"ดิ้นรนกันเข้าไป ฮ่า ฮ่า"
ราชาคนเถื่อนตอนนี้เขาได้มองมาที่ผมกับสามสาวด้วยแววตาที่ราวกับได้มองคนที่ตายไปแล้ว
ในจังหวะที่พลังงานทั้งสองเข้าปะทะหากันก็เกิดกลายเป็นกระแสพลังทำลายรุนแรงที่มากยิ่งขึ้น พื้นดินบริเวณโดยรอบรัศมีราวหนึ่งกิโลเมตรทนพลังมหาศาลเอาไว้ไม่ไหวก็ได้ยุบตัวลงไปราวห้าเมตรจากนั้นรอยแตกมากมายที่มีลักษณะเป็นใยแมงมุมก็แพร่กระจายไปเรื่อยๆ
ราชาคนเถื่อนสงสัยมาตั้งแต่เมื่อครู่นี้แล้วว่าทำไมผมกับสามสาวถึงไม่ได้ตกใจ วิตกกังวล หรือกลัวอะไรเลยแต่กลับยิ้มมาให้เขาราวกับว่าไม่มีเรื่องอะไรให้หนักใจ
พลังงานสีแดงที่เป็นพลังดั่งเดิมของทักษะกลืนโลหิตก็กำลังดูดกลืนคลื่นพลังงานของราชาคนเถื่อนอย่างเอร็ดอร่อยโดยที่คนอื่นนอกจากผมนั้นกำลังคิดว่าพวกมันกำลังต้านทานกันไปมา ไม่อย่างนั้นพวกเขาทั้งหมดก็จะเข้าใจก็ประมาณว่า พลังงานสีแดงกำลังพ่ายแพ้คลื่นพลังงานไปเรื่อยๆ
ไอรีน เซล่า และชาร์ลอตต์ในตอนแรกก็กังวลมากๆแต่เมื่อเห็นผมที่กำลังมีท่าทางที่สบายๆไม่ทุกข์ร้อนอะไรกับสถานการณ์ที่ราวกับเป็นรองให้กับอีกฝ่ายมากมายถึงขนาดนี้ พวกเธอก็เข้าใจทันทีว่าทุกอย่างอยู่ในการคาดการณ์ของผมทั้งหมดแล้ว
ส่วนกลุ่มที่เหลือนั้นก็มีสภาพนอนราบไปกับพื้นไม่เว้นแม้แต่กลุ่มอำนาจทั้งหมดเพราะถูกพลังความกดดันที่ไม่อาจต่อต้านได้ทำให้พวกเขาในตอนนี้กำลังกระอักเลือดออกมาไม่หยุดผู้คนที่ทนมันไม่ไหวก็เริ่มทยอยกันตายไปทีละคนสองคนจนตอนนี้เหล่าผู้คนที่มีชีวิตรอดอยู่นั้นก็เหลือแค่พวกที่มีความแข็งแกร่งที่สุดของกลุ่มหรือไม่ก็คนที่มีความแข็งแกร่งถึงระดับหนึ่งเท่านั้น
พวกเขาทั้งหมดสิ้นหวังกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าของตนเอง ถ้าหากมันเป็นราชาคนเถื่อนแบบโลกหลักของพวกเขาก็คงไม่มีพลังอำนาจมากถึงขนาดนั้นแต่นี่มันเป็นราชาคนเถื่อนที่มาจากโลกที่สูงกว่า
ผ่านไปสักพักจนกระทั่งราชาคนเถื่อนคิดว่ามันมีอะไรแปลกๆตัวเขาเองใช้เวลาสังเกตไปสักระยะก็ทำให้เขารู้ได้ในทันทีว่าทุกอย่างที่ผมทำมันคือแผนการที่ล่อให้เขาตายใจ
เพราะพลังที่เขามั่นใจนักมั่นใจหนากำลังค่อยๆถูกพลังสีแดงกลืนกินเข้าไปเพื่อพัฒนาตนเอง
"แก!...ไอ้มนุษย์สารเลว แกกล้าดียังไงมาเล่นกับฉันแบบนี้"
"ฮ่า ฮ่า ฉันรอแกมาตั้งนานกว่าแกจะรู้ตัว ฉันก็คิดว่าแกจะรู้ตัวได้เร็วกว่านี้ว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่แต่ไม่คิดว่าแกจะโง่เง่าหลงตัวเองไปกับพลังพวกนั้น ที่แกคิดอาจถูกเพราะมันเป็นแผนการของฉันเอง แต่ว่าที่แกเข้าใจอะไรผิดไปเต็มๆนั่นก็คือ ฉันไม่ใช่มนุษย์..."
ผมกล้าพูดแบบนี้ออกไปก็เพราะในตอนนี้ไม่มีใครมีสติอยู่แถวนี้นอกจากผมกับสามสาวเพราะคนอื่นหมดสติกันไปหมดแล้ว ในที่สุดมันก็คงถึงเวลาที่ต้องทุ่มพลังของทักษะกลืนโลหิต
พลังงานสีแดงในตอนนี้เปลี่ยนจากสภาพหมอกควันสีแดงกลายเป็นเงาร่างมังกรสีแดงตัวเล็กๆไปแล้วเพราะดูดกลืนคลื่นพลังของราชาคนเถื่อนมาจนหมด
เงาร่างมังกรสีแดงพุ่งตัวไปที่ราชาคนเถื่อนด้วยความเร็วที่เหนือการสัมผัสรับรู้ของตัวราชาคนเถื่อนเอง เงาร่างมังกรสีแดงแผ่พลังงานสีแดงเข้าไปที่ตัวของราชาคนเถื่อนก่อนที่จะใช้พลังทั้งหมดของตัวมันโจมตีราชาคนเถื่อน
"นี่มันบ้าอะไร"
ราชาคนเถื่อนขาข้างซ้ายของเขาทรุดลงพื้นก่อนที่เขาจะสะบัดใบหน้าไปมา ร่างกายของเขามันหนักอึ้งพลังในร่างกายทั้งหมดรวมถึงเส้นสายแห่งชีวิตค่อยๆถูกสูบออกมาทีละนิด ตัวเขาไม่สามารถต่อต้านอะไรได้
ราวกับว่าร่างกายมันยินยอมมอบตัวมันเองให้กับเงาร่างมังกรสีแดงไปจนหมด ความทรงจำเก่าก่อนของราชาคนเถื่อนก็ปรากฎเป็นคำพูดของหัวหน้าเผ่าของเขาที่อยู่โลกหลักของเขา
"อย่าไปยุ่งกับพวกตัวตนที่มีพลังรัศมีที่เหมือนมนุษย์พวกนั้นเด็ดเพราะต่อให้มันอ่อนแอกว่าพวกเราสักร้อยเท่าคนพวกนั้นก็ไม่เคยพ่ายแพ้ให้กับเผ่าพันธุ์ที่ต่ำกว่าแบบพวกเราเด็ดขาด"
ราชาคนเถื่อนก็นึกชื่อหนึ่งขึ้นมาในหัวของเขา "แวมไพร์" คือตัวตนที่ลึกลับที่สุดในจักรวาลแห่งนี้และยังเป็นตัวตนที่ไม่ควรไปยุ่งด้วยที่สุดเพราะมันไม่ใช่อะไรที่ใครสามารถคาดเดาได้
เรื่องราวของพวกมันที่ใครรู้กันก็จะมีแต่เรื่องที่เล่ากันมาว่าพวกมันจะดูดเลือดเป็นกิจเฉพาะของตนเองเท่านั้น จากนั้นก็ไม่มีข่าวเกี่ยวกับพวกมันออกมาอีกเลย
ตอนนี้ร่างกายของราชาคนเถื่อนก็เริ่มค่อยๆสลายหายไปอย่างช้าๆกับความจริงที่ว่าตัวผมเป็นแวมไพร์และมีวงศ์วานถึงสามคน เขามองผ่านตัวของผมกับสามสาวก็เห็นเหมือนร่างอวตารของจักรพรรดิและจักรพรรดินีแห่งความชั่วร้าย
จากนั้นร่างกายของราชาคนเถื่อนก็สลายไปกับอาการที่ยังตกตะลึง และความคิดสุดท้ายที่ยังคงอยู่เขาไม่น่าประมาทเลย
ติ๊ง!
ได้รับ ฉายา จักรพรรดิแห่งความชั่วร้าย
ติ๊ง!
วงศ์วานแข็งแกร่งขึ้น
ติ๊ง!
สายเลือดแห่งแวมไพร์เข้นข้นขึ้นเลื่อนขั้นเผ่าพันธุ์กลายเป็นแวมไพร์ขั้น 4 เพิ่มความแข็งแกร่งของพลังแห่งความมืดขึ้นอีกสองเท่า เพิ่มความสามารถของคนที่ได้รับฉายา ภรรยาของแวมไพร์ที่อยู่วงศ์วานเดียวกัน วงศ์วานทั้งหมดสามารถใช้ทักษะของกันและกันได้ . . .